Posts Tagged ‘ความชื้น’



การใช้พืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสดนั้นนับว่าเป็นที่นิยมในปัจจุบันเพราะรากพืชตระกูลถั่วนั้นมีปมรากที่เป็นแหล่งอาศัยของแบคทีเรีย Rhizobium spp. ที่ช่วยตรึงไนโตรเจนมาเก็บไว้ในพืชและดินบริเวณรอบๆ รัศมีรากได้ทำให้ดินสามารถฟื้นคุณภาพและปรับโครงสร้างขึ้นมาใหม่ได้ส่งผลให้คุณภาพของดินกลับคืนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างหนักมาเป็นระยะเวลานานทำให้ดินเกิดการเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว

1. การเลือกพื้นที่ ควรเลือกดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และควรปลูกพืชตระกูลถั่วสำหรับขยายพันธุ์หลังจากไถเตรียมดินแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ในชณะที่ดินยังมีความชื้นอยู่ โดยต้องคำนวณให้ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอยู่ในช่วงต้นฤดูแล้ง

2. อัตราเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดที่ใช้ เมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ปลูกควรมีความงอกตั้งแต่ 80% ขึ้นไป เมล็ดโสนอัฟริกันจะต้องแช่น้ำ 1 คืนก่อนนำไปปลูก โดยนิยมปลูกเป็นแถวหรือหยอดเป็นหลุม เพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว
ชนิดพืช ระยะห่างระหว่างต้น (ซม.) ระยะห่างระหว่างแถว (ซม.) จำนวนที่ใช้ต่อไร่
ปอเทือง – 50, 100, 3
โสนอัฟริกัน – 50, 100, 3
ถั่วพร้า – 50, 75, 5 – 6
ถั่วพุ่ม – 30, 50, 4 – 5
ถั่วมะแฮะ – 50, 100, 4 – 5

3. การดูแลรักษา
ควรพรวนดินกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟสอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ในขั้นตอนเตรียมดิน และหากต้องการเร่งผลผลิตก็สามารถใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อพืชปุ๋ยสดอายุได้ 30 วัน และควรฉีดพ่อนยาปราบศัตรูพืช เมื่อมีการระบาดของหนอนและแมลงกัดกินใบยอดอ่อนโดยใช้อะโซดรินหรือแลนเนทฉีดพ่นทุกๆ 2 สัปดาห์ ในกรณีที่เกิดการระบาดของโรคให้หลีกเลี่ยงการปลูกซ้ำที่เดิมติดต่อกัน

001

*** ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***

4. การเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ พืชปุ๋ยสดจะมีอายุการเก็บเกี่ยวแตกต่างกัน ดังนี้คือ
ชนิดพืช อายุการเก็บเกี่ยว (วัน) ผลผลิต (กก. ต่อไร่) วิธีการเก็บเกี่ยว
ปอเทือง 120 – 150 วัน 80 – 150 กิโลกรัม เก็บทั้งกิ่งและต้น
โสนอัฟริกัน 120 – 150 วัน 120 – 150 กิโลกรัม เลือกเก็บเฉพาะฝักแก่
ถั่วพร้า 120 – 150 วัน 200 – 250 กิโลกรัม เลือกเก็บเฉพาะฝักแก่
ถั่วพุ่ม 65 – 90 วัน 80 – 120 กิโลกรัม เลือกเก็บเฉพาะฝักแก่
ถั่วมะแฮะ 180 – 270 วัน 300 – 400 กิโลกรัม เลือกเก็บเฉพาะฝักแก่

5. การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด
ก่อนเก็บเมล็ดพันธุ์ควรคลุกเมล็ดพันธุ์กับยาเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ไทแลมและแคปแตนในอัตร 2 กิโลกรัมต่อเมล็ด 1,000 กิโลกรัม เสร็จแล้วบรรจุเมล็ดในกระสอบแล้วนำไปวางบนพื้นไม้ยกสูงจากพื้นประมาณ 15 ซม. ในโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ที่มีการระบายอากาศดี

*** ขอขอบคุณศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินจ้าของบทความและความรู้ เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเผยแพร่ให้ได้รับความรู้ทั่วกัน หากไม่เหมาะสมประการใดสามารถแจ้งลบได้ครับและขอรับรองว่าบทความนี้ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงการค้าแต่อย่างใด ***



น้ำเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับการเกษตรเลยก็ว่าได้ ซึ่งโดยปกติแล้วพืชดูดซึมน้ำด้วยรากฝอยหรือบางชนิดก็สามารถดูดซับน้ำทางปากใบได้ (ใต้ใบ) แต่ส่วนใหญ่ก็ดูดซับทางรากเป็นหลัก พืชจะเจริญเติบโตได้นั้นก็ด้วยระบบรากพืชที่ดีมีประสิทธิภาพเพราะเป็นตัวดูดซับอาหารและน้ำขึ้นไปเลี้ยงลำต้น และการที่รากจะเจริญเติบโตหรือแผ่ขยายไปได้นั้นก็ต้องอาศัยน้ำในดินหรือความชื้นเพราะรากพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการความชื้นทั้งความชื้นจากรากเองและความชื้นในดิน หากเป็นพืชต้นเล็กนั้นการให้น้ำแบบน้ำหยดก็เหมาะสมแต่หากเป็นพืชที่มีรากแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างการให้น้ำก็คงต้องขยายออกไปตามรัศมีรากเพื่อให้รากสามารถดูดซับน้ำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ระบบน้ำหยดสำหรับการเกษตรเป็นระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งเพราะประหยัดน้ำเหมาะสำหรับพืชที่มีขนาดเล็กหรือรัศมีรากไม่กว้างมาก หรือเกษตรกรบางรายใช้ระบบน้ำหยดหลายจุดสำหรับพืชที่มีลำต้นใหญ่ซึ่งก็แล้วแต่การประยุกต์ใช้งาน ข้อเสียของการให้น้ำระบบหยดก็คือการมีระบบกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพหรือไม่แล้วระบบน้ำหยดก็จะติดขัดได้หากมีเศษตะกอนไปอุดตัน

Water Filter

*** ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***Water Dripping

*** ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***

การใช้ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์หรือมินิสปริงเกอร์เป็นระบบที่นิยมมากสำหรับพืชที่มีรัศมีรากกว้างหรือพืชขนาดเล็กที่มีระยะชิดทำให้การกระจายน้ำเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งสำหรับรากพืชและเพิ่มความชื้นในดิน ส่วนข้อเสียนั้นก็คงเป็นเรื่องของแรงดันน้ำที่ต้องใช้ปั๊มน้ำในการทำงานเพราะสปริงเกอร์แต่ละตัวนั้นใช้แรงดันน้ำค่อนข้างมากในการทำงานPicture 300

*** ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ ***

การให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นต้องคำนึงถึงลักษณะของต้นพืชเป็นหลัก เพราะหากให้น้ำพืชจำนวนเท่ากันแต่เทลงจุดเดียวเหมือนการทำงานของระบบน้ำหยดแล้วก็คงไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าไหร่นักเพราะถึงแม้ว่าพืชจะได้น้ำในปริมาณที่เพียงพอแต่การดูดซึมไปใช้งานอาจจะไม่ดีเท่ากับการกระจายอย่างทั่วถึง และหากดินไม่มีความชื้นที่เพียงพอรากก็ไม่สามารถแผ่ขยายออกไปได้เช่นกันทำให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่มีเท่าที่ควร



ว่ากันว่าหญ้าแฝกแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือหญ้าแฝกหอมและหญ้าแฝกลุ่ม โดยจำแนกย่อยออกเป็นสายพันธุ์ต่างๆ ได้ดังนี้
1. กลุ่มหญ้าแฝกหอม เช่น กำแพงเพชร 2 , เชียงราย , สงขลา 1 , สงขลา 2 , สงขลา 3 , สุราษฎร์ธานี , ตรัง 1 , ตรัง 2 , ศรีรังกา , เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน (รวม 11 พันธุ์) หญ้าแฝกที่พบในจังหวัดเหล่านี้ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มแฝกหอม โดยมีลักษณะเด่นคือกอจะมีลักษณะเป็นพุ่ม ใบยาวตั้งตรงขึ้นสูงประมาณ 150-200 ซม.และมีการแตกแขนงตามสำต้น ใบยาว 45-100 ซม.ขนาดความกว้าง 0.6-1.2 ซม.มีสีเขียวเข้ม หลังใบโค้งและเนื้อใบเนียน มีไขเคลือบมาก ส่วนรากนั้นจะมีกลิ่นหอมเย็นและสามารถหยั่งลึกลงไปในดินได้ 100-300 ซม.

Picture 044

2. กลุ่มหญ้าแฝกลุ่ม เช่น สายพันธุ์อุดรธานี 1 , อุดรธานี 2 , นครพนม 1 , นครพนม 2, ร้อยเอ็ด , ชัยภูมิ , เลย , สระบุรี 1 , สระบุรี 2 , ห้วยขาแข้ง , กาญจนบุรี , นครสวรรค์ , ราชบุรี , ประจวบคีรีขันธ์ ,จันทบุรี , พิษณุโลกและกำแพงเพชร หญ้าแฝกที่พบในจังหวัดเหล่านี้จะจัดอยู่ในกลุ่มหญ้าแฝกลุ่มซึ่งมีลักษณะเล็กกว่าหญ้าแฝกหอมคือลักษณะกอเป็นพุ่ม ใบยาวปลายจะโค้งลงคล้ายกอตะไคร้มีความสูงโดยประมาณ 100-150 ซม แต่จะไม่พบการแตกแขนงตามลำต้น ส่วนใบมีความยาว 35-80 ซม.และกว้าง 0.4-0.8 ซม.มีสีขาวซีด หลังใบพับเป็นสันแข็งสามเหลี่ยมและเนื้อใบหยาบ มีไขเคลือบน้อยส่วนรากนั้นก็มีความตื้นกว่าหญ้าแฝกหอมคือหยั่งลึกลงดินประมาณ 80 – 100 ซม.และความต่างอีกข้อคือไม่มีกลิ่นหอม

Picture 038

หญ้าแฝกนั้นควรปลูกในหน้าฝนเพราะถึงแม้ว่าหญ้าแฝกจะทนทานขนาดไหนน้ำท้วมงอกใหม่ ไฟไหม้ถ้ายังเหลือตอก็ยังงอกมาได้แต่เวลาปลูกลงดินก็ต้องการความชื้นเป็นปกติวิสัยของพืช ส่วนประโยชน์ของหญ้าแฝกนั้นก็มีหลากหลายขึ้นอยู่กับการนำไปประยุกต์ใช้งาน บ้างก็ปลูกกันดินทลาย บ้างก็ปลูกเพื่อให้รากเจาะทะลุชั้นดินดาน และบ้างก็ปลูกรอบต้นไม้ยืนต้นเพื่อรักษาความชื้นในดินเพราะรากหญ้าแฝกจะหยั่งลึกลงดินไม่แผ่ขยายออกด้านข้างจึงไม่รบกวนพืชยืนต้นนัก ส่วนผู้เขียนนั้นก็ปลูกหญ้าแฝกเพื่อกันดินทลายลงสระน้ำก็นับว่าได้ผลดีเพราะรากหยั่งลึกลงดินสานกันเป็นแพทำให้ชลอการพังทลายของดินเวลาฝนตก
และสำหรับคำถามจากเพื่อนๆ ชาวเกษตรที่ว่า “ปลูกหญ้าแฝกพันธุ์ไหนดีสุด” นั้นผู้เขียนก็อยากจะตอบว่าดีทุกพันธุ์ครับสิ่งที่อยู่ใกล้มือไม่ต้องซื้อต้องหา หรือสั่งมาจากแดนไกลถือเป็นสิ่งที่ควรเลือกใช้งานที่สุดและสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการนำไปประยุกต์ใช้งานครับ ^_^

Picture 037



สภาพดินลูกรังปลูกพืชอะไรถึงจะดี

ขอบคุณเพื่อนๆ ชาวเกษตรอีกครั้งครับที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบลอคบ้านๆ ของผู้เขียนที่หาสาระอะไรก็ไม่ค่อยจะมี

วันนี้ก็มีเพื่อนชาวเกษตรมาฝากคำถามไว้ให้ผู้เขียนรับใช้อีกเช่นเคย

สภาพดินเป็นลูกรัง ดิน ดินกรวด แข็งๆ หรือหินจะสามารถปลูกอะไรได้บ้าง?
แล้วทำอย่างไรถึงจะปรับปรุงดินแบบลูกรังให้ดีขึ้นได้?

ก็อยากจะขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าผู้เขียนไม่ได้เรียนเกษตรมาไม่ได้จบการศึกษาที่สูงนัก (จะว่าไม่สูงก็ไม่เชิงนะเพราะโรงเรียนผู้เขียนอยู่บนยอดดอย (-_-!!!)) ถ้าจะให้ตอบคำถามเป็นวิชาการนั้นคงจะไม่มีศักยภาพเพียงพอ แต่ถ้าให้โม้ไปเรื่อยๆ ตามแต่ประสบการณ์ที่มีจะพาไปก็พอไหว อิอิอิ

เรื่องดินลูกรังหรือดินกรวดนั้นผู้อ่านก็เคยประสบมาอยู่บ้างเลยพอจะเข้าใจปัญหา เพราะผู้เขียนก็มีที่ดินแบบลูกรังอยู่แปลงหนึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ร้อนที่สุดและแล้งที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี (แปลงที่ผู้อ่านเห็นในรูปนั่นแหละ) ดินไม่ค่อยจะอุ้มน้ำ หน้าแล้งแล้งได้ใจ หน้าหนาวก็หนาวเหน็บ เหยียบไปก็เจอหินบาดเท้าอีกวิบากกรรมดีแท้ หน้าฝนน้ำท้วมเพราะส่วนผสมของหลักดินลูกรังคือหินกับดินเหนียว
ไปร้องขอรถไถมาช่วยก็ส่ายหน้าไปตามๆกัน ขนาดเกาะแข้งเกาะขาบีบน้ำตาขอร้องแบบหนังไทยก็ยังไม่ได้ผลเพราะผานพรวนดินจะบิ่นหมด ไม่คุ้มค่าไถ

จนสุดท้ายต้องแก้ปัญหาตามมีตามเกิด

IMG_1403

Road001

โดยผู้เขียนก็แบ่งระดับการแก้ปัญหาเป็น 3 ระยะ จะเรียกว่าแก้ปัญหาก็ไม่ถูกนักน่าจะเรียกว่าการปรับตัวใช้ดินลูกรังให้เกิดประโยชน์คงจะถูกต้องกว่า เพราะปัญหาคือดินเราเลยแก้ปัญหาไม่ได้ ได้แต่ปรับตัวตามสภาพดิน ถึงจะบอกว่าอิสราเอลปลูกพืชกลางทะเลทรายได้ก็เถอะแต่ก็ต้องใช้การลงทุนที่มหาศาล ทั้งขนดิน ทั้งขุดน้ำ แล้วชาวบ้านตาดำๆ บ้านเรา ไม่มีเงินทุน ไม่มีเทคโนโลยีขนาดนั้นจะทำยังไงดีหละ

1. การจัดการระยะสั้น (1 – 2 เดือน) ดินเสียนักใช่ไหม? ก็ไม่ต้องพึ่งมันเลย ก่อกำแพงดินเล็กๆ ขึ้นมาแล้วก็หาปุ๋ยคอกมาใส่แล้วก็ปลูกผักมันบนปุ๋ยคอกนั้นแหละ งามดีเหมือนกัน

2. การจัดการระยะกลาง (7 – 9 เดือน) ผู้เขียนปลูกกล้วยเพื่ออาศัยรากกล้วยกอกล้วยในการเก็บความชื้นไว้ในดิน ยอมรับเลยว่าระยะแรกใช้ปุ๋ยคอกกับเศษวัชพืชเยอะมากเพื่อให้ต้นกล้วยเหล่านี้โตพอที่จะต้านทานความแห้งแล้ง พอกล้วยรอดแล้วดินเริ่มมีความชื้นก็ดูเหมือนว่าจะมีความหวังขึ้นอีกหน่อย หญ้าแฝกก็พอเริ่มจะปลูกได้รอบๆ ต้นกล้วย กลายเป็นพุ่มเหมือนโอเอซิสกลางผืนดินลูกรังนั่นแหละ ส่วนการปลูกแฝกตั้งแต่ทีแรกนั้นดูจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะปลูก 100 ต้นแต่รอดแค่ 2 ต้น (-_-!!!) ต้นแฝกเองก็ใช้ความชื้นพอสมควรเพื่อให้รากงอก นี่ขนาดอนุบาลในถุงดำก่อนลงดินแล้วนะ ไม่รู้สิ!!! ท่านอื่นปลูกอาจจะได้ผลดีกว่านี้

3. การจัดการระยะยาว (12 เดือนขึ้นไป) จริงๆ ต้องเรียกว่าปัญหาระยะไกลถึงจะถูกเพราะต้องหิ้วต้นยูคาฯ ไปปลูกท้ายไร่ไกลมาก แค่หิ้วต้นยูคาลิปตัสก็ลิ้นห้อยแล้วเจอดินชนิดจอบสับเข้าไปแล้วจอบกระเด็นอีก แต่ก็ต้องปลูกทำยังไงได้ ถึงหล่ายๆ ท่านจะบอกว่ายูคาฯปลูกแล้วทำลายหน้าดิน แล้วดินลูกรังจะมีอะไรให้มันทำลายอีก ยูคาฯ เป็นไม้โตเร็วที่ระบบรากแข็งแรงมากและทนต่อสภาพอากาศเกือบทุกแบบ ใบยูคาร่วงเยอะมากและใบนั้นก็จะช่วยคลุมดินและจะสลายเป็นธาตุอาหารต่อไป หลังจากนั้นก็พอจะปลูกไม้ป่าไม้ยืนต้นแบบมีรากแก้วได้บ้าง เช่น ต้นสักจากเมล็ด ต้นประดู่ ส่วนการปลูกไม้ผลนั้นจะต้องรอดินลูกรังถูกปรับสภาพซักระยะหนึ่งถึงจะเริ่มหาไม้ผลที่มีรากแก้วมาปลูกได้ เช่น มะม่วง มะขาม

เพื่อนๆ ชาวเกษตรคงสังเกตแล้วว่าผู้เขียนเน้นปลูกไม้ที่แข็งแรงทนแล้งได้ดี และมีระบบรากแข็งแรงเพียงพอที่จะเจาะทะลุชั้นลูกรังลงไป ผู้อ่านเคยลองปลูกไม้ผลแบบตอนกิ่งเหมือนกันแต่ปรากฏว่าไม่สามารุอยู่รอดได้ในสภาวะแบบนั้นได้ คงต้องอดทนมากกว่าปกตินิดหนึ่งครับสำหรับดินลูกรัง แต่อย่างน้อยเราก็มีที่ดินที่เป็นของเราไม่ใช่หรือ ^-^

ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นระดับอาจารย์ๆทั้งหลายท่านจะแก้ไขปัญหายังไง ผู้เขียนก็ได้แต่แก้ปัญหาแบบบ้านๆ ตามแต่กำลังจะมี
ถ้าเกิดมีวิธีอะไรดีๆ ก็กระซิบบอกกันด้วย อิ อิ อิ



หลังจากเขียนบทความล่าสุดไปเรื่องการรับจำนำข้าวก็มีคำถามตามมาหลายข้อเกี่ยวกับการจำนำข้าวซึ่งก้รวมถึงคำถามที่ว่า “แล้วความชื้นในข้าวเปลือกที่ว่าเนี่ยะ วัดกันยังไง?” เจ้ากรรม วันไปจำนำข้าวก็ไม่ได้ถ่ายรูปมาเก็บไว้ดูเล่นหรือถึงมีกล้องเขาก็คงไม่ให้ถ่าย เผลอๆ จะโดนไล่เตะเอา ก็เลยได้แต่หารูปประกอบจากที่โน้นบ้างที่นี่บ้างพอให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพและจินตนาการตาม
ที่อื่นเป็นแบบไหนไม่ค่อยแน่ใจเพราะแถวๆบ้านมีอยู่ลานเดียว (ลานข้าว) โดยอย่างแรกก็ต้องต่อคิวรอเข้าสู่เครื่องชั่งน้ำหนักขนาดใหญ่ แบบชนิดรถไปชั่งบนแท่น เหมือนด่านตรวจสิบล้อตามถนนสายหลักยังไงยังงั้นเลย เสร็จแล้วจึงไปเทข้าวแล้วผ่านเครื่องวัดอีกตัวหนึ่งเพื่อจะได้รู้ว่าน้ำหนักหายไปเท่าไหร่ซึ่งก็คือน้ำหนักของข้าวนั้นเอง ส่วนเจ้าของลานตากข้าวก็จะมีพนักงานไว้ตรวจความชื้นข้าวของแต่ละกองว่ามีความชื้นมากน้อยแค่ไหนจะได้หักเงินกันถูก อุอุอุ (มองในแง่ร้ายไปไหมเนี่ยะ) โโยจะวัดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานของเครื่องวัด พอตรวจเสร็จก็ไถข้าวไปกองรวมกันในโกดังใหญ่ อ้าว ไหนพึ่งบอกเราไปหยกๆ ว่าแยกตามความชื้นแล้วสุดท้ายก็ไถไปกองรวมกัน โดยให้เหตุผลว่ายังไงมันก็ต้องเอาไปตากใหม่อยู่ดี อื้มมม นะ ก็คงต้องเชื่อหละเพราะเขาเป็นเจ้าของลานนี่นา ว่าไหม ท่านผู้อ่าน สรุปรอบนั้นจากราคาที่ท่านว่าไว้ตันละ 15,000 ก็ได้เงินแค่ 12,500 บาท (ราคานี้หรูแล้ว  ไม่อยากบอก)

การตากข้าว
ปกติแล้วการไล่ความชื้นจะเป็นหน้าที่ของลานข้าวหรือโรงสีเพื่อไล่ความชื้นให้ออกไปจากข้าว ทำให้การเก็บรักษาและคุณภาพของข้าวดีขึ้นเพราะความชื้นจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ข้าวเสียหายหรือเน่าได้ง่ายดังนั้นการตากจึงเป็นวิธีที่ลานข้าวหรือโรงสีชอบใช้เพราะต้นทุนถูกกว่าการอบข้าวหรือรมควันต่างๆ นาๆ  โดยที่ผ่านๆมานั้นเกษตรกรจะทำการตากข้าวมาแล้วบางส่วนเพื่อป้องกันการกดราคาและในปัจจุบันการตากข้าวก็ยิ่งทวีความสำคัญขึ้นไปอีกเมื่อรัฐบาลมีโครงการจำนำข้าวแบบไม่อั้นทำให้พี่น้องเกษตรกรรีบปลูกเพื่อรีบนำเข้าโรงสีเพื่อให้ได้รอบมากที่สุดโดยยอมแลกกับการกดราคาด้วยความชื้นของโรงสีหรือลานตากทำให้ข้าวโดยรวมในโรงสีหรือโกดังมีความชื้นสูงขึ้นตาม จึงเป็นเหตุให้กิจกรรมตากข้าวของโรงสีหรือลานข้าวเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าเดิมเพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน