Posts Tagged ‘การเกษตร’





กระทบแน่ๆ ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นก็ว่ากันไปตามส่วนภาค
เกษตรกรหลายท่านคงเป็นกังวล (รวมถึงผู้เขียนด้วย) กับเรื่องที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ซึ่งก็คือการเปิดประเทศเข้าสู่เขตการค้าเสรีประชาคมอาเซี่ยน จริงๆ เราก็เริ่มมานานแล้วทั้งการทหารฝึกร่วม การทูตต่างๆ นาๆ แต่ปี 2558 นี้ก็จะเปิดแบบชนิด “มันแน่นอก ก็ต้องออก!” อะไรทำนองนั้น คือเปิดแบบไม่เหลือห่าอะไรไว้ป้องกันตัวเองเลยกับภาษีสูงสุด 5% สำหรับสินค้าอ่อนไหวของประเทศไทย อันได้แก่ กาแฟ มะพร้าวแห้ง ไม้ตัดดอก มันฝรั่ง (ซึ่งมันอ่อนตรงไหน ใครเป็นคนคิด -__-!!!) จะอ่อนก็มีอย่างเดียวก็คือปัญญาคนคิด ทำไมผู้เขียนถึงพูดแบบนั้นนะเหรอ หากท่านผู้อ่านได้อ่านรายการสินค้าอ่อนไหวของประเทศสมาชิกอื่นๆ แล้วก็คงจะพูดเหมือนกับผู้เขียนนั่นแหละ เชื่อเถอะ! มากทั้งจำนวนรายการและคุณภาพ
เฮ้อออ! กลุ้ม
และส่วนที่เหลือนั้นภาษีข้ามแดนจะเหลือ 0% (ศูนย์เปอร์เซนต์) ทันที เป็นไงหละ -__-!!!

ถึงแม้ว่าภาพรวมอาจจะดูดีและได้เปรียบ (เน้นคำว่าอาจจะนะ!) เพราะภาคอุตสาหกรรมของเอกชนเองก็ฝ่าฝันอุปสรรคไปตั้งรกรากอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มสิ่งทอ และอื่นๆ ซึ่งไปแบบไม่มีใครช่วยหรือไปแบบไม่มีรัฐบาลส่งเสริมนั่นแหละ! แต่กระนั้นภาพรวมก็ยังออกมาดีเพราะฟันเฟืองภาคธุรกิจต่างๆ ก็เริ่มเดินแล้วและการปรับตัวของภาคเอกชนไทยเรานั้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ

ภาคการเกษตรที่เราๆ ท่านๆ สังกัดอยู่นั้นก็โดยเต็มๆ เพราะต้นทุนทั้งด้านแรงงานและค่าใช้จ่ายต่อหน่วยของเราแพงที่สุด แล้วจะเอาอะไรไปสู่กับเขาหละเนี่ยะ! หรือท่านผู้อ่าน

IMG_3419
ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลเราจะดูทันสมัยกว่า (เมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกส่วนใหญ่) แต่ต้นทุนเราสูงมากทั้งการที่เราทำการเกษตรมาอย่างยาวนานทำให้แร่ธาตุต่างๆ ในดินเสื่อมลงเลยต้องเสียค่าทำนุบำรุงพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปอีก เมื่อเทียบกับป่าเปิดใหม่ของประเทศเพื่อนบ้านที่มั่งคั่งด้วยแร่ธาตุธรรมชาติตามประสาของใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีแบบเราแล้ว ก็คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องต้นทุน ทั้งการส่งเสริมหรือกลยุทธ์เชิงนโยบายจากภาครัฐที่…..เอิ่ม….ไม่รู้จะพูดยังไงดี ว่ามันดีหรือไม่ดีเพราะมันไม่เคยมี -__-!!!



หากจะพูดกันถึงเรื่องข้อดีและข้อเสียของระบบน้ำเพื่อการเกษตรแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์แล้วก็ต้องมาดูกันถึงรุ่นและลักษณะการทำงาน แต่ส่วนใหญ่แล้วข้อดีและข้อเสียก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่เพราะระบบสปริงเกอร์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์การให้น้ำแบบวงกว้าง

ข้อดี
ข้อดีของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของการกระจายน้ำได้ทั่วถึง และเป็นลักษณะการกระจายน้ำแบบวงกว้าง ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกที่มีพืชหนาแน่น หรือต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ปลูกแบบทั่วถึง เหมาะสำหรับท่านที่เป็นเศรษฐีน้ำแบบว่าน้ำเยอะหรือใกล้แหล่งน้ำ อิอิอิ และมีเครื่องกำเนิดแรงดันหรือปั๊มสุดเจ็งเป็นตัวขับเคลื่อน
Picture 474
ข้อเสีย
ส่วนเรื่องข้อเสียของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์นั้นหลักๆ แล้วเป็นเรื่องของแรงดันน้ำที่จะต้องได้ขนาดความแรงที่กำหนดเพื่อขับดันน้ำในแต่ละจุด โดยปกติแล้วระบบน้ำหยดเพื่อการเกษตรนั้นต้องการแรงดันน้ำขนาด 1 บาร์แต่ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์นั้นต้องการตั้งแต่ 4 บาร์เป็นต้นไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของหัวสปริงเกอร์ที่ต้องการแรงดันมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ยิ่งหัวสปริงเกอร์ใหญ่เท่าไหร่ก็ต้องการแรงดันมากขึ้นเท่านั้น และข้อเสียอีกเรื่องหนึ่งของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของจำนวนน้ำที่ต้องใช้ในปริมาณมหาศาล ซึ่งหากวางแผนหรือจัดการพื้นที่อย่างดีก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่หากไม่แล้วก็เห็นจะเป็นหมู่วัชพืชที่ได้รับประโยชน์ เคยเห็นมาแล้วหญ้าเขียวจนคลุมต้นมะม่วงเลยหละ เพราะหญ้าได้น้ำมากกว่าพืช หุหุหุ -__-!!!
Picture 514

รัศมีน้ำจากหัวมินิสปริงเกอร์ก่อนรด

Picture 516

รัศมีน้ำจากหัวมินิสปริงเกอร์หลังรด (รัศมีน้ำประมาณ 1 เมตร)

โดยส่วนตัวแล้วใช้ทั้ง 3 แบบคือระบบให้น้ำพืชแบบสปริงเกอร์ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กหรือมินิสปริงเกอร์ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่ แหล่งน้ำและสภาพของต้นพืช แต่ก็จะชอบระบบน้ำแบบมินิสปริงเกอร์มากที่สุดเพราะรูปแบบการติดตั้งที่ง่ายไม่ยุ่งยากและรัศมีน้ำที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด



หลังจากลงบทความไปได้ไม่ถึงชั่วโมงก็คิดไว้แล้วว่าต้องมีคำถามเรื่องราคาอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายตามมา ทำไมเล่นหวยไม่แม่นแบบนี้เนี่ยะ หุหุหุ -__-!!! จริงๆ แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายนี่พูดคุยลำบากพอสมควรเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คุณภาพของสินค้า ทำเลที่ตั้งของร้านค้า และความสะดวกต่อการซื้อหรือค่าขนส่งนั่นเอง บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่าสินค้าราคาถูกนั้นอยู่ไกลเหลือกเกินจะขับรถไปซื้อโดยตรงก็ไม่ไหวจนสุดท้ายก็ต้องซื้อร้านที่ใกล้ที่สุดถึงแม้ว่าจะราคาแพงก็ตามทีเพราะขนส่งสะดวกที่สุด นั่นแหละครับปัจจัยสำคัญที่สุดในการซื้อสินค้าทางการเกษตรโดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดใหญ่ยาวเกะกะเช่นพวกท่อ PVC หรือบ่อซีเมนต์ต่างๆ นาๆ เพราะฉนั้นราคาที่จะบอกต่อไปนี้จึงเป็นราคาคร่าวๆ พอได้แนวคิดและประมาณการ

Picture 386*** ขอตั้งชื่อภาพนี้หน่อยก็แล้วกันว่าเกะกะโคตร -__-!!! เห็นไหมว่าขนย้ายลำบาก หุหุหุ  ***

ท่อ PE หรือท่อที่ผลิตจากวัสดุโพลีเอทิลีน (HDPE) เป็นวัสดุที่เป็นลักษณะพลาสติกเนื้ออ่อนสามารถยืดหยุ่นได้หรือโค้งงอได้ ท่อ PE นั้นใช้กันอย่างแพร่หลายในกิจกรรมการประปาและส่วนเกี่ยวข้องเพราะความคงทนและการดัดแปลงหรือโค้งงอได้หลายรูปแบบเพื่อเหมาะสมในการทำงาน ท่อ PE เองนั้นมีหลายขนาดและหลายมาตรฐานแต่ที่จะพูดกันในที่นี้คือท่อ PE สำหรับการเกษตรซึ่งคุณภาพก็ลดหลั่นลงมาตามความเหมาะสมด้านราคาและการใช้งาน
ท่อ PE สำหรับการเกษตรขนาด 16 มม. (ยาว 200 เมตร) ราคาประมาณ 400 – 450 บาท
ท่อ PE สำหรับการเกษตรขนาด 20 มม. (ยาว 200 เมตร) ราคาประมาณ 490 – 520 บาท (ขนาดเท่ากับท่อ 4 หุน)
ท่อ PE สำหรับการเกษตรขนาด 25 มม. (ยาว 200 เมตร) ราคาประมาณ 800 – 850 บาท (ขนาดเท่ากับท่อ 6 หุน)
ท่อ PE สำหรับการเกษตรขนาด 32 มม. (ยาว 200 เมตร) ราคาประมาณ 1,000 – 1,100 บาท (ขนาดเท่ากับท่อ 1 นิ้ว)Picture 388

ข้อต่อ PE ราคาชิ้นละ 4 – 5 บาท อันเล็ก แต่บางทีก็มีประโยชน์และความจำเป็น

IMG_2710

ไส้ไก่หรือท่อย่อยราคาประมาณม้วนละ 100 – 150 บาท หนึ่งม้วนยาวประมาณ 100 เมตร

Picture 419

หัวจุ๊บ 2 ด้านราคาประมาณถุงละ 200 บาท ในหนึ่งถุงมีอยู่ 100 ตัว

Picture 422

มินิสปริงเกอร์สำหรับเป็นตัวกระจายน้ำให้พืช ซึ่งปกติแล้วจะขายเป็นถุง โดย 1 ถุงบรรจุด้วยมินิสปริงเกอร์จำนวน 100 ตัว ราคาประมาณ 200 – 220 บาทต่อถุง (หรือเฉลี่ย 2 – 2.2 บาทต่อชิ้น)

Picture 425

ขาเสียบมินิสปริงเกอร์ราคาชิ้นละ 1.5 – 2 บาท

Picture 421

หัวน้ำหยดมีหลายคุณภาพแต่ที่แนะนำก็เป็นลักษณะสีส้มเพราะแบบอื่นจะมีอยู่ 1 รูและมักจะมีปัญหาเรื่องการอุดตัน ส่วนเรื่องราคานั้นอยู่ที่ถุงละ 200 บาท ในหนึ่งถุงมีอยู่ 100 ชิ้น ราคาประมาณ 2 บาทต่อหัว

IMG_2727

จริงๆ รายละเอียดปลีกย่อยและอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ มีอีกเยอะแยะ เช่นท่อ PVC หรือข้อต่อต่างๆนาๆ ซึ่งจะนำมาเพิ่มเติมทีหลัง เพราะจำได้อยู่แค่นี้ หุหุหุ -__-!!!



จะว่าไปแล้วการวางระบบน้ำก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเกษตรกรแต่ละรายเพราะพื้นที่แต่ละแปลงก็มีความต่างทั้ง ขนาด สั้น ยาว ลึก ใกล้ ไกล โอ้ยสารพัดอย่าง จึงเป็นเรื่องยากที่จะสรุปหรือคิดแม่แบบออกมาให้ได้ใช้งานกันเป็นมาตรฐาน และประกอบทั้งผู้เขียนก็เป็นเพียงเกษตรกรมือสมัครเล่นก็คงได้แต่เล่าให้เพื่อนๆ ฟังได้เล็กน้อยตามแต่ประสบการณ์จะพอมี ซึ่งก็อาจจะตอบคำถามเพื่อนๆ ที่ถามไถ่มาได้ไม่ครบครันนัก

น้ำถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมากอย่างหนึ่งสำหรับการเกษตร ในอดีตนั้นสภาพอากาศไม่แปรปรวน ฝนตกต้องตามฤดูกาลประกอบกับธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ทำให้แหล่งน้ำต่างๆ มีอยู่มากมาย แต่ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมและธรรมชาติต่างๆ ได้เสื่อมถอยลงไปเป็นอันมากจนส่งผลให้ฝนฟ้าต่างๆ ไม่ตกต้องตามฤดูกาลหรือบางครั้งก็ถึงขั้นแปรปรวนทำให้การจัดการเรื่องน้ำสำหรับการเกษตรในยุคปัจจุบันมีความยากลำบากและสลับซับซ้อนมากขึ้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการทรัพยากรน้ำให้เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและประหยัดมากที่สุด และการใช้ระบบน้ำหยดและการให้น้ำแบบมินิสปริงเกอร์นี้ก็ถือว่าเป็นระบบการให้น้ำพืชที่น่าสนใจเพราะประหยัดที่สุดแล้วดีที่สุดในปัจจุบัน ส่วนในอนาคตนั้นไม่รู้ อิอิอิ ซึ่งหลักการให้น้ำในแบบของระบบน้ำหยดก็คือการให้ตรงจุดและให้ในปริมาณที่พอเหมาะที่พืชสามารถดึงไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดเพราะบางครั้งบางทีการให้น้ำพืชจำนวนมากก็ใช่ว่าพืชจะสามารถดึงไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดจึงจำต้องปล่อยให้ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ไหลลงไปในชั้นดินอย่างเปล่าประโยชน์

ลักษณะข้อดีของการให้น้ำพืชด้วยระบบมินิสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของ รัศมีน้ำที่เป็นวงกว้างครอบคลุมรัศมีประมาณ 1 – 1.20 เมตรจากตัวมินิสปริงเกอร์ทำให้ดินบริเวณนั้นหรือรากพืชที่อยู่ในรัศมีนั้น ได้รับน้ำและความชื้นอย่างทั่วถึง จึงเหมาะสำหรับพืชยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่และแปลงปลูกที่มีการจัดการวัชพืชใน รัศมีต้นพืชอย่างดีเพราะไม่เช่นนั้นแล้วหญ้าท่านจะงอกงามกว่าต้นพืชของท่าน -__-!!! ส่วนข้อเสียนั้นก็เป็นเรื่องของความสิ้นเปลืองที่มีปริมาณ 70 ลิตรต่อชั่วโมง (ต่อ 1 หัวมินิสปริงเกอร์) จึงจำเป็นที่จะต้องมีแหล่งน้ำที่พอเพียงสำหรับระบบนี้ และข้อเสียอีกข้อหนึ่งคือเรื่องการกำจัดวัชพืชที่ต้องทำอยู่เป็นประจำเพื่อ ให้ต้นพืชได้รับน้ำอย่างเต็มที่ ระบบนี้เป็นระบบการให้น้ำที่ผู้เขียนชอบที่สุดเพราะโดยส่วนตัวแล้วมีความ เชื่อว่าพืชนั้นต้องการน้ำในการดำรงชีวิตและรากพืชก็ต้องการความชื้นในดิน เพื่อจะขยายออกไปได้หากให้น้ำพืชแต่ดินยังแห้งแตกระแหงรากพืชก็คงไม่สามารถ ชอนไชขยายออกไปได้ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ ^_^ ท่านอื่นคิดเห็นอย่างไรแลกเปลี่ยนกันได้

วิธีติดตั้งระบบน้ำมินิสปริง เกอร์ (การติดตั้งระบบน้ำมินิสปริงเกอร์นั้นก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากไปกว่าการติด ตั้งระบบน้ำหยดเพียงแต่มีวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเข้าไปอีกหน่อย คือ ไส้ไก่ หัวจุ๊บสีดำ 2 ด้าน และขาเสียบมินิสปริงเกอร์)

Picture 419

Picture 422

Picture 421
1. หลังจากที่เดินท่อน้ำหลักด้วยท่อ PVC แล้วก็แยกย่อยด้วยท่อ PE ไปยังต้นพืชที่ต้องการ
2. เจาะรูบนท่อ PE สำหรับเสียบจุ๊บสีดำ

Mini Springer 001
3. เสียบจุ๊บสีดำเพื่อเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างท่อ PE ตัวมินิสปริงเกอร์ด้วยไส้ไก่

Mini Springer 002

Mini Springer 003

Mini Springer 004
4. จัดเตรียมชุดมินิสปริงเกอร์ด้วยการเสียบขาและตรวจดูขั้วจุ๊บสีดำที่ติดมากับมินิสปริงเกอร์ให้พร้อม

Mini Springer 005

Mini Springer 006

Mini Springer 007
5. เสียบไส้ไก่หรือท่อเล็กเพื่อเชื่อมต่อเส้นน้ำมายังตัวมินิสปริงเกอร์แล้วนำไปปักดินในบริเวณที่ต้องการให้น้ำพืชก็เป็นอันเรียบร้อย

Mini Springer 008

Mini Springer 009

————-

ลักษณะข้อดีของการให้น้ำพืชด้วยระบบน้ำหยดนั้นก็คือความประหยัดด้วยการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะให้น้ำพืชในปริมาณที่พอเหมาะและตรงจุดหรือบริเวณที่พืชต้องการ ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีส่วนวัชพืชที่ไม่ต้องการให้เจริญเติบโตนั้นก็จะขาดแคลนน้ำไปตามสภาพ เหมาะสำหรับพืชต้นเล็กถึงปานกลางหรือเกษตรกรบางรายก็ดัดแปลงทำเป็นวงกลมแล้วปล่อยน้ำหยดหลายจุดให้กับพืชต้นเดียวสำหรับพืชยืนต้นที่มีลำต้นใหญ่และรัศมีรากกว้าง ส่วนข้อเสียของระบบน้ำหยดนั้นก็คงจะเป็นเรื่องของการกรองน้ำที่จะต้องติดตั้งระบบกรองเพื่อป้องกันสิ่งอุดตันและต้องทำความสะอาดหรือเปลี่ยนไส้กรองอยู่เรื่อยๆ

วิธีติดตั้งระบบน้ำหยด
1. หลังจากเดินท่อหลักซึ่งโดยส่วนใหญ่ใช้ท่อ PVC จากตัวปั๊มเรียบร้อยแล้ว (การเดินท่อ PVC นั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และแปลงปลูกแต่ละท่านซึ่งมีความเฉพาะตัวสูงไม่สามารถสรุปได้โดยง่าย) ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการแยกท่อย่อยสู่บริเวรที่ปลูกพืชซึ่งท่อย่อยนี้ก็จะเป็นท่อ PE ที่เป็นท่อพลาสติกอ่อนสีดำสามารถโค้งหรืองอได้

002

2. เจาะรูบนท่อ PE ขนาดพอประมาณ ซึ่งปกติจะมีตัวเจาะโดยเฉพาะราคาประมาณ 30 – 40 บาท สามารถหาได้ทั่วไปตามร้านค้าอุปกรณ์การเกษตร แต่หากไม่มีก็สามารถเจาะได้ง่ายๆ ด้วยอุปกรณ์แหลมคมทั่วๆ ไป เช่น ไขควง มีด หรือคัตเตอร์

001

2. ติดตั้งหัวน้ำหยดเข้าไปโดยตรงกับท่อ PE หากบริเวณที่ต้องการให้น้ำอยู่ในเส้นทางของท่อ PE

003

004

2.1 หรือหากบริเวณที่ต้องการให้น้ำอยู่ห่างจากเส้นทางของท่อ PE ก็สามารถใช้ไส้ไก่หรือท่อย่อยต่อขยายออกไปได้โดยอาจจะต้องเพิ่มอุปกรณ์เข้าไปอีกเล็กน้อยคือไส้ไก่ตามความยาวที่ต้องการและจุ๊บดำอีก 1 ตัวต่อไส้ไก่ 1 สายเพื่อเป็นตัวเชื่อมเส้นน้ำระหว่างท่อ PE ส่วนไส้ไก่ส่วนปลายอีกด้านนั้นก็สามารถสวมเข้ากับหัวน้ำหยดได้เลย

3. ปรับระดับความแรงข้องหัวน้ำหยดให้เป็นไปตามที่ต้องการและลักษณะความต้องการของพืชชนิดนั้นๆ ความพิเศษของหัวน้ำหยดคือการปรับระดับความแรงได้หลายระดับตามใจชอบตั้งแต่หยดน้ำช้าๆ ไปจนถึงไหลเป็นทาง และหากจะใช้ระบบน้ำหยดแบบเต็มรูปแบบนั้นควรจะมีอุปกรณ์กรองน้ำติดตั้งอยู่บริเวณท่อหลักที่ออกมาจากปั๊มน้ำด้วยเพราะจะช่วยลดปัญหาการอุดตันบริเวณปลายหัวน้ำหยด

005

006

007

 

บทความนี้ยาวไปหน่อยช่วยทนๆ อ่านหน่อยละกัน หุหุหุ -__-!!!



ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าร้านประจำจะทำกันได้!!! วันอาทิตย์ที่ผ่านมาวุ่นวายกับเรื่องการจัดระบบน้ำในสวนทั้งวัน เพราะไหนเอยจะเรื่องซื้อของซื้อวัสดุอุปกรณ์ ไหนเอยร้านอุปกรณ์เจ้าประจำจะทำร้ายกันด้วยการจัดอุปกรณ์ให้ผิดแถมได้ของด้อยคุณภาพชนิดที่ไม่สมควรให้อภัยเลยต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงเปลี่ยนอุปกรณ์กันให้วุ่นวายกันหลายรอบ เออ!! คือว่าแต่ละรอบนี่คือ 20 กิโลเมตรจากร้านขายอุปกรณ์นะ -__-!!! โดยเฉพาะประเภทท่อน้ำนี่แสบสุดๆ ซื้อของเดี๋ยวนี้ดูแค่ราคาไม่ได้จริงๆ แฮะ เพราะมีบ่อยที่จ่ายแพงแต่ได้ของห่วย

ท่อน้ำที่เราใช้กันในการเกษตรในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบหลักๆ (จริงๆ ก็มีหลากหลายประเภทมากกว่านี้แหละแต่ที่คุ้นเคยและใช้กันอย่างแพร่หลายก็มี 2 แบบนี้แหละ) ที่ได้รับความนิยมคือท่อน้ำแบบ PVC หรือท่อน้ำประปานั่นแหละ และอีกแบบหนึ่งคือท่อ PE หรือโพลีเอทิลีนที่มีลักษณะเป็นท่อพลาสติกเหนียวๆ งอได้พับได้ โดยทั้ง 2 แบบนี้ก็จะมีข้อดีและข้อเสียต่างกันแต่ถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากจะแนะนำท่อ PE ซึ่งขายเป็นม้วนและมีราคาต่อเมตรถูกกว่ามากแถมยังดัดแปลงได้หลากหลายทั้งการงอและการโค้งต่างๆ และการที่ท่อ PE สามารถพับได้หรืองอได้นี่แหละที่เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบกันดีๆ ว่าร้านค้าที่เราไปซื้อนั้นให้สินค้าคุณภาพแบบไหนกับเรากันแน่เพราะท่อ PE นั้นมีหลายคุณภาพขึ้นอยู่กับราคาซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นจึงต้องลองสัมผัสและเพื่อความแน่ใจควรจะแกะสินค้าออกมาดูคุณภาพโดยการบีบหรืองอดู หากมีการเสียหายหรือเปราะบางกว่าที่ควรจะเป็นก็เห็นสมควรจะเปลี่ยนเสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เป็นปัญหาทีหลัง อย่าเผลอให้คนขายเอาเปรียบเราด้วยการขายของด้อยคุณภาพให้เราในราคาแพง หรือเอาสินค้าทางการเกษตรที่เสื่อมคุณภาพมาขายให้เรา
P1080192
เลยอยากจะมาบอกเล่าเป็นอุทาหรณ์ให้กับเพื่อนๆ ที่กำลังจะไปซื้ออุปกรณ์ทางการเกษตรว่าควรจะซื้อสินค้าที่มีคุณภาพอย่าไปเห็นแก่ราคาเพราะการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการเกษตรนั้นต้องทนทานเป็นพิเศษเพราะต้องตากแดดตากลมกันเป็นระยะเวลานานทำให้การเสื่อมสภาพมีสูงและพังเสียหายเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารำคาญเป็นอย่างมากในการที่จะต้องซ่อมแล้วซ่อมอีกหรือเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ไม่สนุกแน่ -__-!!! และก่อนออกจากร้านต้องตรวจดูคุณภาพสินค้าก่อนทุกครั้ง

P1080196

P1080194



อาทิตย์นี้เหงื่อตกอีกตามเคยเพราะเพื่อนชาวเกษตรด้วยกันท่านหนึ่งได้ซื้อปั๊มน้ำหอยโข่งยี่ห้อไม่ติดตลาดขนาด 3 แรงม้า ท่อขนาด 3 นิ้วมาทดสอบ แต่…. ไม่รู้จะทดสอบยังไงก็เลยส่งมาให้ผู้เขียนทดสอบดู -__-!!! เอาว่ะ กล้าส่งก็กล้าใช้

ถ้าพูดถึงเรื่องการเกษตรนั้นก็ต้องนึกถึงน้ำเป็นอันดับแรกเพราะพืชทุกชนิดต้องการน้ำและความชื้นเพื่อให้รากดูดซึมและแผ่ขยายไปได้ ส่วนจะต้องการมากน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับประเภทและพันธุ์พืช

แต่ดั้งเดิมนั้นการเกษตรในบ้านเราเป็นแบบเพื่อการดำรงชีพหรือกึ่งดำรงชีพกึ่งการค้าเพราะด้านการตลาดยังไม่เชื่อมต่อกันมากนัก ด้านการค้าก็เป็นเพียงในชุมชนบริเวณหนึ่งเท่านั้นและแรงงานก็หาง่ายทำให้การจัดการด้านทรัพยาการน้ำเป็นไปอย่างเรียบง่ายโดยการใช้แรงงานในครอบครัวหรือทำได้ด้วยตนเองอีกทั้งทรัพยากรธรรมชาติก็ยังจัดอยู่ในขั้นอุดมสมบูรณ์จึงง่ายต่อการคาดคะเนและใช้ประโยชน์จากฤดูฝนช่วยในการเพาะปลูกต่างๆ ได้ แต่ปัจจุบันนี้สถานการณ์ต่างๆ ทั้งด้านสภาพแวดล้อมที่เสื่อมถอยลงไป ด้านสังคมภาคแรงงานที่หายากขึ้น และด้านการตลาดที่ชักนำการเกษตรในบ้านเราพัฒนาเข้าสู่เชิงการค้ามากขึ้นหรือบางรายก็เป็นพืชเชิงเดี่ยวเชิงการค้าเต็มตัว จึงเป็นเหตุผลให้การจัดการด้านต่างๆ ต้องเป็นระบบมากขึ้นเพื่อการลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรต่อหน่วยให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ รวทั้งการจัดการด้านทรัพยาการน้ำด้วยเช่นกันที่ต้องพัฒนามาเป็นการใช้เครื่องจักรในการทำงานเพราะแรงงานนั้นราคาแพงและหายากในปัจจุบัน แถมการใช้คนงานจัดการเรื่องน้ำในไร่สวนขนาดใหญ่ก็ทำได้ลำบากจึงเป็นการดีกว่าที่จะใช้เครื่องจักรทำงาน

อ้อมไปไกลสุดท้ายก็เข้าเรื่องจนได้ -__-!!! ปั๊มน้ำในปัจจุบันแบ่งใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทคือปั๊มน้ำที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงและใช้ไฟฟ้า ซึ่งข้อดีและข้อเสียก็แตกต่างกันออกไปซึ่งก็แล้วแต่สภาพแวดล้อมจะเอื้ออำนวย แต่หากจะให้แนะนำแล้วการใช้ไฟฟ้าจะมีต้นทุนที่ถูกกว่ามาก แถมตัวปั๊มน้ำที่ใช้ไฟฟ้ายังมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบขนาดแรงม้าหรือกำลังเครื่องเท่ากัน และการซ่อมบำรุงก็เรียบง่ายกว่ามากเพราะเป็นเรื่องของขดลวดทองแดงที่พันกันเป็นรอบๆ แต่เครื่องยนต์นี่สิ อาการล้านแปดอย่าง -__-!!! และหากจะแยกย่อยไปอีกทีสำหรับปั๊มน้ำแบบใช้ไฟฟ้านั้นก็จะแตกแขนงได้ เช่น ปั๊มน้ำแบบชัก ปั๊มน้ำแบบหอยโข่ง ปั๊มน้ำแบบจุ่ม (Submersible Pump) ซึ่งลักษณะการใช้งานก็แตกต่างกันออกไปเพราะปั๊มน้ำแต่ละแบบมีลักษณะเด่นหรือข้อดีที่แตกต่างกัน

แต่วันนี้มาว่ากันด้วยเรื่องของปั๊มน้ำแบบหอยโข่งเพราะว่ามีคนส่งมาให้ทดสอบใช้งานดู ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วก็ชอบปั๊มน้ำแบบหอยโข่งเป็นที่สุดเพราะแรงดันและอัตราการไหลของน้ำดีแถมซ่อมบำรุงง่าย โดยหัวข้อเรื่องปั๊มน้ำประเภทอื่นๆ ก็ขอยกไปตอนต่อไปในเรื่องของการเลือกใช้ปั๊มให้ถูกประเภทของการใช้งานทางการเกษตร

IMG_2554

ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 1 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 200 – 300 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 2 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 500 – 600 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 1,000 – 1,100 ลิตรต่อนาที

ปั๊มที่ใช้ทดสอบวันนี้เป็นปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าโดยใช้ท่อส่งน้ำขนาด 3 นิ้ว ส่วนแรงดันน้ำก็ประมาณ 1,100 ลิตรต่อนาที



เพื่อนๆ ท่าหนึ่งถามผู้เขียนว่าผู้เขียนมีวิธีการหาตลาดสำหรับขายผักอย่างไรบ้าง? หุหุหุ
ผู้เขียนเลยตอบได้อย่างเดียวว่าใจกล้าหน้าด้านเข้าไว้เดี๋ยวเจอเอง นี่เป็นปัญหาหนึ่งของชาวสวนที่ปลูกแล้วไม่รู้จะไปขายให้ใครซึ่งผู้เขียนก็อยากให้เพื่อนๆ มองสิ่งใกล้ตัวไว้ก่อนซึ่งบางครั้งบางทีอาจจะจุกจิกไปบ้างแต่งแต่ผลที่ตามมาก็คุ้มค่า

ขึ้นชื่อว่าการตลาดหรือการค้าขายก็ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนอยู่แล้วหละจะมัวอายไม่กล้าก็คงจะไม่ได้ผลเพราะโลกปัจจุบันนี้มีการแข่งขันที่สูงเผลออายไปก็อาจจะเสียโอกาสได้ง่ายๆ ผู้เขียนแบ่งตลาดไว้หลายระดับด้วยกันครับ เพราะต้องการศึกษาตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

เริ่มจากตลาดใกล้ตัวก่อนก็แล้วกัน
1. ตลาดใกล้บ้านก็ร้านค้าในหมู่บ้าน ฝากเขาขายไปเถอะเขาชอบอยู่แล้วหละเพราะไม่ต้องรับผิดชอบแค่กินกำไรส่วนต่าง เช่นว่าเราให้ราคาที่มัดละ 5 บาทเดี๋ยวเขาไปบวกเพิ่มเองแหละบางอย่างได้มากกว่าคนปลูกด้วยซ้ำไปมั้ง!!! อาศัยขยันมัดเป็นกำๆ ชุดๆ หน่อยแล้วฝากวางขายตกเย็นไปเก็บเงินหากผักเหลือก็พากลับบ้าน หุหุหุ อาจจะขายได้ไม่มากแต่ก็ควรจะรักษาตลาดเอาไว้เพราะขืนปล่อยว่างไว้แล้ววันหนึ่งมีผักจากสวนอื่นมาวางแทนแล้วจะช้ำใจ

2. ตลาดนัดอาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้งก็ว่ากันไป งานนี้ต้องกล้าคุยกล้าทักทายชนิดที่เรียกว่าน้องๆ หาเสียงเลยละกันทักไปเถอะเดี๋ยวดีเอง แม่ค้าอันนี้เท่าไหร่? ขายดีไหม? ซื้อมาจากไหน? แพงจังผมก็ปลูกลองไปดูที่สวนไหม? แนะเห็นไหมเสร็จเราแล้ว หุ หุ หุ การเดินตลาดนัดบ่อยๆ เป็นการสำรวจตลาดอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจเพราะจะเห็นได้ว่าพืชผักสวนครัวชนิดไหนขายดีบ้าง หรือถ้ามีเวลาก็วางขายเองซะเลยซึ่งก็ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง

3. แม่ค้าซื้อเหมาเจ้าประจำ แม่ค้าส่วนใหญ่จะชอบไปถึงหน้าสวนเพราะต้องการเห็นกำลังผลิต (พูดซะหรูเลย -__-!!!) และหากเป็นแม่ค้าจากหมู่บ้านอื่นหรือขาจรส่วนใหญ่จะรู้ข่าวจากร้านค้าในหมู่บ้านนั่นแหละซึ่งการวางผักหรือผลผลิตทางการเกษตรของเราไว้ที่ร้านค้าบางทีก็มีประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์เช่นกัน

แค่ตลาดใกล้ตัวผักของผู้เขียนก็ไม่พอขายแล้วหละ

4. สำรวจแม่ค้าตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง สองตลาดนี้ได้ชื่อว่าเป็นตลาดสินค้าทางการเกษตรที่ใหญ่มาก หากเพื่อนๆ มีผลผลิตที่มากพอจะใส่รถแล้ววิ่งเข้าตลาดก็เห็นสมควรจะศึกษาไว้แต่เนิ่น เพราะถึงแม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะอาจจะถูกกดราคาจากคนตัดผักหรือพ่อค้าคนกลางที่วิ่งอยู่ในตลาดได้เช่นกัน โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่เคยขายในตลาดแต่ผู้เขียนไปตลาดไทและตลาดสี่มุมเมืองเพื่อไปหาดูแม่ค้าที่มาซื้อผักแล้วก็ติดต่อเขาโดยตรงจะทำให้ไม่เสียค่าแพงผักหรือค่าจอดรถให้ช้ำใจ

5. ขายตรงให้กับผู้บริโภค อย่างที่ทราบกันดี (รึเปล่า ไม่แน่ใจ -__-!!!) ว่าผู้เขียนเป็นมนุษย์เงินเดือนใช้ชีวิตที่น่าเบื่ออยู่ในเมืองหลวงและต้องเทียวไปเทียวมาทุกวันอาทิตย์เลยหยิบผักติดไม้ติดมือมาขายให้แม่ค้าอาหารตามสั่งหน้าปากซอยทุกอาทิตย์ให้มันพอค่าน้ำมันไปกลับ

เห็นไหมหละ!!! ว่าตลาดขายสินค้ามีอยู่ทุกที่ขึ้นอยู่กับเราว่าจะมองเห็นหรือเปล่า วิธีของผู้เขียนยังนับว่าเรียบง่ายเพราะเพื่อนเกษตรบางท่านมีวิธีการตลาดที่น่าสนใจกว่านี้เยอะ ท่านผู้อ่านเคยได้ยินบริการส่งผักตามบ้านที่สั่งด้วยการโทรบอกแล้วก็มาส่งถึงบ้าน ง่าย สะดวกสบาย นั่นหละครับที่ผู้บริโภคมองหาเพราะค่าน้ำมันไปซื้อผักแพงกว่าผักด้วยซ้ำไป คิดให้นอกกรอบครับแล้วจะเห็นช่องทางการตลาดอีกเยอะ นี่ยังไม่นับรวมถึงการวิ่งเข้าหาโรงงานที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งหากเพื่อนๆ มีกำลังผลิตที่มากก็น่าสนใจเลยทีเดียวกับการติดต่อกับโรงงาน

IMG_3306



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งอยากจะให้ผู้เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวด้านการเกษตรของประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรในประเทศไทย

ผู้เขียนเองก็ไม่มีความรู้อะไรมากมายก็พอจะรับใช้ท่านผู้อ่านได้เท่าที่เห็น

ปัจจุบันเพื่อนบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเคลื่อนไหวเป็นอย่างมากในด้านการเกษตร ส่วนเหตุผลนั้นมาจากทั้งการส่งเสริมภายในและความต้องการภายนอก และที่สำคัญคือการเมืองในประเทศเหล่านี้ทั้ง พม่า ลาว กัมพูชาและมาเลเซีย ในประเทศพม่าและลาวนั้นมีพรมแดนติดกับจีนและเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนานทำให้จีนสามารถที่จะเข้าไปลงทุนในด้านการเกษตรได้ง่าย จริงๆแล้วก็ไม่ใช่แค่ด้านเกษตรอย่างเดียวทั้งด้านอุตสาหกรรมและการขนส่งก็ใช่แต่วันนี้ก็คงจะมาพูดกันถึงด้านการเกษตร ลาวและพม่าเปิดป่าอย่างมโหฬารทางด้านเหนือเพื่อใช้ในการเพาะปลูกและกิจกรรมด้านการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพาราที่มีตลาดใหญ่อย่างจีนคอยอ้าแขนรับอยู่แล้ว โดยแลกกับการเข้าไปลงทุนด้านการค้าปลีกในลาวด้านเหนือ เป็นธรรมดาของป่าเปิดใหม่ที่คุณภาพของดินและความสมบูรณ์ยังมีอยู่สูงทำให้พืชผลทางการเกษตรสามารถเจริญเติบโตได้โดยที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยอะไรมากนักจึงทำให้ต้นทุนถูกไปโดยปริยาย

ส่วนประเทศกัมพูชานั้นแม้ว่าจะมีองค์ความรู้ด้านการเกษตรหรือเทคโนโลยีสู้ไทยเราไม่ได้แต่ได้ผู้ลงทุนใหญ่อย่างสิงค์โปร์ที่เข้าไปเช่าพื้นที่แปลงใหญ่สำหรับกิจกรรมด้านการเกษตร และได้ข่าวแว่วๆ ว่าพืชพันธุ์ต่างๆ ที่ใช้เป็นต้นพันธุ์ก็ขนไปจากบ้านเรานี่แหละ ข่าวกระซิบจากคนในวงการมะพร้าวเขาบอกมา ปลูกเสร็จแปรรูปเสร็จส่งไปขายได้ทั่วโลกเพลอๆ จะทะลักเข้าไทยในสัญชาติสิงค์โปร์ ไง แสบไส้ไหมหละ-__-!!!

เวียดนามนั้นอย่างที่รู้ๆ กันดีว่าหลังจากเสร็จสิ้นสงครามก็พัฒนาประเทศเป็นการใหญ่ทั้งด้านอุตสาหกรรมและด้านการเกษตร บริษัทอุตสาหกรรมใหญ่ๆ หลายแห่งเริ่มทยอยหนีจากจีนลงมาเวียดนามเพราะความกดดันทางกฎการค้าและค่าได้โต๊ะมากขึ้นทุกทีๆ ส่วนด้านการเกษตรนั้นเวียดนามทีลักษณะการปกครองแบบกึ่งสังคมนิยมที่รัฐสามารถจะบริหารจัดการได้อย่างอิสระไม่ว่าจะเป็นการถางป่าเปิดป่าเพื่อใช้ในการเกษตร โดยปกติเวียดนามมีทรัพยากรทางทะเลเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงง่ายต่อการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนและต่อยอดพัฒนาสินค้าเกษตรอื่นๆ

มาเลเซียนั้นก็คงไม่ต้องพูดถึงอีกเช่นกันแต่ก็อยากจะเล่าข่าวจากเพื่อนชาวเกษตรที่ไปทำการเกษตรอยู่ที่มาเลเซียว่าทางรัฐบาลมาเลเซียมีกฏอยู่ว่าหากใครต้องการทำงานเกษตรแล้วไม่มีน้ำหรือระบบชลประทานถึงหน้าไร่ให้ไปฟ้องร้องได้ที่กระทรวงเกษตร…….เป็นไงหละ -__-!!!
ส่วนไทย…….ยังต้องให้พูดอีกเหรอว่าเป็นยังไง เอาเป็นว่าเห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน แต่ก็ยังพอมีหวังอยู่บ้างที่จะพึ่งพิงฝ่ายเอกชนในประเทศเพราะข้อดีของการไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐฯ ทำให้ภาคเอกชนของไทยเรานั้นยืนได้ด้วยตัวเอง ฟังดูเหมือนจะดีนะ -__-!!!

แล้วมีผลกระทบกับการเกษตรไทยยังไงเหรอ? แล้วคิดยังไงกับโรงงานน้ำตาลในไทยหนีไปตั้งโรงงานน้ำตาลที่ลาว การที่นำเข้ามันสัมปะหลังจากกัมพูชา การนำเข้ากาแฟและกล้วยน้ำว้าจากลาว การนำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลเซีย การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การขอสัมปทานการประมงที่พม่าหละ -__-!!! เหตุการพวกนี้ทำให้ราคาสินค้าหรือพืชผลทางการเกษตรภายในประเทศตกต่ำไหมหละ?
IMG_3303



เจอคำถามนี้เข้าไปไม่ตอบก็ไม่ได้ เดี๋ยวเย็นนี้ทานข้าวไม่อร่อย คาใจอยู่นั้นแหละ เดี๋ยวนี้เป็นโรคแปลก!!! ไม่ได้จับคีบอร์ดแล้วใจสั่นหวิวๆ มือไม้สั่น เวียนหัวง่ายคล้ายจะเป็นลม ไม่แน่ใจว่าโรคนี้เรียกอินเตอร์เนตลิซซึ่มรึเปล่า -__-!! ขืนเป็นหละซวยเลยเพราะต้องหอบสังขาลไปเลิกที่ถ้ำกระบอกให้อาเจียนออกมาเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์

อ่ะ เข้าเรื่องกันดีกว่าออกทะเลไปไกลแระ -__-!!!

การพัฒนาที่ดินในปัจจุบันมีลักษณะหลากหลายขึ้นและไม่ได้จำกัดอยู่แค่วงการก่อสร้าง เช่นการสร้างบ้านเดี่ยว คอนโดมีเนี่ยม ทาวน์เฮ้าส์ต่างๆ ที่มีการแข่งขันกันสูงหรือกำจัดอยู่แค่วงการท่องเที่ยว เช่น รีสอร์ท สถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ แต่ปัจจุบันการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรก็น่าจับตามองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับยุคปัจจุบันที่ชีวิตมีความกดดันมากขึ้นกว่าเดิม เลยทำให้กลุ่มคนชั้นกลางหรือวัยทำงานชอบที่จะแสวงหาเวลาไปอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น และก็พัฒนาไปถึงขั้นทำไร่ทำสวนในวันหยุดหรือเสาร์อาทิตย์จนเป็นชิ้นเป็นอันกันไปหลายแปลง ปฏิกิริยาเหล่านี้เป็นผลต่อเนื่องจากชีวิตในรูปแบบทุนนิยมที่ทุกอย่างวัดกันเป็นตัวเลขและชีวิตที่เร่งรีบจนไม่มีเวลาใส่ใจตัวเองทำให้เกิดความเครียดขึ้นอย่างมาก

ณ ปัจจุบันบลอคบทความของผู้เขียนมีผู้มาเยี่ยมชมกว่า 2,000 คนในแต่ละวัน และมีหลายท่านฝากทิ้งคำถามไว้ ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่ากว่าร้อยละ 40 ของคำถามที่ผู้เขียนได้รับแต่ละวันนั้นเป็นคำถามคล้ายๆ กันคือ “หาที่ดินเปล่าเพื่อการเกษตรที่ไหนดี?” หรือ “อยากได้ที่ดินไว้ทำการเกษตร” ผู้อ่านผู้มีอุปการคุณของผู้เขียนเป็นชนชั้นกลางวัยทำงานอายุ 30 – 40 (รู้!! ว่าหลายท่านไม่อยากให้พูดถึงเรื่องอายุ มันแทงใจดำ -__-!!!) ที่มีความชื่นชอบด้านการเกษตรและชีวิตแบบพอเพียง และในขณะเดียวกันก็มีความพร้อมทั้งประสบการณ์และกำลังซื้อแต่ขาดอยู่อย่างเดียวคือช่องทางในการเข้าถึงที่ดินดีๆ มีคุณภาพสำหรับกิจกรรมทางการเกษตร

และคงจะดีไม่น้อยหากมีบริษัทหรือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เข้ามาพัฒนารูปแบบที่ดินเพื่อการเกษตรโดยซื้อแปลงใหญ่แล้วแบ่งขายเป็นแปลงย่อยเหมือนหมู่บ้านชาวเกษตรที่มีสาธาณูปโภคครบครันพร้อมทั้งน้ำไฟและความปลอดภัยในทรัพย์สิน เชื่อแน่ว่าการพัฒนาที่ดินรูปแบบนี้จะได้รับความนิยมในอนาคตเพราะวัยทำงานหลายท่านเบื่อสภาพสังคมปัจจุบันในเมืองใหญ่กันเต็มทน เบื่อการเมืองด้วย หุหุหุ -__-!!!
Picture-267



อยู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นตอนบ่ายวันนี้ (ในขณะที่ผู้เขียนกำลังง่วงนอนกับงานประจำอันแสนน่าเบื่อ) พอรับก็ปรากฏว่าเป็นเสียงของน้าหมานผู้ช่วยงานที่สวน โทรมารายงานสถานการณ์ข่าวร้อนว่าแม่ค้าเจ้าประจำที่มารับผัก 2 รายทะเลาะกันแย่งชะอมกันที่สวน น่านนนนน  ให้มันได้อย่างนี้สิ สงสัยต้องให้รัฐบาลเปิดรับจำนำชะอมซะแล้ว หรือจะประกันราคาดี หรือเอะ เราจะตั้งเป็นระบบประมูลดี หุหุหุ คิดไปโน้นเลย

จากการพูดคุยกัน 2 ฝ่ายครึ่ง (เพราะอีกครึ่งฝ่ายเป็นเสียงโวยวาย) ก็ถึงได้รู้ว่าช่วงนี้ชะอมกำลังขาดตลาดและความต้องการของผู้บริโภคก็มีเยอะ ราคาขายขึ้นสูงแต่จำนวนชะอมที่ออกจากสวนกลับมีน้อยลงเพราะเป็นช่วงฤดูที่ชะอมแบบตอนกิ่งจะให้ยอดน้อยและพักต้นเพื่อสะสมอาหาร ทำให้แม่ค้าที่รับผักจากหน้าสวนเข้าตลาดวิ่งเข้าหาสวนผักกันให้วุ่นเพราะหากหาเข้าตลาดได้ก็หมายถึงกำไรอีกเท่าตัวจากปกติ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาทะเลาะกันเพียงแต่ว่าที่สวนจะไม่ขึ้นราคาแบบฉวยโอกาสครับและจะขายราคาเท่าเดิมเรื่อยๆ ขายกันแบบพี่ๆ น้องๆ เลยทำให้แม่ค้ารับส่งผักแวะไปเยี่ยมเยียนกันบ่อยๆ จนสนิมสนมกัน (แต่ก็ยังทะเลาะกันเอง)

สงสัย งานนี้คงต้องเพิ่มกำลังผลิต เอ้ย เพิ่มแปลงปลูกซะแล้ว

ชะอมนั้นปลูกง่าย โตไว ทนทานต่อโรคและทนทานต่อแล้งและถ้าเป็นชะอมที่มาจากการเพาะเมล็ดด้วยแล้วก็จะหายห่วงเรื่องผลผลิตในหน้าแล้งครับเพราะยังแตกยอดให้ช่อเป็นปกติสุข ปัจจุบันก็มีชาวสวนหลายท่านเลิกปลูกข้าวหันมาปลูกชะอมแทนเพราะรายได้ดีกว่าทำนา แถมยังใช้พื้นที่น้อยกว่าและการจัดการก็น้อยกว่าเช่นกัน โดยปลูกระยะห่างกัน 50ซม. (1 ไร่ปลูกได้ประมาณ 3,200 ต้น) ครับ ตัดยอดกันเมื่อยหลังเลยครับงานนี้เพราะปลูกเล่นๆ ไว้ 2 ไร่ โดยรายได้จากชะอมอย่างเดียวก็พอค่าขนมไปวันๆ ครับกับเงิน 300 – 400 บาทต่อวันที่เหลือหลังจากแบ่งให้คนช่วยเก็บไปแล้ว (ไม่เลวเลยใช่ไหมครับสำหรับการอยู่เฉยๆ แล้วไปเก็บเงินวันอาทิตย์) และที่สำคัญคือที่สวนแทบจะไม่ได้ยุ่งกับปุ๋ยเคมีเลยครับได้แต่ใช้ปุ๋ยหมักกับปุ๋ยคอกอย่างเดียวและก็ดูเหมือนว่าเจ้าชะอมจะชอบแบบนั้นซะด้วยสิ เรื่องยาฆ่าแมลงนั้นเป็นศูนย์ อันนี้รับร้องได้ครับว่าชะอมพื้นเมืองของเราทนทานโรคจริงๆ เพราะขนาดที่สวนนั้นจัดได้ว่าแมลงและโรคชุกชุม (เพราะแมลงจะหนีจากแปลงข้างๆที่พ่นยามารวมอยู่ที่สวนกันหมด เรียกได้ว่าโดยไม่ได้นัดหมายเลยทีเดียว) แต่ก็ยังไม่สะทกสะท้านชะอมเลยครับ แมลงแทบจะไม่กินโรคแทบจะไม่มีทำเอาคนขายปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงร้องไห้ออกจากสวนไปหลายรายแล้วครับ

บางทีบางครั้งละสายตาจากพืชเศรษฐกิจอย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟมาดูพืชผักสวนครัวใกล้ๆ ตัวบ้างก็ดีไม่น้อยและเราจะรู้ว่าการเกษตรยังทำอะไรได้อีกเยอะครับ และตลาดใกล้ตัวยังมีศักยะภาพอีกมากครับกับพืชผักสวนครัวที่มีการบริโภคทุกวันและไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับราคาอันผันผวนที่อ้างอิงกับตลาดโลก

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน