Posts Tagged ‘กล้วยน้ำว้า’



หากเพื่อนๆ จะคาดหวังคำตอบแบบมืออาชีพจากผู้อ่านสำหรับคำถามที่ว่า “เพิ่มผลผลิตกล้วยน้ำว้าอย่างไร” ก็เห็นทีว่าจะผิดหวังครับ อิอิอิ ^-^ เพราะผู้เขียนเองก็เป็นเกษตรกรมือใหม่เหมือนกับหลายๆ ท่านนั่นแหละ

เพื่อนๆ มีน้ำใจถามมาไม่ตอบเลยก็เสียน้ำใจแย่ แต่ก็เอาเป็นว่าเล่าประสบการณ์แบ่งปันเท่าที่รู้ก็แล้วกัน หุหุหุ

ผู้เขียนปลูกกล้วยน้ำว้าไว้เยอะพอสมควรแต่ก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษ ก็เป็นเพียงการปลูกกล้วยน้ำว้าธรรมดาๆ และวิธีเพิ่มผลผลิตของผู้เขียนก็เป็นวิธีบ้านๆ ซึ่งท่านไหนจะนำไปใช้บ้างก็ไม่ว่ากัน จริงๆ แล้วก็เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วๆ ไปนะแหละ อิอิอิ

1. หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะตัดต้นแม่ทิ้งทันที ต้นที่ออกผลแล้วผู้เขียนมีความเชื่อส่วนตัวว่าจะแย่งอาหารจากส่วนอื่นเลยตัดทิ้งเสมอๆ (จริงๆ ก็ไม่ได้ตัดทิ้งหรอก เอาไปทำอาหารไก่บ้าง ทำปุ๋ยหมักบ้างตามแต่ความเหมาะสม)

2. ตัดแต่งใบให้สะอาดดูโล่งๆ เพื่อป้องกันโรคและให้แสงส่อง

3. ตัดแต่งกอให้เหลืออยู่แค่ 4 – 5 ต้นต่อกอ หากมีหน่อกล้วยเกินกว่านั้นก็จะตัดทิ้งหรือตัดขาย

4. ราดน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากการหมักหน่อกล้วยทุก 7 – 10 วันเพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดิน

5. ปุ๋ยมีใช้บำรุงต้นนั้นเน้นเป็นปุ๋ยหมักที่ได้จากการหมักแหนแดง (หุหุหุ มีเยอะ ได้เปรียบ) กับมูลไก่และแกลบโดยเฉพาะช่วงที่กล้วยตกเครือซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่กล้วยต้องการสารอาหารมากเป็น

Picture 034

พิเศษก็จะใส่ปุ๋ยหมักจำนวน 5 กิโลกรัมต่อกอทุกๆ 7 – 10 วัน จะว่าไปแล้วผู้เขียนก็ไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมีเลยนะ ก็เลยไม่รู้ว่าจะดีกว่าหรือแย่ลงหากใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย
*** ผิดถูกประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับเพราะบอกเล่าไปตามประสบการณ์จริงที่ได้ทำมา ^_^ หรือหากท่านใดมีเคล็ดลับจะเสนอแนะก็ยินดีรับไว้ขอรับ***



เพื่อนผู้เขียนเป็นคนเลี้ยงวัวมือสมัครเล่น หุหุหุ ^_^ เพราะพึ่งจะซื้อวัวน้อยที่พึ่งหย่านมมาหนึ่งคู่ตัว

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนครับว่าลักษณะการเจริญเติบโตของวัวนั้นจะแตกต่างจากสัตว์ที่เราเห็นทั่วๆ ไปคือวัวนั้นจะกินอาหารเพื่อสร้างโครงสร้างร่างกายก่อนพอได้ขนาดแล้วจึงสร้างเนื้อและไขมันทีหลัง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นวัวน้อยผอมกร่องดูไม่มีเรี่ยวแรง เพราะกำลังใช้สารอาหารต่างๆ ในการสร้างโครงสร้างหลักของร่ายกาย เช่นกระดูกสันหลัง กระดูกขาและซี่โครง ต่างๆ นั่นเอง

โดยปกติแล้วแม่วัวจะให้ลูกวัวกินน้ำนมเหลืองในช่วง 2 – 3 วันแรกหลังจากคลอดซึ่งน้ำนมเหลืองนี้จะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินและสารอาหารสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันต่างๆ แต่หากลูกวัวไม่ได้กินน้ำนมเหลืองในช่วงเวลานี้ก็อาจจะทำให้ลูกวัวขาดสารอาหารและวิตามินสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเป็นและอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกวัวแคระแกรนเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่

ส่วนการกระทำให้วัวน้อยอ้วนนั้นหากเป็นฟาร์มใหญ่ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้ฮอร์โมนต่างๆ เร่งกล้ามเนื้ออะไรประเภทนั้นหรือเปล่าเพราะเห็นบางฟาร์มที่ขายลูกวัวเป็นหลักใช้วิธีนี้ ไม่แน่ใจ หุหุหุ เพราะไม่ค่อยได้ไปดูงานที่ฟาร์มวัว แต่หากเป็นวัวที่บ้านผู้เขียนก็จะบำรุงวัวน้อยด้วยกล้วยน้ำว้าสุกงอมที่เหลือจากการคัดขาย ก็จะช่วยให้วัวน้อยได้สารอาหารและวิตามินพิเศษที่มากกว่าการกินหญ้าปกติ และก็ดูเหมือนว่าวัวน้อยจะชอบเสียด้วยสงสัยเป็นเพราะความหวาน หอม อร่อย บางครั้งบางทีแค่อาหารที่มีประโยชน์วิตามินเยอะๆ ก็ทำให้วัวน้อยที่ผอมกร่องกลับมาอ้วนพีได้เหมือนกันโดยที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมีอะไรเลย ออกจะเป็นวิธีบ้านๆ ไปซักหน่อยแต่วัวน้อยก็อ้วนนะเออ!!! ^_^

Picture-342

Picture-340

 



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งอยากจะให้ผู้เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวด้านการเกษตรของประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรในประเทศไทย

ผู้เขียนเองก็ไม่มีความรู้อะไรมากมายก็พอจะรับใช้ท่านผู้อ่านได้เท่าที่เห็น

ปัจจุบันเพื่อนบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเคลื่อนไหวเป็นอย่างมากในด้านการเกษตร ส่วนเหตุผลนั้นมาจากทั้งการส่งเสริมภายในและความต้องการภายนอก และที่สำคัญคือการเมืองในประเทศเหล่านี้ทั้ง พม่า ลาว กัมพูชาและมาเลเซีย ในประเทศพม่าและลาวนั้นมีพรมแดนติดกับจีนและเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนานทำให้จีนสามารถที่จะเข้าไปลงทุนในด้านการเกษตรได้ง่าย จริงๆแล้วก็ไม่ใช่แค่ด้านเกษตรอย่างเดียวทั้งด้านอุตสาหกรรมและการขนส่งก็ใช่แต่วันนี้ก็คงจะมาพูดกันถึงด้านการเกษตร ลาวและพม่าเปิดป่าอย่างมโหฬารทางด้านเหนือเพื่อใช้ในการเพาะปลูกและกิจกรรมด้านการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพาราที่มีตลาดใหญ่อย่างจีนคอยอ้าแขนรับอยู่แล้ว โดยแลกกับการเข้าไปลงทุนด้านการค้าปลีกในลาวด้านเหนือ เป็นธรรมดาของป่าเปิดใหม่ที่คุณภาพของดินและความสมบูรณ์ยังมีอยู่สูงทำให้พืชผลทางการเกษตรสามารถเจริญเติบโตได้โดยที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยอะไรมากนักจึงทำให้ต้นทุนถูกไปโดยปริยาย

ส่วนประเทศกัมพูชานั้นแม้ว่าจะมีองค์ความรู้ด้านการเกษตรหรือเทคโนโลยีสู้ไทยเราไม่ได้แต่ได้ผู้ลงทุนใหญ่อย่างสิงค์โปร์ที่เข้าไปเช่าพื้นที่แปลงใหญ่สำหรับกิจกรรมด้านการเกษตร และได้ข่าวแว่วๆ ว่าพืชพันธุ์ต่างๆ ที่ใช้เป็นต้นพันธุ์ก็ขนไปจากบ้านเรานี่แหละ ข่าวกระซิบจากคนในวงการมะพร้าวเขาบอกมา ปลูกเสร็จแปรรูปเสร็จส่งไปขายได้ทั่วโลกเพลอๆ จะทะลักเข้าไทยในสัญชาติสิงค์โปร์ ไง แสบไส้ไหมหละ-__-!!!

เวียดนามนั้นอย่างที่รู้ๆ กันดีว่าหลังจากเสร็จสิ้นสงครามก็พัฒนาประเทศเป็นการใหญ่ทั้งด้านอุตสาหกรรมและด้านการเกษตร บริษัทอุตสาหกรรมใหญ่ๆ หลายแห่งเริ่มทยอยหนีจากจีนลงมาเวียดนามเพราะความกดดันทางกฎการค้าและค่าได้โต๊ะมากขึ้นทุกทีๆ ส่วนด้านการเกษตรนั้นเวียดนามทีลักษณะการปกครองแบบกึ่งสังคมนิยมที่รัฐสามารถจะบริหารจัดการได้อย่างอิสระไม่ว่าจะเป็นการถางป่าเปิดป่าเพื่อใช้ในการเกษตร โดยปกติเวียดนามมีทรัพยากรทางทะเลเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงง่ายต่อการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนและต่อยอดพัฒนาสินค้าเกษตรอื่นๆ

มาเลเซียนั้นก็คงไม่ต้องพูดถึงอีกเช่นกันแต่ก็อยากจะเล่าข่าวจากเพื่อนชาวเกษตรที่ไปทำการเกษตรอยู่ที่มาเลเซียว่าทางรัฐบาลมาเลเซียมีกฏอยู่ว่าหากใครต้องการทำงานเกษตรแล้วไม่มีน้ำหรือระบบชลประทานถึงหน้าไร่ให้ไปฟ้องร้องได้ที่กระทรวงเกษตร…….เป็นไงหละ -__-!!!
ส่วนไทย…….ยังต้องให้พูดอีกเหรอว่าเป็นยังไง เอาเป็นว่าเห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน แต่ก็ยังพอมีหวังอยู่บ้างที่จะพึ่งพิงฝ่ายเอกชนในประเทศเพราะข้อดีของการไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐฯ ทำให้ภาคเอกชนของไทยเรานั้นยืนได้ด้วยตัวเอง ฟังดูเหมือนจะดีนะ -__-!!!

แล้วมีผลกระทบกับการเกษตรไทยยังไงเหรอ? แล้วคิดยังไงกับโรงงานน้ำตาลในไทยหนีไปตั้งโรงงานน้ำตาลที่ลาว การที่นำเข้ามันสัมปะหลังจากกัมพูชา การนำเข้ากาแฟและกล้วยน้ำว้าจากลาว การนำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลเซีย การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การขอสัมปทานการประมงที่พม่าหละ -__-!!! เหตุการพวกนี้ทำให้ราคาสินค้าหรือพืชผลทางการเกษตรภายในประเทศตกต่ำไหมหละ?
IMG_3303



ข้อพิจารณาก่อนการปลูกกล้วยไข่และกล้วยหอมทอง

เพื่อนๆ ชาวเกษตรหลายท่านถามผู้เขียนว่าทำไมไม่ปลูกกล้วยกล้วยหอมหรือกล้วยไข่บ้างหรือ?

ทำไมเพื่อนเราขี้สงสัยกันจัง เจ้าหนูจำไมเยอะนะเนี่ยะ (-_-!!!) หุ หุ หุ

แต่เอะ!! รู้สึกว่าเช้านี้จะเจอแต่คำถามกล้วยๆ นะเนี่ยะ คุยเรื่องกล้วยกันไปครึ่งวัน -__-!!! ชักไม่กล้วยซะแล้ว

จริงๆ แล้วผู้เขียนก็อยากปลูกทั้งกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไขนะแหละ แต่สุดท้ายก็เลือกปลูกแค่กล้วยน้ำว้า ส่วนเหตุผลนั้นก็มีหลายอย่างครับ ซึ่งก็จะว่ากันดังต่อไปนี้
1. การใช้ประโยชน์และการแปรรูปจากผลผลิต
อย่างที่ท่านๆ ทราบกันดีครับว่ากล้วยน้ำว้ามาเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องการแรรูป ด้วยองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมานานทำให้การใช้ประโยชน์จากกล้วยน้าว้านั้นทำได้หลากหลายกว่าทั้งอาหารคาว หวาน ส่วนกล้วยไข่กับกล้วยหอมนั้นการแปรรูปก็มีให้เห็นบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราจะขายผลสดเสียมากกว่าสำหรับกล้วยหอมและกล้วยไข่

banana01

**  ขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต **

2. ตลาดรับซื้อ
เราคงจะเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่ากล้วยหอมทองส่งออกนอกไปญี่ปุ่น กล้วยไข่ส่งไปไต้หวัน ข้อนี้เป็นข้อด้อยของกล้วยน้ำว้าเพราะการส่งออกกล้วยน้ำว้าไปต่างประเทศไม่มีเลย มีแต่บริโภคภายในประเทศแต่พอดีกันระดับภาพรวมอีกทีก็ปรากฏว่ากล้วยน้ำว้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ถึงต้องนำเข้าจากลาวอยู่ทุกวันนี้
แต่…แต่…แต่.. การส่งออกไปต่างประเทศก็ใช่จะเป็นเรื่องสวยหรูง่ายๆ เหมือนส่งไปขายตลาดนัดเพราะต้องผ่านมาตรฐานตามที่กำหนด ทั้งขนาด อายุ การใช้สารเคมีที่ควบคุม ไหนจะจำนวนที่ต้องได้ตามข้อตกลงซึ่งว่ากันเป็นร้อยๆ ตันต่อเดือน หากรวมกลุ่มกันได้หรือมีกลุ่มเกษตรช่วยกันปลูกก็คงไม่ใช่ปัญหาหากแต่ปลูกอยู่แค่เจ้าสองเจ้าในพื้นที่นั้นๆ ก็คงไม่สามารถทำได้ ซึ่งในระแวกนั้นมีผู้เขียนปลูกกล้วยอยู่เจ้าเดียวที่เหลือปลูกอ้อยกันหมด (ไม่มีเพื่อนปลูกอะ ทำไงดี (-__-!!!))

ส่วนตลาดภายในประเทศสำหรับกล้วยไข่และกล้วยหอมทองนั้นก็มีอยู่เรื่อยๆ ไม่ขาดสายแต่ต้องรู้จักเข้าถึงตลาดเพราะกล้วยหอมและกล้วยไข่มีความเสื่อมสูงมาก หากจำหน่ายผลผลิตไม่ทันอาจจะถูกกดราคาลงอย่างน่าใจหาย
*** ปล. ขอแสดงความคิดเรื่องการส่งออกเล็กน้อย ถือเป็นความคิดส่วนบุคคลของผู้เขียน
2.1. เห็นมาหลายรายเหมือนกันที่มีบริษัทต่างๆ มาหลอกขายต้นพันธุ์โดยสัญญาจะรับซื้อคืนราคางาม แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ให้เหตุผลว่าผลผลิตไม่ได้ขนาดทำให้เกษตรกรหลายรายเสียโอกาสและประสบปัญหาขาดทุน ไม่เพียงแต่เฉพาะกล้วยเท่านั้นที่ได้ยินข่าวแบบนี้ ทั้ง มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไยก็มีข่าวออกมาให้เห็นกันบ่อยครั้ง

2.2. เท่าที่สัมผัสวงการส่งออกผลไม้มาบ้างก็ปรากฏว่าการส่งออกที่เกิดขึ้นในบ้านเราในขณะนี้เกิดจากการที่ผู้บริโภควิ่งเข้าหาผู้ผลิตเป็นส่วนใหญ่ซึ่งเราไม่ได้หาตลาดเอง อย่างเช่น กรณีของกล้วยไข่ที่ชาวไต้หวันมาชิมแล้วติดใจกล้วยไข่จึงหาหนทางนำกล้วยไข่ไปขายที่ไต้หวันจนเกิดการส่งออกกันขนานใหญ่อย่างที่ท่านๆ เห็น เพราะหากเป็นการส่งเสริมการตลาดส่งออกแบบที่เคยเป็นมานั้นเรายังคงจะเจอกับปัญหาการต่อต้านของตลาดในประเทศนั้นๆ อยู่ (มันไม่เคยเสรีอย่างที่เราคิดหรอก) และในความเป็นจริงแล้วอำนาจเรื่องราคาต่อรองและข้อตกลงผู้ผลิตหรือผู้ปลูกอย่างเราก็ยังเสียเปรียบอยู่พ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นชาวต่างชาติเสียมากกว่า และข้อสำคัญคือเกษตรกรบ้านเรายังเก่งเรื่องการผลิตแต่ก็ยังไม่ถนัดเรื่องการตลาดเหมือนเดิม

banana02

**  ขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต **

3. การดูแลรักษา
ต้นกล้วยน้ำว้านั้นนับว่าแข็งแรงทนทานต่อโรคต่อสภาพอากาศที่สุด ส่วนกล้วยหอมและกล้วยไข่นั้นค่อนข้างจะต้องการการดูแลเอาใจใส่ ทั้งเรื่องของโรคและศัตรูพืช หรือแม้กระทั่งเรื่องน้ำเรื่องปุ๋ย และตัวผู้เขียนเองคงไม่เหมาะที่จะปลูกกล้วยแบบนี้ (ขี้เกียจดูแลว่างั้นเถอะ (-__-!!!))

4. อายุของผลผลิต
ตระกูลกล้วยนั้นขึ้นชื่อเรื่องการเสื่อมสภาพที่เร็ว หรือพูดง่ายๆ ก็คือเน่าเสียเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยหอม เพียงเวลาแค่ไม่กี่วันก็อาจจะเปลี่ยนจากกล้วยดิบเป็นกล้วยสุกเกินพอดีได้เลยทีเดียว

5. ดินหรือพื้นที่ปลูก
บอกตรงๆ เลยว่าดินที่สวนผู้ปลูกไม่ได้เป็นดินชั้นดีอะไรเลยซึ่งถ้านำต้นกล้วยไข่หรือกล้วยหอมทองมาปลูกต่อให้พันธุ์สวรรค์ประทานแค่ไหนก็คงไม่ได้ผลดีเท่าไหร่นัก

นี่คือสภาพแวดล้อมที่สวนผู้เขียนซึ่งไม่เหมาะสำหรับการปลูกกล้วยหอมและกล้วยไข่ในเชิงการค้า แต่บางท่านอาจจะเหมาะสมที่จะปลูกมากกว่านี้ด้วยข้อพิจารณาหลายๆ ข้อ หากท่านไหนมีเวลาและการเอาใจใส่ที่ดีและตลาดรองรับพร้อมก็สนับสนุนให้ปลูกครับ และก็ขอบอกอย่างหนึ่งครับว่ารวยกันมาหลายรายแล้วกับกล้วยหอมและกล้วยไข่เพียงแต่ผู้เขียนปลูกไม่ได้เท่านั้นเอง

ก็คงทราบเหตุผลกันไปแล้วว่าทำไมผู้เขียนถึงเลือกปลูกกล้วยน้ำว้ามากกว่า จริงๆ แล้วผู้เขียนก็มีปลูกกล้วยไข่กับกล้วยอยู่บ้าง 2 – 3ต้นแต่ก็ปลูกไว้ทานเอง ไว้ดูเล่น ไว้ให้เพื่อนบ้านได้มาขอหวย (-__-!!!) กันเป็นงวดๆ ไป



กล้วยนับว่าเป็นพืชที่ทนโรคระดับหนึ่ง ยิ่งในกลุ่มบรรดากล้วยด้วยกันแล้ว กล้วยน้ำว้าถือว่าเป็นพันธุ์ที่อึด ถึก ทน ปลูกได้ในเกือบจะทุกสภาพดินฟ้าอากาศ แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีโรคที่ทำให้กล้วยเสียหายได้ กล้วยในปัจจุบันถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้มีภูมิต้านทานมากขึ้นกว่าเดิมแต่ก็เป็นตลกร้ายเพราะโรคพืชเองก็พัฒนาตัวเองตามเช่นกัน

โรคที่พบบ่อยๆ ในพืชกล้วยนั้นได้แก่
1. โรคตายพราย (Panama disease หรือ Fusarium wilt)
เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. Cubense เข้าทำลายราก และมีการเจริญเข้าไปในท่อน้ำ ท่ออาหาร ทำให้เกิดอุดตัน ใบจึงมีอาการขาดน้ำ เหี่ยวเฉา และเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หักพับ การเจริญจะชะงักงัน และตายในที่สุด โรคนี้สามารถระบาดไปทางดิน ดังนั้นต้นที่อยู่ในบริเวณนั้นจะถูกโรคนี้ทำลายหมด จึงควรทำความสะอาดโคนกอกล้วย อย่าให้รก ทำทางระบายน้ำให้ดี และราดด้วยแคปแทน ๔๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร โดยเหล่านักวิชาการเกษตรท่านว่าโรคนี้จะฝังตัวอยู่ในดินเป็นเวลานาน หากพบแล้วให้รีบกำจัดแล้วปลูกพืชชนิดอื่นแทนเพื่อตัดวงจรชีวิตของโรค แต่ก็อาจจะใช้เวลานานเป็น 2 – 3 ปีแล้วจึงสามารถกลับมาใช้พื้นที่เดิมเพาะปลูกกล้วยได้

Disease002

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต

 

2. โรคใบจุด (Leaf spot)
โรคใบจุด มีหลายชนิด เช่น โรคซิกาโตกาสีเหลือง เฟโอเซปทอเรียใบจุด ใบจุดสีดำ ใบจุดสีน้ำตาล ใบจุดสีกระ แต่ละโรคเกิดจากเชื้อราต่างชนิดกัน ส่วนใหญ่โรคที่พบในกล้วยหอมทอง คือ โรคเฟโอเซปทอเรียใบจุด เกิดจากเชื้อราPhaeoseptoria musae ลักษณะอาการคือ ใบเกิดเป็นจุดเล็กขนาดเท่าหัวเข็มหมุด สีน้ำตาลดำ รูปร่างยาวรี เมื่อความชื้นเหมาะสมแผลตรงกลางจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา ขอบแผลเป็นแถบสีน้ำตาลเข้ม และรอบนอกเป็นสีเหลือง เมื่อเริ่มมีโรคระบาด ควรพ่นด้วยเบนโนมิล ๑๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ที่ใบ โรคใบจุดที่พบอีกชนิด คือ โรคซิกาโตกาสีเหลือง เกิดจากเชื้อรา Cercospora musae มีลักษณะอาการ คือ เกิดจุดเล็กๆ สีเหลือง ต่อมาจุดนี้ขยายใหญ่ เป็นขีดสีเหลืองขนานไปตามเส้นใบขนาดของแผลโตขึ้น มีรูปร่างเหมือนไข่ ตรงกลางแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา ถ้าพบโรคใบจุดเหล่านี้ ควรตัดใบที่แสดงอาการของโรคมาเผาทิ้ง และพ่นใบที่เหลือด้วยคาร์เบนดาซิม ๑๖ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

Disease001

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต

 

3. โรคหนอนกอ เกิดจากการที่แมลงศัตรูพืชหรือด้วงงวง (stock weevil) เจาะเข้าลำต้นแล้ววางไข่เป็นหนอนเจาะแกนกลางหรือบางครั้งลึกไปถึงรากแล้วดูดกินสารอาหารในลำต้นทำให้พืชเหี่ยวเฉาจนตาย โรคนี้มักจะติดต่อไปยังหน่อเมื่อมีการย้ายไปปลูกแหล่งใหม่ โดยเกษตรกรที่ใช้หน่อปลูกมักจะใช้ฟูลาดานหรือยาฆ่าหนอนโรยก้นหลุมที่จะทำการเพาะปลูกเพื่อเป็นการป้องกันและยับยั้งการลุกลามของโรค

 

ปล*** เพื่อนๆ ถามมาไม่ตอบก็ไม่ได้เดี๋ยวจะเสียน้ำใจเลยต้องไปอาศัยรูปจากอินเตอร์เนต เพราะที่สวนยังไม่เป็นโรคอะไร และภาวนาเหลือเกินว่าอย่าเป็นโรคอะไรเลย (-__-!!!)



ในปัจจุบันกล้วยเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอีกปรเภทหนึ่งที่นำเม็ดเงินเข้าประเทศได้ไม่น้อย เช่นกล้วยหอมที่ส่งออกไปญี่ปุ่น กล้วยไข่ที่ส่งออกไปไต้หวัน หรือกล้วยน้ำว้าที่สามารถทานผลสดหรือนำมาแปรรูปได้หลากหลายจนเป็นที่นิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภาควิชาการจะมุ่งเน้นวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ หรือแม้แต่รูปแบบการปลูกเพื่อผลประสิทธิผลสูงสุดในเชิงการค้า ลักษณะทั่วไปของพืช

กล้วย น้ำว้าเป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ สูงประมาณ 2-5 เมตร ชอบอากาศร้อนชื้นและอบอุ่น อุณหภูมิที่เหมาะไม่สมควรต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่ต่ำทำให้กล้วยแทงปลี(การออกดอก) ช้า ควรมีความชื้นสัมพัทธ์อย่างน้อย 60% ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 200-220 มม./เดือน ส่วนดินที่เหมาะสมควรเป็นดินที่มีความสมบูรณ์ การระบายน้ำดี และหมุนเวียนอากาศดี มีความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 4.5-7 แต่ที่ดีควรอยู่ในระดับ 6 ซึ่งจะพบทั่วๆไป ในพื้นที่แถบเอเชีย แต่ถ้าพื้นที่นั้นมีอากาศร้อนยาวนาน แต่มีการชลประทานที่ดี คือ มีน้ำสม่ำเสมอจะสามารถปลูกกล้วยได้ดี และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ กล้วยน้ำว้าจะใช้ระยะเวลาการปลูกถึงเก็บเกี่ยวผลใช้ระยะเวลาประมาณ1 ปี จำนวน 10 หวี/เครือ ตั้งแต่ปลูกจนถึงแทงปลีใช้ระยะเวลา 250-260 วัน แทงปลีถึงระยะเก็บเกี่ยว 110-120 วัน

การปลูกกล้วยในปัจจุบันต่างออกไปมากจากอดีตที่ปลูกกันตามมีตามเกิด เปลี่ยนมาเป็นเชิงการค้าที่มีการจัดระเบียบแปลงปลูกไปจนถึงการจัดระเบียบผลผลิตให้ออกมาได้ตรงจังหวะความต้องการของตลาดหรือออกมาในเวลาใกล้เคียงกันเพื่อง่ายต่อการจัดการผลผลิต เป็นต้น

1. การขยายพันธุ์

จากเดิมที่ขยายพันธุ์ด้วยหน่อแต่ในปัจจุบันนิยมการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเนื้อเยื่อซึ่งดีกว่าการขยายพันธุ์ด้วยหน่อกล้วยหลายอย่าง เช่น ขยายพันธุ์จำนวนมากได้ในเวลาอันสั้น ปลอดโรคหนอนกอซึ่งเป็นโรคติดต่อและทำลายยาก ระบบรากดีกว่าหน่อกล้วยและที่สำคัญผลผลิตออกมาในเวลาเดียวกันซึ่งง่ายต่อการจัดการ

2. ตกแต่งต้นพืช

จากเดิมที่ปล่อยให้กล้วยแตกหน่อขยายกอเองจนใหญ่ทึบกลายมาเป็นการปรับแต่งจำนวนหน่อเพื่อความเป็นระเบียบ ลดโรค เพิ่มผลผลิตเพราะหน่อเยอะมักจะแย่งสารอาหารกันเองและที่สำคัญคือการวางแผนผลผลิต เช่นการปล่อยหน่อให้โตในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อผลผลิตชุดใหม่ให้ออกมาเรื่อยๆคือทุกๆ 4 เดือน ส่วนที่เกินคือต้องตัดทิ้ง หรือการตัดปลีทิ้งเพื่อไม่ให้แย่งสารอาหาร

2. แปลงปลูกและระยะปลูก

ปัจจุบันนิยมปลูกในระยะ 2.5 x 3 เมตร (ประมาณ 213 ต้นต่อไร่) หรือ 2.5 x 2.5 เมตร (ประมาณ 256 ต้นต่อไร่)

3. การจัดการเรื่องน้ำ

น้ำถือเป็นปัจจัยหลักของพืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยเป็นพืชชุ่มน้ำจากที่เคยพึ่งพาน้ำฝนจากธรรมชาติอย่างเดียวปัจจุบันการให้น้ำพืชด้วยระบบน้ำหยดกำลังเป็นที่แพร่หลายเพราะเนื่องจากประหยัดน้ำกว่า ประหยัดแรงงานกว่า (เหนื่อยตอนเดินระบบท่อครั้งเดียว) ทำให้การการจัดการด้านน้ำง่ายขึ้นและสะดวกสบายมากขึ้น

4. การเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเก็บเกี่ยวปัจจุบันนั้นใช้ระยะทางจากสวนถึงแหล่งจำหน่ายเป็นตัวกำหนด ซึ่งแหล่งจำหน่ายอยู่ไกลก็อาจจะต้องตัดเมื่อความแก่อยู่ประมาณ 70 – 75% เพื่อให้พอดีกับการจำหน่ายและความสุกงอมพอดีกับความต้องการของผู้บริโภค โดยความแก่หรือสุกของผลกล้วยนั้นสามารถดูได้จากขนาด เปลี่ยมของผลกล้วย สีของผลกล้วย เป็นต้น

ปล* ขอขอบพระคุณเจ้าของภาพอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยครับ



กล้วยน้ำว้านับเป็นพืชที่คนไทยเรารู้จักและนิยมใช้ประโยชน์สารพัดอย่างกันมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นลำต้นที่นำมาเป็นอาการสัตว์ กาบกล้วยที่สามารถนำว่าทำเป็นเชือกได้ รากที่สามารถนำมาทำเป็นยา หยวกกล้วยที่นำมาเป็นอาหาร ใบที่ใช้ประโยชน์ได้สารพัดและโดยเฉพาะผลกล้วยที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ทั้งคาวและหวาน หรือจะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถนอมอาหารต่างๆ ได้มากมาย
นับว่าประโยชน์ครอบจักรวาล และส่วนในเรื่องราคานั้นก็นับว่าดีวันดีคืนซึ่งล่าสุดนั้นเราก้ได้เห็นกล้วยน้ำว้าราคาจากหน้าสวนหวีละ 20 บาทมาแล้ว อีกทั้งความต้องการของตลาดก็เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ในบางพื้นที่อาจจะล้นตลาดแต่ภาพรวมนั้นยังถือว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค

กล้วยนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ปลูกกันอย่างแพร่หลายในทั่วทุกภาคของประเทศไทยเพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตดี ศัตรูและโรคพืชมีน้อย โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าที่นำมาเป็นอาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้สารพัด และที่สำคัญการปลูกหรือการขยายพันธุ์นั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย และอย่างยิ่งที่ปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นยุคที่มีเทคโนโลยีทางการเกษตรมากขึ้นจึงทำให้มีการขยายพันธุ์กล้วยด้วยการเพาะเนื้อเยื่อที่สามารถขยายพันธุ์ได้จำนวนเยอะในเวลาอันสั้น และมีข้อดีหลายอย่าง อาธิเช่น
1.ขนาดต้นกล้วยที่ปลูกในแปลงจะเท่ากันทำให้ผลผลิตออกมาในเวลาที่ไล่เลี่ยกันจึงทำให้จัดการง่าย
2.ระบบรากที่แข็งแรงกว่าการขุดหน่อมาปลูก ถึงแม้ต้นพันธุ์จากการขุดหน่อจะต้นใหญ่กว่าแต่ความจริงแล้วต้องใช้เวลาสร้างระบบรากขึ้นมาใหม่
3.ปลอดโรคเพราะต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะปลอดโรคเป็นอย่างมาก

และการขยายพันธุ์อีกแบบหนึ่งที่ผู้เขียนนิยมชมชอบเป็นการส่วนตัว คือการขยายพันธุ์จากตอกล้วยด้วยการปลูกกลับหัวโดยหันรากขึ้นด้านบนแล้วกลบด้วยดินซึ่งได้ทำการทดลองขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้มาระยะหนึ่ง ผลปรากฏว่าสนุกดี ประหนึ่งความรู้สึกเหมือนปลูกเห็ดเพราะต้องคอยลุ้นว่าจะออกมากี่หน่อ (เอะ ยังไง) และผลที่ได้ก็มักจะน่าตื่นตาตื่นใจเพราะเป็นการรังแกกล้วยการวิธีการปลูกแบบผิดธรรมชาติทำให้รีบแตกหน่อออกกอมาเป็นจำนวนมาก (คนสมัยนี้ทารุณจริงๆ ขนาดกล้วยยังโดนรังแกคิดดูเถอะ) โดยวิธีการนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยแค่การขุดตอกล้วยจากต้นแม่แล้วนำมาปลูกใหม่ด้วยการหันด้านลำต้นลงดินและหันตอชี้ฟ้าแล้วจึงกลบด้วยดินพร้อมทั้งรดน้ำให้ชุ่ม หรืออาจจะมีฟางหรือวัสดุคลุมเพื่อความชุมชื้นและสิริมงคล -_-!!!

เพิ่มเติม (3/12/2555)
รีบโผล่มารับแดดกันใหญ่ หุหุหุ
ด้วยความที่ผิดธรรมชาติต้นกล้วยเลยเกิดความสับสนและเครียดว่าชีวิตเราจะเป็นเยี่ยงไร จะรอดไหม เลยต้องรีบแทงหน่อออกมารับแดดเพื่อให้รอดชีวิตต่อไปในโลกใบนี้ (ไม่แน่ใจว่าจะทะลึ่งออกปลีกลับด้านอีกรึเปล่า ได้ผลยังไงจะมารายงานให้ท่านผู้อ่านได้ทราบอีกที) เท่าที่สังเกตดูและจากบันทึกส่วนตัวของผู้เขียนการปลูกด้วยวิธีนี้กล้วยจะแทงหน่อขึ้นมาใหม่ทุกๆ 7 วันจนกระทั่งต้นแรกที่ออกมากางใบได้ 3 – 4 ใบจึงจะหยุดแทงหน่อขึ้นมา ซึ่งทั้งนี้อาจจะเป็นด้วยความสมบูรณ์ของตอกล้วย สภาพแวดล้อม (ความชื้น) และอัตราการงอก (ประมาณว่ายิ่งสดยิ่งดีหากตากแดดไว้หลายวันหรือขุดขึ้นมาได้หลายวันแล้วแต่ไม่ได้นำปลูกอัตราการงอกก็จะลดลงตามนั้น)

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน