ก่อนอื่นต้องขอกล่าวขอบคุณดอกเตอร์อัครินทร์ ที่เข้าเยี่ยมเยียนและแวะมาบอกข่าวความคืบหน้าโรงไฟฟ้าพลังหญ้าเนเปียร์ (โทษที ไม่รู้จะตั้งชื่อยังไงให้ดูทรงพลัง เอาชื่อนี้ละกัน ทนๆ เอาหน่อย -__-!!!) ที่เป็นไปตามความคาดหมายของผู้เขียน ว่า “ไปไม่รอด!” วะ ฮ่ะๆ (ทำไมซื้อหวยไม่แม่นแบบนี้บ้างเนี่ยะ!)
วันนี้อารมณ์ดีนะเนี่ยะ ไม่รู้เป็นไร!
ผู้เขียนเป็นชาวสวนตัวเล็กๆ (พุงใหญ่ๆ) คนหนึ่งที่ติดตามข่าวความคืบหน้าโรงไฟฟ้าพลังหญ้าเนเปียร์ด้วยความตื่นเต้นตั้งแต่ได้ยินข่าว ตั้งแต่ที่ประกาศเปิดตัวโรงไฟฟ้าต้นแบบที่จังหวัดเชียงใหม่นั่นแหละ! แต่แวะไปดูก็หาไม่เจอ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะรายละเอียดที่ให้มาทำอย่างกับจะสร้างโครงการปรมาณูลับของ CIA งั้นแหละ! ลับจนไม่รู้จะลับยังไงแล้ว หาเจอหละโคตรเก่ง หรือมันไม่มีอยู่จริงก็ไม่รู้ ท่านไหนรู้บอกด้วยจะแวะไปสังเกตการณ์
หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งโครงการละลายงบของรัฐอีกแล้ว! ก็ยังไม่กล้าสรุป -__-!!!
http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000143427

001
เป็นไปตามความคาดหมายของเพื่อนๆ ในวงสนทนาและผู้เขียนที่เห็นว่าอุปสรรคสำคัญของโครงการนี้ที่เอกชนยังส่ายหัวไม่คุ้มทุนก็เพราะเรื่องราคารับซื้อที่เกี่ยวเนื่องกับรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูก ด้วยราคาตันละ 300 บาท! ใช่แล้วเราพูดถึง 0.30 บาทต่อกิโลกรัมนั้นไม่ได้ดลใจผู้ปลูกเท่าไหร่เลยเมื่อเทียบกับพืชตละกูลใกล้เคียงกัน เช่น อ้อย (หญ้าเนเปียร์นี่เหมือนอ้อยจริงๆ นะ ขอบอก -__-!!!) ต่างกันก็ตรงขนาดและความหวาน
อุปสรรครองลงมาก็คือการรับซื้อหรือความมั่นใจในด้านการตลาดนั้นยังไม่ได้ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกนั้นอุ่นใจเท่าไหร่นัก หากเป็นอ้อยขาดทุนแต่ก็ยังมีคนรับซื้อ หรือหากเลวร้ายก็ทำน้ำตาลก้อนแดงก็ยังได้อยู่ แต่หากเป็นหญ้าเนเปียร์หละ! ถ้าไม่มีโรงไฟฟ้ารับซื้อก็หญ้าดีๆ นี่เอง ซึ่งการพลิกแพลงดัดแปลงใช้หญ้าเนเปียร์ในบ้านเรานั้นยังไม่แพร่หลายจนขนาดมีตลาดสำรองรองรับผลผลิต

แล้วเราจะทำยังไงดีหละ! หากคิดที่จะพัฒนาหญ้าเนเปียร์ให้เป็นพืชที่สำคัญขึ้นมา
เอาแบบนี้ละกัน!
หากพูดกันถึงหญ้าราคาตันละ 300 แล้วหละก็ถือว่าแพงหากคิดจะใช้เป็นพืชพลังงาน ซึ่งต้องหมัก ต้องกลั่น ขั้นตอนเยอะ!
แต่หากพูดกันถึงราคาอาหารวัวตันละ 300 แล้วหละก็ถือว่าถูก!

นึกถึงฟาร์มหมูที่เก็บมูลหมูไว้ในถังหมักไหม? แทนที่เราจะให้หญ้าเป็นพลังงานโดยตรง โดยการหมัก การบ่ม ยุ่งยากมากมาย (ซึ่งในความคิดส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่าไม่คุ้มคุณค่าเอาเสียเลย) แล้วหากเราใช้วัวเป็นตัวกลางหละ? ใช้หญ้าเป็นอาหารวัวแล้วเก็บมูลวัวมาหมักเป็นเชื้อเพลิง ขั้นตอนการทำงานจะง่ายกว่าไหม? แค่หมักบ่มเชื้อจุลินทรีย์ในถังก็จะได้แก็สแล้ว เปลี่ยนจากสร้างโรงไฟฟ้ามาเป็นสนับสนุนฟาร์มวัวครบวงจรหลายๆ ฟาร์มแบบนิคมเกษตรกันดีไหม? ได้อาหาร ได้พลังงาน ได้อาชีพ แบบนี้ดีไหม?
อ่อ! ลืมไป มันคนละหน่วยงาน กระทรวงพลังงานเค้าไม่รู้จักกรมส่งเสริมการเกษตรนี่ เค้าไม่เคยมีตัวตน! หากันไม่เจอเลยคุยกันไม่ได้ ลืมไปๆ
โทษทีๆ ผู้เขียนผิดเอง -__-!!!

เพื่อนๆ ใจเย็นกันอีกนิด ผู้เขียนกำลังพัฒนารูปแบบการเลี้ยงอยู่ ไว้ได้ความคืบหน้ายังไงจะมาเล่าสู่กันฟัง!

เผื่อจะไปเข้าฝันสะกิดต่อมทำงานของภาครัฐขึ้นมาบ้าง อะไรบ้าง! ขนาดเกษตรกรตัวเล็กๆ หัวโตๆ ไร้ทุน ไร้การสนับสนุนทางหลักวิชาการและกำลังคนยังพยายามขวนขวายขนาดนี้ มีงบเป็นร้อยๆ ล้านแบบภาครัฐแล้วทำอะไรไม่ได้เรื่องละอายเค้าแย่เลย!

2 Responses to “ฝันสลายตามคาดกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังหญ้าเนเปียร์”

  • puhapril:

    เจ้าของบทความพูดได้ใจค่ะ…เพราะเท่าที่ติดตามข่าวนี้มานานมากเป็นปีๆ เมื่่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแล้วไม่มีแผนสำรองหากไม่เป็นไปตามแผน ทีนี้หญ้าปลูกมากเพราะคิดว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริง – ทำจริง ดูแลกันอย่างดี ตอนนี้เป็นปัญหาว่า…จะขายใครหน้าฝนผ่านมาขายปศุสัตว์ก็ไม่ได้หญ้างามยังมีอยู่เยอะ สงสารก็แต่คนปลููกเชื่อลมปาก..ลงมีทำด้วยหวังว่าจะได้เป็นเศรษฐีในเร็ววันเพราะรัฐบาลสนับสนุนให้สร้าง รง.ไฟฟ้าแน่ๆ เวลาผ่านไปก็ปลูกร่วม 100 ไร่ ทำไรไม่ได้เลยไม่มีหน่วยไหนเข้าช่วยเหลือ ผู้ส่งเสริมปลูกก็หายเงียบหาไม่เจออย่างเจ้าของบทความพูดค่ะ….ร่ายมายืดยาวก็เพราะเห็นแล้วสงสารเกษตรกรรายหนึ่งค่ะ

  • essapass:

    ได้หาข้อมูลหญ้าเนเปียร์เหมือนกันครับแต่ไม่ได้จะเอาเป็นพลังงาน จะหาอาหารให้สัตว์เลี้ยง วัว ควาย หมู่ เป็นไก่มากกว่าจะได้ลดต้นทุนให้น้อยๆจะได้ไม่ต้องติดกับดักอาหารสำเร็จรูปที่มาจากโรงงานแพงๆๆ

Leave a Reply

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน