“ทำไมเกษตรกรของประเทศไทยถึงประสบปัญหาการขาดทุนและความยากจน”

เป็นคำถามที่ตอบง่ายแต่เข้าใจยากที่สุดในโลกจากเพื่อนๆ ชาวเกษตรท่านหนึ่งที่มักจะเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เขียนเป็นประจำ

 

ด้วยความรู้และความเข้าใจอันน้อยนิดของผู้เขียนต่อโลกใบนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะตอบได้ถูกต้องรึเปล่า

ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนตรองดู (ด้วยสมองอันน้อยนิด) ก็พบอยู่ 3 ข้อใหญ่ๆ ซึ่งก็คือ

 

1. ภาคการเกษตรของไทยเรานั้นถนัดด้านการปลูก และความชำนาญด้านการปลูกนั้นก็มีอยู่พอสมควร ทำให้มวลรวมของผลผลิตนั้นล้นตลาดหรือมักจะมากกว่าการบริโภคภายในประเทศเสมอๆ จนสุดท้ายต้องหาทางระบายสินค้าด้วยการส่งออกนอกประเทศในราคาถูกๆ เกษตรกรไทยเรานั้นไม่ถนัดด้านการตลาดหรือการขายเอาเสียเลย เรื่องนี้ไม่ได้พึ่งจะมาเป็น แต่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณกาล สังเกตได้จากการที่ไทยเรานั้นแทบจะไม่เคยล่องเรือออกไปค้าขายกับต่างชาติด้วยตัวเราเองเลย จะอาศัยก็แต่พ่อค้าต่างชาติมาเทียบท่าค้าขายกับเราเสียเอง หรือแม้แต่การศึกษาในยุคปัจจุบันที่ไม่ค่อยได้เห็นภาควิชาการตลาดบรรจุอยู่ในภาควิชาการเกษตรเลย เน้นแต่ผลิตจนลืมนึกถึงด้านการขายทั้งๆ ที่ควรจะศึกษากันให้ครบวงจร คือ ผลิต แปรรูปสินค้าการเกษตร และขาย เมื่อขาดขั้นตอนการขายไปก็ทำให้ผลผลิตล้นตลาดเป็นธรรมดา

 Picture 900

2. การส่งเสริมจากภาครัฐอย่างจริงจัง ข้อนี้นับว่าสำคัญหากว่าเราจะติดตามข่าวการเกษตรจากฝั่งมาเลเซีย เวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านที่พัฒนาแล้ว การส่งเสริมจากภาครัฐนั้นนับว่าสำคัญและทรงประสิทธิภาพ เช่น หากท่านเป็นเกษตรกรในมาเลเซียแล้วอยากจะทำการเกษตรแต่ไม่มีน้ำก็สามารถไปทำเรื่องขอน้ำจากหน่วยงานของรัฐได้เลยและหากท่านร้องขอแล้วยังไม่มีน้ำหรือระบบชลประทานมาถึงสวนท่านก็สามารถฟ้องร้องรัฐบาลได้เลย เป็นไงหละ! หรือเวียดนามที่ส่งเสริมการปลูกมะพร้าวกันทั้งจังหวัดโดยรัฐจัดหาพื้นที่ เทคโนโลยี และเงินทุน รวมไปถึงการจัดการด้านการแปรรูปและการตลาดให้อย่างครบวงจรเพื่อให้เกษตรกรทำการปลูกและผลิตสินค้าทางการเกษตรได้อย่างสบายใจ แล้วไทยเราหละ? คงไม่ต้องพูดถึงแต่ท่านหาเจ้าหนักงานของเกษตรประจำอำเภอเจอก็บุญแล้วเพราะท่านเหล่านั้นแทบจะไม่มีตัวตน จะมีก็แต่ชื่อแต่หาไม่เจอและก็ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ คงไม่ต้องพูดถึงนโยบายจากภาครัฐกันมากเพราะเล่ากัน 3 วันคงจะไม่หมดกับความสิ้นหวังและช่อโกงในวงการราชการ

 IMG_2904

3. ความสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกและปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งข้อนี้ก็สำคัญไม่แพ้ข้ออื่น ท่านผู้อ่านคงพอจะได้ข่าวว่าไทยเรานั้นใช้ยางพาราพันธุ์ที่มาเลเซียใช้เมื่อ 30 ปีก่อนและหน่วยงานด้านเกษตรบ้านเราก็รับรองพันธุ์นี้อยู่ซึ่งปัจจุบันนั้นมาเลเซียปรับปรุงไปไกลมากแล้วแต่หน่วยงานภาครัฐด้านการเกษตรของไทยก็ไม่คิดจะพัฒนาปรังปรุงพันธุ์ตาม จะว่าไปแล้วก็จะเกี่ยวเนื่องจากข้อ 2 เรื่องการส่งเสริมจากภาครัฐ มีผลผลิตทางการเกษตรในประเทศไทยอยู่จำนวนมากที่ยังเพาะปลูกด้วยการใช้พันธุ์ดั่งเดิมอยู่ ข้อนี้ต้องตำหนิทั้ง 2 ฝ่ายคือฝ่ายรัฐที่ไม่จริงจังและฝ่ายเกษตรกรที่ไม่ค่อยใส่ใจ

 

หากเพื่อนๆ ชาวเกษตรท่านไหนมีข้อคิดเพิ่มเติมหรือติชมอย่างไรก็สามารถแสดงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ^_^

บอกตรงๆเลย เขียนหัวข้อนี้รู้สึกเหนื่อยใจพิลึกๆ เฮ้อออออ!

Leave a Reply

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน