พักนี้มีเพื่อนๆ ชาวเกษตรเราหลายท่านแวะมารับแหนแดงบ้าง เมล็ดปอเทืองบ้าง หญ้าเนเปียร์บ้าง อย่างคึกคัก

ผู้เขียนต้องขอขอบคุณพี่ ๆเพื่อนๆ ทุกท่านที่อุตส่าห์ อุตสาหะฝ่าดงรถติดมารับถึงที่ (ติดจริงๆนะ -__-!!!) ผู้เขียนรู้สึกขอบคุณจากใจจริงครับ

และในขณะเดียวกันก็ขออภัยหลายๆ ท่านที่ต้องให้รอ ให้ยืนตบยุง นอนหง่าวรออยู่ในรถ รอแล้วรอเล่าในระหว่างที่ผู้เขียนขับรถกลับแล้วติดแง๊กกก!  อยู่บนถนน มาถึงช้ากว่าเวลานัด

และก็ยิ่งต้องขออภัยหนักเข้าไปอีกสำหรับเพื่อนๆ ที่โทรมาคุยกับผู้เขียนแล้วเจอกับอาการเอ๋อ! ของผู้เขียน ขออภัยด้วยจริงๆ พักนี้ทำงานเยอะไปหน่อย แฮะๆ ต้องเข้าใจ หุ้นมันตกจิตใจเลยไม่ค่อยจะอยู่กับร่องกับรอย มัวแต่ละเมอเพ้อหาตึกสูงๆ เปลี่ยวอยู่ร่ำไป จนหมอต้องบอกให้อยู่ห่างตึกสูงไว้ เดี๋ยวพาลจะหาเรื่องโดดตึกเล่นแก้กลุ้มเวลาหุ้นตก  อิอิอิ!

 

พักนี้ผู้เขียนทำงานเยอะไปหน่อย! จากงานหลายประเภท หลากหลายรูปแบบจนแทบจะตีกันตายอยู่ในหัว จนทำให้เกิดอาการเอ๋อ! หน้ามึน ความจำไม่ค่อยดี

หากเพื่อนๆ ท่านไหนสั่งอะไร หรือขออะไรกับผู้เขียนไว้แล้วไม่ได้รับการตอบสนองหรือไม่ได้รับของตามที่พูดกันไว้ ก็รบกวนขอให้เพื่อนๆ โทรมา หรือส่งข้อความมาเตือนสติผู้เขียนหน่อยครับ ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจลืม แต่มันลืมเองจริงๆ

เลยต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

Picture 084

วันนี้ก็ลืมอีกเช่นเคย เมื่อวานจำได้ว่าใครซักคนขอหญ้าเนเปียร์ไว้ เลยตัดใส่ตะกร้าหอบกลับมา กทม จากสวนที่กาญจนบุรี แต่พอถึงก็ดันลืมว่าท่านไหน ของใคร ส่งยังไง -__-!!! เลยต้องมาประกาศหานี่แหละ

 

Picture-310

ส่วนแหนแดงนี่ ไม่ต้องห่วงเลย ลืมประจำ หากท่านไหนสั่งแล้วยังไม่ได้รับแหนแดง หรือท่านไหนจะแวะมารับ รบกวนโทรมาเตือนผู้เขียนอีกรอบเพื่อความแน่ใจครับ พักนี้สมองผุ้เขียนชำรุด -__-!!!  ส่งทุกเช้า 5 – 10กิโลกรัม แต่ก็ยังไม่วายใีรายชื่อตกหล่น!

 

Picture 894

นี่ก็ลืมบ่อยๆ ท่านไหนขอเมล็ดปอเทืองไว้ โทรกลับด่วน! ผู้เขียนลืม





ขอแรงและขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ เป็นธุระกระจายแหนแดง
(อ่านให้จบนะ ยาวมากกกกก! โม้มากไปหน่อย!)

แฮะ แฮะ!
หายไปนาน
เก๊าก๋อโตดดดด -_-!!!

ขออภัยพักนี้ผู้เขียนยุ่งมากไปหน่อย ทำอะไรก็ดูชีวิตจะวุ่นวายไปเสียหมด แต่ก็ดีที่หลายๆ อย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง
ทั้งงานประจำ, ค้าหุ้น, ขายสินค้าออนไลน์ (ไม่ใช่แหนแดงนะ เป็นเสื้อผ้าขายที่ออสเตรเลีย) , ทำ affiliate, ทำสวน, ไหนจะงานที่ปรึกษา, ไหนต้องมานั่งศึกษาการเขียน HTML5 เพื่อเตรียมเปลี่ยนหน้าเวปที่คร่ำครึอันนี้ เฮ้ออ!
มั่วกันไปหมด แต่ก็ใกล้แล้วครับ
ใกล้ตายนะครับ ไม่ใช่ใกล้เสร็จ ! -__-!!!

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ เลยทำให้ไม่ค่อยมีเวลามาเขียนบทความให้เพื่อนๆ อ่าน อันนี้ต้องขออภัยจริงๆ

อะแฮ่มๆ

ที่เข้ามาวันนี้ก็เพราะมีเรื่องจะรบกวนขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ นั่นแหละครับ เข้าเรื่องเลยดีกว่า เพ้อมานานแระ!

อย่างที่เพื่อนๆ เห็นแหละครับ ว่าผู้เขียนขายแหนแดงบนหน้าเวปไซด์
ก็เหลือจากรับประทานเองก็แบ่งขายให้กับเพื่อนๆ นั่นแหละครับเผื่อเพื่อนๆจะสนใจรับประทานด้วย อุ๊ยยย ม่ายช่ายแระ!

แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น ผู้เขียนแจกแหนแดงให้กับเพื่อนๆ ที่สนใจฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายผู้เขียนออกค่า EMS ให้ด้วยนะเออ! ป๋าไหมหละ! แต่….. ผลออกมาปรากฏว่ามีพัสดุตีกลับจำนวนมาก สั่งกันมั่วซั่วเพราะเห็นเป็นของฟรี ผู้เขียนเสียไตมาก -__-!!! (แถมผู้เขียนต้องจ่ายอีกกล่องละ 40 บาทเป็นค่าปฏิกรรมสงครามให้กับบุรุษไปรษณีย์ อย่าแปลกใจเลยที่ผู้เขียนใช้คำนี้ ท่าทางอย่างกะชาวบ้านบางระจัน โวหารประดุจสมัยสงครามโลก ใส่เสื้อกั๊กอย่างกับพึ่งเสร็จสงครามเวียดนาม นั่นหละ ลักษณะท่าทางของพี่ไปรษณีย์ประจำซอยผู้เขียน ท่าทางจะแดกหัวผู้เขียนให้ได้ทุกครั้งเวลามีของตีกลับ -__-!!! )

Picture 756
ต่อมาเลยต้องขาย จำหน่ายแหนแดง เก็บเงินอย่างที่ท่านๆ เห็นนั่นแหละครับ เพราะผู้เขียนคิดว่าหากเพื่อนๆ ยอมเสียเงินเพราะเรื่องแบบนี้ก็คงจะรู้คุณค่าและดูแลรักษาขยายเพิ่มพูนจำนวนให้มากขึ้นเป็นอย่างดี ซึ่งโดยเจตนาหลักๆ ของผู้เขียนนั้นก็ไม่ได้ทำเพื่อการค้าอะไร แค่อยากให้แหนแดงกระจายไปทั่วๆ จะได้ช่วยแก้ปัญหาด้านต้นทุนในการผลิต การปลูกข้าวบ้าง ไม่มากก็น้อย ส่วนเงินนั้นก็ถูกส่งไปช่วยโครงการอาหารกลางวันเด็กๆ ในโรงเรียนที่ผู้เขียนดูแลอยู่ครับ ไม่ได้หายไปไหน เพื่อนๆ สบายใจได้ ^_^

แต่ก็มีบ้างที่ผู้เขียน 2มาตรฐาน หุ หุ หุ!

เพื่อนๆ ที่มารับเองที่ซอยรามคำแหงหรือหน้าที่ทำงานผู้เขียนคงจะทราบดี ว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ผู้เขียนจะไม่เก็บเงินค่าแหนแดง (ส่วนที่เหลือร้อยละ 10 ท่านเป็นผู้โชคร้าย ผู้เขียนโดนหวยแดก เลยต้องเอาคืนจากท่าน -__-!!! คราวหน้า หากจะมารับแหนแดงที่รามคำแหงหรือที่ทำงาน ผู้เขียนแนะนำว่าอย่ามาหลังวันหวยออก ผู้เขียนโดนหวยแดกประจำ!)

002

เท่าที่สถิติผู้เขียนพอจะบันทึกได้ ผู้เขียนทั้งแจกทั้งขายจำหน่ายแหนแดงไปร่วมๆ 3,000 กิโลกรัม กระจัดกระจายไปหลายท้องที่ (อันนี้ไม่ใช่สมรักษ์นะ ไม่ได้โม้ ตัวเลขจริงๆ อาจจะมากกว่านี้เพราะผู้เขียนจดบ้าง ไม่จดบ้าง!)

แต่กระนั้น! ผู้เขียนก็ยังแปลกใจที่ความต้องการแหนแดงไม่ได้น้อยลงเลย โดยเฉพาะช่วงก่อนฤดูทำนา ตรงกันข้ามมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทั้งมาจากการประชาสัมพันธ์ ทั้งจากสื่อต่างๆ ที่เริ่มให้ความสนใจในประโยชน์ของแหนแดง ก็และตัวอย่างจากภาคปฏิบัติที่เพื่อนๆ ชาวเกษตรเราได้นำไปใช้จริงในไร่นา และสิ่งที่ผู้เขียนแปลกใจมากกว่านั้นเมื่อมีอัตราการซื้อซ้ำ (คนเดิมจากปีก่อนกลับมาซื้ออีกรอบ) เพิ่มมากขึ้น โดยเหตุผลการซื้อซ้ำนั้นก็เนื่องด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นการทำนาปีทำให้แหนแดงในนาสลายตัวไปในช่วงที่ไม่ได้ทำนา และขาดความรู้ในการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์แหนแดง

ผู้เขียนรู้สึกต้อแต้นะ เวลาคนเดิมมาขอซื้อเพิ่มเนี่ยะ! เพราะมันไม่ได้เป็นไปตามจุดประสงค์ที่เราคาดหวังไว้เลย เสียไต ฝุดๆ -__-!!!

ทีนี้ จะทำยังไงดีหละ!
ไก่ที่สวนก็มากขึ้นทุกวันๆ แหนแดงที่ใช้เป็นอาหารก็ใช้มากขึ้นทุกวันๆ
เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์แหนแดงเองเริ่มไม่ไหว!
เอาแบบนี้ละกัน ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ช่วยเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์แหนแดง แยกตามจังหวัดต่างๆ ใกล้ที่ไหน ไปรับที่นั่น
ก็เลยมาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ที่สมัครใจ (ย้ำนะ! สมัครใจ) นี่แหละ เผื่อจะมีท่านไหนเมตตาผู้เขียน ให้ผู้เขียนยืมพื้นที่ซัก 10 – 20 ตารางเมตรหรือเพียงพอที่จะวางวงบ่อซีเมนต์ได้ประมาณ 10 บ่อ (เริ่มแค่นี้ก่อนละกันเนอะ!) โดยผู้เขียนจะเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายเรื่องบ่อซีเมนต์และแหนแดง ส่วนเพื่อนๆ ก็ออกแรงเป็นผู้ดูแลบ่อเพาะเลี้ยงแหนแดง หากมีรายได้เกิดขึ้นจากการขายแหนแดงก็ยกให้เป็นค่าดูแลไป หรือหากเพื่อนๆ อยากจะบริจาคเป็นสาธารณะกุศล ก็แล้วแต่ความกรุณาครับ เพียงแต่ข้อแม้ของผู้เขียนจะมีเพียงแค่ว่า “หากโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานไหนก็ตามที่ขอแหนแดงไปเพื่อจุดประสงค์ในการวิจัย หรือศึกษา” ก็ขอให้ยกเว้นการเก็บเงิน

หรือหากเพื่อนๆ มีแหล่งแหนแดงสำหรับแจกจ่ายก็สามารถส่งรายละเอียด เบอร์ติดต่อ มาให้ผู้เขียนช่วยประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่งได้

Azolla copy

แค่นี้แหละ เงื่อนไข!

หากเพื่อนๆ ท่านไหนที่เมตตาผู้เขียน สนใจอาสาอยากมีส่วนร่วมกิจกรรมสนับสนุนการเพาะเลี้ยงแหนแดงก็มีขั้นตอนดังนี้ครับ
1. ให้ถ่ายรูปพื้นที่ ที่เพื่อนๆ คาดว่าจะจัดวางวงบ่อซีเมนต์ (เพื่อดูคร่าวๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่) พื้นที่นั้นควรจะเป็นที่โล่งแจ้ง แสงแดดส่องได้ทั่วถึง แล้วส่งมาทาง E-mail ให้ผู้เขียนที่ fireonmarch@gmail.com

2. สอบถามราคาวงบ่อซีเมนต์แบบก้นตันในพื้นที่ของเพื่อนๆ จำนวน 10 บ่อว่าราคาเท่าไหร่ แล้วแจ้งให้ผู้เขียน (ไม่รู้จะเรียกยังไง แบบที่มีตันๆ สำหรับใส่น้ำ และก็ต้องมีรูระบายน้ำด้วย)

3. ผู้เขียนโอนเงินให้เพื่อนๆ เพื่อจัดซื้อวงบ่อซีเมนต์
3.1 หากเป็นบ่อใหม่เพื่อนๆ คงต้องแช่น้ำทิ้งไว้เพื่อให้กรดปูนสลายตัวก่อน อาจจะต้องใช้เวลาถึง 2 เดือน
3.2 หากโชคดีเป็นบ่อเก่าก็หมดปัญหา สามารถใช้เพาะเลี้ยงแหนแดงได้เลย

4. ผู้เขียนส่งแหนแดงทำหรับทำพันธุ์ให้เพื่อนๆ

5. เพื่อนๆ เจ้าของพื้นที่อาบน้ำ ปะแป้ง แต่งสูทหล่อถ่ายรูปคู่วงบ่อ (เอาแบบไปงานประกาศรางวัลแกรมมี่เลยนะ)

6. ผู้เขียนเพิ่มรายชื่อ เบอร์ติดต่อของเพื่อนๆ ในรายชื่อผู้ติดต่อของแต่ละจังหวัด ให้ผู้ที่สนใจจะทดลองใช้แหนแดงในการเกษตร ปลูกข้าว มาหยิบใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น! ลดการสูญเสียจากระยะทาง

 

*** ผู้เขียนคาดหวังอะไรบ้าง จากกิจกรรมนี้? เชื่อเถอะ! ว่าต้องมีคนสงสัยบ้างแหละ! ***

1. ผู้เขียนคาดหวังให้เกิดการใช้แหนแดงในด้านการเกษตรแพร่หลายมากขึ้น เพราะพิสูจน์ด้วยตัวของผู้เขียนเองแล้วว่า มีประโยชน์มากกว่าจะเป็นโทษ

2. ในอนาคตอันใกล้ ผู้เขียนจะใช้จุดเพาะขยายพันธุ์แหนในแต่ละจังหวัด เป็นแหล่งเผยแพร่สูตรอาหารไก่ที่ทำจากแหนแดงที่ผู้เขียนได้คิดขึ้น

3. ผู้เขียนคาดหวังจะใช้จุดเพาะขยายพันธุ์แหนแดงในแต่ละจุดเป็นจุดแจกจ่ายพันธุ์ไก่ที่ผู้เขียนพยายามจะส่งเสริม

4. คิดไม่ออก ข้ามไปข้อ 5 เลยละกัน -___-!!!

5. ผู้เขียนคาดหวังจะจัดตั้งศูนย์เกษตรในอนาคต (อันไกลโพ้นนนนน!) จึงจำเป็นต้องศึกษาเก็บข้อมูลล่วงหน้า

หากเพื่อนๆ มีข้อสงสัยประการใดหรืออยากจะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ โม้ เม้าท์ กับผู้เขียนก็สามารถติดต่อผู้เขียนได้ที่ 080-9837525 ครับ ทางอีเมลก็ fireonmarch@gmail.com
facebook นั้นก็คงจะเป็นเพจ (ร้าง!) http://www.facebook.com/mygreengardens

ส่วนไลน์ (line) เลย อะไรนั่นไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะผู้เขียนไม่มี ขออภัยด้วยจริงๆ จะมีก็แต่ลายพร้อย รอยขีดข่วนบนโทรศัพท์เท่านั้นแหละ ผู้เขียนเป็นคนโบราณ อาภัพเทคโนโลยี -__-!!!




ซักพักไม่นานมานี้เพื่อนๆ ชาวเกษตรเราถามไถ่ผู้เขียนว่าผู้เขียนใช้วิธีไหนป้องกันโรคหนอนกอในกล้วย?
ผู้เขียนยังไม่ลืมคำถามนี้ครับ (จริงๆ ถ้าไม่ทวงก็ลืมไปแล้ว อิอิอิ!) จะติดก็แต่พักนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาตอบคำถามเพื่อนๆ อิอิอิ เพราะมัวแต่ไปชุมนุมปิด กทม (ล้อเล่นนะ อย่าถือเป็นจริงหละ -__-!!!) น้ำหน้าอย่างผู้เขียนเข้าฝั่งไหนเขาก็คงไม่รับ อิอิอิ

บางคำถามผู้เขียนไม่สามารถตอบได้ทันทีเพราะไม่รู้บ้าง! ไม่มีรูปประกอบบ้าง! ไม่ได้ประสบพบเจอกับตัวเองบ้าง! เหล่านี้เลยทำให้ยังตอบเพื่อนๆ ไม่ได้แล้วจึงกลับมาตอบทีหลังเมื่อทุกอย่างพร้อม

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า!
สำหรับชาวสวนกล้วยมือสมัครเล่นอย่างเราๆ ท่านๆ นั้นโรคหนอนกอนับว่าน่ารำคาญและน่าวิตกไม่น้อยครับ เพราะติดง่ายและแพร่ไปได้เรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว โดยโรคนี้เกิดจากการที่แมลงไปวางไข่แล้วฟักเป็นตัวหนอนในต้นกล้วยแล้วหนอนนั้นก็เจาะไชไปทั่วต้นกล้วย ลงลึกไปถึงรากเหง้า และมักจะติดไปกับหน่อกล้วยเวลาเราขยายพันธุ์ด้วยการใช้หน่อ
โรคหนอนกอนับว่าน่ารำคาญเลยทีเดียว เพราะตรวจสอบยาก เพราะบางครั้งกว่าจะหาเจอก็เจาะพรุนทำลายด้านในไปทั้งกอกล้วย มองด้านนอกก็เห็นเป็นรอยนิดเดียวแต่พอตัดตัดลำขุดรากขึ้นมาดูเท่านั้นแหละแผลสาหัสเลยหละ! บางครั้งต้องขุดรากถอนโคนกันทั้งกอเลยทีเดียว
จริงๆ แล้วก็คงมีหลายวิธีที่ป้องกันโรคหนอนกอในกล้วยอย่างได้ผล แต่วิธีของผู้เขียนนั้นก็ดูจะบ้านๆ ง่ายๆ ไปซักหน่อยแต่ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจสำหรับบริเวณสวนกล้วยของผู้เขียน แต่ของท่านอื่นๆ นั้นไม่รับรองผล อิอิอิ ซึ่งก็ว่ากันไปตามสถานที่เพาะแมลงแต่ละพื้นที่คงตะหละไม่เหมือนกัน หุหุหุ

 

Picture 020

**

Picture 023

**

Picture 021

**

วิธีป้องกันที่ 1 : ตกแต่งทำความสะอาดบริเวณกอกล้วยไม่ให้กลายเป็นที่เพาะขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืช
หมั่นตกแต่งทำความสะอาดต้นกล้วยให้ดูโล่งๆ สะอาดๆ อยู่เสมอ หมั่นตัดใบที่แห้ง ทำลายกาบใบที่เปื่อยยุ่ยให้เรียบร้อยหรือตัดไปคลุมดินก็ดีไม่น้อย เพราะโดยธรรมชาติแล้วต้นกล้วยจะมีวิธีป้องกันตัวเองจากแมลงด้วยยางหรือสารเหนียวที่มีในกาบกล้วย เพื่อนๆ คงจะสังเกตเห็นได้เวลาเราเอามีดเจาะหรือเอาของแข็งแทงเข้าไปในต้นกล้วยแล้วซักพักหนึ่งก็จะมียางคล้ายเยลลี่ออกมาปิดปากแผลต้นกล้วย ซึ่งยางนั้นก็ป้องกันแมลงได้ระดับหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นวิธีตามธรรมชาติ แต่พอนานวันไปกาบกล้วยด้านนอกนั้นก็จะแก่ เหี่ยว (ผู้สูงอายุอย่าพึ่งท้อใจกับ 2 คำนี้นะ อิอิอิ) เปื่อยยุ่ย หมดยางหมดสรรพคุณป้องกันแล้วก็หมักหมมกันหลายๆ ชั้นเข้าก็หลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของโรคและกลายเป็นแหล่งวางไข่ของแมลงศัตรูพืชไปได้

Picture 024

วิธีป้องกันที่ 2 : ใช้น้ำสกัดใบยาเส้นราดบริเวณโคนต้น
เพื่อนๆ หลายท่านปลูกกล้วยเป็นไม้ประดับ ปลูกไว้ดูเล่นบ้าง ปลูกไว้หัวไร่ปลายนาบ้างเลยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดโค่นต้นเก่าที่ออกปลูกแล้วทิ้ง แต่หากจะปลูกเพื่อการค้าหรือเพื่อได้ผลผลิตแล้วผู้เขียนก็อยากจะแนะนำให้โค่นต้นเก่าที่ออกลูกแล้วทิ้งเพื่อไม่ให้แย่งอาหารต้นอ่อนและยังเป็นการกระตุ้นให้แตกหน่อใหม่ให้เร็วยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงต้องตัดต้นเก่าทิ้งทุกครั้งที่ต้นกล้วยออกลูกแล้ว และช่วงที่ตัดต้นเก่าทิ้งนี้ก็จะเป็นโอกาสที่ผู้เขียนจะได้วางยาป้องกันหนอนและแมลงศัตรูพืชตามแบบฉบับของผู้เขียนด้วยการราดน้ำต้มยาเส้นกับใบสะเดาลงบริเวณโคนต้นกล้วย (ที่ว่าต้มๆ นะ รอให้มันเย็นก่อนนะ ไม่ใช่ราดทั้งร้อนๆ แบบนั้นนะ -__-!!! อย่าว่าแต่แมลงหนอนกอเลย ต้นกล้วยก็จะไม่เหลือ)
วิธีข้างต้นที่ผู้เขียนกล่าวมานั้นก็นับว่าได้ผลดีในบริเวณสวนของผู้เขียนทั้งยังเป็นสารที่ได้จากธรรมชาติเลยมีมีผลกระทบกับผู้ใช้ แต่จะได้ผลที่สวนอื่นหรือจังหวัดอื่นหรือนั้นผู้เขียนไม่สามารถรับรองได้เพราะเชื่อแน่ว่าแมลงศัตรูพืชในแต่ละพื้นที่มีความต่างกันอยู่ หรือหากเหมือนก็คงจะแข็งแรงต่างกัน ดังนั้นการประยุกต์หรือแต่งเติมจึงนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความเหมาะสมในพื้นที่นั้นๆ

ส่วนวิธีกำจัดหนอนกออย่างได้ผลนั้นยังไม่มีวิธีใดจะได้ผลเป็นอย่างดีในปัจจุบันเพราะการกำจัดแมลงหรือหนอนที่อยู่ด้านในต้นพืชนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ก็ได้แต่ป้องกันกันไปตามประสาชาวเกษตรบ้านๆ แบบเรา และก็หวังว่าซักวันคงจะมีวิธีกำจัดโรคหนอนกอที่ดีกว่านี้ ส่วนท่านไหนที่มีวิธีที่ดีกว่านี้บอกผู้เขียนด้วย อิอิอิ จะได้ลอง ^_^





บ่อยครั้งที่ได้ยินเพื่อนๆ ล้อเลียนนักการเมืองไทย และหลายครั้งที่ได้ยินผู้คนดูถูกนักการเมืองว่า “โง่ ไร้สมอง ไม่มีสติปัญญา” บอกตรงๆ เลยว่าผมรู้สึกอึดอัดและไม่ชอบมากๆ ถึงขั้นรู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ได้เข้าใจกัน
“ไม่ชอบเอาซะเลยกับวิธีคิดแบบนั้น!”

ไม่แน่ใจว่าจะมีสักกี่คนที่ได้มีโอกาสร่วมโต๊ะกินข้าวเที่ยงกับนักการเมืองทั้ง 2 พรรคใหญ่ แน่นอนหละว่าไม่ได้มาพร้อมกันทั้ง 2 พรรค และแน่นอนว่าไม่ใช่กับนักการเมืองทุกคน แค่ไม่กี่คน แค่ไม่กี่คนจริงๆ แต่ก็มากพอที่จะทำให้ได้ข้อสรุปว่า “พวกเขาไม่ได้โง่ ไม่ได้ไร้ซึ่งสติปัญญา”
“ตรงกันข้าม พวกเขาฉลาดล้ำลึก เกินกว่าที่พวกเราจะหยั่งถึงด้วยซ้ำไป!”

สำหรับคนที่ได้ร่วมโต๊ะกินข้าวกับพวกเขาด้วยความบังเอิญรึเปล่า ก็ไม่แน่ใจ! แต่ที่แน่ๆ ผมไม่ได้รวย ไม่ได้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีอิทธิพล จนนักการเมืองเหล่านั้นต้องมากินข้าวด้วย ผมไม่ได้มีความสำคัญขนาดนั้น มันก็เป็นแค่เหตุผลทางด้านธุรกิจ และคนที่เขาอยากจะคุยด้วยก็เป็นนายจ้างของผม ผมเป็นเพียงแค่ละอองฝุ่นในชั่วขณะนั้น เท่านั้นเอง แต่บางครั้งฝุ่นละอองก็มีความสำคัญขึ้นมาทันทีเมื่อคุณต้องการบุคคลที่ 3 เพื่อรองรับความผิดพลาดเวลา งานไม่ทัน! ช้า! ต่างๆ นาๆ นั่นหละหน้าที่ของผม ที่พูดได้แต่คำว่า “ครับ!” “แก้ไขครับ!” และ “จะทำให้เดี๋ยวนี้ครับ!”
เพื่อให้การสนทนาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยบางครั้งเราจำเป็นต้องมีบุคคลที่ 3 ที่คอยรองรับความผิดพลาดจากทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งแน่นอนหละว่าพวกเขาผิดกันไม่เป็น! มันก็เป็นการแสดงอย่างหนึ่งที่ถูกจัดฉากขึ้นโดยผมกับนายจ้างเพื่อให้นักการเมืองเหล่านั้นพึงพอใจ!

จริงๆ แล้วพวกเราควรจะดีใจที่ได้นักการเมืองฉลาด มีสติปัญญา แต่ข่าวร้ายก็คือพวกเขาใช้ความฉลาดและสติปัญญาเหล่านั้นไปในทิศทางที่ผิด คดโกง ทุจริต
หากแบ่งความฉลาดนั้นมาใช้ในทางสร้างสรรค์และการพัฒนาบ้าง ป่านนี้ไทยเราคงเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปแล้วหละ!

หรืออย่างน้อยพวกเขาก็ฉลาดกว่าผมและท่านๆ ที่คิดว่าพวกเขาโง่ เพราะเมื่อไหร่ที่คิดแบบนั้นก็เท่ากับว่าเราตกหลุมพรางแห่งความประมาทแล้วหละ! ถ้าโง่ขนาดนั้นคนพวกนี้จะเหยียบข้ามหัวเราขึ้นไปเป็น สส สว ได้อย่างไร!
คนที่เหยียบข้ามหัวคนจำนวนนับแสนขึ้นไปเป็น สส ได้นี่ คุณคิดว่าธรรมดาเหรอ! ง่ายเหรอ! มันต้องมีคุณสมบัติอะไรซักอย่างที่เป็นพิเศษกว่าพวกเราถึงจะขึ้นไปได้ หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ก็ลองคิดดูว่าหากเพื่อนๆ อยากจะเป็นแค่ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนระดับชั้นล่างสุด จะต้องทำยังไงบ้างหละ! ต้องเผชิญอะไรบ้าง คิดสิ!

หากคุณได้มีโอกาสได้นั่งฟังพวกนักการเมืองเหล่านี้พูดเหมือนผมหละก็ ท่านจะรู้สึกทึ่งกับแผนการคดโกงอันแยบยลที่จะดึงเงินภาษีที่เราๆ ท่านๆ จ่ายเข้ารัฐออกมาใช้อย่างมีศิลปะ และจะรู้สึกว่าโลกทัศน์แคบไปถนัดตาเมื่อรู้ถึงวิธีการ แผนการอันฉลาดล้ำลึกที่ซ้อนกัน 3 – 4 ชั้นเป็นอย่างน้อย และมี 3 – 4 ฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอๆ เช่น นักการเมืองคนชงเรื่อง ข้าราชการคอยอำนวยความสะดวก และฝ่ายนักธุรกิจที่ใช้เศษเงินล่อเงินก้อนใหญ่จากคลังของรัฐออกมาแบ่งกัน และฝ่ายที่ 4 ก็ผู้เสียประโยชน์อย่างเราๆ ท่านๆ ฮ่ะๆ เห็นไหมเราก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขาด้วย มีฝ่ายได้ก็มีฝ่ายเสีย! จริงไหม! ก็เงินภาษีของพวกเราไง!
จะขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปไม่ได้ (โดยเฉพาะพวกเราเจ้าของเงินภาษี ฮ่ะๆ)

พวกเราควรจะเริ่มตั้งคำถามได้แล้วว่านักการเมืองเหล่านั้นใช้ความฉลาดของพวกเราไปทิศทางไหน กำลังทำอะไร และทำเพื่ออะไร ซ่อนอะไรไว้บ้าง มากกว่าที่จะนั่งหัวเราะกับภาพลักษณ์อันโง่เขลาที่แสดงออกมาทางสื่อแล้วก็ปล่อยวางให้ทุกอย่างหลังฉากล่วงเลยไปจนสำเร็จตามเป้าหมายของพวกเขา

ผมไม่ได้ชอบไม่ได้รักพวกเขาเลย ตรงกันข้ามผมเกลียดคนพันธุ์นักการเมืองมากจนเข้าเส้น แต่บางครั้งบางทีก็ควรจะเรียนรู้จากคนที่เราเกลียดด้วยเช่นกัน และผมก็อยากให้ท่านเป็นแบบนั้นเพื่อเรียนรู้ที่จะได้มีระดับสติปัญญาที่เหนือกว่าพวกนักการเมืองเหล่านั้น เพื่อที่จะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อทั้งด้านความคิดและเหยื่อทางสถานการณ์

เพราะฉนั้นก็อยากให้มองพวกเขาใหม่ มองด้วยสายตาที่ลึกลงไปแล้วเราจะรู้ทันกลโกงได้ดีขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่านักการเมืองไม่ใช่ฐานะทางสังคม แต่มันเป็น “มะเร็งทางสังคม” และจะได้รู้ว่าคนพวกนี้เลวบัดซบขนาดไหน
“ขณะที่เราหัวเราะเยาะความโง่ของพวกเขา พวกเขาก็หัวเราะเยาะเราเช่นกันกับความโง่ที่มากกว่าของพวกเราที่รู้ไม่ทันเขา”
ยอมได้เหรอ!





ไม่มีคำถามไหนที่จะทำให้ผู้เขียนคันปากได้เท่ากับคำถาม ต่างๆ นาๆ ที่ว่า
ปลูกผักแล้วขายที่ไหนดี?
ปลูกผักยังไงให้ได้เงิน?
ช่วยหาตลาดขายสินค้าทางการเกษตรให้หน่อย!
ช่วยหาตลาดซื้อผักให้หน่อย!
คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ผู้เขียนเจอบ่อยมากจากกลุ่มเกษตร
การตลาดสำหรับชาวเกษตรชาวสวนอย่างเราๆ ท่านๆ นั้นตลาดระบายสินค้าถือว่ามีความสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ และผู้เขียนเองก็เน้นย้ำไปแล้วเกือบจะทุกครั้งที่ไปพบปะพูดคุยกับเพื่อนๆ ชาวเกษตร หรือแม้แต่ตอบคำถามเพื่อนๆ ทางหน้าเวปไซท์ หากปลูกไปแล้วขายไม่ออก ขายพืชผลไม่ได้ก็เสียเปล่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชผักต่างๆ เป็นของสดจึงมีการเสื่อมหรือเน่าเสียอย่างรวดเร็ว

วันนี้ผู้เขียนเลยอยากจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับสถานที่สำหรับค้าขายผักผลไม้ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งสำหรับพี่น้องเกษตรกรอย่างเราๆ สถานที่นี้ชื่อตลาดไท ซึ่งอาจจะเป็นตลาดผักผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศก็ว่าได้ หากท่านไหนทราบแล้วก็ข้ามไปได้เลยแต่หากเพื่อนๆ ท่านไหนยังไม่ทราบก็ขอให้แวะอ่านสักหน่อยหนึ่ง! จริงๆ แล้วตลาดใหญ่ๆ เรามีกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค แต่จะมีสักกี่แห่งที่เป็นตลาดหลักคอยเลี้ยงประชากรขนาด 20 กว่าล้านคนใน กทม (เผลอๆ มากกว่านั้น -__-!!!) ซึ่งตลาดเล็กตลาดน้อยใน กทม เกือบทุกแห่งก็จะมาซื้อพืชผักอาหารต่างๆ จากตลาดไทอีกทอดหนึ่ง คิดดูเถอะว่ากำลังบริโภคมหาศาลขนาดไหน ว่ากันว่าเงินทุนหมุนเวียนมีกว่า 100 ล้านบาทต่อวันกันเลยทีเดียว ลองนึกดูสิว่าหากเพื่อนๆ สามารถติดต่อค้าขายที่นี่ได้ เพื่อนๆ สามารถสร้างเงิน สร้างงานได้ขนาดไหน ^_^

Picture 038

ข้อมูลโดยสังเขป
—————————
ที่อยู่ตลาดไท: ซอยเทพกุญชร 14 (ร่วมใจ) คลองหนึ่ง คลองหลวง จังหวัด ปทุมธานี

ชัยภูมิดีเหมาะกับการค้า เดินทางสะดวก
ตลาดไท มีพื้นที่กว่า 450 ไร่ ตั้งอยู่ที่ถนนพหลโยธิน กม.42 ใน อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เยื้องมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของประเทศ ทำให้ผู้ซื้อ ผู้ขายจากทั่วทุกมุมของประเทศสามารถเดินทาง ทำการค้าขายที่ตลาดไทได้อย่างสะดวกสบายในหลายเส้นทางทั้งจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ รวมถึงรองรับสินค้าจากต่างประเทศด้วยPicture 039

** ข้อมูลพิกัดโดย PGS  ตามที่เพื่อนๆ บางท่านถามมา**

เส้นทางสู่ตลาดไท มีดังนี้
1. ถนนพหลโยธินขาออก ทางกลับรถยกระดับ ยู-เทิร์น
2. ถนนบางขันธ์-หนองเสือ
3. ถนนโครงการเร่งรัดพัฒนาชนบท (ถนน ร.พ.ช.) เชื่อมต่อระหว่างถนนสีขาวกับถนนบางขันธ์-หนองเสือ
เดินทางโดยรถยนต์ :
1. จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ถนนพหลโยธินขาออก เมื่อถึงม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กลับรถที่ทางยกระดับ ยู-เทิร์น และตลาดไทจะอยู่ตรงข้ามกับม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
2. จากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียง มุ่งหน้าสู่ถนนพหลโยธินขาเข้า ผ่านนวนคร จะเห็นป้ายตลาดไทอยู่ทางซ้ายมือ
3. จากภาคตะวันออก/สุวรรณภูมิ ขับเข้ามอเตอร์เวย์ มุ่งสู่ถนนบางขันธ์-หนองเสือ
—————————-

ภายในพื้นที่ตลาดไทนั้นกว้างใหญ่แต่ก็จัดแบ่งแยกพื้นที่ออกเป็นส่วนต่างๆ ตามสินค้าแต่ละประเภทได้อย่างมีระบบระเบียบ ทั้ง ตลาดสด ตลาดส้ม ตลาดผลไม้ ตลาดผักและสินค้าพืชผักนำเข้าจากต่างประเทศ เยอะแยะไปหมดจนตาลาย แต่สำหรับชาวสวนชาวไร่อย่างผู้เขียนและเพื่อนชาวสวนผักก็อยากจะให้เน้นที่อาคารตลาดผักในตลาดไท ส่วนอาคารอื่นๆ นั้นว่ากันในโอกาสต่อไป

Picture 016

** อาคารสำหรับค้าขายส้ม ด้านในมีแต่ส้ม ขนาดคนขายยังชื่อเจ๊ส้มเลย คิดดู! **

Picture 014

** บางร้านถูก บางร้านถูกกว่า ความต่างแค่บาทหรือสองบาทก็อาจจะเป็นเงินมหาศาลได้! ** Picture 017

** กำลังซื้อมหาศาล การบริโภคมหาศาล หากเพื่อนๆ ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมค้าขายก็คงดีไม่น้อย! **Picture 015

** ด้านในอาคารถูกจัดบริเวณอย่างเป็ยระเบียบเรียบร้อยสำหรับรองรับผู้ซื้อ-ขายจำนวนมาก! **

Picture 018

** อาคารตลาดผลไม้รวมสำหรับค้าขายผมไม้ชนิดอื่นๆ หรือผลไม้ตามฤดูกาล **

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนอยากจะให้เพื่อนๆ (ท่านที่ยังไม่เคยไป) ได้ไปสัมผัสได้ไปรู้ไปเห็นบรรยากาศการค้าขายด้วยตาตัวเอง เพราะผู้เขียนอยากจะให้เพื่อนๆ ได้เห็นโอกาส ได้เห็นช่องทางการค้าขาย และเชื่อเถอะว่าโอกาสยังมีอีกมากสำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการสร้างตลาดด้วยตนเอง ไม่อยากขายผ่านพ่อค้าคนกลางที่ชอบเอาเปรียบพวกเรา แน่นอนหละว่าเพื่อนๆ ชาวเกษตรที่อาศัยอยู่ภาคกลางและพื้นที่ใกล้เคียงย่อมได้เปรียบกว่าในเรื่องระยะทางการขนส่ง แต่หากจะเราจะมองอีกแง่มุมหนึ่งสำหรับเพื่อนๆ ที่อยู่ต่างจังหวัดห่างไกลจากตลาดไทก็คือเรื่องของโอกาสในการจัดตั้งกลุ่มและอำนาจในการผูกขาดสินค้านั้นๆ ในแหล่งผลิตของเพื่อนๆ อธิบายกันแบบง่ายๆ ก็คือว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเพื่อนๆ สามารถติดต่อกับพ่อค้าในตลาดไท เพื่อนๆ ก็สามารถสร้างงาน สร้างเครือข่าย สร้างกลุ่มปลูกผักชนิดนั้นขึ้นมา แล้วเพื่อนๆ ก็จะเป็นผู้นำกลุ่มเกษตรในท้องที่ของตนเอง สามารถกำหนดราคา สามารถสร้างเงินจากการเป็นผู้ริเริ่มและส่วนต่างของราคาได้เช่นกัน

** **

Picture 021

** อาคารตลาดผักนี้ผู้เขียนชอบเป็นการส่วนตัวเพราะดุคึกคักและหลากหลายตลอดทั้งวัน!**

Picture 022

** **

Picture 023

** ทุกอย่างที่นี่คัดสรร แบ่งขนาด จัดเตรียมไว้อย่างได้มาตรฐาน **

Picture 024

** ทุกอย่างที่นี่เป็นเงินเป็นทองหมด ไม่เว้นแม้แต่บางอย่างที่เพื่อนๆ บางท่านมองข้ามไป มันเป็นเงินได้หมด! **

Picture 028

** หากเพื่อนๆ จะค้าขายกับพ่อค้าแม่ขายในตลาดไทก็ต้องมีสินค้าที่ได้มาตรฐานเช่นกัน! **

Picture 025

** **

Picture 026

** **

Picture 029

** **

Picture 032

** เพื่อนๆ เห็นไหมว่าพืชผลบางอย่างอาจจะไม่มีค่ามีราคาในพื้นที่เรา แต่อาจจะมีราคาที่นี่ **

Picture 034

** ไม่รู้ทำไม! แต่ผู้เขียนชอบภาพนี้เป็นพิเศษ เพราะผู้เขียนเห็นความต่างด้านราคา เห็นโอกาส และเห็นเงิน แล้วเพื่อนๆ หละ เห็นเหมือนผู้เขียนรึเปล่า? หากเพื่อนๆ ยังมองไม่เห็นก็ควรฝึกฝนวิสัยทัศน์ของพ่อค้าได้แล้ว โลกเราปัจจุบันเปลี่ยนไปเยอะและเร็วมาก ผู้ที่ศึกษาและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาย่อมเป็นผู้ที่ได้เปรียบ และผู้ได้เปรียบย่อมเป็นผู้ชนะเสมอๆ หากเพื่อนๆ ไม่อยากเสียเปรียบก็คงต้องพัฒนาตัวเอง พัฒนาสินค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของเราอยู่เสมอ **

หรือหากเพื่อนๆ อยากจะเริ่มธุรกิจการเป็นผู้รวบรวมสินค้าทางการเกษตรก็สามารถทำได้โดยง่ายเพียงเพื่อนๆ รู้จักติดต่อกับพ่อค้าแม่ขายในตลาดไทแล้วรวบรวมหรือส่งเสริมให้มีการปลูกพืชชนิดนั้นๆ ในท้องที่ของเพื่อนๆ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรได้ก็จัดหาพาหนะขนส่งเข้ามาที่ตลาดไท เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนความ สร้างงาน สร้างเงิน ให้กับชุมชนของเพื่อนๆ
เชื่อรึไม่ว่าคนงานขนผักในตลาดยังหาเงินได้เป็นพันๆ บาท โดยการจัดบริการขายความสะดวกขนส่งสินค้าไปที่รถผู้ซื้อ หรือบางคนวิ่งไปมาหัวตลาดท้ายตลาดก็สร้างเงินได้นับพันจากส่วนต่างราคาโดยที่พวกเขาไม่ได้มีสินค้าอะไรเลย มีแค่การบริการ แล้วหากเป็นเพื่อนๆ ที่มีที่ดิน มีผลผลิตทางการเกษตร มีเครือข่ายการเกษตรหละ จะสร้างเงินได้ขนาดไหน! คิดดูเถอะ!

** **

Picture 030

** หากเพื่อนๆ อยากเป็นผู้รวบรวมสินค้าทางการเกษตรก็ต้องรู้จักคบค้ากับพ่อค้าตลาดไท! **

 Picture 098

** รายละเอียดการติดต่อค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เผื่อจะพอมีประโยชน์กับเพื่อนๆ! **

Picture 099

** ทักษะการเจราค้าขายก็เป็นอีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นสำหรับการพูดคุยค้าขายต่อรองกับพ่อค้ามืออาชีพ! **

 

“จงอย่าเป็นคนฉวยโอกาส แต่ให้เป็นคนมองหาโอกาสและวิ่งเข้าหาโอกาส”
ขอให้เพื่อนโชคดีมีเงินถุงเงินถังครับ ^_^





เช้าวันเสาร์ ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตดี
เพื่อนกลุ่มหนึ่งชวนไปชุมนุม -__-!!! แต่ก็ปฏิเสธ เพราะไม่ได้คิดว่ามันเป็นการชุมนุมเพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง มันมีกลิ่นของการเมืองผสมอยู่อย่างคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว

เพื่อนอีกกลุ่มก็ชวนไปชุมนุมอีกฝ่ายหนึ่ง (ชวนไรนักหนาว่ะ!) แต่ก็ปฏิเสธไปเช่นกัน เพราะไม่ได้เห็นความจริงใจที่จะแก้ปัญหาเพื่อชาติบ้านเมืองเลย
เป็นกลางนี่ก็ไม่ดีนะ! ตกเป็นเป้าหมายชักชวนของทั้ง 2 ฝ่ายให้โน้มเอียงไปหาตน
สุดท้ายเลยต้องบอกไปว่า “กูอยู่สีเขียวววววว ของกูคนเดียวนี่แหละ!” คิดเอง ทำเอง ออกเงินเองทั้งหมดนี่แหละ!
สาเหตุที่เพื่อนๆ ชอบชวนผู้เขียนไปชุมนุมนั้นก็เพราะผู้เขียนมีมวลชนอยู่ 1,500 คนที่พร้อมจะร่วมมือกับผู้เขียนเลยนะสิ! เป็นมวลชนบริสุทธิ์ปราศจากสารการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เป็นพี่น้องเกษตรกรชาวสวนของผู้เขียนที่ไม่กล้าจะนำพาพวกเขามาแปดเปื้อนกับสารการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าพวกเขาจะเสนอตัวให้ความร่วมมืออย่างดีก็ตามที แต่ก็ขอรับไว้ด้วยใจและผู้เขียนเห็นสมควรที่จะกีดกันพวกเขาให้ห่างจากพิษการเมืองที่พวกเราเผชิญอยู่ ณ วันนี้

ไม่คุยเรื่องม็อบดีกว่าเดี๋ยวของผู้เขียนจะขึ้นเอาง่ายๆ เพราะสำหรับคนที่ลงพื้นที่ไปทำสวน ไปรับภาระดูแลอาหารกลางวันเด็กหลายโรงเรียน จัดการหาตลาดและวิธีการขายผลผลิตให้กับพี่น้องชาวเกษตร พยายามสร้างอาชีพเพื่อปลดหนี้ ธกส ให้แต่ละหมู่บ้าน แล้วมันเป็นเรื่องเจ็บปวดเหลือเกินที่ฝ่ายการเมืองทั้งสองขั้วยุแหย่ดึงคนจำนวนมากทั้งจากการใช้เงิน การใช้ข่าว และการใช้อำนาจของรัฐดึงคนไปร่วมชุมนุมเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตนเอง ผู้เขียนรู้สึกเจ็บปวดมากกกกกก!

ประเทศนี้ก็ดีเนอะ! ทำเรื่องร้ายแรงอย่างการชุมนุมใหญ่ การช่อโกงหลวง การยึดสถานที่ราชการ และการใช้มวลชนปะทะกับมวลชนให้กลายเหมือนงานรื่นเริง สังสรรค์ขึ้นมาได้ เก่งว่ะ! พูดทั้งๆ น้ำตาเล็ดเลยนะเนี่ยะ!

Picture 474

กลับมาเรื่องการเกษตรของพวกเรากันต่อดีกว่า
วันนี้ว่ากันด้วยเรื่องเบาๆ กับคำถามของเพื่อนชาวเกษตรอินทรีย์ท่านหนึ่งที่ถามถึงสมุนไพรที่ใช้ไล่แมลงที่มารบกวนพืชผักในสวน
สมุนไพรจัดได้ว่ามี 5 รส ดังนี้
1. สมุนไพรรสขม ซึ่งมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรียและใช้ป้องกันแมลงบางชนิดได้ สมุนไพรที่ว่ามานี้ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร สะเดา บอระเพ็ด และหญ้าใต้ใบ
2. สมุนไพรที่มีรสเมาเบื่อ มีคุณสมบัติที่จะช่วยฆ่าหนอนขนาดเล็ก เพลี้ย และแมลงขนาดเล็ก ได้แก่ หางไหล หนอนตายยาก ขอบชะนางแดง-ขาว ใบน้อยหน่า สลัดได พญาไร้ใบ ฝักคูณ
3. สมุนไพรรสฝาด มีคุณสมบัติแก้เชื้อราในโรคพืช สมุนไพรเหล่านี้ได้แก่ เปลือกแค เปลือกมังคุด ใบฝรั่ง ใบทับทิม
4. สมุนไพรรสหอมระเหย ที่มีคุณสมบัติไล่แมลงได้แก่ ตะไคร้หอม สาบเสือ ใบกะเพรา ผักแพรงแดง
5. สมุนไพรรสเปรี้ยวหรือรสเผ็ดร้อน ได้แก่ เปลือกส้ม เปลือกมะนาว เปลือกมะกรูด ยางมะละกอ มะขาม ขิง ข่าและพริกที่มีคุณสมบัติในการไล่แมลง





ก่อนอื่นต้องขอกล่าวขอบคุณดอกเตอร์อัครินทร์ ที่เข้าเยี่ยมเยียนและแวะมาบอกข่าวความคืบหน้าโรงไฟฟ้าพลังหญ้าเนเปียร์ (โทษที ไม่รู้จะตั้งชื่อยังไงให้ดูทรงพลัง เอาชื่อนี้ละกัน ทนๆ เอาหน่อย -__-!!!) ที่เป็นไปตามความคาดหมายของผู้เขียน ว่า “ไปไม่รอด!” วะ ฮ่ะๆ (ทำไมซื้อหวยไม่แม่นแบบนี้บ้างเนี่ยะ!)
วันนี้อารมณ์ดีนะเนี่ยะ ไม่รู้เป็นไร!
ผู้เขียนเป็นชาวสวนตัวเล็กๆ (พุงใหญ่ๆ) คนหนึ่งที่ติดตามข่าวความคืบหน้าโรงไฟฟ้าพลังหญ้าเนเปียร์ด้วยความตื่นเต้นตั้งแต่ได้ยินข่าว ตั้งแต่ที่ประกาศเปิดตัวโรงไฟฟ้าต้นแบบที่จังหวัดเชียงใหม่นั่นแหละ! แต่แวะไปดูก็หาไม่เจอ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะรายละเอียดที่ให้มาทำอย่างกับจะสร้างโครงการปรมาณูลับของ CIA งั้นแหละ! ลับจนไม่รู้จะลับยังไงแล้ว หาเจอหละโคตรเก่ง หรือมันไม่มีอยู่จริงก็ไม่รู้ ท่านไหนรู้บอกด้วยจะแวะไปสังเกตการณ์
หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งโครงการละลายงบของรัฐอีกแล้ว! ก็ยังไม่กล้าสรุป -__-!!!
http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000143427

001
เป็นไปตามความคาดหมายของเพื่อนๆ ในวงสนทนาและผู้เขียนที่เห็นว่าอุปสรรคสำคัญของโครงการนี้ที่เอกชนยังส่ายหัวไม่คุ้มทุนก็เพราะเรื่องราคารับซื้อที่เกี่ยวเนื่องกับรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูก ด้วยราคาตันละ 300 บาท! ใช่แล้วเราพูดถึง 0.30 บาทต่อกิโลกรัมนั้นไม่ได้ดลใจผู้ปลูกเท่าไหร่เลยเมื่อเทียบกับพืชตละกูลใกล้เคียงกัน เช่น อ้อย (หญ้าเนเปียร์นี่เหมือนอ้อยจริงๆ นะ ขอบอก -__-!!!) ต่างกันก็ตรงขนาดและความหวาน
อุปสรรครองลงมาก็คือการรับซื้อหรือความมั่นใจในด้านการตลาดนั้นยังไม่ได้ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกนั้นอุ่นใจเท่าไหร่นัก หากเป็นอ้อยขาดทุนแต่ก็ยังมีคนรับซื้อ หรือหากเลวร้ายก็ทำน้ำตาลก้อนแดงก็ยังได้อยู่ แต่หากเป็นหญ้าเนเปียร์หละ! ถ้าไม่มีโรงไฟฟ้ารับซื้อก็หญ้าดีๆ นี่เอง ซึ่งการพลิกแพลงดัดแปลงใช้หญ้าเนเปียร์ในบ้านเรานั้นยังไม่แพร่หลายจนขนาดมีตลาดสำรองรองรับผลผลิต

แล้วเราจะทำยังไงดีหละ! หากคิดที่จะพัฒนาหญ้าเนเปียร์ให้เป็นพืชที่สำคัญขึ้นมา
เอาแบบนี้ละกัน!
หากพูดกันถึงหญ้าราคาตันละ 300 แล้วหละก็ถือว่าแพงหากคิดจะใช้เป็นพืชพลังงาน ซึ่งต้องหมัก ต้องกลั่น ขั้นตอนเยอะ!
แต่หากพูดกันถึงราคาอาหารวัวตันละ 300 แล้วหละก็ถือว่าถูก!

นึกถึงฟาร์มหมูที่เก็บมูลหมูไว้ในถังหมักไหม? แทนที่เราจะให้หญ้าเป็นพลังงานโดยตรง โดยการหมัก การบ่ม ยุ่งยากมากมาย (ซึ่งในความคิดส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่าไม่คุ้มคุณค่าเอาเสียเลย) แล้วหากเราใช้วัวเป็นตัวกลางหละ? ใช้หญ้าเป็นอาหารวัวแล้วเก็บมูลวัวมาหมักเป็นเชื้อเพลิง ขั้นตอนการทำงานจะง่ายกว่าไหม? แค่หมักบ่มเชื้อจุลินทรีย์ในถังก็จะได้แก็สแล้ว เปลี่ยนจากสร้างโรงไฟฟ้ามาเป็นสนับสนุนฟาร์มวัวครบวงจรหลายๆ ฟาร์มแบบนิคมเกษตรกันดีไหม? ได้อาหาร ได้พลังงาน ได้อาชีพ แบบนี้ดีไหม?
อ่อ! ลืมไป มันคนละหน่วยงาน กระทรวงพลังงานเค้าไม่รู้จักกรมส่งเสริมการเกษตรนี่ เค้าไม่เคยมีตัวตน! หากันไม่เจอเลยคุยกันไม่ได้ ลืมไปๆ
โทษทีๆ ผู้เขียนผิดเอง -__-!!!

เพื่อนๆ ใจเย็นกันอีกนิด ผู้เขียนกำลังพัฒนารูปแบบการเลี้ยงอยู่ ไว้ได้ความคืบหน้ายังไงจะมาเล่าสู่กันฟัง!

เผื่อจะไปเข้าฝันสะกิดต่อมทำงานของภาครัฐขึ้นมาบ้าง อะไรบ้าง! ขนาดเกษตรกรตัวเล็กๆ หัวโตๆ ไร้ทุน ไร้การสนับสนุนทางหลักวิชาการและกำลังคนยังพยายามขวนขวายขนาดนี้ มีงบเป็นร้อยๆ ล้านแบบภาครัฐแล้วทำอะไรไม่ได้เรื่องละอายเค้าแย่เลย!





เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งกำลังทดลองปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ไว้หลังบ้านเพื่อนเป็นอาหารและลดค่าใช้จ่ายประจำบ้าน ได้กรุณาเข้ามาเยี่ยมชมเวปไซด์ http://www.mygreengardens.com ของเราและได้ฝากคำถามไว้ให้
“ปลูกถั่วฝักยาวยังไงให้ได้ผลผลิตเยอะๆ?”
เกษตรกรบ้านๆ อย่างผู้เขียนก็ไม่ได้มีเคล็ดลับหรือวิธีการปลูกอะไรที่มันจะพิสดารไปกว่าท่านๆ ทั้งหลายเลยไม่รู้จะเล่าเคล็ดลับให้ฟังยังไง (เพราะมันไม่มี หุหุหุ) เอาเป็นว่าเล่าวิธีการดูแลรักษาถั่วฝักยาวให้กันฟังดีกว่า ใครเคยฟังแล้วก็ฟังกันอีกรอบละกัน วะฮ่ะๆ

จริงๆ แล้วถั่วฝักยาวเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น (สั้นมากกกกก!) ที่ปลูกง่ายและติดดอกออกผลเร็ว และเป็นพืชที่ขายได้เรื่อยๆ ส่วนเรื่องราคานั้นก็ไม่ถือว่าขี้เหล่แต่อย่างใดเผลอๆ บางช่วงจังหวะก็ขายถั่วฝักยาวได้ราคาดี เช่น ฤดูร้อน กินเจ
วงจรชีวิตของถั่วฝักยาวนั้นแสนสั้นครับ
หลังจากหยอดเมล็ดลงหลุมพร้อมรดน้ำให้ชุ่มแล้วก็ใช้เวลาเพียง 4 – 5 วันก็จะงอกโผล่ดินมาให้เห็น
พอปลูกได้ 40 – 50 วันก็จะเริ่มติดดอกออกผล
อายุการเก็บเกี่ยวก็จะมีแค่ 20 – 30 วัน โดยทยอยเก็บวันเว้นวัน

Picture 012

*** ***

 Picture 013

*** ***

Picture 853

*** ***

 Picture 846

*** ***

Picture 851

*** ***

Picture 844

*** ***

Picture 841

*** ***

ถั่วฝักยาวนั้นโดยธรรมชาติก็เป็นพืชที่ติดดอกออกผลง่ายอยู่แล้วครับ ซึ่งการติดดอกนั้นก็อาจจะเป็นหัวใจของจำนวนผลผลิตของถั่วฝักยาวก็ว่าได้หากรักษาจำนวนดอกไว้ได้มากเท่าใดก็หมายถึงจำนวนฝักที่มากเท่านั้น เพราะบางต้นออกดอกมาเยอะมากแต่ปรากฏว่าเหี่ยวแห้งร่วงหล่นไปซะอย่างนั้น ฉนั้นหากเราอยากได้ผลผลิตถั่วฝักยาวมากก็ต้องดูแลรักษาดอกถั่วไว้เพื่อให้ติดฝักมากที่สุด ไม่ร่วงหล่นไปกับพื้น โดยวิธีของผู้เขียนนั้นจะเน้นการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอบริเวณโคนต้นทั้งเช้า-เย็นช่วงที่ถั่วฝักยาวติดดอก (ประมาณว่าหากขาดความชื้นหรือน้ำที่เพียงพอดอกถั่วฝักยาวจะร่วง) แล้วบำรุงด้วยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกเก่า เช่น มูลวัวหรือมูลไก่บริเวณโคนต้น (โทษทีที่บ้านจน ไม่มีตังซื้อปุ๋ยเคมี -__-!!!) และผู้เขียนนิยมที่จะปลูกถั่วฝักยาวไว้แปลงด้านในเพื่อที่ไม่ให้โดนลมมากนักเพื่อเป็นการป้องกันดอกร่วง หรือหากจะหวังผลผลิตช่วงหน้าร้อนก็เตรียมตัวขึงผ้าใบกันแดดไว้ได้เลย รับรองว่าช่วยลดอัตราดอกถั่วฝักยาวร่วงไปได้เยอะ ใครจะปลูกขายให้ได้ราคาก็เตรียมตัวศึกษาการปลูกช่วงหน้าร้อนไว้ได้เลย ราคาแพงทุกปี





ก่อนอื่นต้องกล่าวขออภัยเพื่อนๆ ชาวเกษตรทุกท่านที่ประสบปัญหาความยากลำบากในการเข้าถึงเวปไซด์ http://www.mygreengardens.com เนื่องด้วยปัญหาทางด้านเทคนิคของตัว server ที่ผู้เขียนเก็บข้อมูลเวปไว้และ ISP บ้านเราคือ True เชื่อมต่อกันไม่ได้ เลยทำให้เข้าไปเยี่ยมชมเวปไซด์ไม่ได้อยู่เกือบ 2 อาทิตย์

พอกลับมาเลยต้องรีบมาตอบคำถามที่เพื่อนๆ ฝากไว้
เพื่อนๆ หลายท่านฝันอยากจะเปลี่ยนไปทำการเกษตรอินทรีย์ หลายๆ ท่านฝันถึงการที่มีผักปลอดสารพิษไว้บริโภค และหลายๆ ท่านผันตัวจากอาชีพลูกจ้างบริษัทออกมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์โดยเฉพาะ
เป็นแนวคิดที่น่ายกย่องครับแต่ในความเป็นจริงของโลกเรานั้นมักจะมีอุปสรรคเสมอ การเกษตรก็เช่นเดียวกับธุรกิจประเภทอื่นๆ ที่มักจะเจอปัญหาในเชิงรายละเอียด หากท่านไม่มีสภาพแวดล้อมแบบปิดหรือโรงเรือนแบบปิดก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนรอบข้างเป็นอย่างมาก เพราะหากท่านทำเกษตรแบบอินทรีย์ท่ามกลางสวนแปลงอื่นๆ ที่ยังใช้สารพิษสารเคมี ยาฆ่าแมลงแบบปกติอยู่หละก็ สวนของท่านก็คงเหมือนโรงอาหารของเหล่าแมลงศัตรูพืชต่างๆ ที่มีภูมิต้านทานยาฆ่าแมลงชนิดดื้อยาสุดๆ คิดดูเถอะว่าสารสกัดจากธรรมชาติหรือสมุนไพรสูตรไหนก็แล้วแต่ ก็คงเอาไม่อยู่หรอก -__-!!! อย่าคิดอะไรแบบง่ายๆ จงคิดไว้ว่ามีอุปสรรคเสมอแล้วเราจะตื่นตัวสำหรับการเรียนรู้และศึกษาครับ

แมลงศัตรูพืชตามปกติที่ผ่านกระบวนการใช้ยาฆ่าแมลงนั้นจะสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองขึ้นมา มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดตามธรรมชาติ เลยเกิดอาการดื้อยาเอาได้ง่ายๆ และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำไมเกษตรกรถึงต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีที่แรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่มีเพียงมนุษย์เราเท่านั้นหรอกที่ปรับตัวเพื่อความอยู่รอดตามสภาพแวดล้อมนั้นๆ แมลงหรือเชื้อโรคเองก็เช่นกันPicture 027

ตัวนี้ชอบเป็นการส่วนตัว และเห็นเยอะขึ้นเรื่อยๆ ในฤดูนี้ ^_^

ผู้เขียนเองใช้เวลานานพอสมควรในการปรับสภาพแวดล้อมภายในสวนให้เอื้อประโยชน์ต่อการทำเกษตรแบบอินทรีย์ ทั้งในเชิงป้องกัน และเชิงปราบปราม เช่น การปลูกตะไคร้ไว้รอบสวน ปลูกต้นชะอม ปลูกต้นสะเดาป่าและพืชที่มีกลิ่นฉุนอีกหลายชนิดที่แมลงเกลียดเพื่อการป้องกันแมลงศัตรูพืช ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะกันได้ไม่มากแต่ก็ได้ผลในระดับหนึ่ง การไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงในแปลงสวนนั้นก็จะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศได้ส่วนหนึ่งเพราะแมลงเล็กๆ หรือจุลินทรีย์ต่างๆ จะไม่ถูกทำลายโดยสารเคมี จนผ่านมาระยะเวลาหนึ่งก็พอจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตแปลกๆ เข้ามาอาศัยและเข้ามาพักพิง บางชนิดก็เป็นที่ต้องการและบางชนิดก็ไม่ได้ต้องการแต่อย่างน้อยก็ได้เห็นระบบนิเวศขนาดเล็กในสวนเริ่มฟื้นสภาพ เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา

Picture 005

ส่วนไอ่เจ้านี่ ไม่ได้ต้องการเอาซะเลย แต่ก็ถือวิสาสะเข้ามานอนปลายเตียงอยู่หนึ่งคืนเต็มๆ สยองนะเนี่ยะ -__-!!!

เล่ามาซะนานจนสุดท้ายก็อยากจะบอกว่า “เกษตรอินทรีย์ไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง” และในระยะยาวนั้นถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อการลงทุนครับ ^_^ (อยากบอกแค่นี้แหละ จริงๆ อิอิอิ)




ก่อนอื่นต้องกล่าวขออภัยเพื่อนๆ ชาวเกษตรที่ต้องการใช้เมล็ดปอเทืองสำหรับเป็นปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงบำรุงดิน แต่ด้วยทรัพยากรที่จำกัดของผู้เขียนเลยแจกจ่ายเมล็ดปอเทืองได้ไม่ทั่วถึง โดยรอบที่ผ่านมานั้นผู้เขียนคาดหมายว่าจะแจกแค่ 40 – 50 กิโลกรัมแต่สุดท้ายต้องแจกจ่ายเมล็ดปอเทืองให้เพื่อนๆ ถึง 250 กิโลกรัม (แทบจะหมดคลังกันเลยทีเดียว -__-!!!) ผู้เขียนทราบดีถึงความต้องการใช้เมล็ดปอเทืองเพื่อปรับปรุงดินของเพื่อนๆ แต่ติดก็ตรงที่ไม่พอแจกจ่าย เข้าใจจริง ถึงความจำเป็นครับถึงได้พยายามเก็บเมล็ดมาแจกจ่ายเพื่อนๆ เพราะบางท่านก็หาซื้อแทบไม่ได้ บางท่านก็ไม่รู้จะไปขอที่ไหน หากถึงฤดูเก็บเกี่ยวเมล็ดจะประกาศแจกจ่ายอีกครั้งหนึ่งครับPicture 029
ไม่ใช่หมามุ่ยนะ -__-!!!

และก็ขอตำหนิท่านที่ขอมาแบบมั่วซั่ว ได้แต่ขอโดยที่ไม่สนใจใส่ใจเพราะเห็นว่าผู้เขียนจัดส่งให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ปรากฏว่าท้ายที่สุดมีกล่องพัสดุส่งกลับมาหาผู้เขียนหลายกล่องจนต้องเปลี่ยนนโยบายการแจกจ่าย (จ่ายค่าขนส่งให้ไม่พอแถมยังต้องเสียค่าปรับจากไปรษณีย์เวลาพัสดุตีกลับอีก น่าเจ็บใจนะว่าไหม -__-!!!) อยากจะบอกว่าท่านทำให้เพื่อนๆ ท่านอื่นที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ เสียโอกาสไปPicture 030

Picture 031

*** ต้นหนึ่งเก็บได้ไม่กี่เมล็ดครับ เลยเป็นสาเหตุว่าทำไมเมล็ดถึงไม่พอแจกจ่ายให้กับเพื่อนๆ ***

กลับมาคุยกันต่อเรื่องพืชปรับปรุงดินดีกว่า!
นับเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่เราเรียนกันมาตั้งแต่ประถมว่าการใช้พืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสดจะช่วยปรับปรุงบำรุงดินได้ดีเพราะมีธาตุไนโตรเจนสูง โดยเฉพาะช่วงออกดอกแล้วไถกลบพืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสดจะได้ไนโตรเจนสูงเป็นพิเศษ ซึ่งพืชตระกูลถั่วก็มีหลากหลายชนิดสายพันธุ์ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วพร้า สารพัดถั่วใช้ได้เหมือนกันหมด รวมถึงถั่วปอหรือปอเทืองที่ผู้เขียนแจกจ่ายให้เพื่อนๆ ด้วยเช่นกัน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพืชตระกูลถั่วจะเป็นทางเลือกเดียวที่เรามีอยู่ หากไม่มีพืชตระกูถั่วเราก็สามารถไถกลบพืชตระกูลอื่นเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดได้เช่นกัน เช่น ข้าวโพด ตอซังข้าว พืชล้มลุก ไมยราบไร้หนาม เพียงแต่เราเลือกช่วงเวลาที่พืชชนิดนั้นเข้าสู่ช่วงเวลาเก็บสะสมอาหารซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่มีธาตุอาหารสะสมไว้ในตัวมากที่สุดก็จะสามารถเปลี่ยนเป็นปุ๋ยพืชสดที่มีได้เวลาไถกลบ โดยส่วนใหญ่แล้วพืชเกือบทุกชนิดจะสะสมธาตุอาหารไว้ในตัวมากที่สุดช่วงก่อนที่จะออกดอก เพียงเท่านี้เพื่อนๆ ก็จะมีพืชบำรุงสูตรเฉพาะตัวของเพื่อนๆ ไว้ใช้ประโยชน์สำหรับทำปุ๋ยพืชสด ใช้อะไรที่อยู่รอบตัวเราก่อนจะดีกว่าครับจะได้ไม่ต้องไปซื้อหาให้ลำบาก

Picture 002-002

*** เมล็ดถั่วพร้าที่เป็นพืชบำรุงดินที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูงอีกชนิดหนึ่ง ***

บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดอาจจะอยู่รอบตัวเราก็เป็นได้เพียงแต่เรามองข้ามมันไปเท่านั้นเอง เราจำเป็นที่จะต้องศึกษาพัฒนาองค์ความรู้เพื่อความอยู่รอดครับ ขอให้เพื่อนๆ สนุกกับการเรียนรู้ครับ ^_^

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน