Posts Tagged ‘กากน้ำตาล’



สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 1
วัสดุที่ใช้
ไข่ไก่ 5 กิโลกรัม, แป้งลูกหมาก 1 ลูก, นมเปรี้ยว 1 ขวด, กากน้ำตาล 5 กิโลกรัมและน้ำ 20 ลิตร
วิธีการทำ
นำไข่ไก่มาบดพร้อมเปลือกใส่ลงในถังแล้วตามด้วยแป้งข้าวหมากจากนั้นเทนมเปรี้ยว กากน้ำตาลและน้ำใส่ตามลงไปในถังหรือภาชนะที่เตรียมไว้แล้วคนให้เข้ากัน หลังจากนั้นปิดฝาถังแต่ไม่ต้องสนิทและตั้งทิ้งไว้ในร่ม หมักทิ้งไว้ 15-20 วันและแนะนำให้คนเป็นระยะเพื่อที่จุลินทรีย์จะได้อากาศทำให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อหมักได้นานตามระยะเวลาที่กำหนดแล้วควรกรองเอาน้ำแล้วแยกกากออกแล้วจึงนำมาใช้งานได้
การนำไปใช้
ใช้กับพืชผักในอัตราไม่เกิน 5 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตรแล้วฉีดพ่นหรือรดบริเวณลำต้นจะทำให้เจริญเติบโตได้ดีและดินจะปรับสภาพให้เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะเนื่องจากจุลินทรีย์จะช่วยให้การย่อยสลายอินทรีย์วัตถุบริเวณที่รดดีขึ้นทำให้พืชดูดซึมสารอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ดี
———————————-
สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 2

วัสดุที่ใช้
รกหมู-รกวัว, เศษผัก, กากน้ำตาล 10 กิโลกรัมและพด.2 จำนวน 1 ซองเพื่อเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์
วิธีการทำ
นำรกหมูหรือรกวัวต้มสับให้ละเอียดแล้วเทลงในถังตามด้วยเศษผัก กากน้ำตาลและพด.2 แล้วใส่น้ำพอท่วม หลังจากนั้นคนให้ทั่วแล้วปิดฝาแต่ไม่ต้องสนิทแล้วตั้งทิ้งไว้ในร่ม คนเป็นระยะเพื่อให้จุลินทรีย์โดนอากาศบ้าง หมักทิ้งไว้ 15 – 20 วันแล้วกรองเอาน้ำมาใช้งานได้
การนำไปใช้
ใช้กับพืชผักในอัตรา 2 – 3 ช้องแกงต่อน้ำ 10 ลิตร
———————————-
สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 3
วัสดุที่ใช้
โครงไก่ดิบ 50 กิโลกรัม , ไข่ (ทั้งเปลือก) จำนวน 12 ฟอง, สับปะรด 2 ลูก, รำละเอียด 5 กิโลกรัม, นมสด 2 กิโลกรัม, ข้าวสุก 5 กิโลกรัม, น้ำมะพร้าว 20 ลิตร, กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม, พด.2 จำนวน 1 ซอง
วิธีการทำ
สับโครงไก่ดิบใส่ลงในถังที่เตรียมไว้ (ถ้าต้องการหมักเพียง 1 เดือนต้องสับไก่ให้ละเอียด ถ้าระยะยาวไม่ต้องสับให้ละเอียด การสับเศาวัสดุเหล่านี้ให้ละเอียดมีผลต่อระยะเวลาการหมักเพราะจุลินทรีย์สามารถย่อยสลายแล้วใช้เป็นอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเศาวัสดุที่เป็นชิ้นใหญ่) ตามด้วยไข่ดิบทั้งเปลือกที่บดแล้ว สับปะรด รำละเอียด นมสด ข้าวสุก น้ำมะพร้าว กากน้ำตาลและพด.2 สำหรับเป็นหัวเชื้อเร่ง (โดยปกติแล้วจุลินทรีย์จะมีอยู่แล้วตามธรรมชาติแต่ถ้าหากมีสารตั้งต้นเป็นตัวเร่งก็จะทำให้ทำงานได้ดีขึ้นและลดระยะเวลาลง) แล้วใส่น้ำลงในถังหรือภาชนะพอท่วมแล้วคนให้ทั่วหลังจากนั้นจึงปิดฝาไม่ต้องสนิทแล้วตั้งทิ้งไว้ในร่ม คนเป็นระยะเพื่อให้จุลินทรีย์ได้รับอากาศ หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือนก็สามารถนำไปใช้งาน หรืออาจจะเก็บใส่ขวดพลาสติกไว้ใช้งานในเวลาต่อไป การเก็บลักษณะนี้สามารถเก็บไว้ได้นาน 2 – 3 เดือน
การนำไปใช้งาน
ใช้กับพืชผักสวนครัวในอัตราไม่เกิน 5 ช้อนแกงผสมน้ำ 20 ลิตรแล้วพ่นหรือราดบริเวณเพาะปลูกจะทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและดินจะปรับสภาพโดยจุลินทรีย์ให้เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะเนื่องจากจุลินทรีย์จะช่วยให้การย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินบริเวณที่รดให้ดีขึ้นส่งผลให้พืชดูดซึมสารอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ดี

หากสังเกตดีๆจะเห็นได้ว่าการเลือกใช้วัสดุสำหรับนำมาทำน้ำหมักชีวภาพนั้นจะเน้นไปที่วัสดุเหลือใช้ที่มีในท้องถิ่นนั้นๆ หรือที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นแล้วนำมาประยุกต์ตามความเหมาะสม ซึ่งท่านผู้อ่านก็สามารถหาวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ได้เช่นกันโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อหรือเสาะหาให้ยุ่งยาก ซึ่งก็ตรงตามจุดประสงค์ที่ได้คาดหวังไว้คือใช้เศษวัสดุในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ต้องกล่าวขอบพระคุณ คุณวิเชียร สุขขี ผู้ให้สูตรน้ำหมักชีวภาพมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
004



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งถามถึงสูตรยาคุมหญ้าและสูตรกำจัดหญ้าในนาข้าวแบบที่ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้าที่เป็นอันตรายทั้งคนพ่นและสิ่งที่สัมผัสแบบชนิดไม่นับสารตกค้างเป็นทอดๆ ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าสารที่ได้จากธรรมชาตินั้นคงจะไม่มีประสิทธิภาพเฉียบขาดเท่ากับยาฆ่าแมลงที่เป็นสารเคมี แต่ไม่มีสารพิษตกค้างให้เป็นพิษเป็นภัยทั้งคนใช้และคนทาน เพราะฉนั้นการใช้ซ้ำกันหลายๆ ครั้งในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกันจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้สารธรรมชาติ

สูตรกำจัดหญ้าในนาข้าว จากที่อาจารย์ท่านแนะนำมาก็มีส่วนประกอบคือเหล้าขาว 1 ขวด, ผงซักฟอก 1 กล่อง (ประมาณ 10 บาทนั่นแหละ) เกลือแกง 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 16 ลิตร ฉีดพ่นหญ้าในนาข้าวให้ทั่วทุกๆ 7 – 10 วันนานประมาณ 1 เดือน เน้นย้ำเรื่องเหล้าขาวระวังอย่าให้คุณพ่อบ้านไปซื้อเองเพราะจะได้เหล้ามาไม่ครบขวด -__-!!! ส่วนผสมล่อตาล่อใจเหลือเกินวุ้ย
———————————-
สูตรยาฆ่าหญ้า
ส่วนผสม
1.สับปะรด 30 กก.
2.กากน้ำตาล 1 แก้ว
3.จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว (หมักไว้ 10 วัน)
4.ดินปะสิว 1 กก.

วิธีทำ
1.นำดินปะสิวมาบดให้ละเอียด
2.นำมาผสมกับจุลินทรีย์ EM ที่หมักไว้
3.กรองเอาเฉพาะน้ำ
ส่วนวิธีวิธีใช้ ยาฆ่าหญ้า 1 ส่วน ผสมน้ำ 50 ส่วน นำมาราดบริเวณที่ต้องการฆ่าหญ้า
———————————-

วิธีการทำน้ำหมักเพื่อใช้คุมหญ้า
ส่วนประกอบ
1.ผักแว่นสด 5 กิโลกรัม
2. น้ำซาวข้าว 5 ลิตร
3.แป้งข้าวหมากหวาน 1 ก้อน ครึ่ง
4. กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
วิธีการทำ ล้างผักให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1 ข้อมือ เทลงถังหมัก ใส่น้ำซาวข้าว บดแป้งข้าวหมากให้ละเอียดใส่ลงในถังหมัก หมักไว้ 1 เดือน

วิธีการนำไปใช้
1.ใส่น้ำหมัก 4 ลิตร ต่อ 1 ไร่ เทให้ทั่วแปลง ระวังอย่าปล่อยน้ำลงมากเกินไป ให้ใส่น้ำพอไถคราดได้เท่านั้น
2.สูตรนี้สามารถใช้คุมหญ้าได้ทุกชนิด

อย่างที่ทราบกันดีว่าการใช้สมุนไพรหรือพืชพื้นบ้านต่างๆ มาใช้เป็นยาฆ่าหญ้านั้นมีด้วยกันหลายสูตรและต่างก็เน้นการใช้พืชที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ให้เกิดประโยชน์ไม่ต้องไปซื้อหาให้เสียเงิน ประมาณว่ามีอันไหนก็ใช้อันนั้น และก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของสูตรหลายๆ ท่านครับที่ได้นำมาเผยแพร่ให้ได้นำไปประยุกต์ใช้งานกันต่อไป ภูมิปัญญาไทยที่ทิ้งไว้ให้เกษตรกรรุ่นหลังนับว่าเป็นมรดกอย่างหนึ่งที่ล้ำค่าและควรค่าแก่การรักษาไว้

Picture-267



หอยเชอรี่นับว่ามีความโด่งดังในหมู่เกษตรกรที่ทำนาเพราะแพร่ขยายไปได้เร็วเหลือเกิน กัดกินต้นข้าวเสียหายไปก็เยอะจนต้องใช้สารเคมีกำจัดกันให้วุ่นวายไปหมด เอาเป็นว่าไม่มีใครไม่รู้จัก -__-!!!

หอยเชอรี่นับว่าเป็นสัตว์แมลงต่างถิ่นที่เข้ามาเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ของเราเบียดเบียนหอยด้วยกันไม่พอยังเบียดเบียนต้นข้าวและพืชน้ำอีกต่างหาก หอยเชอรี่มีต้นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ เช่น ประเทศชิลี อาร์เจนตินา สุรินัม โบลิเวีย บราซิล ปารากวัย อุรุกวัย ในทวีปอเมริกาเหนือ เช่น มลรัฐฟลอริด้าและเทกซัสของสหรัฐอเมริกา ในแถบอเมริกากลาง เช่น จาไมก้า คิวบา ทรินิแดด โดมินิกัน เป็นต้น และเข้ามาในประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2525 – 2526 ในฐานะหอยสวยงาม -__-!!! เพราะลักษณะสีสันของเปลือกหรือกระดองที่สวยงามและไข่เป็นสีชมพูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับคนในยุคนั้น และได้แพร่ขยายไปทั่วประเทศเพียงเพราะการทิ้งหอยไม่กี่ตัวลงในแม่น้ำจนส่งผลเสียอย่างมหาศาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแทบที่ลุ่มภาคกลางที่เป็นแหล่งปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยก็ถูกเจ้าหอยเชอรี่ยึดครองและสร้างความเสียหายเป็นอันมาก เกษตรกรหลายรายใช้สารเคมีในการกำจัดหอยเชอรี่ซึ่งก็ได้ผลพอสมควรแต่ผลกระทบต่อระบบนิเวศน์นั้นเสียหายเป็นวงกว้างเพราะทำให้กุ้ง หอย ปู ปลาสัมผัสสารเคมีจนตายตามหอยเชอรี่ไปด้วย จึงมีแนวคิดที่ว่าจะใช้พืชหรือสมุนไพรที่มีอยู่มาใช้กำจัดหอยเชอรี่เพื่อลดปัญหาด้านผลกระทบต่อนะบบนิเวศน์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในน้ำ

วิธีกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าวโดยไม่ใช้สารเคมี
มีส่วนผสมดังนี้
1.ฝักคูนแก่ 10 กิโลกรัม
2.กากน้ำตาล 2 ลิตร
3.น้ำส้มสายชู 1 ลิตร
4.น้ำส้มควันไม้ 1 ลิตร
5.ถังหมัก ขนาด 50 ลิตร

ขั้นตอน/วิธีการทำ
โดยการตัดฝักคูณเป็นท่อนขนาดประมาณ 1-2 นิ้ว จากนั้นทุบให้แตกไม่ต้องละเอียดมากนักใส่ลงในถังหมักเติมกากน้ำตาล น้ำส้มควันไม้และน้ำส้มสายชูตามลงไปจากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากันปิดฝาให้สนิทเก็บไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 1 เดือน

การนำไปใช้งาน
เนื่องจากยางมะละกอจะมีกลิ่นหอมสามารถดึงดูดให้หอยเชอรี่เข้ามาได้โดยใช้ใบมะละกอเป็นตัวล่อนำมาห่อกับฝักคูณหมักวางตามจุดที่หอยเชอรี่ชุมหรือวางไว้ในนาข้าวที่มีน้ำขัง หอยเชอรี่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นยางมะละกอแล้วก็เข้ามากินฝักคูณหมักที่เป็นอาหารที่หอยเชอรี่ชื่นชอบ หลังจากกินแล้วไม่เกิน 3 วัน หอยเชอรี่ลอยขึ้นมาตายจากการได้รับสารพิษ

หมายเหตุ
– พืชหลายชนิดที่สามารถกำจัดหอยเชอรี่ ได้แก่ สาบเสือ ฟ้าทลายโจร ฝักคูนแก่
– เหยื่อล่อจะต้องเป็นพืชที่หอยชอบกิน เช่น ใบผัก ใบมันเทศ ใบมันสำปะหลัง ใบมะละกอ หรือพืชอื่น ๆ ที่มียางขาวคล้ายน้ำนมครับ

*** ขอขอบคุณสูตรกำจัดหอยจาก http://blog.msu.ac.th ที่ได้ให้ความรู้ ***
Picture-287



ปกติผู้เขียนได้แต่ปลูกกล้วยทั้งต้นเพื่อปรับปรุงบำรุงดินเพราะรากและหน่อของต้นกล้วยมีจุลินทรีย์กลุ่มแอ็คติโนมัยซิสซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายสูงทำให้ดินที่อยู่บริเวณรอบๆ ปรับสภาพดีขึ้น แต่ก็ไม่เคยเฉลียวใจคิดเลยว่าถ้าเรากลั่นหรือนำจุลินทรีย์จากหน่อกล้วยมาใช้โดยตรงหรือในปริมาณเยอะๆ จะให้ผลยังไง

ก็เลยไปลองค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เนตเอยจากผลงานวิชาการด้านการเกษตรเอยก็ปรากฏว่ามีหลายวิธีตั้งแต่พื้นฐานจนไปถึงการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง -__-!!! แล้วซื่อบื้อๆ อย่างเราจะไหวไหมเนี่ยะ! โชคยังดีที่เจอการหมักซึ่งพอจะเห็นความเป็นไปได้เพราะเป็นวิธีที่ทำง่ายๆ เกษตรบ้านๆ อย่างเราก็พอไหว เลยลองดูกับเขาเสียหน่อยว่าผลจะออกมาเยี่ยงไร

วิธีทำนั้นก็ง่ายๆ เลยครับ
1. ขุดหน่อกล้วยที่คัดแล้วว่าสมบูรณ์ไม่เป็นโรคมาจำนวนหนึ่ง (มากน้อยตามฐานะ อิอิอิ) แล้วตัดเอาแต่เหง้าหรือมีตอติดมาด้วยนิดหน่อย

2. สับให้ละเอียดหรือบดเลยก็ยิ่งดีถ้าทำให้เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้ดีขึ้น

3. คลุกเคล้ากับกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดงเพื่อให้เป็นอาหารของจุลินทรีย์ โดยสัดส่วนปกติคือหน่อกล้วยสับ 3 ส่วนต่อกากน้ำตาล 1 ส่วน (มากน้อยตามฐานะ อิอิอิ! เดี๋ยวดีเอง) แล้วหมักไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดเป็นเวลา 10 – 15 วัน

4. นำมาคั้นเอาน้ำออกโดยน้ำที่ได้นี้ก็คือจุลินทรีย์หน่อยกล้วยที่มีจุลินทรีย์กลุ่มแอ็คติโนมัยซิสอยู่อย่างเข้มข้น แล้วจึงนำน้ำที่ได้นี้ไปผสมน้ำรดต้นไม้หรือบริเวณที่ต้องการปรับปรุงดินอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้คุณภาพของดินดีขึ้นตามลำดับ ส่วนกากที่เหลือนั้นก็สามารถใส่เป็นปุ๋ยคุณภาพให้ต้นไม้ได้

IMG_2055



“ทำไมต้องใช้กากน้ำตาลในการทำปุ๋ยหมักและจุลินทรีย์?” หุหุหุ เพื่อนๆ ถามมาแบบนี้
จุลินทรีย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งครับ และสิ่งมีชีวิตก็ต้องการอากาศ อาหารที่ให้พลังงานเพื่อดำรงชีพและขยายพันธุ์ และพลังงานจากน้ำตาลก็เป็นพลังงานชั้นดีที่ช่วยให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตและทำงานได้อย่างขยันขันแข็ง

จริงๆ แล้วเราสามารถใช้อย่างอื่นทดแทนกากน้ำตาลหรือน้ำตาลโมลาทได้ เช่น น้ำตาลทราย น้ำหวาน น้ำเชื่อมต่างๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเยอะๆ หรือแม้กระทั่งมันสัมปะหลังบดก็สามารถนำมาเลี้ยงจุลินทรีย์ได้เช่นกันแต่กากน้ำตาลดูจะดีที่สุดเพราะให้พลังงานได้เยอะที่สุดและเป็นสิ่งเหลือใช้จากอุตสาหกรรม และที่สำคัญราคาถูก (เมื่อก่อนถูกมากขนาดให้กันฟรีแต่ตอนนี้ก็เริ่มไม่ถูกแล้วนะ (-_-!!!)) จุลินทรีย์มีอยู่ตามธรรมชาติแต่ถ้าอยากจะให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือแพร่ขยายตัวได้เร็วก็ต้องบำรุงกันหน่อยจริงไหม? ^_^

003

004

*** ผู้เขียนทดลองใช้สิ่งทดแทนอย่างน้ำอ้อยสดคั้น น้ำตาลทรายแเดงละลายน้ำ มันเทศต้มบดหรือแม้แต่หัวมันสัมปะหลังบดเพื่อทำหัวเชื้อจุลินทรีย์แต่ก็ปรากฏว่ากากน้ำตาลให้ผลดีที่สุดเพราะใช้เวลาสั้นที่สุดและที่ชอบกากน้ำตาลเป็นการส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งคือเศษผลไม้หรือเศษผักมักจะไม่มีอาการเหม็นบูดแกงเสียแต่กลิ่นจะออกมาในลักษณะคล้ายๆ ของหมักดองมากกว่า แต่นี่ก็เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวไม่ได้มีผลงานวิจัยทางวิชาการอะไรรับรองทั้งสิ้น ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้ก็ต้องทดลองด้วยตัวเองหละขอรับ ^-^ ***



เพื่อนๆ ชาวเกษตรท่านหนึ่งได้เห็นวิธีทำปุ๋ยหมัก เห็นซอง พด.1 แล้วรีบไปสำนักงานพัฒนาที่ดินเพื่อขอมาใช้บ้าง แต่ก็ปรากฏว่าหมดไปแล้ว และต้องลงชื่อรอแบบที่ไม่รู้ว่าจะรอไปจนถึงเมื่อไหร่ (แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ภายในเดือนหรือ 2 เดือน)

แล้วทำยังไงหละทีนี้
ทำหัวเชื้อจุลินทรีย์เองสิ
อ่าว?
แล้วทำยังไงหละ?

การทำหัวเชื้อจุลินทรีย์หรือถ้าจะเรียกชื่อเต็มๆ ก็คือจุลินทรีย์ EM (Effective Microorganisms) หรือจุลินทรีย์ในเชิงสร้างสรรค์ไว้ใช้ทำปุ๋ยหมักนั้นไม่ยากครับ เพียงแค่ท่านมี
1. ภาชนะแบบที่สามารถปิดฝาได้มิดชิด
002
2. กากน้ำตาล (น้ำตาลโมลาทหรือสุดแท้แต่จะเรียกต่างกันไปตามภูมิภาค บางภาคก็เรียกส่าน้ำตาล)

003
3. เศษผัก เศษผลไม้ สุดแท้แต่จะหาได้ตามท้องถิ่นนั้นๆ เพราะไม่อยากให้ต้องเสียเงินซื้อหา แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะแนะนำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเพราะเท่าที่ทดลองใช้มาหลายๆ อย่างก็ปรากฏว่าผลไม้ที่มีผลเปรี้ยวสามารถเร่งการเกิดจุลินทรีย์ได้ดี (สงสัยจุลินทรีย์ชอบ)

001

 

วิธีการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์
1. เทผักหรือผลไม้ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ในปริมาณ 3 – 4 กิโลกรัมต่อน้ำตาล 1 กิโลกรัม ถ้าขี้เกียจคลุกเคล้ากันก็สามารถเทเศษผักหรือผลไม้กับกากน้ำตาลสลับกันไปเป็นชั้นๆ ก็ได้
2. เทกากน้ำตาลลงไป

004
3. คลุกเคล้าให้เข้ากัน (ณ ขั้นตอนนี้ ผมว่าผมเข้าใจชีวิตป้าเชงน้ำหมักมากขึ้นนะ หุ หุ หุ)

005
4. ปิดฝาภาชนะให้มิดชิด

006
5. หมั่นกวนให้เข้ากันเพื่อจุลินทรีย์ได้รับอากาศ จริงๆ แล้วจุลินทรีย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตแบบหนึ่งที่มีความต้องการพื้นฐานในเรื่อง อากาศ และอากาศจากธรรมชาติ เช่น รำข้าว น้ำตาล และการกวนทุกๆ 5 – 7 วันจะทำให้การย่อยสลายดีขึ้น
** การทำหัวเชื้อจุลินทรีย์สำหรับนำไปเป็นส่วนผสมทำปุ๋ยหมักจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน – 2 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับเศษวัสดุ หรืออินทรียวัตถุที่ใส่ลงไป เมื่อจุลินทรีย์ย่อยสลายได้ที่แล้วจะมีน้ำออกมาซึ่งน้ำตัวนี้แหละคือหัวเชื้อจุลินทรีย์ชั้นยอดที่สามารถนำไปเป็นหัวเชื้อทำปุ๋ยหมัก ส่วนกากที่เหลือจากการย่อยสลายนั้นก็อย่าทิ้งครับเพราะนั่นคือปุ๋ยชั้นดีที่สามารถนำไปใส่ต้นไม้ได้



สุดยอดนวัตกรรมทางความคิดที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดในโลกนี้คือนำสิ่งไร้ค่าหรือสิ่งที่คนไม่ต้องการมาแปรเลี่ยนเป็นสิ่งที่มีค่า แนวความคิดในอุดมคติแบบนี้ค่อนข้างทำได้ยากในโลกของความเป็นจริงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ ในขณะที่ขยะกำลังล้นเมือง โดยเฉพาะขยะเปียกที่จัดการยากที่สุด (เปล่าเลย จัดการยากที่สุดคือขยะสังคม อิอิอิ ล้อเล่น) และสร้างปัญหามากที่สุด ไม่ว่าจะปัญหาด้านกลิ่น ปัญหาด้านสุขอนามัย และปัญหาด้านการจัดเก็บ จะดีไม่น้อยเลยทีเดียวถ้าขยะเปียกจำนวนมหาศาลเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นปุ๋ยหมักที่มีคุณค่าต่อพืช หน้าดินของเราเสื่อมทุกวันทั้งจากการใช้งานมานานนับร้อยๆ ปี (ซึ่งจริงๆ ก็มากกว่านั้น) คงจะเป็นเรื่องที่แสนวิเศษถ้าเรานำขยะที่กำลังล้นเมืองมาเปลี่ยนเป็นปุ๋ยแล้วส่งกลับสู่ธรรมชาติเพื่อการเพาะปลูก หมุนเวียนเป็นวงจร

อย่างที่ทราบกันดีว่าผู้เขียนเป็นพนักงานกินเงินเดือนตัวเล็กในบริษัทเอกชนที่ต้องอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่การจัดการเรื่องต่างๆ ไม่ค่อยจะดีนักและปัญหาอันดับต้นๆ ก็คือเรื่องการจัดการขยะ

ตอนนี้ผู้เขียนมีงานอดิเรกเพิ่มคือการเก็บขยะสดที่เหลือใช้จากแม่ค้า (-__-!!!) แล้วขนกลับไปทำปุ๋ยที่สวน
วัสดุ อุปกรณ์หรือวัตถุดิบที่ต้องใช้

1. เศษขยะ เศษผัก หรือเศษผลไม้ตามแต่จะหาได้

001
2. มูลสัตว์ ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใช้ก็ได้แต่ถ้ามีก็คงดีไม่น้อยเพราะแร่ธาตุสำหรับพืชจะครบครัน

Picture 088
3. กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทราย ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรเพียงแต่กากน้ำตาลจะเป็นอาหารชั้นดีให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตได้รวดเร็ว (หาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด)

003
4. แกลบเผา หรือแกลบดำเพื่อช่วยรักษาความชื้นและความสมดุลของความเป็นกรด-ด่างต่างๆ

Fertilizer 003

5. แกลบดิบ

Fertilizer 002
6. พด. 1 หรือหัวเชื้อจุลินทรีย์สำหรับทำปุ๋ยหมัก ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรเพียงแต่จุลินทรีย์ตามธรรมชาติจะต้องใช้เวลาในการเพาะตัว ซึ่งถ้ามีหัวเชื้อก็จะช่วยย่นระยะเวลา

Fertilizer 004

 

ขั้นตอนไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนเลย
1. แอบขนขยะ (ต้องแอบขนจริงๆ นะ เพราะขี้เกียจอธิบายให้เพื่อนๆ ในซอยฟังเพราะมันเดินผ่าน 20 คนมันก็ถามกัน 20 รอบแล้วก้ต้องอธิบายให้ฟัง 20 รอบว่าเอาไปทำอะไร จริงๆ พวกเขาน่าจะคุ้นเคยกับการทำปุ๋ยมากกว่าผู้เขียนนะเพราะคนที่ถามๆ มาจากต่างจังหวัดทั้งนั้น แล้วทำไมพวกเขาทำหน้าเหมือนไม่เคยรู้จักหละ) กูว่ากูเหนื่อยกับการมายืนอธิบายให้คนอื่นฟังนี่แหละ (-_____-!!!) ประหนึ่งเหมือนผู้ใหญ่บ้านยืนปราศัยหาเสียงแล้วมีคนล้อมอยู่เต็ม

2. คลุกเคล้ามูลสัตว์ แกลบดิบ แกลบเผา และเศษผักผลไม้ให้เข้ากัน

Fertilizer 005

Fertilizer 006

Fertilizer 007

Fertilizer 008

3. นี่เลยพระเอกของงาน พด.1 จากสำนักงานพัฒนาที่ดิน เห็นไหม “ห้ามซื้อ ห้ามขาย” ขอกันได้อย่างเดียว 1 ซองสามารถผสมน้ำได้ 20 ลิตรแล้วรอซักประมาณ 10 นาทีให้ละลายกับน้ำ (ถ้ามีกากน้ำตาลก็ผสมกับน้ำไปเลยเพื่อความกลมกล่อม) แล้วราดบนกองให้ชุ่มด้วยความชื้นประมาณ 60 – 70 เปอร์เซ็นต์

4. หาวัสดุคลุมหากกองปุ๋ยอยู่กลางแดด

5. แล้วก็รอให้จุลินทรีย์ทำงานซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 1 – 2 เดือน แต่ถ้าอยากให้การย่อยสลายเร็วกว่านั้นก็สามารถกลับกองเพื่อให้จุลินทรีย์ได้รับอากาศมากขึ้นและทำให้การย่อยสลายของจุลินทรีย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เป็นอันเสร็จพิธี (-_-!!!)
จริงๆ แล้วผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาให้ผู้อ่านต้องมานั่งทำกองปุ๋ยหรือคุ้ยกองขยะแต่อย่างใด เพียงแต่อยากรณรงค์ให้เกิดการจัดการขยะอย่างถูกวิธี ซึ่งบางอย่างสามารถทำได้ง่ายๆ ในครัวเรือน และที่สำคัญก๋อยากให้ท่านๆ ผู้อ่านหันมาปลูกผักปลูกต้นไม้

*** เพิ่มเติม ***

กลับกองปุ๋ยหมักทุกๆ 1 หรือ 2 อาทิตย์เพื่อให้จุลินทรีย์ได้รับอากาศจะทำให้ประสิทธิภาพการย่อยสลายของจุลินทรีย์ดีขึ้น เพราะจุลินทรีย์เองก็ต้องการอากาศในการดำรงชีพ เพื่อนๆ คงจะสังเกตได้ว่าเศษขยะ เศษผัก ผลไม้ที่ใส่ไว้ตอนแรกถูกย่อยสลายไปเกือบหมด (นี่ถ้าเราตกลงไปในกองปุ๋ยหมักจะโดนย่อยสลายจนเหลือแต่กระดูกแบบในหนังรึเปล่าอ่ะ สงสัย -__-!!!)

Picture 275

 



ก่อนอื่น ต้องขอขอบพระคุณทุกๆท่านจากใจจริงครับ ที่คอยติดตามบล็อคบทความนี้ ไม่นึกเลยว่าบทความที่เขียนด้วยความมั่วซั่วผิดบ้างถูกบ้าง (บ่นก็เยอะ) ใน http://www.mygreengardens.com จะพอมีประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้าง รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกครับที่ความรู้เท่าหางกบของเราพอจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ แบบนี้

ขอบคุณทุกท่านจากใจจริงครับที่คอยติดตามถามไถ่กันอยู่เสมอ

มาถึงคำถามวันนี้จากเพื่อนๆ เกษตรท่านหนึ่งที่หลงไปอ่านบทความเรื่องการปลูกชะอมเข้าเลยตามมาถามว่า “ใช้อะไรทำปุ๋ยหมักถึงจะดี?” ใส่ชะอมหรือพืชอื่นๆ ถึงจะงาม

ปล* ขอขอบคุณรูปภาพจากเวปเพื่อนบ้านชาวเกษตรครับ

สำหรับนักเกษตรมืออาชีพคงจะมีสูตรเฉพาะของแต่ละท่านซึ่งล้วนแต่ดีและได้ผลทั้งสิ้น แต่สำหรับผู้เขียนเองที่เป็นเพียงเกษตรกรวันอาทิตย์ก็คงจะได้แต่ตอบแบบความรู้น้อยว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดครับ จุดประสงค์หลักของการทำปุ๋ยหมักของผู้เขียนคือ

1. การลดต้นทุนเรื่องปุ๋ย

2. ต้องการบำรุงดินเพราะดินดั้งเดิมที่สวนของผู้เขียนนั้นแย่มากเลยต้องใช้วัตถุอิทรีย์บำรุงดินให้ฟื้นคืน

3. ใช้เศษวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์

ก่อนอื่นอยากเล่าให้ฟังสักนิด

นานมาแล้วสมัยที่เรายังไม่รู้จักเอทาน่อลหรือแก๊สโซฮอล กากน้ำตาลจากโรงงานน้ำตาลหรือส่าเหล้า (กากที่เหลือจากการหมักเหล้า) เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์และเหลือใช้ชนิดที่เรียกว่าไม่รู้จะเอาไปทำอะไรจนต้องไปเทบนถนนเพื่อกันฝุ่นฟุ้งกระจาย (ขอกันฟรีๆ ไม่ต้องซื้อต้องหาเลยสมัยนั้น) ต่อมาองค์ความรู้เรื่องจุลินทรีย์ EM เข้ามาในประเทศไทยผ่านศูนย์เกษตรของญี่ปุ่นทำให้กากน้ำตาลที่เป็นของเหลือใช้กลายมาเป็นสิ่งมีค่า และยิ่งมีค่าขึ้นไปอีกเมื่อมีการส่งเสริมเทคโนโลยีการกลั่นแอลกอฮอล์จากกากน้ำตาล จากสิ่งที่เหลือใช้กลายมาเป็นสิ่งมีราคา กากน้ำตาลเริ่มหายากเพราะต้องใช้ในเชิงอุตสาหกรรมพลังงานจนบางครั้งรู้สึกว่าไปซื้อน้ำตาลทรายมาผสมจุลินทรีย์ทำปุ๋ยหมักยังจะง่ายซะกว่า

เรื่องที่สอง สมัยก่อนนั้นกากอ้อย (กากแห้งๆ ที่เหลือจากการหีบอ้อย) นั้นแทบจะไม่มีมูลค่าอะไรเลยมีอยู่เต็มไปหมดจนสามารถไปขอโรงงานน้ำตาลมาทำปุ๋ยได้อย่างง่ายๆ ราคาถูก หรือบางที่ก็ฟรีเลยก็มีให้เห็น ต่อมามีการนำกากอ้อยมาเข้าสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงจนปัจจุบันกากอ้อยมีมูลค่าขึ้นมากจนไม่เหมาะสมที่จะนำมาทำปุ๋ยอีกแล้ว

เรื่องที่สามสมัยก่อนโน้นการทำโรงไฟฟ้าจากแกลบและวัสดุเหลือใช้เป็นที่ฮือฮามากในวงการเกษตรและพลังงานเพราะแกลบจัดเป็นวัสดุเหลือใช้ไม่มีใครสนใจ มีจำนวนมหาศาลเผาทิ้งเผาขว้างก็ไม่มีวันหมดและก็มีคนนำไปทำปุ๋ยอีกเช่นกัน ต่อมาโรงไฟฟ้าพลังแกลบนั้นต้องปิดตัวไปเพราะไม่มีแกลบหรือบางที่เปลี่ยนมาใช้วัสดุอื่นเป็นเชื้อเพลิงแทนเพราะแกลบเริ่มหายาก (โรงสีบางที่ยอมสีข้าวให้ชาวนาฟรีเพื่อเอาแกลบก็ยังมีเพราะแกลบเองก็มีมูลค่า) ซึ่งปัจจุบันราคาแกลบภาคกลางแถบสุพรรณบุรีมีราคาตันละ 1,200 – 1,700 บาท ราคานี้ไม่คุ้มกับการนำมาเผาอีกแล้ว

ท่านผู้อ่านพอจะนึกออกรึยังครับว่าผู้เขียนอยากจะสื่ออะไร

(ยังไม่รู้อ่ะ……..! ทำยังไงดี…….!)

ก็นะ

วัสดุที่ทำปุ๋ยหมักได้ดีที่สุดคือวัสดุใกล้ตัวที่ไม่ต้องไปซื้อไปหาครับ เศษอาหาร เศษใบไม้ ปุ๋ยคอก มูลสัตว์ต่างๆ สามารถนำมาทำปุ๋ยหมักได้หมดครับ ไม่จำเป็นต้องไปวิ่งหาวัสดุตามสูตรนั้นสูตรนี้ให้เสียเงินเสียเวลาจนบางครั้งรู้สึกว่าได้วัสดุครบแล้วแต่ราคากลับแพงกว่าปุ๋ยเคมีเสียอีกเพราะวัสดุหลายๆ อย่างตามตำราที่ท่านๆ ว่าไว้นั้นไม่ใช่เศษวัสดุหรือสิ่งเหลือทิ้งอีกต่อไปดั่งที่เล่ามาข้างต้นถึงคุณค่าที่เปลี่ยนไปของเศษวัสดุแถมยังค่าขนส่งอีกต่างหาก และที่แนะนำที่สุดคือเศษใบไม้ที่หล่นๆ แถวบ้านกวาดกองรวมๆ กันผสมกับปุ๋ยคอกที่หาได้ในท้องถิ่นผสมกับจุลินทรีย์ EM หรือหัวเชื้อ พด 1 หรือ หัวเชื้อ พด 3 ของกรมพัฒนาที่ดินอีกเล็กน้อยเพื่อเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายให้เร็วขึ้นหมั่นกลับกองปุ๋ยเพื่อเติมอากาศให้จุลินทรีย์ทุก 3 วัน 5 วันนาน 1 เดือน ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทำปุ๋ยหมัก แล้วเราก็จะได้ปุ๋ยหมักอันเป็นอาหารอันโอชะแก่ต้นพืชได้ด้วยต้นทุนที่ถูกแสนถูก ส่วนการใช้ปุ๋ยคอกนั้นอยากจะแนะนำปุ๋ยคอกเก่าเพราะปุ๋ยคอกใหม่บางชนิดมีกรดและแมลงที่เป็นอันตรายต่อพืชทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์และการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ความธรรมชาตินั้นยังไม่ทั่วถึงทำให้พืชไม่สามารถดูดซับสารอาหารหรือแร่ธาตุได้เต็มที่เหมือนปุ๋ยหมักที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์มาแล้ว

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน