Posts Tagged ‘จุลินทรีย์’



สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 1
วัสดุที่ใช้
ไข่ไก่ 5 กิโลกรัม, แป้งลูกหมาก 1 ลูก, นมเปรี้ยว 1 ขวด, กากน้ำตาล 5 กิโลกรัมและน้ำ 20 ลิตร
วิธีการทำ
นำไข่ไก่มาบดพร้อมเปลือกใส่ลงในถังแล้วตามด้วยแป้งข้าวหมากจากนั้นเทนมเปรี้ยว กากน้ำตาลและน้ำใส่ตามลงไปในถังหรือภาชนะที่เตรียมไว้แล้วคนให้เข้ากัน หลังจากนั้นปิดฝาถังแต่ไม่ต้องสนิทและตั้งทิ้งไว้ในร่ม หมักทิ้งไว้ 15-20 วันและแนะนำให้คนเป็นระยะเพื่อที่จุลินทรีย์จะได้อากาศทำให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อหมักได้นานตามระยะเวลาที่กำหนดแล้วควรกรองเอาน้ำแล้วแยกกากออกแล้วจึงนำมาใช้งานได้
การนำไปใช้
ใช้กับพืชผักในอัตราไม่เกิน 5 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตรแล้วฉีดพ่นหรือรดบริเวณลำต้นจะทำให้เจริญเติบโตได้ดีและดินจะปรับสภาพให้เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะเนื่องจากจุลินทรีย์จะช่วยให้การย่อยสลายอินทรีย์วัตถุบริเวณที่รดดีขึ้นทำให้พืชดูดซึมสารอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ดี
———————————-
สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 2

วัสดุที่ใช้
รกหมู-รกวัว, เศษผัก, กากน้ำตาล 10 กิโลกรัมและพด.2 จำนวน 1 ซองเพื่อเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์
วิธีการทำ
นำรกหมูหรือรกวัวต้มสับให้ละเอียดแล้วเทลงในถังตามด้วยเศษผัก กากน้ำตาลและพด.2 แล้วใส่น้ำพอท่วม หลังจากนั้นคนให้ทั่วแล้วปิดฝาแต่ไม่ต้องสนิทแล้วตั้งทิ้งไว้ในร่ม คนเป็นระยะเพื่อให้จุลินทรีย์โดนอากาศบ้าง หมักทิ้งไว้ 15 – 20 วันแล้วกรองเอาน้ำมาใช้งานได้
การนำไปใช้
ใช้กับพืชผักในอัตรา 2 – 3 ช้องแกงต่อน้ำ 10 ลิตร
———————————-
สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 3
วัสดุที่ใช้
โครงไก่ดิบ 50 กิโลกรัม , ไข่ (ทั้งเปลือก) จำนวน 12 ฟอง, สับปะรด 2 ลูก, รำละเอียด 5 กิโลกรัม, นมสด 2 กิโลกรัม, ข้าวสุก 5 กิโลกรัม, น้ำมะพร้าว 20 ลิตร, กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม, พด.2 จำนวน 1 ซอง
วิธีการทำ
สับโครงไก่ดิบใส่ลงในถังที่เตรียมไว้ (ถ้าต้องการหมักเพียง 1 เดือนต้องสับไก่ให้ละเอียด ถ้าระยะยาวไม่ต้องสับให้ละเอียด การสับเศาวัสดุเหล่านี้ให้ละเอียดมีผลต่อระยะเวลาการหมักเพราะจุลินทรีย์สามารถย่อยสลายแล้วใช้เป็นอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเศาวัสดุที่เป็นชิ้นใหญ่) ตามด้วยไข่ดิบทั้งเปลือกที่บดแล้ว สับปะรด รำละเอียด นมสด ข้าวสุก น้ำมะพร้าว กากน้ำตาลและพด.2 สำหรับเป็นหัวเชื้อเร่ง (โดยปกติแล้วจุลินทรีย์จะมีอยู่แล้วตามธรรมชาติแต่ถ้าหากมีสารตั้งต้นเป็นตัวเร่งก็จะทำให้ทำงานได้ดีขึ้นและลดระยะเวลาลง) แล้วใส่น้ำลงในถังหรือภาชนะพอท่วมแล้วคนให้ทั่วหลังจากนั้นจึงปิดฝาไม่ต้องสนิทแล้วตั้งทิ้งไว้ในร่ม คนเป็นระยะเพื่อให้จุลินทรีย์ได้รับอากาศ หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือนก็สามารถนำไปใช้งาน หรืออาจจะเก็บใส่ขวดพลาสติกไว้ใช้งานในเวลาต่อไป การเก็บลักษณะนี้สามารถเก็บไว้ได้นาน 2 – 3 เดือน
การนำไปใช้งาน
ใช้กับพืชผักสวนครัวในอัตราไม่เกิน 5 ช้อนแกงผสมน้ำ 20 ลิตรแล้วพ่นหรือราดบริเวณเพาะปลูกจะทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและดินจะปรับสภาพโดยจุลินทรีย์ให้เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะเนื่องจากจุลินทรีย์จะช่วยให้การย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินบริเวณที่รดให้ดีขึ้นส่งผลให้พืชดูดซึมสารอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ดี

หากสังเกตดีๆจะเห็นได้ว่าการเลือกใช้วัสดุสำหรับนำมาทำน้ำหมักชีวภาพนั้นจะเน้นไปที่วัสดุเหลือใช้ที่มีในท้องถิ่นนั้นๆ หรือที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นแล้วนำมาประยุกต์ตามความเหมาะสม ซึ่งท่านผู้อ่านก็สามารถหาวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ได้เช่นกันโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อหรือเสาะหาให้ยุ่งยาก ซึ่งก็ตรงตามจุดประสงค์ที่ได้คาดหวังไว้คือใช้เศษวัสดุในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ต้องกล่าวขอบพระคุณ คุณวิเชียร สุขขี ผู้ให้สูตรน้ำหมักชีวภาพมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
004



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งถามถึงสูตรยาคุมหญ้าและสูตรกำจัดหญ้าในนาข้าวแบบที่ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้าที่เป็นอันตรายทั้งคนพ่นและสิ่งที่สัมผัสแบบชนิดไม่นับสารตกค้างเป็นทอดๆ ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าสารที่ได้จากธรรมชาตินั้นคงจะไม่มีประสิทธิภาพเฉียบขาดเท่ากับยาฆ่าแมลงที่เป็นสารเคมี แต่ไม่มีสารพิษตกค้างให้เป็นพิษเป็นภัยทั้งคนใช้และคนทาน เพราะฉนั้นการใช้ซ้ำกันหลายๆ ครั้งในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกันจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้สารธรรมชาติ

สูตรกำจัดหญ้าในนาข้าว จากที่อาจารย์ท่านแนะนำมาก็มีส่วนประกอบคือเหล้าขาว 1 ขวด, ผงซักฟอก 1 กล่อง (ประมาณ 10 บาทนั่นแหละ) เกลือแกง 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 16 ลิตร ฉีดพ่นหญ้าในนาข้าวให้ทั่วทุกๆ 7 – 10 วันนานประมาณ 1 เดือน เน้นย้ำเรื่องเหล้าขาวระวังอย่าให้คุณพ่อบ้านไปซื้อเองเพราะจะได้เหล้ามาไม่ครบขวด -__-!!! ส่วนผสมล่อตาล่อใจเหลือเกินวุ้ย
———————————-
สูตรยาฆ่าหญ้า
ส่วนผสม
1.สับปะรด 30 กก.
2.กากน้ำตาล 1 แก้ว
3.จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว (หมักไว้ 10 วัน)
4.ดินปะสิว 1 กก.

วิธีทำ
1.นำดินปะสิวมาบดให้ละเอียด
2.นำมาผสมกับจุลินทรีย์ EM ที่หมักไว้
3.กรองเอาเฉพาะน้ำ
ส่วนวิธีวิธีใช้ ยาฆ่าหญ้า 1 ส่วน ผสมน้ำ 50 ส่วน นำมาราดบริเวณที่ต้องการฆ่าหญ้า
———————————-

วิธีการทำน้ำหมักเพื่อใช้คุมหญ้า
ส่วนประกอบ
1.ผักแว่นสด 5 กิโลกรัม
2. น้ำซาวข้าว 5 ลิตร
3.แป้งข้าวหมากหวาน 1 ก้อน ครึ่ง
4. กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
วิธีการทำ ล้างผักให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1 ข้อมือ เทลงถังหมัก ใส่น้ำซาวข้าว บดแป้งข้าวหมากให้ละเอียดใส่ลงในถังหมัก หมักไว้ 1 เดือน

วิธีการนำไปใช้
1.ใส่น้ำหมัก 4 ลิตร ต่อ 1 ไร่ เทให้ทั่วแปลง ระวังอย่าปล่อยน้ำลงมากเกินไป ให้ใส่น้ำพอไถคราดได้เท่านั้น
2.สูตรนี้สามารถใช้คุมหญ้าได้ทุกชนิด

อย่างที่ทราบกันดีว่าการใช้สมุนไพรหรือพืชพื้นบ้านต่างๆ มาใช้เป็นยาฆ่าหญ้านั้นมีด้วยกันหลายสูตรและต่างก็เน้นการใช้พืชที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ให้เกิดประโยชน์ไม่ต้องไปซื้อหาให้เสียเงิน ประมาณว่ามีอันไหนก็ใช้อันนั้น และก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของสูตรหลายๆ ท่านครับที่ได้นำมาเผยแพร่ให้ได้นำไปประยุกต์ใช้งานกันต่อไป ภูมิปัญญาไทยที่ทิ้งไว้ให้เกษตรกรรุ่นหลังนับว่าเป็นมรดกอย่างหนึ่งที่ล้ำค่าและควรค่าแก่การรักษาไว้

Picture-267



เห็นคำถามนี้น่าสนใจดีเลยหยิบขึ้นมาคุยกับเพื่อนๆและก็อยากรู้ว่าความคิดเห็นแต่ละท่านเป็นเช่นไร ซึ่งโดยประสบการณ์ส่วนตัวกับยาฆ่าหญ้าแล้วหละก็ต้องบอกว่าขยาดครับกับผลข้างเคียงที่ได้รับ และถ้าย้อนกลับไปดูรายงานทางการแพทย์ก็จะพบว่ามนุษย์เราตายเพราะยาฆ่าหญ้าหรือสารกำจัดวัชพืชทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจจำนวนเป็นพันรายเพราะยาฆ่าหญ้าหรือกำจัดวัชพืชส่วนใหญ่ที่ใช้ๆกันเป็นสารพาราควอทสารเคมีกำจัดวัชพืชซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไบพัยริดิล ประมาณว่าแรงว่างั้นเถอะ -__-!!!

ยาฆ่าหญ้านั้นโดยส่วนตัวเห็นว่ามีความรุนแรงกว่ายาฆ่าแมลงหลายเท่าตัวนักเพราะยาฆ่าแมลงนั้นไม่คอยแสดงอาการแพ้ทางภายนอกให้เห็นแต่ยาฆ่าหญ้านั้นแค่โดนภายนอกก็มีอาการผดผื่นคันให้เห็นกันแล้วแล้วถ้าบริโภคเข้าไปสู่ร่างกายหละจะเป็นยังไง และโดยธรรมชาติของหญ้านั้นมีหลากหลายสายพันธุ์และลักษณะทางกายภาพก็แข็งแรงกว่าแมลงและสัตว์หลายชนิดอย่างเห็นได้ชัดทำให้การกำจัดพัชพืชลงได้นั้นต้องใช้สารเคมีที่มีความรุงแรงหรือเข้มข้นสูงถึงจะทำให้หญ้าหรือวัชพืชตาย และโชคร้ายที่ยาฆ่าหญ้าส่วนใหญ่จะทำให้แมลงเล็กๆ และจุลินทรีย์ตายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

สรุปเลยละกันว่าหญ้าฆ่าหญ้าทำให้แมลงและสัตว์เล็กตาย และสัตว์ใหญ่อาจจะไม่ถึงกับเสียชีวิตแต่สารตกค้างที่อยู่ในหญ้าหรือสิ่งที่สัตว์เผลอเคี้ยวเข้าไปก็นับว่าอันตรายระดับหนึ่ง หากสัตว์นั้นรับสารตกค้างเข้าไปมากๆ ก็ไม่แน่ว่าจะเสียชีวิตได้ ถึงแม้ว่ายาฆ่าหญ้าหรือกำจัดวัชพืชจะมีการสลายตัวไปตามเวลาแต่ก็ไม่ง่ายเลยที่จะสลายสารเคมีบางชนิด คนยังตายแล้วสัตว์จะไปเหลืออะไร -__-!!! เอาง่ายๆ แบบบ้านๆ ตามประสาเราก็คือแดกเข้าไปมากๆ สัตว์ใหญ่แค่ไหนก็ตาย -__-!!!
Picture 063



มาตรฐาน GAP หรือการผลิตสินค้าทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม Good Agriculture Practices (GAP) เพื่อให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่ดีและมีคุณภาพตามที่มาตรฐานกำหนดไว้ ซึ่งกำหนดไว้โดยองค์กรด้านอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)

หากคิดจะส่งออกผักหรือผลไม้ไปยังต่างประเทศคงต้องศึกษามาตรฐาน GAP ให้ดีเพราะประเทศส่วนใหญ่เริ่มใช้มาตรฐาน GAP เป็นตัววัดตัดสินการนำเข้าสินค้าทางการเกษตรหรือแม้แต่ตลาดภายในประเทศเองก็เริ่มมีบทบาทขึ้นเรื่อยๆ ในหลายโรงงานใหญ่ โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจรับรองระบบการจัดการคุณภาพ

การตรวจรับรองระบบ GAP ของกรมวิชาการเกษตรได้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. กระบวนการผลิตที่ได้ผลิตผลปลอดภัย
2. กระบวนการที่ได้ผลิตผลปลอดภัยและปลอดภัยจากศัตรูพืช
3. กระบวนการผลิตที่ได้ผลิตผลปลอดภัย ปลอดจากศัตรูพืชและคุณภาพเป็นที่พึงพอใจของผู้บริโภค

หลักเกณฑ์ และวิธีการตรวจประเมินรับรองฟาร์ม GAP
ข้อกำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจประเมินที่ใช้ในการตรวจรับรองฟาร์ม GAP ทั้ง 3 ระดับ ประกอบด้วยข้อมูล ดังนี้

1. แหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตรนั้นจะต้องเป็นน้ำสะอาดที่ได้จากแหล่งที่ไม่มีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ สารเคมีหรือวัตถุอันตรายใดๆ

2. พื้นที่ปลูกต้องไม่มีสารปนเปื้อนในดินจากวัตถุอันตรายหรือจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการตกค้างหรือปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร

3. การใช้สารเคมีหรือวัตถุมีพิษในกระบวนการผลิตตามกฎข้อบังคับ หรือตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (ยุ่งยากมากนักก็อย่าใช้เลยเห็นกฎข้อปฏิบัติของกรมวิชาการเกษตรก็ปวดหัวแล้ว -___-!!!)

4. มีโรงเรือนหรือสถานที่เก็บผลผลิตทางการเกษตรที่ได้มาตรฐานความสะอาด และสามารถป้องกันสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ได้ตามมาตรฐาน

5. มีการจดบันทึกข้อมูลพื้นฐานในการผลิต เช่น ใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรอะไรบ้าง ป้องกันศัตรูพืชยังไง และบันทึกการจัดการต่างๆ

6. ผลผลิตทางการเกษตรนั้นจะต้องปลอดจากแมลงศัตรูพืชติดอยู่หลังจากการเก็บเกี่ยว

7. มีการคัดแยกคุณภาพของผลผลิตให้ชัดเจน เช่น คุณภาพดี คุณภาพปานกลาง และคุณภาพต่ำ ซึ่งในปัจจุบันเรานั้นไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการคัดแยกจากแหล่งผลิต มักจะนิยมขายเหมาให้โรงงานไปคัดแยกเอง
8. อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตต้องได้มาตรฐานทั้งความสะอาดและปลอดสารปนเปื้อนที่มีผลต่อความปลอดภัยในการบริโภค

เรื่องสารพิษตกค้างนั้นเป็นเรื่องปกติของสินค้าทางการเกษตรซึ่งไม่สามารถที่จะทำให้บริสุทธิ์ได้ทั้งหมดจึงทำให้แต่ละประเทศที่นำเข้าผักหรือผลไม้มีกำหนดกฏเกณฑ์ที่แตกต่างออกไปในจำนวนของสารตกค้างที่สามารถให้มีได้ในผลผลิตทางการเกษตรแต่ละชนิด เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ที่ส่งไปญี่ปุ่นอนุญาตให้มีสารตกค้างคลอไพริฟอส (Chropyrifos) ได้ 0.05 มิลิกรัมต่อน้ำหนักมะม่วง 1 กิโลกรัม หรือพริกมีสารตกค้างคลอไพริฟอส (Chropyrifos) ได้ 1.00 มิลลิกัรมต่อน้ำหนักพริก 1 กิโลกรัมเป็นต้น โดยข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ติดต่อขอความรู้ได้จากกรมวิชาการเกษตร เบอร์ติดต่อ 0-2579-0151-8 (โยนให้ซะงั้น!! จะมานั่งแจกแจงก้ไม่ไหวเพราะรายละเอียดเยอะมาก -_-!!!) และโยเฉพาะอย่างยิ่งในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า (ปี 2558) ที่กฏข้อบังคับอีกหลายๆ อย่างของประชาคมอาเซี่ยนจะมีผลบังคับใช้มากขึ้นทำให้ชาวเกษตรอย่างเราๆ ต้องหันมาใส่ใจเรื่องคุณภาพของสินค้าและมาตรฐานเหล่านี้มากขึ้น อยากค้าขายกับคนหมู่มากก็ต้องปรับตัวตามความต้องการของคนหมู่มากครับ

Picture-112



ปกติผู้เขียนได้แต่ปลูกกล้วยทั้งต้นเพื่อปรับปรุงบำรุงดินเพราะรากและหน่อของต้นกล้วยมีจุลินทรีย์กลุ่มแอ็คติโนมัยซิสซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายสูงทำให้ดินที่อยู่บริเวณรอบๆ ปรับสภาพดีขึ้น แต่ก็ไม่เคยเฉลียวใจคิดเลยว่าถ้าเรากลั่นหรือนำจุลินทรีย์จากหน่อกล้วยมาใช้โดยตรงหรือในปริมาณเยอะๆ จะให้ผลยังไง

ก็เลยไปลองค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เนตเอยจากผลงานวิชาการด้านการเกษตรเอยก็ปรากฏว่ามีหลายวิธีตั้งแต่พื้นฐานจนไปถึงการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง -__-!!! แล้วซื่อบื้อๆ อย่างเราจะไหวไหมเนี่ยะ! โชคยังดีที่เจอการหมักซึ่งพอจะเห็นความเป็นไปได้เพราะเป็นวิธีที่ทำง่ายๆ เกษตรบ้านๆ อย่างเราก็พอไหว เลยลองดูกับเขาเสียหน่อยว่าผลจะออกมาเยี่ยงไร

วิธีทำนั้นก็ง่ายๆ เลยครับ
1. ขุดหน่อกล้วยที่คัดแล้วว่าสมบูรณ์ไม่เป็นโรคมาจำนวนหนึ่ง (มากน้อยตามฐานะ อิอิอิ) แล้วตัดเอาแต่เหง้าหรือมีตอติดมาด้วยนิดหน่อย

2. สับให้ละเอียดหรือบดเลยก็ยิ่งดีถ้าทำให้เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้ดีขึ้น

3. คลุกเคล้ากับกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดงเพื่อให้เป็นอาหารของจุลินทรีย์ โดยสัดส่วนปกติคือหน่อกล้วยสับ 3 ส่วนต่อกากน้ำตาล 1 ส่วน (มากน้อยตามฐานะ อิอิอิ! เดี๋ยวดีเอง) แล้วหมักไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดเป็นเวลา 10 – 15 วัน

4. นำมาคั้นเอาน้ำออกโดยน้ำที่ได้นี้ก็คือจุลินทรีย์หน่อยกล้วยที่มีจุลินทรีย์กลุ่มแอ็คติโนมัยซิสอยู่อย่างเข้มข้น แล้วจึงนำน้ำที่ได้นี้ไปผสมน้ำรดต้นไม้หรือบริเวณที่ต้องการปรับปรุงดินอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้คุณภาพของดินดีขึ้นตามลำดับ ส่วนกากที่เหลือนั้นก็สามารถใส่เป็นปุ๋ยคุณภาพให้ต้นไม้ได้

IMG_2055



“ทำไมต้องใช้กากน้ำตาลในการทำปุ๋ยหมักและจุลินทรีย์?” หุหุหุ เพื่อนๆ ถามมาแบบนี้
จุลินทรีย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งครับ และสิ่งมีชีวิตก็ต้องการอากาศ อาหารที่ให้พลังงานเพื่อดำรงชีพและขยายพันธุ์ และพลังงานจากน้ำตาลก็เป็นพลังงานชั้นดีที่ช่วยให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตและทำงานได้อย่างขยันขันแข็ง

จริงๆ แล้วเราสามารถใช้อย่างอื่นทดแทนกากน้ำตาลหรือน้ำตาลโมลาทได้ เช่น น้ำตาลทราย น้ำหวาน น้ำเชื่อมต่างๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเยอะๆ หรือแม้กระทั่งมันสัมปะหลังบดก็สามารถนำมาเลี้ยงจุลินทรีย์ได้เช่นกันแต่กากน้ำตาลดูจะดีที่สุดเพราะให้พลังงานได้เยอะที่สุดและเป็นสิ่งเหลือใช้จากอุตสาหกรรม และที่สำคัญราคาถูก (เมื่อก่อนถูกมากขนาดให้กันฟรีแต่ตอนนี้ก็เริ่มไม่ถูกแล้วนะ (-_-!!!)) จุลินทรีย์มีอยู่ตามธรรมชาติแต่ถ้าอยากจะให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือแพร่ขยายตัวได้เร็วก็ต้องบำรุงกันหน่อยจริงไหม? ^_^

003

004

*** ผู้เขียนทดลองใช้สิ่งทดแทนอย่างน้ำอ้อยสดคั้น น้ำตาลทรายแเดงละลายน้ำ มันเทศต้มบดหรือแม้แต่หัวมันสัมปะหลังบดเพื่อทำหัวเชื้อจุลินทรีย์แต่ก็ปรากฏว่ากากน้ำตาลให้ผลดีที่สุดเพราะใช้เวลาสั้นที่สุดและที่ชอบกากน้ำตาลเป็นการส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งคือเศษผลไม้หรือเศษผักมักจะไม่มีอาการเหม็นบูดแกงเสียแต่กลิ่นจะออกมาในลักษณะคล้ายๆ ของหมักดองมากกว่า แต่นี่ก็เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวไม่ได้มีผลงานวิจัยทางวิชาการอะไรรับรองทั้งสิ้น ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้ก็ต้องทดลองด้วยตัวเองหละขอรับ ^-^ ***



อิจฉาชีวิตบรรพบุรุษจริงๆ ที่มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่ค่อนข้างจะสมดุล มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายหรือวิถีชีวิตเพื่อการยังชีพเท่านั้น สิ่งต้องการพื้นฐานก็มีแค่ปัจจัย 4 คือ ยา อาหาร เครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัย ลองนึกดูสิว่าออกไปยิงนก ตกปลาทั้งวันเพื่อหาอาหารแล้วก็เข้าบ้าน นับว่าเป็นวิถีชีวิตที่น่าสนุกและน่าอิจฉาในสายตาของผู้เขียน ส่วนของผู้อ่านคงไม่สามารถทราบได้เพราะต่างคนก็ต่างมุมมอง และบางท่านก็ยังอยากใช้ไอโฟนอยู่ หุ หุ หุ ขอกัดหน่อยเถอะตามประสาคนไม่มีใช้

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาหลังจากได้ยินคำถามจากเพื่อนๆ ชาวเกษตรด้วยกันว่า “ทำไมแต่ก่อนไม่เห็นต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลงให้เสียสุขภาพก็ได้ผลผลิตที่ดี” เป็นคำถามที่ได้คำตอบเป็นความเงียบจากผู้เขียน

เพราะอะไรนะหรือ?

นั่นก็เพราะว่าพวกเรานั่นแหละที่ไปตัดวงจรชีวิตตามธรรมชาติของสัตว์ แมลง หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กแบบแบคทีเรียและจุลินทรีย์ ด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามทีแต่กิจกรรมของเราก็ส่งผลกระทบให้วงจรชีวิตตามธรรมชาติอ่อนแอลงหรือบางอย่างก็ถูกทำลายสมดุลลงไป

ธรรมชาติมีระบบควบคุมความสมดุลในตัวเอง 2,000 – 3,000 ปีถึงจะมีการสูญพันธุ์ซักชนิดหรือ 2 ชนิดแต่นับแต่มนุษย์มีวิวัฒนาการเกินพอดีจนไปกระทบกับความสมดุลของธรรมชาติก็คงไม่ต้องบอกว่าสูญพันธุ์ไปแล้วกี่ชนิดและใกล้สูญพันธุ์อีกเท่าไหร่

แต่ก็เป็นที่หน้าดีใจว่าปัจจุบันมีเกษตรกรหลายๆ ท่านหันมาให้ความสำคัญกับความสมดุลของธรรมชาติมากขึ้น หันมาใช้สารเคมีที่สกัดมาจากธรรมชาติมากขึ้นซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้มาจากความตั้งใจจริงแต่มาจากผลพวงของการเกษตรที่ใช้สารเคมีอย่างหนักใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่ลืมหูลืมตาทำให้ถึงทางตันจนต้องมาฟื้นฟูธรรมชาติทีหลัง (-_-!!!)

ที่สวนของผู้เขียนเองก็ใช้ความพยายามอย่างหนักในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ความสมดุลกลับคืนมาแต่อยากจะบอกเหลือเกินว่ายากลำบากแสนสาหัสเพราะที่สวนเป็นแค่วงรอบวัถจักรเล็กๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศ
จนสุดท้ายต้องสร้างธรรมชาติเทียมขึ้นมาสนับสนุนความสมดุลของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ลงไปในดินเพื่อการย่อยสลายที่ดีขึ้นส่งผลให้พืชดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้นซึ่งเดิมนั้นจุลินทรีย์มีอยู่ในดินอยู่แล้วแต่ก็ถูกกำจัดไปโดยยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีต่างๆ การใช้สารสกัดจากสะเดาหรือการใช้น้ำต้มใบยาสูบแทนยาฆ่าแมลงทำให้สัตว์บางประเภทอยู่ได้และคอยกำจัดแมลงในสวนเป็นระบบห่วงโซ่อาหารขนาดย่อย การใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกแทนการใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ทำให้ดินมีอินทรีย์วัตถุจุลินทรีย์ตามธรรมชาติก็เริ่มกลับมาส่งผลให้สภาพดินดีขึ้นตามลำดับ การใช้พืชคลุมหน้าดินให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อพืช แมลงที่มีประโยชน์และจุลินทรีย์อยู่ได้ พอความสมดุลเริ่มกลับมาธรรมชาติเริ่มฟื้นคืน ปู ปลา กา กุ้ง ตั๊กแตนและแมลงต่างๆ ก็เริ่มกลับมา

Natural Circles01.jpg

Natural Circles02.jpg

Natural Circles03.jpg

Picture 067

Picture 069

แต่ก็นะ!! ใช่ว่าจะง่ายสำหรับการเริ่มต้น ลองนึกภาพดูนะว่าเป็นยังไงในเมื่อสวนข้างๆ ไร่แถวๆ นั้นใช้ยาฆ่าแมลงกันหมดทำให้แมลงศัตรูพืชเกิดอาการดื้อยา แถมยังบินมาชุมนุมกันที่สวนผู้เขียนซึ่งใช้แต่สารสกัดที่อ่อนๆ (เมื่อเทียบกับยาฆ่าแมลง) ลาภปากพวกเค้าเลยหละ สงสัยคงต้องขับเขี้ยวกันอีกนานเลย (-__-!!!) แต่ก้ชื้นใจขึ้นเป็นระยะเพราะหลังจากความพยายามอย่างหนักก็พอจะเห็นผลบ้าง เดี๋ยวนี้ปุ๋ยแทบไม่ต้องซื้อ ยาไล่แมลงแทบไม่ต้องพ่นเพราะธรรมชาติจัดการเองได้ ผลผลิตปลอดภัยจากสารเคมี

*** เพิ่มเติม 16/1/2556

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผู้เขียนต้มใบยาสูบผสมกับผงซักฝอกเพื่อจะไปกำจัดเจ้าเพลี้ยตัวแสบที่คอยรบกวนต้นมะม่วงอยู่เป็นประจำ

แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนสุดท้ายก็มาเจอภาพนี้เข้าเลยทำให้รู้ว่านี่คือก็เป็นผลดีอีกอย่างหนึ่งของการไม่ใช้ยาฆ่าแมลงมาฉีดต้นมะม่วงเลยทำให้มดรอดชีวตมาแล้วก็คอยกำจัดเพลี้ยที่กำลังจะแพร่ขยายเป็นการควบคุมแบบวงจรชีวิตตามธรรมชาติ

และแล้วเราก็มีเจ้าหน้าที่กำจัดเพลี้ยมาอีกหลายตำแหน่งงาน ทุกต้นมีเจ้ามดพวกนี้เฝ้าอยู่แต่ก็ถ่ายรูปมาได้แค่ 2 ต้นเพราะที่เหลืออยู่สูงถ่ายรูปไม่ไหว -__-!!!

Picture 226

Picture 232



เพื่อนๆ ชาวเกษตรท่านหนึ่งได้เห็นวิธีทำปุ๋ยหมัก เห็นซอง พด.1 แล้วรีบไปสำนักงานพัฒนาที่ดินเพื่อขอมาใช้บ้าง แต่ก็ปรากฏว่าหมดไปแล้ว และต้องลงชื่อรอแบบที่ไม่รู้ว่าจะรอไปจนถึงเมื่อไหร่ (แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ภายในเดือนหรือ 2 เดือน)

แล้วทำยังไงหละทีนี้
ทำหัวเชื้อจุลินทรีย์เองสิ
อ่าว?
แล้วทำยังไงหละ?

การทำหัวเชื้อจุลินทรีย์หรือถ้าจะเรียกชื่อเต็มๆ ก็คือจุลินทรีย์ EM (Effective Microorganisms) หรือจุลินทรีย์ในเชิงสร้างสรรค์ไว้ใช้ทำปุ๋ยหมักนั้นไม่ยากครับ เพียงแค่ท่านมี
1. ภาชนะแบบที่สามารถปิดฝาได้มิดชิด
002
2. กากน้ำตาล (น้ำตาลโมลาทหรือสุดแท้แต่จะเรียกต่างกันไปตามภูมิภาค บางภาคก็เรียกส่าน้ำตาล)

003
3. เศษผัก เศษผลไม้ สุดแท้แต่จะหาได้ตามท้องถิ่นนั้นๆ เพราะไม่อยากให้ต้องเสียเงินซื้อหา แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะแนะนำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเพราะเท่าที่ทดลองใช้มาหลายๆ อย่างก็ปรากฏว่าผลไม้ที่มีผลเปรี้ยวสามารถเร่งการเกิดจุลินทรีย์ได้ดี (สงสัยจุลินทรีย์ชอบ)

001

 

วิธีการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์
1. เทผักหรือผลไม้ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ในปริมาณ 3 – 4 กิโลกรัมต่อน้ำตาล 1 กิโลกรัม ถ้าขี้เกียจคลุกเคล้ากันก็สามารถเทเศษผักหรือผลไม้กับกากน้ำตาลสลับกันไปเป็นชั้นๆ ก็ได้
2. เทกากน้ำตาลลงไป

004
3. คลุกเคล้าให้เข้ากัน (ณ ขั้นตอนนี้ ผมว่าผมเข้าใจชีวิตป้าเชงน้ำหมักมากขึ้นนะ หุ หุ หุ)

005
4. ปิดฝาภาชนะให้มิดชิด

006
5. หมั่นกวนให้เข้ากันเพื่อจุลินทรีย์ได้รับอากาศ จริงๆ แล้วจุลินทรีย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตแบบหนึ่งที่มีความต้องการพื้นฐานในเรื่อง อากาศ และอากาศจากธรรมชาติ เช่น รำข้าว น้ำตาล และการกวนทุกๆ 5 – 7 วันจะทำให้การย่อยสลายดีขึ้น
** การทำหัวเชื้อจุลินทรีย์สำหรับนำไปเป็นส่วนผสมทำปุ๋ยหมักจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน – 2 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับเศษวัสดุ หรืออินทรียวัตถุที่ใส่ลงไป เมื่อจุลินทรีย์ย่อยสลายได้ที่แล้วจะมีน้ำออกมาซึ่งน้ำตัวนี้แหละคือหัวเชื้อจุลินทรีย์ชั้นยอดที่สามารถนำไปเป็นหัวเชื้อทำปุ๋ยหมัก ส่วนกากที่เหลือจากการย่อยสลายนั้นก็อย่าทิ้งครับเพราะนั่นคือปุ๋ยชั้นดีที่สามารถนำไปใส่ต้นไม้ได้



สุดยอดนวัตกรรมทางความคิดที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดในโลกนี้คือนำสิ่งไร้ค่าหรือสิ่งที่คนไม่ต้องการมาแปรเลี่ยนเป็นสิ่งที่มีค่า แนวความคิดในอุดมคติแบบนี้ค่อนข้างทำได้ยากในโลกของความเป็นจริงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ ในขณะที่ขยะกำลังล้นเมือง โดยเฉพาะขยะเปียกที่จัดการยากที่สุด (เปล่าเลย จัดการยากที่สุดคือขยะสังคม อิอิอิ ล้อเล่น) และสร้างปัญหามากที่สุด ไม่ว่าจะปัญหาด้านกลิ่น ปัญหาด้านสุขอนามัย และปัญหาด้านการจัดเก็บ จะดีไม่น้อยเลยทีเดียวถ้าขยะเปียกจำนวนมหาศาลเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นปุ๋ยหมักที่มีคุณค่าต่อพืช หน้าดินของเราเสื่อมทุกวันทั้งจากการใช้งานมานานนับร้อยๆ ปี (ซึ่งจริงๆ ก็มากกว่านั้น) คงจะเป็นเรื่องที่แสนวิเศษถ้าเรานำขยะที่กำลังล้นเมืองมาเปลี่ยนเป็นปุ๋ยแล้วส่งกลับสู่ธรรมชาติเพื่อการเพาะปลูก หมุนเวียนเป็นวงจร

อย่างที่ทราบกันดีว่าผู้เขียนเป็นพนักงานกินเงินเดือนตัวเล็กในบริษัทเอกชนที่ต้องอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่การจัดการเรื่องต่างๆ ไม่ค่อยจะดีนักและปัญหาอันดับต้นๆ ก็คือเรื่องการจัดการขยะ

ตอนนี้ผู้เขียนมีงานอดิเรกเพิ่มคือการเก็บขยะสดที่เหลือใช้จากแม่ค้า (-__-!!!) แล้วขนกลับไปทำปุ๋ยที่สวน
วัสดุ อุปกรณ์หรือวัตถุดิบที่ต้องใช้

1. เศษขยะ เศษผัก หรือเศษผลไม้ตามแต่จะหาได้

001
2. มูลสัตว์ ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใช้ก็ได้แต่ถ้ามีก็คงดีไม่น้อยเพราะแร่ธาตุสำหรับพืชจะครบครัน

Picture 088
3. กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทราย ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรเพียงแต่กากน้ำตาลจะเป็นอาหารชั้นดีให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตได้รวดเร็ว (หาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด)

003
4. แกลบเผา หรือแกลบดำเพื่อช่วยรักษาความชื้นและความสมดุลของความเป็นกรด-ด่างต่างๆ

Fertilizer 003

5. แกลบดิบ

Fertilizer 002
6. พด. 1 หรือหัวเชื้อจุลินทรีย์สำหรับทำปุ๋ยหมัก ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรเพียงแต่จุลินทรีย์ตามธรรมชาติจะต้องใช้เวลาในการเพาะตัว ซึ่งถ้ามีหัวเชื้อก็จะช่วยย่นระยะเวลา

Fertilizer 004

 

ขั้นตอนไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนเลย
1. แอบขนขยะ (ต้องแอบขนจริงๆ นะ เพราะขี้เกียจอธิบายให้เพื่อนๆ ในซอยฟังเพราะมันเดินผ่าน 20 คนมันก็ถามกัน 20 รอบแล้วก้ต้องอธิบายให้ฟัง 20 รอบว่าเอาไปทำอะไร จริงๆ พวกเขาน่าจะคุ้นเคยกับการทำปุ๋ยมากกว่าผู้เขียนนะเพราะคนที่ถามๆ มาจากต่างจังหวัดทั้งนั้น แล้วทำไมพวกเขาทำหน้าเหมือนไม่เคยรู้จักหละ) กูว่ากูเหนื่อยกับการมายืนอธิบายให้คนอื่นฟังนี่แหละ (-_____-!!!) ประหนึ่งเหมือนผู้ใหญ่บ้านยืนปราศัยหาเสียงแล้วมีคนล้อมอยู่เต็ม

2. คลุกเคล้ามูลสัตว์ แกลบดิบ แกลบเผา และเศษผักผลไม้ให้เข้ากัน

Fertilizer 005

Fertilizer 006

Fertilizer 007

Fertilizer 008

3. นี่เลยพระเอกของงาน พด.1 จากสำนักงานพัฒนาที่ดิน เห็นไหม “ห้ามซื้อ ห้ามขาย” ขอกันได้อย่างเดียว 1 ซองสามารถผสมน้ำได้ 20 ลิตรแล้วรอซักประมาณ 10 นาทีให้ละลายกับน้ำ (ถ้ามีกากน้ำตาลก็ผสมกับน้ำไปเลยเพื่อความกลมกล่อม) แล้วราดบนกองให้ชุ่มด้วยความชื้นประมาณ 60 – 70 เปอร์เซ็นต์

4. หาวัสดุคลุมหากกองปุ๋ยอยู่กลางแดด

5. แล้วก็รอให้จุลินทรีย์ทำงานซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 1 – 2 เดือน แต่ถ้าอยากให้การย่อยสลายเร็วกว่านั้นก็สามารถกลับกองเพื่อให้จุลินทรีย์ได้รับอากาศมากขึ้นและทำให้การย่อยสลายของจุลินทรีย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เป็นอันเสร็จพิธี (-_-!!!)
จริงๆ แล้วผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาให้ผู้อ่านต้องมานั่งทำกองปุ๋ยหรือคุ้ยกองขยะแต่อย่างใด เพียงแต่อยากรณรงค์ให้เกิดการจัดการขยะอย่างถูกวิธี ซึ่งบางอย่างสามารถทำได้ง่ายๆ ในครัวเรือน และที่สำคัญก๋อยากให้ท่านๆ ผู้อ่านหันมาปลูกผักปลูกต้นไม้

*** เพิ่มเติม ***

กลับกองปุ๋ยหมักทุกๆ 1 หรือ 2 อาทิตย์เพื่อให้จุลินทรีย์ได้รับอากาศจะทำให้ประสิทธิภาพการย่อยสลายของจุลินทรีย์ดีขึ้น เพราะจุลินทรีย์เองก็ต้องการอากาศในการดำรงชีพ เพื่อนๆ คงจะสังเกตได้ว่าเศษขยะ เศษผัก ผลไม้ที่ใส่ไว้ตอนแรกถูกย่อยสลายไปเกือบหมด (นี่ถ้าเราตกลงไปในกองปุ๋ยหมักจะโดนย่อยสลายจนเหลือแต่กระดูกแบบในหนังรึเปล่าอ่ะ สงสัย -__-!!!)

Picture 275

 



ผู้อ่านท่านหนึ่งส่งข้อความมาถามว่าจะปรับปรุงดินที่สวนได้อย่างไร เพราะดินแย่มากแถมยังเป็นดินก้นบ่อจากการขุดบ่อแล้วเอาดินที่ได้มาถมที่ปลูกต้นไม้ โดยธรรมชาติของชั้นดินนั้นยิ่งลึกธาติอาหารยิ่งน้อยครับ กรณีเดียวกับของผู้เขียนเลยทีเดียว

 

ผู้เขียนอาจจะเล่าเรื่องต่างๆ นาๆ ให้ผู้อ่านได้รับรู้ว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ใช่ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยบอกว่าดีเลยนั่นก็คือดินที่สวนของผู้เขียนนั้นแย่มากถึงมากที่สุด หน้าดินสีดำที่อุดมสมบูรณ์มีไม่ถึง 15 เซนติเมตร ลึกกว่านั้นเป็นดินเหนียวปนดาน แถมมีกรวดแข็งปนอยู่ด้วย ผู้เขียนใช้เวลาอยู่นานกว่าจะปรับสภาพดินให้ดีขึ้นได้ ใช้ทั้งปุ๋ยต่างๆ ใช้ทั้งสารเคมีที่ใช้ไปตอนเริ่มแรกๆ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่าสุดท้ายวิธีที่ได้ผลที่สุดคือใช้ธรรมชาติปรับปรุงตัวของธรรมชาติเอง ไม่ว่าจะเป็นการปลูกถั่วแล้วไถกลบ ปลูกปอเทือง การใช้เศษวัชพืชคลุมดิน และการปลูกต้นกล้วยที่ผู้เขียนชอบเป็นการส่วนตัวว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะนอกจากจะได้ผลผลิตแล้วยังสามารถปรับปรุงดินได้อีก

Picture 034

กล้วยถือว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ที่คนไทยเรารู้จักกันมาช้านาน และกล้วยเองก็มีประโยชน์ทางอ้อมอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือการปลูกต้นกล้วยจะช่วยปรับปรุง อุ้มน้ำทำให้ดินมีความชุ่มชื้นและกลับมามีชีวิต นั่นคือสิ่งที่เห็นกับตาอย่างหยาบๆ โดยไม่ลงไปลึกถึงรายละเอียดและก็ถึงบางอ้อเมื่อได้อ่านเอกสารวิชาการของมหาลัยเกษตรก็พบว่า ในหน่อกล้วยมีจุลินทรีย์กลุ่มแอ็คติโนมัยซิสซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายสูง และ มีประสิทธิภาพในการกำจัดจุลินทรีย์เชื้อโรคพืช  ประเภทเชื้อราในดิน เช่น เชื้อไฟธอปเทอร่า พิเทียม ฟูทาเรียม  เป็นต้น

 

เกษตรบ้านๆ มือสมัครเล่นอย่างเราๆ คงไม่ต้องลงลึกถึงรายละเอียดเรื่องจุลินทรีย์อะไรมากมาย (เพราะผู้อ่านเองก็ไม่รู้เรื่อง) แค่เห็นดินเราดี นุ่ม ชุ่ม อร่อย เฮ้ยยยย  ไม่ใช่!!!   อุ้มน้ำดีและสามารถปลูกพืชอย่างอื่นแซมได้ผล แค่นี้ก็ชื่นใจแล้วครับ

 

หากเพื่อนๆ อยากปรับบปรุงดินที่สวนไม่ค่อยจะดีแล้วไม่รู้จะใช้วิธีไหน สามารถลองปลูกต้นกล้วยดูได้ครับไม่เสียหลายเลยทีเดียวครับ

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน