Archive for the ‘สังคม’ Category





นานๆ ทีแวะเข้ามาดูในเพจ (ร้าง) ที่ทำไว้
หากเป็นเพจอื่นคงเป็นเรื่องปกติ ที่จะมีคนเข้ามาคลิก Like หลัก 100 ต่อวัน แต่นี่ 100 ต่อสัปดาห์ก็ดีใจตายแล้ว หุหุหุ
ถึงแม้ว่าการกด Like ส่วนใหญ่จะมาจากเวปไซด์ http://www.mygreengardens.com ก็เถอะ
คำถามค้างใน inbox ก็เยอะไม่แพ้กัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะถามไปในเสียงเดียวกันว่า
“ผู้เขียนหายไปไหน?”
“ติดต่อไม่ได้เลย!”
ประมาณนี้
จะไม่เข้ามาตอบ จะไม่เข้ามาอธิบายก็ดูจะเสียน้ำใจผู้ชม ผู้อ่าน ที่อุตส่าเสียเวลาแวะเข้ามาเพจร้าง เวปร้าง หุหุหุ
และก็ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ที่หายหน้าหายตาไปอย่างไม่บอกกล่าว
ตอบกันตามตรงเลย!
พักนี้ผู้เขียนยุ่งวุ่นวายอยู่กับการหาทุนทรัพย์ หาทุนรอนเพื่อสานต่อโครงการต่างๆ ที่ได้ตั้งใจไว้ ครั้นจะอาศัยเงินรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรที่สวนก็คงไม่พอจะทำงานต่อ เพราะที่สวนก็มีรายจ่ายในตัวของระบบเอง ทั้งยังต้องรับผิดชอบโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนแถบใกล้เคียงอีกด้วย
ครั้นจะไปขอทุนจากบริษัทใหญ่ๆ ชื่อเสียงดังๆ อย่างที่เราได้ยินกิตติศัพท์มา แต่พอเอาเข้าจริงๆ โครงการของผู้เขียนที่หนักไปทางการให้ฝ่ายเดียว เป็นการลงทุนที่ยาวนานและไม่เห็นผลตอบแทน ไม่คุ้มค่าเม็ดเงินลงทุนเพื่อการตลาดที่ท่านเหล่านั้นคาดหวังไว้ เลยไม่สำเร็จ ท่านเหล่านั้นเลยไม่ให้ทุนสนับสนุนโครงการ หุหุหุ
(ก็มันกลางทุ่ง กลางนา เลยไม่รู้จะเอาป้ายโฆษณาสินค้าของท่านไปติดยังไง!)
แน่นอนว่าหลายๆ ท่านมีจิตกุศลและมุ่งมั่นอยากจะช่วย และผู้เขียนเองก็ซาบซึ้งในน้ำใจและจิตกุศลที่เพื่อนๆ หลายท่านมีให้ แต่ก็คงต้องขอรับไว้แค่ใจและปฏิเสธเงินบริจาค ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ หลักๆ ก็คือกลัวเสียเพื่อน (ทั้งๆ ที่บางท่านก็สนิทกันทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเห็นหน้า หุหุหุ ได้ยินแต่เสียง) เพราะเมื่อไหร่ที่ทำงานกับเงินและคนมากหน้าหลายตา ความโปร่งใสและความเป็นระเบียบควรจะมีและชัดเจนเพื่อป้องกันข้อครหา แต่เผอิญว่าผู้เขียนไม่ค่อยจะมีความละเอียดในเรื่องแบบนั้น เลยต้องขอปฏิเสธท่านๆ ไว้เพื่อป้องกันปัญหา

011

สุดท้ายวิธีที่ดีที่สุด คือต้องทำอะไรด้วยตนเอง ซึ่งสบายใจที่สุด!
ผู้เขียนเลยต้องมาเช่าห้องแถวเล็กๆ ทำร้านเย็บเสื้อผ้าเพื่อหาทุนไปทำงาน ทำโครงการด้านสาธารณประโยชน์ต่อ เพราะคิดว่าคงต้องใช้เงินทุนอีกมากโขสำหรับโครงการต่างๆ (นี่แหละ โม้มาซะนานเพื่อจะมาบอกแค่นี้แหละ ฮ่ะๆ -__-!!!)
เงินอาจจะไม่ใช่ทุกอย่าง แต่หลายๆ อย่างต้องใช้เงิน!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความต่อเนื่อง

หนึ่งในเหตุผลหลักของความล้มเหลวในหลายๆ โครงการของผู้เขียนที่ได้เรียนรู้มาด้วยตนเอง (และหลายๆ โครงการของภาครัฐในสยามประเทศแห่งนี้) คือ
“ความต่อเนื่อง”
ลักษณะคงจะเหมือนเวลาที่ไปใส่บาตรพระ แล้วเราได้ความสบายใจกลับมา เพราะคิดว่าได้บุญแล้วเลยไม่คิดพิจารณาอะไรต่อ เบื้องหลัง เบื้อลึกเป็นยังไง ช่างมัน! (บาปบุญมันได้กันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ)
แต่ท่านเคยจะคิดไตร่ตรองไหมว่า สิ่งของที่เราใส่บาตรนั้น มันไปไหน?
จัดการกันยังไง?
อะไรที่มันมากไป น้อยไป ไม่พอดี มักจะเป็นปัญหาเสมอครับ
หลายต่อหลายครั้งที่เราทำบุญไป ถูกขาย ถูกทิ้ง ถูกโกง (สังฆทานไม่ได้มาตรฐาน) กลายเป็นหลายๆ ปัญหาไปในที่สุด
โครงการต่างๆ ที่เราๆ ท่านๆ เห็นอยู่ก็เช่นกัน (และ หรือ ทำอยู่ก็ตาม) หากไม่เอาใจใส่ ติดตามผลและประคับประคองให้ตลอดลอดฝั่งก็จะสูญเปล่า
ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ก็พาลแต่จะไร้ประโยชน์และอาจจะกลายเป็นปัญหาไปในที่สุด
นี่หละเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเราปลูกป่าเป็นล้านๆ ไร่ หลายร้อยล้านต้น แล้ว ทำไมมันไม่เต็มซักที!
เพราะหลังจากปลูกแล้ว ไม่มีใครสนใจมันอีกเลย!
แบบนี้ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม เพราะต้นไม้เหล่านั้นเกือบทั้งหมดแห้งเหี่ยวตายไปตามสภาพ เหลือรอดตามยถากรรม
—-
หากเพื่อนๆ ท่านไหนมีจิตกุศล อยากจะช่วยเหลือ สนับสนุนผู้เขียนก็เห็นจะเป็นเรื่องนี้หละครับ
ทุกๆ ชิ้นของเสื้อผ้าที่เพื่อนๆ ช่วยอุดหนุน ผู้เขียนแบ่งเก็บ 5% จากผลกำไรเอาไว้สำหรับเด็กๆ และกิจกรรมสาธารณประโยชน์

Picture 005-small

** ปกติผู้เขียนจะแยก 2 เรื่องออกห่างกัน ทั้งเรื่องงานด้านสาธารณประโยชน์และด้านค้าขาย แต่คราวนี้เห็นว่าคงจะดีไม่น้อยหากได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนๆ ที่มีจิตกุศลและอยากมีส่วนร่วม เผื่ออะไรๆ มันจะเสร็จไวขึ้นซักนิดก็ยังดี **





บ่อยครั้งที่ได้ยินเพื่อนๆ ล้อเลียนนักการเมืองไทย และหลายครั้งที่ได้ยินผู้คนดูถูกนักการเมืองว่า “โง่ ไร้สมอง ไม่มีสติปัญญา” บอกตรงๆ เลยว่าผมรู้สึกอึดอัดและไม่ชอบมากๆ ถึงขั้นรู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ได้เข้าใจกัน
“ไม่ชอบเอาซะเลยกับวิธีคิดแบบนั้น!”

ไม่แน่ใจว่าจะมีสักกี่คนที่ได้มีโอกาสร่วมโต๊ะกินข้าวเที่ยงกับนักการเมืองทั้ง 2 พรรคใหญ่ แน่นอนหละว่าไม่ได้มาพร้อมกันทั้ง 2 พรรค และแน่นอนว่าไม่ใช่กับนักการเมืองทุกคน แค่ไม่กี่คน แค่ไม่กี่คนจริงๆ แต่ก็มากพอที่จะทำให้ได้ข้อสรุปว่า “พวกเขาไม่ได้โง่ ไม่ได้ไร้ซึ่งสติปัญญา”
“ตรงกันข้าม พวกเขาฉลาดล้ำลึก เกินกว่าที่พวกเราจะหยั่งถึงด้วยซ้ำไป!”

สำหรับคนที่ได้ร่วมโต๊ะกินข้าวกับพวกเขาด้วยความบังเอิญรึเปล่า ก็ไม่แน่ใจ! แต่ที่แน่ๆ ผมไม่ได้รวย ไม่ได้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีอิทธิพล จนนักการเมืองเหล่านั้นต้องมากินข้าวด้วย ผมไม่ได้มีความสำคัญขนาดนั้น มันก็เป็นแค่เหตุผลทางด้านธุรกิจ และคนที่เขาอยากจะคุยด้วยก็เป็นนายจ้างของผม ผมเป็นเพียงแค่ละอองฝุ่นในชั่วขณะนั้น เท่านั้นเอง แต่บางครั้งฝุ่นละอองก็มีความสำคัญขึ้นมาทันทีเมื่อคุณต้องการบุคคลที่ 3 เพื่อรองรับความผิดพลาดเวลา งานไม่ทัน! ช้า! ต่างๆ นาๆ นั่นหละหน้าที่ของผม ที่พูดได้แต่คำว่า “ครับ!” “แก้ไขครับ!” และ “จะทำให้เดี๋ยวนี้ครับ!”
เพื่อให้การสนทนาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยบางครั้งเราจำเป็นต้องมีบุคคลที่ 3 ที่คอยรองรับความผิดพลาดจากทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งแน่นอนหละว่าพวกเขาผิดกันไม่เป็น! มันก็เป็นการแสดงอย่างหนึ่งที่ถูกจัดฉากขึ้นโดยผมกับนายจ้างเพื่อให้นักการเมืองเหล่านั้นพึงพอใจ!

จริงๆ แล้วพวกเราควรจะดีใจที่ได้นักการเมืองฉลาด มีสติปัญญา แต่ข่าวร้ายก็คือพวกเขาใช้ความฉลาดและสติปัญญาเหล่านั้นไปในทิศทางที่ผิด คดโกง ทุจริต
หากแบ่งความฉลาดนั้นมาใช้ในทางสร้างสรรค์และการพัฒนาบ้าง ป่านนี้ไทยเราคงเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปแล้วหละ!

หรืออย่างน้อยพวกเขาก็ฉลาดกว่าผมและท่านๆ ที่คิดว่าพวกเขาโง่ เพราะเมื่อไหร่ที่คิดแบบนั้นก็เท่ากับว่าเราตกหลุมพรางแห่งความประมาทแล้วหละ! ถ้าโง่ขนาดนั้นคนพวกนี้จะเหยียบข้ามหัวเราขึ้นไปเป็น สส สว ได้อย่างไร!
คนที่เหยียบข้ามหัวคนจำนวนนับแสนขึ้นไปเป็น สส ได้นี่ คุณคิดว่าธรรมดาเหรอ! ง่ายเหรอ! มันต้องมีคุณสมบัติอะไรซักอย่างที่เป็นพิเศษกว่าพวกเราถึงจะขึ้นไปได้ หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ก็ลองคิดดูว่าหากเพื่อนๆ อยากจะเป็นแค่ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนระดับชั้นล่างสุด จะต้องทำยังไงบ้างหละ! ต้องเผชิญอะไรบ้าง คิดสิ!

หากคุณได้มีโอกาสได้นั่งฟังพวกนักการเมืองเหล่านี้พูดเหมือนผมหละก็ ท่านจะรู้สึกทึ่งกับแผนการคดโกงอันแยบยลที่จะดึงเงินภาษีที่เราๆ ท่านๆ จ่ายเข้ารัฐออกมาใช้อย่างมีศิลปะ และจะรู้สึกว่าโลกทัศน์แคบไปถนัดตาเมื่อรู้ถึงวิธีการ แผนการอันฉลาดล้ำลึกที่ซ้อนกัน 3 – 4 ชั้นเป็นอย่างน้อย และมี 3 – 4 ฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอๆ เช่น นักการเมืองคนชงเรื่อง ข้าราชการคอยอำนวยความสะดวก และฝ่ายนักธุรกิจที่ใช้เศษเงินล่อเงินก้อนใหญ่จากคลังของรัฐออกมาแบ่งกัน และฝ่ายที่ 4 ก็ผู้เสียประโยชน์อย่างเราๆ ท่านๆ ฮ่ะๆ เห็นไหมเราก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขาด้วย มีฝ่ายได้ก็มีฝ่ายเสีย! จริงไหม! ก็เงินภาษีของพวกเราไง!
จะขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปไม่ได้ (โดยเฉพาะพวกเราเจ้าของเงินภาษี ฮ่ะๆ)

พวกเราควรจะเริ่มตั้งคำถามได้แล้วว่านักการเมืองเหล่านั้นใช้ความฉลาดของพวกเราไปทิศทางไหน กำลังทำอะไร และทำเพื่ออะไร ซ่อนอะไรไว้บ้าง มากกว่าที่จะนั่งหัวเราะกับภาพลักษณ์อันโง่เขลาที่แสดงออกมาทางสื่อแล้วก็ปล่อยวางให้ทุกอย่างหลังฉากล่วงเลยไปจนสำเร็จตามเป้าหมายของพวกเขา

ผมไม่ได้ชอบไม่ได้รักพวกเขาเลย ตรงกันข้ามผมเกลียดคนพันธุ์นักการเมืองมากจนเข้าเส้น แต่บางครั้งบางทีก็ควรจะเรียนรู้จากคนที่เราเกลียดด้วยเช่นกัน และผมก็อยากให้ท่านเป็นแบบนั้นเพื่อเรียนรู้ที่จะได้มีระดับสติปัญญาที่เหนือกว่าพวกนักการเมืองเหล่านั้น เพื่อที่จะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อทั้งด้านความคิดและเหยื่อทางสถานการณ์

เพราะฉนั้นก็อยากให้มองพวกเขาใหม่ มองด้วยสายตาที่ลึกลงไปแล้วเราจะรู้ทันกลโกงได้ดีขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่านักการเมืองไม่ใช่ฐานะทางสังคม แต่มันเป็น “มะเร็งทางสังคม” และจะได้รู้ว่าคนพวกนี้เลวบัดซบขนาดไหน
“ขณะที่เราหัวเราะเยาะความโง่ของพวกเขา พวกเขาก็หัวเราะเยาะเราเช่นกันกับความโง่ที่มากกว่าของพวกเราที่รู้ไม่ทันเขา”
ยอมได้เหรอ!





กระทบแน่ๆ ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นก็ว่ากันไปตามส่วนภาค
เกษตรกรหลายท่านคงเป็นกังวล (รวมถึงผู้เขียนด้วย) กับเรื่องที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ซึ่งก็คือการเปิดประเทศเข้าสู่เขตการค้าเสรีประชาคมอาเซี่ยน จริงๆ เราก็เริ่มมานานแล้วทั้งการทหารฝึกร่วม การทูตต่างๆ นาๆ แต่ปี 2558 นี้ก็จะเปิดแบบชนิด “มันแน่นอก ก็ต้องออก!” อะไรทำนองนั้น คือเปิดแบบไม่เหลือห่าอะไรไว้ป้องกันตัวเองเลยกับภาษีสูงสุด 5% สำหรับสินค้าอ่อนไหวของประเทศไทย อันได้แก่ กาแฟ มะพร้าวแห้ง ไม้ตัดดอก มันฝรั่ง (ซึ่งมันอ่อนตรงไหน ใครเป็นคนคิด -__-!!!) จะอ่อนก็มีอย่างเดียวก็คือปัญญาคนคิด ทำไมผู้เขียนถึงพูดแบบนั้นนะเหรอ หากท่านผู้อ่านได้อ่านรายการสินค้าอ่อนไหวของประเทศสมาชิกอื่นๆ แล้วก็คงจะพูดเหมือนกับผู้เขียนนั่นแหละ เชื่อเถอะ! มากทั้งจำนวนรายการและคุณภาพ
เฮ้อออ! กลุ้ม
และส่วนที่เหลือนั้นภาษีข้ามแดนจะเหลือ 0% (ศูนย์เปอร์เซนต์) ทันที เป็นไงหละ -__-!!!

ถึงแม้ว่าภาพรวมอาจจะดูดีและได้เปรียบ (เน้นคำว่าอาจจะนะ!) เพราะภาคอุตสาหกรรมของเอกชนเองก็ฝ่าฝันอุปสรรคไปตั้งรกรากอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มสิ่งทอ และอื่นๆ ซึ่งไปแบบไม่มีใครช่วยหรือไปแบบไม่มีรัฐบาลส่งเสริมนั่นแหละ! แต่กระนั้นภาพรวมก็ยังออกมาดีเพราะฟันเฟืองภาคธุรกิจต่างๆ ก็เริ่มเดินแล้วและการปรับตัวของภาคเอกชนไทยเรานั้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ

ภาคการเกษตรที่เราๆ ท่านๆ สังกัดอยู่นั้นก็โดยเต็มๆ เพราะต้นทุนทั้งด้านแรงงานและค่าใช้จ่ายต่อหน่วยของเราแพงที่สุด แล้วจะเอาอะไรไปสู่กับเขาหละเนี่ยะ! หรือท่านผู้อ่าน

IMG_3419
ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลเราจะดูทันสมัยกว่า (เมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกส่วนใหญ่) แต่ต้นทุนเราสูงมากทั้งการที่เราทำการเกษตรมาอย่างยาวนานทำให้แร่ธาตุต่างๆ ในดินเสื่อมลงเลยต้องเสียค่าทำนุบำรุงพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปอีก เมื่อเทียบกับป่าเปิดใหม่ของประเทศเพื่อนบ้านที่มั่งคั่งด้วยแร่ธาตุธรรมชาติตามประสาของใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีแบบเราแล้ว ก็คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องต้นทุน ทั้งการส่งเสริมหรือกลยุทธ์เชิงนโยบายจากภาครัฐที่…..เอิ่ม….ไม่รู้จะพูดยังไงดี ว่ามันดีหรือไม่ดีเพราะมันไม่เคยมี -__-!!!




ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งหละที่ชอบอ่านข่าวชนิดที่ว่าบริโภคตัวหนังสือเป็นอาหารหลักเลยทีเดียว และกินหญ้าเป็นอาหารเสริม (เลยซื่อบื้อ) หากเพื่อนๆ สังเกตดีๆจะเห็นว่าผู้เขียนพยายามหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามที่เกี่ยวกับการเมืองซึ่งเต็มไปด้วยอารมณ์ แต่ก็มีแอบด่ารัฐบาลหรือหน่วยงานราชการบ้าง แต่นั่นก็เพราะความไม่ได้เรื่องของหน่วยงานเหล่านั้นเอง ไม่เข้าใจว่าหน่วยงานราชการไทยเป็นเครื่องจักรแบบไหนถึงทำให้คนเก่งๆ หลายคนที่เข้าสู่ระบบแล้ว สวมเครื่องแบบแล้วกลายเป็นคนซื่อบื้อ ทำงานกันไม่ได้ผล จากคนเก่งๆที่สอบได้ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ (จากคนเป็นหมื่นแล้วสอบเอาแค่ไม่กี่ร้อยคนนี่ถือว่าเก่งไหมหละ ผู้เขียนคนหนึ่งหละที่ทำไม่ได้ แต่นั่นก็โชคดีแล้วหละที่ไม่ได้รับราชการถึงแม้ว่าจะมีคนขอร้องให้เข้าหน่วยงานก็เถอะ หุหุหุ คุยซะหน่อย ไม่งั้นก็คงเขียนด่าไม่ได้ หุหุหุ) ไม่รู้ว่าความเป็นอัจฉริยะหรือความสามารถหรืออุดมการณ์ของท่านเหล่านั้นหายไปไหนหมด มีมนต์สะกดนะเนี่ยะ! ชุดราชการไทย สุดยอดอ่ะ!

Picture 900

แต่บางทีก็อดมีอารมณ์ (อยากจะด่ารัฐบาลและฝ่ายการเมือง) ไม่ได้กับคำถามที่เพื่อนๆ ถามเข้ามา!

อยู่ในสังคมนี่เนอะไม่รับรู้ก็ไม่ได้เดี๋ยวตามไม่ทัน พอรับรู้ก็รู้สึกเหนื่อยแบบไม่ไหวจะเพลีย เพราะมีแต่ข่าวอะไรม่ายรู้ บ้างฆ่ากันตายอย่างไร้เหตุผล รึไม่ก็โกงบ้านแดกเมืองจนท้องอืดท้องเพ้อ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์แบบนี้เยอะขึ้นเป็นเงาตามความเจริญหรือสื่อทันสมัยขึ้นเลยขุดเรื่องพวกนี้ได้เยอะขึ้น หรือทั้ง 2 อย่าง แต่ที่น่าฉงนมากกว่านั้นก็เป็นเรื่องบทลงโทษทีเราเห็นๆ กันจนระอาอย่างการขโมยของแล้วติดคุก 18 ปีเพราะเสือกไปขโมยของดารา (อภิสิทธิ์ชนชั้น 1 ของประเทศไทย) แล้วถ้าสมมุติว่าขโมยของอาซิ่มแก่ๆ หละ?

สงสัยบทลงโทษหรือระบบควบคุมแบบธรรมดาๆ ทางโลกเราจะเพี้ยน แล้วเราจะพึ่งทางไหนได้หละวะเนี่ยะ เฮ้อ สงสัยต้องพึ่งบาปกรรมอย่างที่เขาว่าจริงๆ แต่ เอะ แล้วแมร่งบาปกรรมที่ว่าเนี่ยะ มันพึ่งพาได้ขนาดไหนหละ

ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ฉงนมานานละว่าระบบเวรกรรมบาปกรรมนี่มันทำงานยังไง ใช้อะไรเป็นตัวแปรหรือสารตั้งต้น? ทำงานมีประสิทธิภาพมากไหม? ใครเป็นคนสร้างระบบ? แล้วระบบบาปกรรมที่ว่าเนี่ยะมันสร้างมานานรึยัง? ใช้มาตรฐานอะไรสร้าง? แม่งได้ ISO หรือเครื่องหมาย มอก รึเปล่าก็ไม่รู้!

ถ้าใครรู้ช่วยจัดทำคู่มือให้ผู้เขียนซักเล่มเถอะ นะ! กูจะได้ใช้ชีวิตได้ถูก จะได้ดำรงชีพได้อย่างถูกต้องตามคู่มือ

ทำไมถึงเกิดเหตุสงสัยขึ้นมาแบบนี้นะเหรอ (จริงๆ สงสัยมานานละ!) เพราะถ้าระบบบาปกรรมมันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ โลกเราคงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ วุ่นวายชิหาย คนทำผิดแล้วผิดอีกเสนอหน้าออกมาได้เกือบทุกช่องทีวี เดินได้หายใจสะดวก กินอิ่มนอนอุ่นหุ่นไม่เกี่ยวอยู่เต็มเมืองจนอดคิดไม่ได้ว่า

แล้วบาปกรรมที่ว่าเนี่ยะมันไปไหนหละ! มันกำลังทำงานอยู่รึเปล่า!

IMG_1364

อย่ามาพูดเรื่องชาติหน้ากับผู้เขียนนะขอร้อง ไม่ได้โลกสวย ผู้เขียนแค่อยากรู้และอยากได้คำตอบ
เพราะถ้าชาติหน้ามีจริง แต่บังเอิญว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ก็ดันมีโลกเดียว ก็เลยต้องเกิดมาในโลกใบนี้ต่อไปและดำรงชีพอยู่ในโลกที่ถูกกระทำด้วยกลุ่มคนเหล่านั้นเมื่อกาลก่อน แล้วจะอยู่ยังไงหละ! หรือหากต้องสะสมแต้มแบบ 7 อะไรแบบนั้นรึเปล่าถึงจะได้สิทธิ์ไปเกิดใหม่บนดาวเนปจูนอะไรทำนองนั้น ใครก็ได้ช่วยบอกกูที เห็นไหมบอกแล้วว่าเราต้องการคู่มือ

แล้วถ้าระบบบาปกรรมที่ว่าเนี่ยะทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพ เราจะปรับปรุงมันยังไงหละเนี่ยะ มีศูนย์บริการรึเปล่าก็ไม่รู้!

แล้ว สคบ นี่จะรับฟ้องไหมถ้าเราอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวน ปรับปรุงระบบบาปกรรมที่ว่าเนี่ยะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นให้ทันกับโลกปัจจุบันที่เป็นอยู่ เอาแบบชนิดโกงปุ๊ปตายห่าปั๊ปเลยอะไรแบบเนี่ยะ (เชี่ยละ แล้วแบบนี้สภาแมร่งไม่ร้างเลยเหรอว่ะ -__-!!!) จะเปลี่ยนฮาร์ดแวร์หรือจะอัพเกรดเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่หรือห่าอะไรก็ได้ให้ระบบบาปกรรมมันมีประสิทธิภาพทันกับโลกปัจจุบันหน่อย เพราะเท่าที่เห็นมันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเหมือนชำรุดๆ เอ๋อๆ ยังไงก็ไม่รู้ -__-!!!


วันนี้ขอเขียนย้อนหลังกลับไปวันก่อนสงกรานต์สักเล็กน้อยเพราะอยากจะประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะได้รับทราบอย่างทั่วถึงกันถึงความสดใหม่และราคาที่น่าสนใจของอาหารทะเลจากตลาดทะเลไทยจังหวัดสมุทรสาครที่ผู้เขียนต้องไปโดยบังเอิญ ถึงแม้ว่าหลายท่านๆ ทราบดีแล้วแต่เชื่อแน่ว่าอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าหากเราต้องการซื้ออาหารทะเลสดๆ ใหม่ๆ ราคาถูก หาซื้อได้ที่ไหนบ้าง ตลาดข้างบ้านก็แย่เหลือเกินเพราะไปรับของโละมาจากตลาดใหญ่อีกทีหนึ่งจนความสดหายไปจนเกือบหมด หรือไม่ก็คิดจะไปซื้อถึงแพปลาแต่ก็ไม่รู้ว่าเขาขึ้นปลากันที่ท่าไหนแพไหน อย่าคิดว่าคนอื่นจะรู้เหมือนกันหมดครับไม่อย่างนั้นแล้วคงไม่มีความเลื่อมล้ำทางด้านการตลาดสำหรับสินค้าทางการเกษตรและอาหารทะเลเหมือนเช่นทุกวันนี้หรอก

ตลาดสินค้าการเกษตรและอาหารทะเลของบ้านเรานั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและต้องการความเข้าใจเป็นอย่างสูง เรียกชนิดได้ว่าตลาดไหนตลาดนั้นกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดอาหารทะเลในประเทศไทยที่รู้กันในแวดวงพ่อค้าแม่ขาย ข่าวสารประชาสัมพันธ์สู่สาธารณะไม่ค่อยมีให้ได้รับทราบก็เลยจำกัดอยู่แต่ในแวดวงคนทำอาชีพที่เกี่ยวข้องและถ้าหากเราประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนได้รับทราบหละ กำลังซื้อจะหลั่งไหลไปตลาดขนาดไหน และรวมถึงประโยชน์ทางอ้อมที่อาจจะสร้างอาชีพขึ้นมาอีกหลายต่อหลายราย

เริ่มกันเลยละกัน บ่นมากเดี๋ยวความดันขึ้น อิอิอิ -__-!!!

จริงๆ แล้วผู้เขียนตั้งในจะไปซื้ออาหารทะเลที่ตลาดมหาชัยเพราะเห็นว่าเป็นตลาดอาหารทะเลใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดสมุทรสาครและเป็นตลาดที่คุ้นหูกันมานาน แต่พอไปถึงนั้นกลับปรากฏว่าไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่คิดและดูเหมือนตลาดสดทั่วๆ ไปที่เราๆ ท่านๆ ไปเดินซื้อผักซื้อไก่กัน ก็เลยทำให้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเพราะมโนภาพไปถึงตลาดอาหารทะเลขนาดใหญ่ที่คราครั่งไปด้วยผู้คนและอาหารทะเลสดๆ ขึ้นจากแพวางเรียงรายกันเต็มตลาด เฮ้ออออ ผิดหวัง!

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เจอแต่อาหารทะเลแห้งกับปลาหมึกจนเวียนหัว แต่ก็พอสังเกตเห็นสิ่งที่เหมือนกันของทุกๆ ร้านก็คือถุงและสัญลักษณ์เครื่องหมายบนถุงที่ทำไว้เพื่อบ่งบอกความเป็นเจ้าของ จนฉุดคิดได้ว่าลักษณะนี้ก็คงจะไปรับมาจากที่เดียวกันเพื่อมาวางขาย แล้วพวกเขาไปรับปลาหมึกมาจากไหนหละ? ฉงนอยู่พักใหญ่จนต้องไปถามคนขับตุ๊กๆ ว่าแถวนี้มีแพปลาไหม คนขับตุ๊กๆ ก็แสนจะใจดีชี้ไปทิศทางของตลาดทะเลไทยแล้วบอกว่าเดินไปอีก 3 – 4 กิโลเมตรก็ถึง ได้เบาะแสมาแล้วบางส่วนแต่ก็ยังไม่ชัดเจนนักเลยต้องไปถามแม่ค้าแถวนั้นว่าแพปลาแถวนี้อยู่ตรงไหน แม่ค้าก็ใจดีบอกชื่อตลาดทะเลไทยและทิศทางให้เบ็ดเสร็จ

พอเดินทางถึงตลาดทะเลไทยซึ่งห่างจากตลาดมหาชัยเพียงไม่กี่กิโลเมตรก็จะเห็นป้ายตลาดทะเลไทยขนาดใหญ่ตลาดทะเลไทยนั้นตั้งอยู่ 1 / 2 หมู่ 1 ถ.พระราม 2 ต. ท่าจีน อ.เมือง จ. สมุทรสาคร 7400 การเดินทาง ตลาดทะเลไทยอยู่ติดกับถนนพระราม2 ก.ม.30 ใกล้สะพานท่าจีน ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ใช้เวลาในการเดินทางจากกรุงเทพประมาณ 45 นาที การคมนาคมสะดวก มีที่จอดรถกว้างขวางมากมาย (แต่เสียตังค่าเข้า-ออก อิอิอิ) เวลาในการซื้อขาย ซื้อขายกุ้ง เวลา 24.00 – 06.00 น., ปลา เวลา 04.00 น., ปลาฉลาม เวลา 06.00 น. และปลาหมึก เวลา 07.00 น. คร่าวๆ ก็ประมาณนี้
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะซื้ออาหารทะเลจากตลาดทะเลไทยนั้นจะเป็นช่วงตี 3 – 6 โมงเช้าเพราะหลายๆ แพจะนำรถขนกุ้ง หอย ปู ปลา ต่างๆ นาๆ มาลงขายในลักษณะการขายส่งในช่วงนี้ คำจำกัดความของคำว่าขายส่งของแต่ละเจ้าไม่เหมือนกัน บางเจ้าขายยกถาดถึงจะเรียกว่าขายส่ง บางเจ้าแค่ 2 – 3 กิโลกรัมก็เรียกว่าขายส่งแล้วเพราะฉะนั้นเดินดูให้ทั่วก่อนรอบหนึ่งแล้วจึงตัดสินใจซื้อ หากไม่แล้วท่านอาจจะเจ็บใจกับราคาที่ต่างกันอย่างน่าตกใจของร้านถัดไป อิอิอิ เชื่อหรือไม่ว่า จากกุ้งกิโลกรัมละ 100 บาทแต่พอออกจากส่วนขายส่งกลางมาอยู่ร้านรอบๆ ตลาดไทยแค่ไม่กี่เมตรราคากลับกลายเป็น 200 – 230 บาทไปเสียแล้ว อื้มม นะ! ค่าขนส่งแพงจริงๆ -___-!!! แค่เอารถเข็นเดินมาส่งกันนี่แหละ

Picture 580

Picture 583

การเตรียมตัว หุหุหุ
หัวข้อนี้สำคัญที่สุดเพราะเชื่อแน่ว่าหลายๆ ท่านไม่ค่อยไม่เดินตลาดสดเพราะปัญหาเรื่องกลิ่น ซึ่งต้องรับสภาพครับว่าอาหารทะเลนั้นมีกลิ่นแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วและยิ่งเป็นการรวมตัวกันของสัตว์น้ำจากทะเลนาๆ ชนิดแล้วหละก็สุดยอดดดดดด การเตรียมตัวรับสภาพเรื่องกลิ่นจึงเป็นสิ่งที่เรียกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการไปเดินเล่นที่ตลาดทะเลไทย

การแต่งกายหากจะให้ดีหารองเท้าบู๊ทพลาสติกไปด้วยเถอะ ทุกคนที่นั่นใส่กันและหากท่านไม่ใส่ทุกคนจะมองท่านด้วยอาการแปลกๆ และจะรู้ได้ทันทีว่าท่านเป็นมือใหม่หัดเดินตลาด อิอิอิ เพราะฉะนั้นหากเป็นไปได้ก้หาใส่ซะจะได้ไม่โดนกดราคา อิอิอิ ในข้อหาเป็นคนต่างที่ ้เผลอๆ ท่านอาจจะได้ราคาถูกกว่าปกติก้เพราะใส่รองเท้าบู๊ทไปเดินตลาดไทยนี่แหละเพราะดูเหมือนคนคุ้นเคยกับสถานที่ และไม่อยากบอกเลยว่าอย่าให้น้ำบนพื้นกระเด็นติดเสื้อผ้าท่านได้และควรล้างเท้า ล้างไม้ล้างมือก่อนกลับเพราะหากท่านกลับไปขึ้นรถทั้งๆ ที่มีกลิ่นปลาติดไปด้วยนั้น อื้มมม หือออออ เปิดแอร์แล้วสุดยอดเลยหละท่าน -__-!!! เชื่อเถอะท่านจะจำตลาดไทยไปอีกนานแสนนานเพราะกลิ่นนี่แหละ

Picture 581

อยากจะให้สาธารณะได้รับรู้รับทราบกันถ้วนหน้าเผื่อจะสร้างความสมดุลให้กับตลาดสินค้าการเกษตรและอาหารทะเลบ้าง ไม่ใช่ฤดูแพงก็แพงซะเหลือเกิน ส่วนฤดูล้นตลาดก็ถูกจนจะเททิ้ง ทั้งๆ ที่อีกภูมิภาคหนึ่งของประเทศยังขาดแคลนและไม่ได้รับประทานกันเลย แล้วจะเรียกได้ว่าล้นตลาดได้อย่างไร นี่แหละนะ คำจำกัดความของคำว่าล้นตลาดของประเทศไทย เฮ้อออออ กลุ้ม -__-!!!



ไม่รู้จะเรียกหน้านี้ว่าอะไรก็เลยขอตั้งชื่อว่าเป็นจดหมายขอบคุณให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ ชาวเกษตรที่เข้ามาอุดหนุนจุนเจือซื้อแหนแดงและอุปกรณ์การเกษตรอื่นๆ ของผู้อ่าน ซึ่งจริงๆ ก็ควรจะมีจดหมายมาตั้งนานแล้วแต่ก็พึ่งคิดได้ หุหุหุ

ณ วันที่ 1 เมษายน 2556

ขอบคุณพี่ตุ้มที่ขับรถมาตั้งไกลจากปทุมเพื่อมารับแหนแดงและก็ขอบคุณสำหรับบทสนทนาที่แม้จะเป็นเพียงไม่กี่นาทีแต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจ

 

ขอบคุณพี่วัชรพลที่ขับรถมาจากราชบุรีมารับถึงที่ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น แถมยังต้องเลี้ยงข้าวผู้อ่านอีกหนึ่งมื้อ หากคราวหน้าแวะมาแถวนี้อีกครั้งรบกวนแจ้งล่วงหน้าจะเป็นพระคุณอย่างสูง จะได้เตรียมขนญาติพี่น้องอุ้มลูกจูงหลานมาด้วยพร้อมถุงและปิ่นโตไว้สำหรับห่อกลับบ้าน -__-!!! (เลิกคบกันก็คราวนี้แหละว่ะ!) ขอบคุณจากใจจริงครับสำหรับคำแนะนำและบทสนทนาที่มีค่า

Copy of P1080525

คำถามที่ผู้อ่านรับมาจากเพื่อนๆ พี่ๆ เวลาสนทนากันนั้นหลักๆ แล้วมีอยู่ไม่กี่คำถาม ซึ่งเรียบเรียงให้เพื่อนๆ ฟังได้ไม่ยากเลย เช่น ขายดีไหม? ลูกค้าซื้อไปทำอะไร? แต่มีไม่กี่ท่านที่ถามผู้เขียนว่าเอาเงินไปทำอะไรได้บ้าง? ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามที่ผู้อ่านชอบที่สุดก็ว่าได้เพราะไม่ค่อยมีใครถาม หุหุหุ เรียนให้เพื่อนๆ พี่ๆ ทราบตามตรงครับว่าผู้เขียนขายแหนแดงหรือแม้กระทั่งอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ นั้นได้กำไรไม่มากเลย ครั้นจะทำตัวเป็นนายหน้าขายที่ดินก็ละอายใจและอึดอัดใจที่จะหาเงินจากเพื่อนๆ ด้วยวิธีแบบนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นเงินค่าบริการจากฝ่ายเจ้าของที่ดินก็ตามทีแต่ก็ไม่เคยสบายใจกับวิธีหากินกับเพื่อนฝูงจนสุดท้ายก็ล้มเลิกไป เงินจำนวนที่ได้จากการขายแหนแดงนั้นถูกเก็บสะสมไว้สำหรับซื้อรถขุดดินหรือแบคโฮที่เราเรียกกัน ซึ่งราคาค่าตัวเจ้าเหล็กวิ่งได้ดิ้นได้ตัวนี้ก็หลายบาทอยู่เหมือนกันแต่ก็คงต้องสะสมกันไปเรื่อยๆ เพราะจุดประสงค์ของเงินจำนวนนี้ถูกตั้งไว้แบบนั้น (แต่ตอนนี้ก็ได้หลายหมื่นแล้วนะเออ ^_^ เพราะพี่ๆ เพื่อนๆ ช่วยอุดหนุนนี่แหละครับ ถึงต้องมีจดหมายน้อยตอบรับน้ำใจเหล่านั้น) และวันหนึ่งหวังว่าเราจะได้เป็นเจ้าของรถขุดดิน (มือสองหรือมือแปดก็เถอะ!) และเมื่อนั้นผู้อ่านจะไปตระเวนขุดบ่อขุดสระให้กับเพื่อนๆ จะได้มีสระน้ำไว้กักเก็บน้ำสำหรับปลูกพืชทำสวนกันในราคาต้นทุน โดยที่เพื่อนๆ ออกแค่ค่าน้ำมันจะได้ไม่ต้องเสียค่าขุดกันแบบมหาโหดเหมือนที่ผู้อ่านเคยเจอ ซึ่งมันก็เป็นปกติวิสัยของพ่อค้าหรือคนรับจ้างที่ปฏิบัติกันมาเพียงแต่ผู้อ่านรู้สึกอคติไปเอง (ก็คนมันไม่ชอบนี่นา) เอาหละจะเล่าให้ฟัง

IMG00523-20120124-1553

IMG00518-20120124-1551

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

ผู้เขียนได้ตัดสินซื้อที่ดินแปลงเล็กๆ ด้วยเงินเก็บที่มีอยู่น้อยนิดซึ่งก็เกือบจะไม่พอ แล้วก็ลงมือขุดสระน้ำเล็กๆ ขนาด 2 งานเพื่อหวังจะเก็บน้ำไว้ปลูกผักตามประสาชาวสวนชาวไร่มือสมัครเล่น แต่ก็ปรากฏว่ามีค่าใช้จ่ายเกือบ 8 หมื่นบาท O_O!! เฮ้ย! ราคาเจาะบ่อบาดาลยิ่งหนักกว่านี้อีก! แล้วคนที่ไม่สามารถหาเงินมาขุดสระหรือสร้างระบบชลประทานในสวนได้จะทำยังไงหละ เพราะแค่ร้อยละ 30 ของทั้งประเทศมีระบบชลประทานที่เพียงพอต่อการเกษตรกรรมตลอดทั้งปี แล้วที่เหลือหละ!

คงไม่ต้องทำการเกษตรแบบตามมีตามเกิดหรอกเหรอ? หรือจะรอฝนอย่างเดียว? ครั้นจะหวังพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐฯ มึงก็ฝันกันไปเถอะ! ขนาดในฝันยังเป็นไปไม่ได้เลยแล้วแบบนี้การเกษตรบ้านเราจะเป็นยังไงว่ะเนี่ยะ! จนแล้วจนรอดก็ต้องหันหน้ามาพึ่งตนเองและก็ต้องพึ่งพาคนรอบข้างตามประสาชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ ตามแบบฉบับการเมืองภาคประชาชนนี่แหละ

 

ท่านๆ คิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง?

 

ท้ายสุดก็ขอกล่าวขออภัยอีกหลายๆ ท่านที่ไม่ได้เอ่ยนามมาเพราะเยอะพอสมควรและก็ไม่แน่ใจว่าอยากจะให้เอ่ยรึเปล่า หุหุหุ และก็ต้องขอขอบคุณด้วยใจจริงครับ ^_^



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งอยากจะให้ผู้เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวด้านการเกษตรของประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรในประเทศไทย

ผู้เขียนเองก็ไม่มีความรู้อะไรมากมายก็พอจะรับใช้ท่านผู้อ่านได้เท่าที่เห็น

ปัจจุบันเพื่อนบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเคลื่อนไหวเป็นอย่างมากในด้านการเกษตร ส่วนเหตุผลนั้นมาจากทั้งการส่งเสริมภายในและความต้องการภายนอก และที่สำคัญคือการเมืองในประเทศเหล่านี้ทั้ง พม่า ลาว กัมพูชาและมาเลเซีย ในประเทศพม่าและลาวนั้นมีพรมแดนติดกับจีนและเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนานทำให้จีนสามารถที่จะเข้าไปลงทุนในด้านการเกษตรได้ง่าย จริงๆแล้วก็ไม่ใช่แค่ด้านเกษตรอย่างเดียวทั้งด้านอุตสาหกรรมและการขนส่งก็ใช่แต่วันนี้ก็คงจะมาพูดกันถึงด้านการเกษตร ลาวและพม่าเปิดป่าอย่างมโหฬารทางด้านเหนือเพื่อใช้ในการเพาะปลูกและกิจกรรมด้านการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพาราที่มีตลาดใหญ่อย่างจีนคอยอ้าแขนรับอยู่แล้ว โดยแลกกับการเข้าไปลงทุนด้านการค้าปลีกในลาวด้านเหนือ เป็นธรรมดาของป่าเปิดใหม่ที่คุณภาพของดินและความสมบูรณ์ยังมีอยู่สูงทำให้พืชผลทางการเกษตรสามารถเจริญเติบโตได้โดยที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยอะไรมากนักจึงทำให้ต้นทุนถูกไปโดยปริยาย

ส่วนประเทศกัมพูชานั้นแม้ว่าจะมีองค์ความรู้ด้านการเกษตรหรือเทคโนโลยีสู้ไทยเราไม่ได้แต่ได้ผู้ลงทุนใหญ่อย่างสิงค์โปร์ที่เข้าไปเช่าพื้นที่แปลงใหญ่สำหรับกิจกรรมด้านการเกษตร และได้ข่าวแว่วๆ ว่าพืชพันธุ์ต่างๆ ที่ใช้เป็นต้นพันธุ์ก็ขนไปจากบ้านเรานี่แหละ ข่าวกระซิบจากคนในวงการมะพร้าวเขาบอกมา ปลูกเสร็จแปรรูปเสร็จส่งไปขายได้ทั่วโลกเพลอๆ จะทะลักเข้าไทยในสัญชาติสิงค์โปร์ ไง แสบไส้ไหมหละ-__-!!!

เวียดนามนั้นอย่างที่รู้ๆ กันดีว่าหลังจากเสร็จสิ้นสงครามก็พัฒนาประเทศเป็นการใหญ่ทั้งด้านอุตสาหกรรมและด้านการเกษตร บริษัทอุตสาหกรรมใหญ่ๆ หลายแห่งเริ่มทยอยหนีจากจีนลงมาเวียดนามเพราะความกดดันทางกฎการค้าและค่าได้โต๊ะมากขึ้นทุกทีๆ ส่วนด้านการเกษตรนั้นเวียดนามทีลักษณะการปกครองแบบกึ่งสังคมนิยมที่รัฐสามารถจะบริหารจัดการได้อย่างอิสระไม่ว่าจะเป็นการถางป่าเปิดป่าเพื่อใช้ในการเกษตร โดยปกติเวียดนามมีทรัพยากรทางทะเลเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงง่ายต่อการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนและต่อยอดพัฒนาสินค้าเกษตรอื่นๆ

มาเลเซียนั้นก็คงไม่ต้องพูดถึงอีกเช่นกันแต่ก็อยากจะเล่าข่าวจากเพื่อนชาวเกษตรที่ไปทำการเกษตรอยู่ที่มาเลเซียว่าทางรัฐบาลมาเลเซียมีกฏอยู่ว่าหากใครต้องการทำงานเกษตรแล้วไม่มีน้ำหรือระบบชลประทานถึงหน้าไร่ให้ไปฟ้องร้องได้ที่กระทรวงเกษตร…….เป็นไงหละ -__-!!!
ส่วนไทย…….ยังต้องให้พูดอีกเหรอว่าเป็นยังไง เอาเป็นว่าเห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน แต่ก็ยังพอมีหวังอยู่บ้างที่จะพึ่งพิงฝ่ายเอกชนในประเทศเพราะข้อดีของการไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐฯ ทำให้ภาคเอกชนของไทยเรานั้นยืนได้ด้วยตัวเอง ฟังดูเหมือนจะดีนะ -__-!!!

แล้วมีผลกระทบกับการเกษตรไทยยังไงเหรอ? แล้วคิดยังไงกับโรงงานน้ำตาลในไทยหนีไปตั้งโรงงานน้ำตาลที่ลาว การที่นำเข้ามันสัมปะหลังจากกัมพูชา การนำเข้ากาแฟและกล้วยน้ำว้าจากลาว การนำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลเซีย การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การขอสัมปทานการประมงที่พม่าหละ -__-!!! เหตุการพวกนี้ทำให้ราคาสินค้าหรือพืชผลทางการเกษตรภายในประเทศตกต่ำไหมหละ?
IMG_3303



วันนี้ไม่มีอะไรจะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังนอกจากวิธีใช้ชีวิตของผู้เขียน

ผู้เขียนทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ 6 วันตามแบบฉบับชีวิตทุนนิยมเต็มขั้น ทุกอย่างต้องซื้อด้วยเงินแม้แต่อากาศหากต้องการอากาศบริสุทธิ์ก็ต้องซื้อเครื่องปรับอากาศมาใช้ ก็เงินอีกนั่นแหละ! ซ้ำยังเจอกับสภาพการทำงานแบบทุนนิยมซึ่งเอาเงินเป็นที่ตั้งทุกอย่างดูเร่งรีบไปหมดเพราะเวลาเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งเช่นกันและทุกอย่างต้องได้ผลผลิตตามกำหนด ความเครียดและกดดันแทบจะกลายเป็นอารมณ์ปกติของชาวทุนนิยมไปแล้ว ทำงานเพื่อจะให้หมดวันและนอนฝันเพื่อให้ได้เวลาตื่น -__-!!! เป็นอย่างนี้จริงๆ ชีวิตทุนนิยม จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมผู้เขียนถึงเฝ้าถวิลหาวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดเพียงวันเดียวที่เหลืออยู่เพื่อจะได้หนีออกไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง (ยังไม่หลุดโลกนะ แค่เปรียบเทียบเฉยๆ) และเชื่อแน่ว่าเพื่อนๆ หลายท่านก็มีชีวิตประจำวันที่คล้ายแบบนี้

ประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือเมืองหลวงเป็นสวรรค์รอบปริมณฑลเป็นรองส่วนต่างจังหวัดนั้นแตกต่างกันสิ้นเชิงเพราะการกระจายความเจริญกระจุกอยู่แค่ในเมืองหลวง ทุกครั้งที่ผ่านพ้นปริมลฑลไปจะรู้สึกโล่งใจมากเพราะมันเหมือนเป็นอีกมิติหนึ่งเลยทีเดียว อาจจะรู้สึกร้อนแห้งแล้งหรือสิ่งอำนวยความสะดวกหาได้ไม่ง่ายเลยแต่ก็ทำให้รู้สึกโล่งใจ ได้หายใจอย่างเต็มปอดถึงแม้จะสูดฝุ่นเข้าไปด้วยก็ตาม -_-!!! นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่บ้านเมืองเราจะด้อยก็ไม่ด้อยจะกำลังพัฒนาก็ไม่ชัดเจนเพราะความต่างมันมากเกินไป

ผู้เขียนใช้เวลากับทรัพยากรพอสมควรกว่าจะได้สวนอย่างที่ใจหวังต้องลงทุนทั้งเงิน แรงงาน และเวลา ซึ่งทุกอย่างตอนเริ่มต้นนั้นไม่ง่ายเอาซะเลยแต่สุดท้ายก็เกือบเสร็จ (คาดว่าอาจจะไม่มีวันเสร็จเพราะมันขยายออกไปเรื่อยๆ -__-!!!) แต่นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความพยายามได้อย่างดีและเป็นหลักฐานว่าความพยายามของมนุษย์นั้นชนะเลิศเป็นที่หนึ่ง หุหุหุ ที่นี่ผู้เขียนสามารถใช้ชีวิตอย่างช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบอยากกินอะไรก็แค่เดินไปเด็ดมากิน ผักไม่ต้องซื้อต้องหา จะกินปลาก็ไม่ต้องไปตลาด เข้าขั้นว่าครบในด้านพื้นฐานของการดำรงชีพแบบชีวิตพอเพียง และตัวผู้เขียนเองก็นั่งพิมพ์งานตอบคำถามเพื่อนๆ ไปด้วยในขณะที่อยู่กลางป่ากลางเขานี่แหละ
Picture 219
ต้องขอขอบคุณเพื่อนผู้แสนดีที่เดินมาด้วยกันตั้งแต่ต้นและช่วยผสมผสานให้เทคโนโลยีกับชีวิตแบบเกษตรไปด้วยกันได้อย่างลงตัว ลงตัวยังไงนะเหรอ? ท่านผู้อ่านนึกถึงสวนที่เกือบจะทุกอย่างทำงานด้วยระบบอัติโนมัติไหม? อาจจะไม่ทุกอย่างแต่ส่วนใหญ่ก็ทำงานของมันไปเรื่อยๆ ระบบน้ำที่ถูกตั้งเวลาให้ทำงานเอง อาหารและน้ำไก่ที่กำหนดเวลาได้ด้วยเครื่องตั้งเวลา แล้วก็นั่งชื่นชมกับผลงานไปเรื่อยๆ อาหารปลาที่ให้เป็นเวลาด้วยการตั้งเวลา ความสุขคงจะอยู่ตรงนี้หละมั้งเห็นพัฒนาการและการทำงานโดยที่เราไม่ได้ออกแรง อิอิอิ ^-^
แต่ก็โชคร้ายเหลือเกินที่เวลาดีๆ แบบนี้มีแค่วันเดียวต่อสัปดาห์ -__-!!!

Picture 217



อ่านข่าวเพื่อเตรียมตัวรับมือกับภัยแล้งปี 2556 ซึ่งต่อไปในอนาคตก็จะเป็นสิ่งที่แวะเวียนมาหาเราทุกปี หน้าฝนก็เจอภัยน้ำท้วม หน้าร้อนก็เจอภัยแล้งคงจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงกันไม่ได้เสียแล้ว

อ่านไปอ่านมาจนสะดุดอยู่ข้อความหนึ่งที่ว่า

“จุด จุด จุด (ก็ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเรานั่นแหละ) แนะให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชทนแล้งได้ดี เช่น ดอกดาวเรือง ผักหวาน กระเจี๊ยบแดง มันฝรั่ง หรือพืชยืนต้น อย่างเช่น ไผ่ เป็นต้น”

บ้านเราแปลกอยู่อย่างคือผู้มีความรู้เป็นใหญ่เป็นโตมักไม่เคยเป็นชาวนา และชาวนาไม่เคยเป็นใหญ่เป็นโต ซึ่งก็เป็นแต่การเปรียบเปรยไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นซะเลยทีเดียวก็คงจะหมายถึงการที่ไม่มีองค์ประกอบครบทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัตินั่นเอง

Picture 031

ครั้งหนึ่งรัฐฯเคยประกาศภาวะภัยแล้ง ห้ามชาวปลูกข้าวนาปรังเพราะไม่มีน้ำเพื่อการเกษตรเพียงพอและกลัวจะกระทบกับปริมาณการใช้น้ำดิบเพื่อผลิตเป็นน้ำประปา ผลก็คือชาวนาก็ยังปลูกข้าวเหมือนเดิมเพราะ!! ไม่รู้จะปลูกอะไร!! ไม่มีใครแนะนำว่าควรจะปลูกอะไรถึงจะดี สุดท้ายก็เกิดการแย่งชิงน้ำถึงขนาดยิงกันตายออกข่าวหนังสือพิมพ์

แล้วก็มาอีกครั้งหนึ่งที่รัฐฯ ประกาศภาวะภัยแล้ง แต่คราวนี้ดีหน่อยที่แนะนำชนิดพืชที่ควรปลูกมาบ้างแต่ก็ควรทำการบ้านมามากกว่านี้เพราะพืชแต่ละชนิดที่แนะนำนี่มันสุดจะทนจริงๆ แล้วปลูกเสร็จจะเอาไปขายให้ใครหละ พืชที่แนะนำก็ไม่ถนัดทั้งนั้น ผลสุดท้ายชาวนาก็ปลูกข้าวเหมือนเดิมคราวนี้ถึงขั้นซื้อน้ำทำนา

และก็มาครั้งนี้ที่รัฐฯ กำลังจะประกาศภาวะภัยแล้ง แล้วก็แนะนำพืชที่ควรปลูกแต่ก็ไม่เคยที่จะแนะนำตลาดให้กับเกษตรกร หรือหาคำตอบให้เกษตรว่าปลูกแล้วขายให้ใคร คงไม่ต้องถึงกับรับจำนำข้าวแบบที่เห็นๆ กันอยู่ในปัจจุบัน แต่แค่ดำเนินการจัดแจงเอกชนให้มาพบกับเกษตรกรก็เท่านั้น แล้วที่เหลือพวกเขาก็คุยกันเองได้ เพราะนิสัยที่ขาดการชี้นำเชิงนโยบายจากภาครัฐฯ จึงทำให้ภาคการเกษตรมีปัญหาเรื่องการตลาดมาหลายต่อหลายครั้ง อย่าคิดเองสิว่าให้เกษตรกรหาตลาดเองหรือขายเองเพราะถ้าทำได้แบบนั้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีภาครัฐฯแล้ว จริงไหม!!!



“พี่ๆ แล้วบ้านเราจะมีไฟไหม้ป่าแบบออสเตรเลียไหม?” น้องมันถามมา (-__-!!!)

ไม่เอา
ไม่อยากได้
ไทยเราโชคดีแค่ไหนที่ไม่มีป่าไม้แบบออสเตรเลีย เป็นป่าฝนดิบชื้นนั้นแหละดีแล้ว

“สงสัยจะเป็นเวรกรรมเลยเกิดไฟป่าแบบนั้น” แนะ! ยังมีซ้ำเติมคนอื่นอีกแนะ!
ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของคนเราที่มักจะโทาเวรกรรมคือเราจะไม่พยายามหาคำตอบว่ามันเกิดจากอะไร แล้วพอไม่มีคำตอบก็มักจะไม่มีวิธีแก้ไขและสุดท้ายก็ได้แต่โทษเวรกรรมเรื่อยไป (-__-!!!)

จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ปลูกต้นแอปเปิ้ลไว้หลังบ้านที่ Carlingford แล้วโดนกระรอกขโมยกินเสียหมดเพราะหลังบ้านติดกับป่ากระรอกชุมเหลือเกิน ปลูกเท่าไหร่ก็อดกินเพราะไม่เคยทันแล้วยิ่งตอนฤดูไฟไหม้ป่าด้วยแล้วเลิกคุย กระรอกเอย สัตว์เล็กสัตว์น้อยวิ่งหนีออกมาจากป่าเข้าสู่บ้านคน บางปีก็มีหมีอยู่กลางแยกถนน (-__-!!!) ดีนะมันไม่ขึ้นรถไฟเข้าในเมืองไปเลย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

จากประสบการณ์ส่วนตัวป่าไม้ออสเตรเลียค่อนข้างสมบูรณ์ครับแถมยังมีเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแค่ 20 กว่าล้านคนที่อาศัยอยู่ชายขอบตะวันออกของเกาะเสียส่วนใหญ่ และส่วนใหญ่ไฟไหม้ป่ามักจะเป็นป่าในเขต New South Wales หรือบริเวณชายฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นป่าแบบคล้ายๆ ป่าเต็งรังบ้านเราแต่ก็ไม่เหมือนซะเลยทีเดียว เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่บนหินหรือลักษณะที่มีหน้าดินไม่มากนัก และต้นไม้ก็เป็นแบบลักษณะป่าไม้แบบอบอุ่น ต้นไม้มีลักษณะคล้ายๆ ไม้ยูคาฯ แต่เปลือกไม้มักจะนิ่มและลอกเป็นแผ่นๆ หรือบางชนิดก็ลอกออกมาเป็นแผ่นหุ้มต้นไม้แถมใบไม้แบบใบเล็กๆก็ยังร่วงเยอะจนเกิดการหมักบ่มจนเกิดเป็นแก็สมีเทนตามธรรมชาติ เมื่อรวมกับความร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนก็เกิดไฟไหม้ป่าได้ง่ายๆ จะให้เห็นภาพก็คงคล้ายกับไม้ยูคาฯ ลอกเปลือกนั่นแหละเพียงแต่หลายชั้นและหนากว่า บ้านเราโชคดีกว่าเยอะในเรื่องป่าไม้เพราะถึงแม้ว่าไฟไหม้ป่าจะมีบ่อยครั้งในบ้านเรา (ทั้งจากไหม้จริงและจากคนมือบอน) แต่ลักษณะใบไหม้ไม่เหมือนกันแถมเปลือกไม้ก็ยังไม่นิ่มเป็นเชื้อเพลิงง่ายเหมือนที่ออสเตรเลีย

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน