Posts Tagged ‘ดอกเบี้ย’



คำถามโลกแตกมาแต่เช้าเลยวันนี้ -__-!!! สาเหตุที่ต้องยกมาพูดก็เพราะว่าไม่รู้องค์ไหนลงเทพไหนมาจุติจึงมาสิงสถิตเพื่อนเกษตรเราหลายท่านให้ส่งคำถามเหมือนกันมาในช่วงเวลาเดี๋ยวกัน นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะยกมาพูด

 

การกู้ ธกส ก็เรื่องหนึ่งซึ่งต้องปฏิบัติตามกติกาที่ถูกวางไว้แต่ต้องเข้าใจว่าช่วงนี้เสี่ย ธ เค้าเป็นโรคทรัพย์จางจากโครงการเลี้ยงปู เลยทำให้เฮียเครียด หน้ามืดบ้าง คลั่งบ้าง เฮี้ยนบ้างอะไรบ้าง บางทีก็ชักหน้าไม่ถึงหลังเลยต้องมีระบบต้องกันตัวด้วยการเข้มงวดในการปล่อยกู้และจำนวนสมาชิกหรือแม้แต่จำนวนสินเชื่อที่ปล่อยออกมา ซึ่งมึงก็ควรจะเข้มงวดมาตั้งนานแล้ว!!! ทีอาเสี่ยไปขอกู้หละที่ดินเท่าแมวดิ้นตายดันให้เงินเป็นโอ่ง ทีป้าใสข้างบ้านไปกู้ใช้โฉนดเป็นปึกยังได้ตังมานิดเดียว -___-!!! อันนี้แซวเล่นนะแต่เสือกเป็นเรื่องจริง วะ ฮ่ะๆ

 

ดอกดีไหม! (จะดอกเบี้ยรึดอกทองก็หยาบคายทั้งคู่ ฮ่ะๆ)

 

มาว่ากันต่อด้วยเรื่องที่เราพอจะควบคุมกันได้ดีกว่าเนอะ!

 

ไม่เข้าใจว่าทำไมแค่เลี้ยงปลายังต้องไปขอกู้ ธกส ด้วย! หรือว่าพ่อแม่พันธุ์ปลาเจอภาษีมูลค่าเพิ่มจนตัวละเป็นแสนเหมือนราคาประมูลภาครัฐ ก็ไม่น่าจะใช่! หรือคิดจะเลี้ยงปลามังกรไว้ผลิตอาหารแมว -__-!!!

 

บางครั้งบางทีธุรกิจบางอย่างก็ควรจะเริ่มต้นด้วยขนาดเล็กๆ ก่อนเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเลี้ยงปลาและศึกษาตลาด ศึกษาต้นทุนและศึกษาความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง เช่น ต้นทุนการเลี้ยง อัตราการเจริญเติบโต นิสัยการบริโภคซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากเพราะแต่ละตลาดต้องการขนาดปลาที่ไม่เหมือนกัน หากจะส่งปลาขายให้ร้านอาหารก็ขนาดหนึ่ง ส่งตลาดสดก็อีกขนาดหนึ่งหรือส่งโรงแรมก็อีกขนาดหนึ่ง ไม่รู้ว่าท่านผู้อ่านจะเชื่อไหมว่าหากเราเลี้ยงปลาบ่อเท่ากัน ขนาดลูกปลาเท่ากัน อาหารเหมือนกัน เหมือนกันทุกเงื่อนไขรวมทั้งหน้าตาคนให้อาหารเหมือนกันด้วยเอ้า! แต่บ่อหนึ่งอยู่ที่เชียงใหม่และอีกบ่อหนึ่งอยู่ที่สุพรรณบุรีผลการเจริญเติบโตออกมาจะไม่เท่ากันเพราะน้ำที่เชียงใหม่จะมีแร่ธาตุจากดินและสภาพอากาศเย็นสลับอุ่นทำให้ปลาโตช้ากว่าปลาที่เลี้ยงที่สุพรรณบุรี

 

และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราไปกู้เงินมาลงทุนขนานใหญ่แต่ไม่ได้ศึกษาตลาดจนทำให้ขายปลาไม่ได้ตามราคาหรือขนาดที่คาดหวังไว้และปลาก็กินทุกวันๆ โดยไม่สนใจว่าเจ้านายมันเสียค่าอาหารเท่าไหร่ จำนวนปลามากก็ใช่ว่าจะขายได้ง่ายๆ หากไม่จองตลาดเพื่อรองรับ ดอกเบี้ยจากการกู้ก็ไล่มาเป็นเงาตามตัวคงจะปวดใจหน้าดู

 

และจะดีกว่าไหมหากเราจะเลี้ยงปลาจำนวนน้อยๆ ก่อนเพื่อฝึกฝนและศึกษาตลาด หากประสบความสำเร็จงดงามค่อยขยายขนาดกันต่อไปก็ไม่สาย หากคิดจะเลี้ยงปลาจริงๆ หละก็เงินทุนแค่ 1,500 – 2,000 ก็เลี้ยงได้แล้วหละครับ (อันนี้หรูแล้วนะ เพราะผู้เขี้ยนเริ่มเลี้ยงปลาด้วยเงินทุนแค่ 500 (ค่าบ่อซีเมนต์) + 80 (ค่าพันธุ์ปลา) + 200 (ค่าอาหารซึ่งหลังๆ ประชดด้วยการทำเอง) ขายครั้งแรกก็ลำบากนิดหนึ่งเพราะต้องไปเสนอขายแม่ค้าแต่หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นที่รู้จักของแม่ค้าและเพื่อนบ้านจนเดี๋ยวนี้ไม่อยากเจอหน้าใครอยากมุดอยู่ในหลืบเพราะปลาไม่พอส่งจนต้องเพิ่มจำนวนบ่อขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ

 

Fish pools

*** เห็นไหม แค่นี้ก็เลี้ยงปลาได้แล้ว ใช้เงินทุนไม่เยอะ ไม่เห้นจำเป็นต้องบากหน้าไปกู้ให้เหนื่อยเลย ***

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***

*** หรือจะเลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์เหมือนผู้เขียนก็ได้ ใช้ทุนไม่เยอะ ***

Tilapia fish - Azolla-003

ทดลองเลี้ยงปลานิลด้วยแหนแดงในวงบ่อซีเมนต์ ตอนที่ 2 ปล่อยปลานิลในบ่อเลี้ยงแหนแดง

สำคัญที่สุดอยากจะบอกเหลือกเกินว่านิสัยธนาคารยังไงก็เป็นธนาคารอยู่วันยังค่ำ ต่อให้เป็น ธกส ก็เถอะก็มักจะเชื่อตัวเลข เชื่อในสิ่งที่เห็นหรืออนุมัติสินเชื่อให้กับธุรกิจหรือโครงการเกษตรที่เริ่มไปแล้วเพราะมีความน่าเชื่อถือกว่าและมีการดำเนินการจริง มากกว่าปล่อยกู้ให้กับใครก็ไม่รู้ที่มีแค่เอกสารหรือคำพูดลอยๆว่าจะทำอย่างนี้จะทำอย่างนั้น ความน่าเชื่อถือมันต่างกันครับระหว่างคนที่เริ่มทำไปแล้วกับคนที่กำลังจะทำ ลองนึกภาพว่าเราเป็นคนปล่อยกู้สิเราจะให้ใครหละระหว่างคนที่ดีแต่พูดเพ้อฝันถึงโครงการในอนาคตกับคนที่เริ่มเลี้ยงปลาไปแล้วแต่บ่อเล็ก เราคิดยังไงธนาคารก็คิดแบบนั้นครับเพราะธนาคารเป็นพ่อค้าเงิน

 

ร้อยละ 70 ของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในด้านการเกษตรคือกลุ่มคนที่เริ่มมาจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยขยายตัวไปเรื่อยๆ ครับ เพราะเมื่อไหร่ที่ท่านเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วประสบความสำเร็จแล้วก้าวต่อไปในจุดที่ใหญ่กว่าท่านจะรู้ว่าเงินทุนเป็นสิ่งจำเป็นน้อยกว่าการตลาดครับ และการกู้เงินก็อาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้เมื่อวงจรธุรกิจของท่านเริ่มเดินอย่างมีประสิทธิภาพจากจุดเล็กๆ  (ซึ่งควบคุมง่ายกว่าเยอะ)

 

หากคิดจะกู้ ธกส หรือธนาคารใดก็แล้วแต่ให้สำเร็จจริงๆ ก็อยากจะแนะนำให้เริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวท่านและสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนาคารว่า “เฮ้ย! ไอ่นี่มันเอาจริงว่ะ เงินชั้นไม่ปลิวหายไปกับสายลมแน่ -__-!!!”

 

แต่โดยส่วนตัวแล้วไม่อยากให้กู้เลยเพื่อนเอ๋ย!

ขอให้โชคดีสมหวังในจริงที่ตั้งใจครับ

 

เอะ! สำนวนการเขียนดัดจริตแบบนี้เราได้แต่ใดมา ผู้เขียนว่าคนที่องค์ลงไม่ใช่เพื่อนๆ ที่ถามเข้ามาแล้วหละ สงสัยจะเป็นผู้เขียนเสียเอง!

(หนูไม่รู้ หนูเมา!)



อากาศดีๆ แบบนี้มาคุยกันเรื่องบัตรเครดิตเกษตรกรดีกว่า หุหุหุ

อย่างที่ท่านผู้อ่านทราบกันดีว่ารัฐบาลมีนโยบายจัดทำบัตรเครดิตให้เกษตรกรเพื่อใช้เป็นทุนหรือเพิ่มสภาพคล่องในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อกิจกรรมทางการเกษตร

 

ส่วนเงื่อนไขและข้อตกลงของบัตรสินเชื่อเกษตรกรนั้นได้แก่

 

1. บัตรเครดิตเกษตรกรนี้ไม่สามารถกดเป็นเงินสดได้

 

2. ใช้ซื้อปัจจัยการผลิตโดยไม่ต้องจ่ายเงินสด เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ยใส่นาข้าว และยากำจัดศัตรูพืชในนาข้าวเป็นต้น แต่เดิมนั้นการใช้บัตรนี้จำกัดความแค่ชาวนาแต่ปัจจุบันได้ขยายความครอบคลุมไปสู้อาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรด้วย เช่น ชาวสวนยางพารา ชาวไร่อ้อย ชาวไร่มันสำปะและชาวสวนหลังเป็นต้น

 

3. ใช้ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่ไม่เกินวงเงินที่กำหนด ซึ่งแต่ละรายจะมีวงเงินที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสาขาอาชีพ กระแสเงินสดในบัญชี และความเหมาะสมของผู้ถือบัตร

 

3. สามารถใช้บัตรเครดิตเกษตรกรนี้ซื้อสินค้าทางการเกษตรและอุปกรณ์ทางการเกษตรต่างๆ ได้กับร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนกับ ธกส ในจังหวัดนั้นและร้านที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็ใช้ไม่ได้ อิอิอิ

ปลอดดอกเบี้ย 30 วันแรกเมื่อใช้บัตรแต่ละครั้งและจะปิดยอดทุกๆ วันที่ 30 ธันวาคมของทุกปีโดยนำสมุดเหลือง และบัตรประชาชนติดต่อขอรับบัตรได้ที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ท่านสังกัดอยู่

*** ตามความเห็นส่วนตัวนั้นบัตรเครดิตเกษตรกรนั้นคล้ายกับสินเชื่อเพื่อการเกษตรที่ทาง ธกส เคยมีโดยจะโอนเงินเข้าบัญชีให้กับเกษตรกรแล้วไปจัดซื้อจัดหากันเองตามอัธยาศัยก็ปรากฏว่ามีการใช้จ่ายกันอย่างผิดจุดประสงค์ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการชำระหนี้และกระแสเงินที่ไหลไปทางอื่น เห็นว่าไหลลงไปในขวด อิอิอิ -__-!!! ทาง ธกส ก็เลยออกมาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยยังคงการให้สินเชื่อกับเพื่อเป็นทุนกับเกษตรกรอยู่เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้นเอง นับว่าเป็นนวัฒกรรมทางสินเชื่อของ ธกส ก็ว่าได้และก็หวังว่าจะแก้ปัญหาการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของเกษตรกรได้ ***

Credit Card*** ขอขอบคุณรูปภาพจากทาง ธกส ครับ ***



นี่เป็นคำถามแรกๆ ที่เกิดขึ้นในหัวของผู้เขียนซึ่งในขณะนั้นค่อนข้างจนไม่มีเงินก้อนพอที่จะซื้อที่ดินไว้ใช้ในการเกษตร (ปัจจุบันก็ยังจนอยู่ ฮ่ะๆ) ครั้นจะไปขอสินเชื่อสำหรับซื้อที่ดินเปล่าก็ยุ่งยากและให้ผลไม่ต่างกัน คือมีอยู่ไม่กี่ธนาคารที่ให้สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินเปล่าและหนึ่งในนั้นคือธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งผู้เขียนนิยมชมชอบเป็นการส่วนตัว แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่สามารถขอสินเชื่อได้ในครั้งนั้นเพราะวิธีคิดและหลักการของทางธนาคารนั้นจะให้สินเชื่อได้ประมาณ 70 – 80% จากราคาประเมิน ซึ่งราคาประเมินนั้นจะต่ำกว่าราคาซื้อขายที่เป็นอุปสงค์อุปทานตามราคาตลาดเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด และยิ่งเป็นที่ดินตาบอดที่ไม่มีทางติดกับถนนหรือทางออกแล้วยิ่งถูกไปกันใหญ่แล้วแบบนี้ก็ไม่ต่างกับไม่ได้ขอสินเชื่อเพราะต้องหาเงินก้อนจำนวนมากมาเพิ่มอยู่ดีแถมการขอสินเชื่อก็ยุ่งยากหลายขั้นตอน

สุดท้ายจึงลงเอยด้วยการใช้ประโยชน์จากความเป็นมนุษย์เงินเดือนด้วยการขอสินเชื่ออีกรูปแบบหนึ่งคือสินเชื่อบุคคล (Personal Loan) และสินเชื่อบัตรเครดิต (Credit Card) แล้วรวบรวมมาเป็นเงินสดเพื่อซื้อที่ดิน แล้วนำที่ดินนั้นเข้าจำนองกับทางธนาคารแล้วนำเงินนั้นไปปิดบัญชีสินเชื่อที่ได้ขอมาเบื้องต้น (อื้มนะ สลับซับซ้อนดีนะแต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะในสถานการณ์นั้นมีทางเลือกไม่มาก ครั้นจะรอเก็บเงินสดจนได้เป็นก้อนนั้นก็เห็นจะเป็นได้ยากเพราะต้องใช้เวลาแถมสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือว่าราคาที่ดินมักจะถีบตัวขึ้นสูงตามแรงอุปสงค์อุปทาน) บางครั้ง บางที สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากกว่าเรื่องเงินก็คือเวลาและโอกาส เงินนั้นยังสามารถหาได้แต่โอกาสและเวลานั้นอาจจะหาไม่ได้อีกแล้วและโดยเฉพาะสินค้าที่เรียกว่าที่ดินที่มีลักษณะเฉพาะตัวนั้นโอกาสเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง (แต่ละแปลงไม่เหมือนกัน จะมีความแตกต่างไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่ง เช่น ทำเล, ราคาหรือสภาพความสมบูรณ์ของดินเป็นต้น)

วิธีนี้ไม่เป็นที่แนะนำยกเว้นเสียแต่เพื่อนๆ ทำการบ้านมาอย่างดีคือศึกษาสภาพคล่องของตนเองมาอย่างดีเพราะช่วงแรกๆ นั้นต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอย่างหนัก และเพื่อนๆ ต้องศึกษาเป็นอย่างดีว่าธนาคารไหนรับจำนองที่ดินเปล่าและได้เงินกลับมาปิดหนี้เท่าไหร่ทั้งยังต้องคำนวณและไตร่ตรองด้วยว่าที่ดินผืนนั้นควรจะใช้ประโยชน์ในรูปแบบใดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและรวดเร็วที่สุดเพื่อนำเม็ดเงินกลับมาช่วยจ่ายดอกเบี้ยต่างๆ จากการกู้ยืม ความทำการบ้านอย่างดีก่อนจะใช้วิธีนี้

สำหรับผู้เขียนนั้นถือเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ทั้งดอกเบี้ยและความยุ่งยากต่างๆ เพราะทันทีที่ได้ที่ดินผืนนั้นมาก็รีบทำการเพาะปลูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อนำเงินกลับมาใช้ปิดหนี้สิน ซึ่งนับว่าโชคดีเพราะผลผลิตทางการเกษตรรอบนั้นขายได้ถูกเวลาและได้ราคาดี

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน