Posts Tagged ‘กรดด่าง’



จากการเกิดสถาวะน้ำท่วมในจังหวัดต่างๆ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก แม้แต่พื้นที่นาปลูกข้าว มีน้ำท่วมขังเป็นปริมาณมากและเป็นระยะเวลานานจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้าวที่ปลูก ดังนั้นหลังจากน้ำลดลงอยู่ในระดับปกติ จำเป็นต้องเข้าไปดูแลจัดการดินและพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่นั้นๆ

กรณีที่ 1 สำหรับข้าวที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยและอยู่ในช่วงเจริญเติบโต
1. ระบายน้ำออกและควบคุมระดับน้ำให้เหลือประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร
2. ใส่ปุ๋ยให้ข้าวตามอัตรที่กำหนดเพื่อฟื้นสภาพต้นข้าว
3. ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำในอัตรส่วน 1 ต่อ 500 เพื่อบำรุงต้นข้าวหรือใส่ลงในน้ำด้วยอัตรา 5 ลิตรต่อไร่ต่อครั้ง เมื่อข้าวมีอายุ 50 และ 60 วัน
4. เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเมื่อถึงอายุเก็บเกี่ยว

Picture-267

กรณีที่ 2 สำหรับข้าวที่ได้รับความเสียหายมากจนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
1. ระบายน้ำออกแล้วปล่อยให้ดินแห้ง
2. ทำการไถกลบตอซังข้าว
3. เตรียมดินปลูกพืชอายุสั้น

พืชที่แนะนำ
1. ถั่วเหลือง โดยเฉพาะพันธุ์ สจ.4, สจ.5 (ใช้เมล็ด 10 – 13 กิโลกรัมต่อไร่) และเชียงใหม่ 60 (ใช้เมล็ดพันธุ์ 12 – 15 กิโลกรัมต่อไร่)
1.1 เริ่มต้นด้วยการตัดต่อซังข้าวหรือไถกลบ
1.2 นำเมล้ดพันธุ์ถั่วเหลืองคลุกเชื้อไรโซเบียมแล้วปลูกเป็นแถวโดยการใช้ไม้ปลายแหลมทำหลุมกว้าง 2 – 3 เซนติเมตร ลึก 3 – 4 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ดพันธุ์ 4 – 5 เมล็ดต่อหลุม
1.3 ใบสภาพนาและสภาพไร่ถ้าดินมีค่าความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาวในอัตรา 100 – 200 กิโลกรัมต่อไร่
1.4 ระยะปลูกที่เหมาะสม 25 x 25 เซนติเมตร
1.5 เก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่ออายุ 90 วัน
การใส่ปุ๋ยสำหรับถั่วเหลือง
ดินร่วนทรายซึ่งมีอินทรียวัตถุต่ำ ใส่ปุ๋ยสูตร 10-20-10 ในอัตรา 25 – 35 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 12-24-12 ในอัตรา20 – 30 กิโลกรัมต่อไร่

ดินเหนียวหรือดินร่วนเหนียว เป็นดินที่มีสีน้ำตาลให้ใส่ปุ๋ยสูตร 10-20-10 หรือ 12-24-12 ในอัตรา 20 – 30 กิโลกรัมต่อไร่

ดินเหนียวสีดำ ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 0-45-0 ในอัตรา 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่ โดยรองก้นหลุมหรือโรยเป็นแถวพร้อมปลูกหรือหลังปลูก 20 – 25 วัน
IMG_3419

2. ปลูกพืชอายุสั้น เช่น ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ข้าวโพดฝักอ่อน ผักบุ้งจีน เป็นต้น
2.1 ปล่อยดินให้แห้งแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมดิน
2.2 ไถกลบตอซังแล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ตันต่อไร่แล้วจึงคลุกเคล้ากับดิน
2.3 เตรียมดินละเอียดยกแปลงกว้าง 4 – 5 เมตรพร้อมทั้งชักร่องน้ำกว้าง 50 เซนติเมตร
2.4 ปลูกผักชนิดต่างๆ
2.5 ใส่ปุ๋ยตามตำแนะนำตามแต่เฉพาะพืช และฉีดพ่นหรือรดด้วยปุ๋ยอินทรีย์น้ำเจือจาง 1 ต่อ 500 ส่วนทุก 15 วัน
*** ขอขอบคุณกลุ่มวิจัยและพัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวและนานอกเขตชลประทาน สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินเจ้าของบทความและความรู้ เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเผยแพร่ให้ได้รับความรู้ทั่วกัน หากไม่เหมาะสมประการใดสามารถแจ้งลบได้ครับและขอรับรองว่าบทความนี้ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงการค้าแต่อย่างใด ***



นั่นนะสินะ! เจอคำถามนี้เข้าไปทำให้คิดหนักได้เลยนะเนี่ยะ -__-!!! เป็นคำถามที่ง่ายๆ แต่น่าคิด

ที่ดินเป็นสิ่งทรัพย์สินที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูงเพราะไม่เคยเหมือนกันเลยซักแปลงหรือต่อให้เหมือนก็จะมีความต่างในเรื่องของคุณสมบัติที่ซ่อนอยู่ เช่น แร่ธาตุ น้ำใต้ดิน และลักษณะของชั้นหน้าดิน ต่างๆ นาๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นลักษณะที่ดินที่ดีก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน เช่น หากต้องการใช้ที่ดินสำหรับสร้างบ้านนั้นก็ควรเป็นที่ดอนน้ำไม่ท้วมขังความหนาแน่นของดินมีมากและระดับน้ำใต้ดินไม่มีเพราะถ้ามีก็จะทำให้ดินทรุดง่าย หรือที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรประเภทประมงก็ต้องการน้ำใต้ดินที่มากและนิยมดินเหนียวสำหับเก็บกักน้ำในบ่อ เป็นต้น แต่หากเราหมายถึงที่ดินที่ดีสำหรับในการเกษตรทั่วๆไป ก็ควรจะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นพื้นฐาน

ลักษณะของดินนั้นควรจะเป็นดินดี สีดำ ลักษณะร่วนซุยเพราะดินสีดำบ่งบอกได้ว่าเป็นดินที่มีธาตุอาหารอยู่สูงและพืชส่วนใหญ่ชอบดินแบบร่วนซุย

ชั้นหน้าดินที่มีอยู่มากซึ่งบางครั้งบางทีเราอาจจะเห็นว่าหน้าดินสีดำ นุ่ม ชุ่มน้ำดีแต่พอขุดลึกลงไปแค่ 30 – 40 ซม. ก็ปรากฏว่ากลายเป็นดินเหนียวหรือสีแดงหรือโชคร้ายหน่อยก็เป็นหินกรวด ทำให้พืชยืนต้นบางชนิดที่มีรากลึกไม่สามารถหาอาหารได้หรืออาจจะทำให้รากเน่าตายในที่สุด เพราะฉนั้นที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรนั้นนอกจากดินควรจะมีสีดำแล้วชั้นหน้าดินก็ควรจะมีอยู่มากเช่นกัน

ความเป็นกรดด่างที่พอดีสำหรับปลูกพืช พืชส่วนใหญ่ชอบความเป็นกรดเป็นด่างที่พอดี หากที่ดินบริเวณนั้นเป็นกรดหรือด่างอย่างใดอย่างหนึ่งก็ต้องเสียเวลามาปรับปรุงดินทีหลังซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ตามมาหรือไม่แล้วก็อาจจะเป็นสาเหตุให้พืชโตช้ากว่าปกติ

ลักษณะทางกายภาพเป็นที่ดอนนิดๆ หรือพื้นที่ที่น้ำไม่ท้วมขังและเหตุผลสำคัญข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน

ที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรนั้นควรจะมีน้ำใต้ดินพอเหมาะไม่มากไม่น้อยเพราะจะแสดงถึงความชื้นในดิน

ที่ดินสำหรับการเกษตรที่ดีนั้นควรจะใกล้แหล่งน้ำ เช่น หนอง คลอง บึงต่างๆ เพราะน้ำจัดได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการเกษตรโดยเฉพาะประเภทพืช

ที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรอีกอย่างหนึ่งนั้นควรจะเป็นที่ดินที่ไม่ใช่ “ที่ดินตาบอด” และควรจะเป็นที่ดินที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ หากไม่แล้วก็จะเป็นอุปสรรคยากลำบากสำหรับการขนส่งและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจะทำให้มูลค่าของที่ดินแปลงนั้นด้อยค่าลงไป

นั่นคือที่ดินในอุดมคติหรือในฝันที่เราอยากได้แค่ความเป็นจริงนั้นค่อนข้างจะตรงกันข้ามเลยทีเดียว หากท่านเป็นคนที่ได้ครอบครองที่ดินในฝันก็ถือว่าท่านเป็นผู้โชคดีท่านหนึ่งเลยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่ต้องมาปรับปรุง ขุด เจาะ แก้ไข ถมที่ กั้นคูน้ำกันให้วุ่นวายไปหมด
Picture-040

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน