Posts Tagged ‘ดิน’



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งได้ส่งข้อความมาถามผู้เขียนว่า “ที่บ้านมีแกลบดิบเยอะ จะนำมาทำปุ๋ยได้อย่างไร?”
ก็นั่นแหละนะ ตอบมั่วๆ ตามประสาผู้เขียนให้รอดไปวันๆ อิอิอิ ไม่รู้ว่าท่านอื่นทำอย่างไรบ้างแต่ผู้เขียนก็มีแต่วิธีบ้านๆ หากพอจะมีประโยชน์ก็ยินดีเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเศษวัสดุเหลือใช้ (แต่เดี๋ยวนี้มีราคาแล้ว อิอิอิ) จากการสีข้าวนั้นมีอยู่ 2 อย่างคือรำละเอียดที่สามารถนำไปทำส่วนผสมอาหารสัตว์หรือใช้เป็นอาหารได้โดยตรงเพราะมีสารอาหารพอสมควรและหากสังเกตดีๆ จะเห็นจมูกข้าวปนอยู่เป็นจำนวนมาก และอย่างที่สองที่ได้จากกระบวนการสีข้าวก็คือแกลบดิบหรือแกลบหยาบ อันนี้ก็แล้วแต่จะเรียกกันตามภูมิภาคซึ่งจะมีราคาค่างวดถูกกว่ารำละเอียดอยู่มาก แต่ก็ยังมีราคาอยู่ดี (แถวบ้านขายตันละ 1,200 บาท) เพราะนิยมนำไปทำวัสดุปูพรมเล้าไก่ หรือบางที่รวยจัดเหลือเยอะจัดก็นำไปทำเป็นเชื้อเพลิงชีวะมวล หรือโรงสีบางที่ก็นำไปเป็นเชื้อเพลิงซะเลย นัยว่าประโยชน์หลากหลายและยิ่งเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีดีขึ้นและอาหารสัตว์แพงขึ้นมากจนทำให้เราได้เห็นเครื่องบดแกลบเป็นรำละเอียดเพื่อทำเป็นอาหารสัตว์

แกลบดิบเป็นวัสดุที่ไม่ค่อยอุ้มน้ำและมักจะลอยน้ำ (นอกเสียจากว่าจะแช่น้ำไว้นานจริงๆ -__-!!!) ทำให้จุลินทรีย์ไม่ค่อยชอบเลยย่อยสลายได้ช้า ยิ่งแกลบใหม่ๆ ที่พึ่งเสร็จจากการสีข้าวหมาดๆ ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ผู้เขียนเลยนิยมผสมอย่างอื่นเข้าไปด้วย เช่น ดิน ปุ๋ยคอก หรือเศษพืชเพื่อเร่งการย่อยสลายของแกลบดิบแล้วตามด้วยน้ำพรมให้ชุ่มก็จะทำให้การย่อยสลายแกลบดิบที่จุลินทรีย์ย่อยลำบากดีขึ้น (จุลินทรีย์ไม่มีฟันมั้งเลยเคี้ยวลำบาก)

Soil-001

*** คลุกดินกับแกลบดิบตามอัตราส่วนที่พอดีกับฐานะ มีมากใส่มากมีน้อยใส่น้อยเดี๋ยวดีเอง วะ ฮ่ะๆ -__-!!!***

Soil-002

*** ใส่เศษพืชลงไปเพื่อช่วยในการย่อยสลาย เศษผัก เศษหญ้าอะไรก็ได้ เผอิญว่าผู้เขียนติดหรูเลยใส่แหนแดงลงไปกลัวว่าปุ๋ยจะไม่มีในโตรเจน อุ อุ อุ -__-!!!***

Soil-003

*** ใส่ปุ๋ยคอกลงไปหน่อยเพื่อสารอาหารและแร่ธาตุที่ครบสมบูรณ์ ใส่ก็ได้หรือไม่ใส่ก็ได้ ตำรวจไม่จับ***

Soil-004

*** เสร็จแล้วก็กองไว้กับพื้นดินแต่เผอิญว่าไก่บ้านผู้เขียนอย่างอัธพาลเลยต้องใส่ในบ่อซีเมนต์ให้มิดชิด -__-!!!***

Soil-005

*** อาจจะเพิ่มความหรูหราหรือไฮโซอีกนิดด้วยการราดด้วย พด ผสมน้ำเพื่อเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในการย่อยสลาย ใส่ก็ดีไม่ใส่ก็ได้ผู้ใหญ่บ้านไม่ด่า -__-!!!***

Soil-006

*** เสร็จแล้วก็อาจจะหาวัสดุคลุมเพื่อรักษาความชื้น***

ปุ๋ยหมักไม่ได้เน้นไปที่วัสดุแบบใดแบบหนึ่งแต่ผู้เขียนอยากให้เพื่อนๆ มองหาวัสดุเหลือใช้ในชุมชน ที่ไม่มีราคาค่างวดมาเป็นปุ๋ยหมัก เช่น เศษผักจากตลาด เศษวัชพืช เศษขยะสด หรือผักตบชวามาทำเป็นปุ๋ยหมักซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งจากการทดขยะในชุมชนและเพิ่มแร่ธาตุบำรุงดินไปในตัว

*** ปล. วันนี้หากอ่านไปแล้วรู้สึกหมั่นไส้ในอาหารดัดจริตของผู้เขียนก้ขออภัยไว้ล่วงหน้าเพราะออกจะมีอาการเมากาว -__-!!! ***



เริ่มมีแม่ค้ามาเฝ้าหน้าสวนคอยเยี่ยมๆ มองๆ แถวกอตะไคร้ เป็นสัญญาณว่าราคาตะไคร้เริ่มขยับขึ้น พอตกเย็นก็มีแม่ค้าเจ้าประจำที่รู้จักมักคุ้นกันดีมาขอซื้อ 200 กิโลกรัมก็ชวนขุดกันเหงื่อท่วมเลยทีเดียวกับตะไคร้อายุ 7 เดือนจำนวน 40 กอ ขายให้ราคากันเองหน้าสวนแถมต้องมาขุดเอง ตัดเอง ล้างเองที่กิโลกรัมละ 10 บาท เอะนี่เราใช้แรงงานแม่ค้าหนักไปไหมเนี่ยะ -___-!!! ก็เป็นอันว่าอยากจะมาแจ้งข่าวให้กับเพื่อนพี่น้องเกษตรทราบว่าฤดูร้อนอันแสนจะเลวร้ายได้เปิดฉากตัดริบบิ้นไปเรียบร้อยแล้วด้วยแม่ค้าเจ้าประจำและก็จะตามมาด้วยฤดูตัดตะไคร้ขายเพราะช่วงเดือน 3 – 5 จะเป็นช่วงที่ตะไคร้ราคาแพง และถ้าคิดจะปลูกขายก็ต้องปลูกให้ตรงกับช่วงนี้ถึงจะได้ราคาดีและมีความต้องการสูงขนาดแม่ค้ามาแย่งซื้อหน้าสวนเลยทีเดียว ทีฤดูอื่นหละไม่ชายตามองเลยหละ หุหุหุ
เอ้อออ!!! น้อยไปก็ไม่ดีมากไปก็ไม่ดีนะคนเรา

อ่ะมาว่ากันต่อดีกว่าสำหรับวิธีปลูกตะไคร้สำหรับเพื่อนๆ ชาวเกษตรที่อยากจะปลูกตะไคร้ไว้ดูเล่นหรือหาเงินค่าน้ำมันช่วงฤดูร้อน
ตะไคร้เป็นพืชที่ปลูกง่ายและใช้พื้นที่น้อย การดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยากเพราะแมลงต่างๆ ไม่ชอบกลิ่นฉุนเลยไม่ค่อยมารบกวน แต่ถ้าหากจะปลูกให้งามและได้ผลดีก็ต้องมีวิธีกันบ้างหละ

1. การเตรียมดินสำหรับปลูกตะไคร้นั้นบางท่านก็มีเคล็ดลับเฉพาะหรือสูตรเฉพาะตัวของใครของมันซึ่งก็ว่ามันไปตามถนัด ส่วนของผู้เขียนนั้นชอบที่จะใช้มูลวัวหรือปุ๋ยหมักจำนวน 3 คันรถ 10 ล้อต่อไร่แล้วไถพรวนปนไปกับดินก่อนจะขึ้นร่องแปลง ส่วนเหตุผลเดียวที่ใช้ปุ๋ยคอกเยอะเพราะดินของผู้เขียนไม่ค่อยดีมีคุณภาพเท่าไหร่นักเลยต้องใส่อินทรียวัตถุมากเป็นพิเศษ หากท่านไหนมีดินคุณภาพดีอยู่แล้วก็ข้ามขั้นตอนนี้เข้าสู่ขั้นตอนไถได้เลย
1.1 หรือหากต้องการปลูกเป็นหลุมก็สามารถขุดหลุมให้ลึกประมาณ 10 – 15 เซนติเมตรแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก

2. เตรียมหลุมปลูกด้วยระยะห่าง 1 x 1 เมตร พื้นที่ขนาด 1 ไร่ปลูกได้ประมาณ 1500 กอ ผู้เขียนเคยทดลองปลูกด้วยระยะ 50 x 50 เซนติเมตรแต่ก็ปรากฏว่าจำนวนผลผลิตที่ได้ไม่เท่ากับระยะ 1 x 1 เมตรและโตช้ากว่า ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการแย่งอาหารและแสงแดดก็เป็นได้

3. เตรียมต้นพันธุ์สำหรับปลูก ควรจะคัดจากกอที่มีอายุประมาณ 7 – 8 เดือนด้วยการขุดออกทั้งกอแล้วจึงตัดใบตัดรากออกแล้วคัดแยก หลังจากนั้นนำมาแช่น้ำความลึกพอท่วมโคนประมาณ 1 สัปดาห์หรือจนกว่าจะเห็นรากเริ่มงอกออกมา หากท่านไหนคิดว่าไม่ทันใจก็สามารถใช้น้ำยาเร่งรากได้ในขั้นตอนนี้

4. นำตะไคร้ที่รากงอกพร้อมปลูกแล้วลงหลุม อาจจะใช้ 3 – 4 ต้นต่อหลุมด้วยการปลูกเฉียงๆ ไม่ควรปักตรง ขั้นตอนนี้ผู้เขียนนิยมรดน้ำลงก้นหลุมก่อนปลูกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน

5. การรดน้ำนั้นสามารถทำได้ในระยะ 5 – 7 วันต่อครั้งแต่ผู้เขียนวางระบบน้ำให้กับแปลงตะไคร้แล้วรด 3 วันต่อ 1 ครั้ง จากการทดลองปลูกด้วยตัวเองทำให้ทราบว่าตะไคร้เป็นพืชที่ชอบน้ำพอสมควรหากปริมาณน้ำไม่เพียงพอแล้วจะทำให้ลำต้นลีบและฝ่อหรืออาจจะแห้งตายได้ในที่สุด

6. การให้ปุ๋ยนั้นผู้เขียนได้รับคำแนะนำจากเกษตรกรท่านหนึ่งที่แนะนำผู้เขียนให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 จำนวน 40 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือนแต่จนแล้วจนรอดผู้เขียนก็ได้แต่ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักตามที่เขียนถนัดด้วยจำนวน 1 กิโลกรัมต่อกอทุกๆ 20 วัน หากเพื่อนๆ ท่านไหนอยากจะลองใช้ปุ๋ยเคมีควบคู่ไปด้วยก็ไม่ว่ากันตามแต่ความถนัดและทรัพยากรที่มีอยู่

7. การเก็บเกี่ยวตะไคร้นั้นสามารถทำได้ในระยะเวลา 7 – 8 เดือนหลังปลูก หรือมากสุดด้วยระยะเวลา 1 ปีหลังจากปลูกและไม่ควรทิ้งตะไคร้ให้นานเกิน 1 ปีครึ่งตะไคร้เพราะจะแสดงอาการกอฝ่อหรือใบเริ่มแห้งและหัวตะไคร้จะฝ่อแห้ง ส่วนวิธีการเก็บเกี่ยวนั้นก็สามารถทำได้ 2 ลักษณะคือการขุดยกกอหรืออาจจะทยอยตัดไปเรื่อยๆ ก็ได้ น้ำหนักประมาณการตามที่ผู้เขียนปลูกนั้นอยู่ที่ 5 – 7 กิโลกรัมต่อกอ

ตะไคร้เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว และไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืชมารับกวนทำให้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเรื่องของการใช้ยาฆ่าแมลงนั้นแทบจะไม่ต้องเสีย จึงเหมาะสำหรับทั้งปลูกเป็นพืชหลักและการปลูกแซมในไร่สวนหรือระหว่างต้นมะม่วงก็ยังได้ จึงนับว่าตะไคร้เป็นพืชที่อยากจะแนะนำให้ปลูก ^_^Picture 464

Picture 461



น้ำเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับการเกษตรเลยก็ว่าได้ ซึ่งโดยปกติแล้วพืชดูดซึมน้ำด้วยรากฝอยหรือบางชนิดก็สามารถดูดซับน้ำทางปากใบได้ (ใต้ใบ) แต่ส่วนใหญ่ก็ดูดซับทางรากเป็นหลัก พืชจะเจริญเติบโตได้นั้นก็ด้วยระบบรากพืชที่ดีมีประสิทธิภาพเพราะเป็นตัวดูดซับอาหารและน้ำขึ้นไปเลี้ยงลำต้น และการที่รากจะเจริญเติบโตหรือแผ่ขยายไปได้นั้นก็ต้องอาศัยน้ำในดินหรือความชื้นเพราะรากพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการความชื้นทั้งความชื้นจากรากเองและความชื้นในดิน หากเป็นพืชต้นเล็กนั้นการให้น้ำแบบน้ำหยดก็เหมาะสมแต่หากเป็นพืชที่มีรากแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างการให้น้ำก็คงต้องขยายออกไปตามรัศมีรากเพื่อให้รากสามารถดูดซับน้ำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ระบบน้ำหยดสำหรับการเกษตรเป็นระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งเพราะประหยัดน้ำเหมาะสำหรับพืชที่มีขนาดเล็กหรือรัศมีรากไม่กว้างมาก หรือเกษตรกรบางรายใช้ระบบน้ำหยดหลายจุดสำหรับพืชที่มีลำต้นใหญ่ซึ่งก็แล้วแต่การประยุกต์ใช้งาน ข้อเสียของการให้น้ำระบบหยดก็คือการมีระบบกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพหรือไม่แล้วระบบน้ำหยดก็จะติดขัดได้หากมีเศษตะกอนไปอุดตัน

Water Filter

*** ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***Water Dripping

*** ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***

การใช้ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์หรือมินิสปริงเกอร์เป็นระบบที่นิยมมากสำหรับพืชที่มีรัศมีรากกว้างหรือพืชขนาดเล็กที่มีระยะชิดทำให้การกระจายน้ำเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งสำหรับรากพืชและเพิ่มความชื้นในดิน ส่วนข้อเสียนั้นก็คงเป็นเรื่องของแรงดันน้ำที่ต้องใช้ปั๊มน้ำในการทำงานเพราะสปริงเกอร์แต่ละตัวนั้นใช้แรงดันน้ำค่อนข้างมากในการทำงานPicture 300

*** ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ ***

การให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นต้องคำนึงถึงลักษณะของต้นพืชเป็นหลัก เพราะหากให้น้ำพืชจำนวนเท่ากันแต่เทลงจุดเดียวเหมือนการทำงานของระบบน้ำหยดแล้วก็คงไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าไหร่นักเพราะถึงแม้ว่าพืชจะได้น้ำในปริมาณที่เพียงพอแต่การดูดซึมไปใช้งานอาจจะไม่ดีเท่ากับการกระจายอย่างทั่วถึง และหากดินไม่มีความชื้นที่เพียงพอรากก็ไม่สามารถแผ่ขยายออกไปได้เช่นกันทำให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่มีเท่าที่ควร



เพื่อนๆ ถามกันเยอะครับว่าหน้าร้อนนี้ปลูกอะไรดี คำตอบก็ยังเป็นเหมือนเดิมครับปลูกพืชผักสวนครัวที่โตทันเดือนเมษายน รับรองเห็นเงินครับ

ส่วนเพื่อนๆ ที่ถามผู้เขียนว่าปลูกอะไรรอฤดูร้อนนี้? จริงๆ พืชแต่ละอย่างก็แล้วแต่ตลาดในพื้นที่นั้นๆ ด้วยเหมือนกัน เช่น เพื่อนๆ บางท่านปลูกผักพื้นบ้าน ผักกรูด ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ส่วนตัวผู้เขียนนั้นปลูกถั่วผักยาวไว้รอครับเพราะต้องชำระแค้นกับแดดเมื่อเมษายนที่ผ่านมาเสียหนึ่งรอบเพราะเผาดอกถั่วฝักยาวที่สวนจนร่วงหล่นลงพื้นทำให้น้ำตาผู้เขียนร่วงตามจากความเสียดายเงิน กิโลกรัมละ 25 บาทราคาหน้าสวนแบบคละขนาดเลยนะท่านผู้อ่าน ขึ้นเป็น 2 เท่าของปกติแต่ก็ไม่มีปัญญาส่งให้แม่ค้าเพราะดอกร่วงหมดและปีนี้ก็เตรียมตัวมาดีพอสมควร หุหุหุ ระบบน้ำวางเรียบร้อย ผ้าใบกันแดดขึงเรียบร้อย หุหุหุ ม่ะ มาลองกันซักตั้ง

ถั่วฝักยาวนั้นปลูกง่ายๆ เก็ยเกี่ยวได้ไวหากเพื่อนๆ ท่านไหนอยากลองปลูกก็อยากจะสนับสนุนครับ
ขั้นตอนนั้นก็ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนขอเพียงมีการดูแลเอาใจใส่ก็จะเก็บดอกเก็บผลได้อย่างน่าชื่นใจ ปลูกง่ายๆ แต่ถ้าจะปลูกเพื่อการค้าก็ต้องใส่ใจกันหน่อย ^_^ อายุ 50 – 60 วันก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

1. ถั่วฝักยาวชอบดินที่มีความเป็นกรด – ด่างเป็นกลาง (5.5 – 6.0) เพราะฉะนั้นการเตรียมดินจึงต้องให้เหมาะสมทั้งการระบายน้ำ ปริมาณธาตุอาการโดยการยกร่องกว้าง 1.20 – 1.50 เมตรแล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดินแล้วตากดินไว้ 7 – 10 วันเพื่อฆ่าเชื้อราต่างๆ และแมลงศัตรูพืชที่ยังอยู่ในดิน หรือหากมีปูนขาวปูนมานก็จะช่วยได้อีกแรงโดยการโรยบางๆ ให้ทั่วเพื่อปรับสภาพดิน

2. ขุดหลุมปลูกระยะห่าง 50 – 60 เซนติเมตรแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอีกครั้งแล้วตามด้วยการหยอดเมล็ด 2 – 3 เมล็ดต่อหลุม กลบดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่ามากจนแฉะทุกวันจนกว่าเมล็ดจะงอก

3. หลักจากเมล็ดงอกแล้วควรหาไม้มาปักเพื่อให้เถาของถั่วฝักยาวมีที่เกาะและเลื้อย เกษตรกรบางรายปักสลับบางรายปักไคว้หรือบางรายปักตรงซึ่งแล้วแต่พื้นที่และลักษณะการเก็บเกี่ยว ส่วนผู้เขียนนั้นปักตรงครับเพราะรู้สึกว่าเก็บง่ายและปลูกได้จำนวนต้นที่มากกว่า

IMG_3366

4. ช่วงระยะออกดอกไม่ควรให้น้ำขาดเพราะจะทำให้ดอกร่วงหรือไม่ติดฝักได้ และควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหลังจากที่ดอกเริ่มติดฝักแล้ว
IMG_3348

5. การเก็บเกี่ยวนั้นแล้วแต่ขนาดที่ต้องการของตลาดโดยถั่วฝักยาวสามารถเก็บเกี่ยวได้ในระยะเวลา 50 – 60 วันหลังจากปลูก โดยสามารถเก็บได้ช่วงเช้าหรือเย็นทุกๆ 2 – 3 วันขึ้นอยู่กับขนาดที่ต้องการ

*** ถั่วฝักยากเป็นพืชที่ชอบแดดแต่ดอกร่วงมากเพราะแดดช่วงหน้าร้อนจึงอยากจะแนะนำให้คลุมด้วยผ้าใบกันแดดหรือแสกลนเพื่อไม่ให้แดดโดนดอกถั่วโดยตรงจนทำให้ดอกแห้งร่วง

IMG_3356



ปอเทืองนะครับ  ปอเทือง ไม่ใช่ประเทือง หุหุหุ อย่าอ่านผิดหละ

 

สงสัยคงต้องตั้งสมาคม“ชาวสวนดินเสีย” ให้เป็นเรื่องเป็นราวซะทีหลังจากมีเพื่อนๆ หลายท่านถามไถ่ถึงการปรับปรุงบำรุงดินเพราะเนื่องจากสภาพดินที่สวนของเพื่อนๆ หลายท่านถูกใช้งานมาอย่างหนักก่อนหน้านี้โดยไม่ได้บำรุงรักษา บ้างก็ใช้สารเคมีจนเสียสภาพ สำหรับผู้เขียนแล้วแร่ธาติในดินก็คงเหมือนน้ำในโอ่ง หากเราใช้ไปจนหมดก็คงจะไม่เหลือให้ใช้แต่ถ้าเราตักคืนบ้างก็จะพอมีใช้ แต่ที่แน่ๆ ดินมีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน

 

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบปรับปรุงดินด้วยการปลูกพืชตละกูลถั่วคลุมแล้วไถกลบ หรือบางแปลงก็ปลูกให้คลุมหน้าดินอยู่แบบนั้นเลย และพืชที่ได้รับความนิยมสำหรับการปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดก็คือปอเทือง โดยวิธีปลูกก็ง่ายแสนง่ายไม่ได้พิเศษไปกว่าการเพาะปลูกพืชถั่วๆ ไป แต่จะให้ดีก็ควรปลูกช่วงหน้าฝนเพราะการงอกสูงสุดและประหยัดแรงงานในการรดน้ำ

 

ว่าด้วยเรื่องลักษณะทางกายภาพของปอเทืองก่อน ปอเทืองนั้นเป็นพืชตละกูลถั่ว  เป็นไม้พุ่มความสูง  100 – 300  เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง  ฝักเป็นรูปทรงกระบอก  เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้าตาล ความยาวประมาณ  6  มิลลิเมตร มี 10 -20  เมล็ด / ฝัก

IMG_1915

การปลูกปอเทืองนั้นทำได้ทั้งแบบเตรียมดินและแบบไม่เตรียมดิน แต่หากต้องการให้ได้ประสิทธิผลสูงสุดผู้เขียนขอแนะนำว่าให้ไถเตรียมดินเล็กน้อยแล้วหว่านปอเทือง 5 – 8 กิโลกรัมให้ทั่วพื้นที่ แล้วไถกลบเพื่อการงอกที่มีประสิทธิภาพและควรจะปลูกช่วงหน้าฝนเพื่อให้ความชื้นในดินเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ดปอเทือง เมื่อครบ 45 – 50 วันพอเริ่มออกดอกก็สามารถไถกลบเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้กับดิน หรือหากต้องการเมล็ดก็สามารถทิ้งไว้ 120 – 130 วัน ด้วยปริมาณธาตุไนโตรเจนขนาด ให้น้ำหนักสดประมาณ 1.5- 5 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 8.7 ถึง 28.9 กิโลกรัมต่อไร่

001

ส่วนเมล็ดปอเทืองนั้นท่านสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด หรือ…. อันนี้แนะนำเลยนะขอรับว่า…ให้ไปลองติดต่อขอรับที่สถานีกรมพัฒนาที่ดินประจำท้องที่นั้นๆ เพราะเขามีแจกให้ฟรี จุ..จุ…จุ… แต่รีบหน่อยเพราะอาจจะหมด นอกจากนี้กรมพัฒนาที่ดินยังมี พด.1, พด.3 เป็นหัวเชื่อสำหรับทำปุ๋ยต่างๆแจกอีกต่างหาก หน่วยงานดีๆ แบบนี้ต้องส่งเสริมและประชาสัมพันธ์

IMG_1919

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน