Posts Tagged ‘ตลาดสี่มุมเมือง’





ตลาดไทนั้นถือได้ว่าเป็นตลาดซื้อขายสินค้าทางการเกษตรที่ใหญ่และสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะตลาดไทนั้นเป็นตลาดที่พักกองสินค้าทางการเกษตรก่อนที่จะเข้าไปสู่ตลาดย่อยๆ ใน กทม เพราะฉะนั้นจึงเป็นตลาดที่พวกเราชาวเกษตรจะมองข้ามเสียมิได้ โดยตลาดไทนั้นก็มีการจัดแบ่งสัดส่วนต่างๆ ตามประเภทของสินค้าทางการเกษตร เช่น ผักรวม ส้ม ผลไม้รวม อาหารสดและเนื้อสัตว์เป็นต้น ตามป้ายขนาดใหญ่ที่ติดไว้บนอาคาร

Picture 021

แต่อาคารที่ผู้เขียนอยากจะแนะนำและให้ความสำคัญเป็นพิเศษเพราะดูจะเป็นประโยชน์กับพวกเราขาวเกษตรก็คืออาคารผัก ที่เป็นแหล่งจำหน่ายผักราคาขายส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าทั่ว กทม ทั้งรับไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่งและรับไปสำหรับการประกอบอาหารเพื่อขายสำเร็จรูป

Picture 025

โดยภาพรวมของผู้จำหน่ายสินค้าทางการเกษตรประเภทผักในอาคารนั้นก็จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

1. พ่อค้าแม่ค้าที่ขายประจำจะมีแผงประจำของตัวเอง (หรือที่เรียกว่าการเซ็งแผง) โดยราคาแผงที่จะเซ็งนั้นค่อนข้างสูงโดยประมาณอยู่ที่ 2 – 8 แสน (หากแผงว่างเมื่อไหร่เป็นต้องเกิดการประมูลราคาเซ็งแผงกันแบบยิบตา -__-!!!) แล้วแต่ทำเลที่ตั้ง เช่นว่าอยู่ใกล้ทางเดินก็แพงหน่อยเพราะลูกค้าเห็นได้ชัด ส่วนด้านในๆ ก็ลดหลั่นราคาลงมา

2. พ่อค้าแม่ค้าขาจรหรือขาไม่ประจำ (เอะ ยังไง ฟังดูเหมือนขาไพ่ -__-!!!) หรืออย่างเราๆ ท่านๆ (รวมทั้งผู้เขียนด้วย) ก็สามารถนำสินค้าทางการเกษตรไปวางขายได้เช่นกันด้วยวิธีการขายแบบรถหมุนเวียน โดยวิธีการแบบนี้คือการจ่ายค่านำรถเข้าคันละ 230 บาท แล้วทางตลาดไทก็จะจัดเตรียมพื้นที่ลงสินค้าไว้ให้ท่านแล้วก็จะมีพนักงานขนของลงจากรถให้ท่าน โดยพื้นที่นั้นก็จะแล้วแต่จำนวนสินค้าของท่านแต่ส่วนใหญ่ก็ประมาณ 3 x 4 เมตร แบ่งเวลาขายเป็น 2 เวลา (2 กะ) คือช่วงกลางวัน 8 โมง – เที่ยงคืน และช่วงที่สองคือ ประมาณตี 1 – 7 โมงเช้า (โดยหากสินค้าของท่านขายไม่หมดแต่อยากอยู่ต่ออีก 1 กะ ก็จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 150 บาท) วิธีขายแบบรถหมุนเวียนนี้เพื่อนๆ จะไม่มีล๊อคหรือแผงประจำเพราะจะหมุนเวียนเปลี่ยนที่กันไปเรื่อยๆตามแต่จังหวะและเวลาที่รถของเพื่อนๆ จะไปถึงตลาด (แนะนำให้ไปเช้าๆ ฮ่ะๆ)

Picture 024

** ช่วง 7 – 8 โมงเช้าที่รถพ่อค้าแม่ค้านำสินค้ามาลงกันอย่างคึกคัก รถที่เข้ามาลงของแล้วก็จะขับไปจอดยังที่จอดรถที่ตลาดไทเตรียมไว้ให้เพื่อความเป็นระเบียบ นับว่าระบบจัดการเข้าขั้นว่าดีครับ ^_^ **

โดยรูปแบบการขายแบบนี้เป็นวิธีการที่ผู้เขียนอยากจะแนะนำมากกว่าทุ่มเงินเซ็งแผง หากเพื่อนๆ ค้าขายด้วยวิธีแบบรถหมุนเวียนคล่องแล้วเห็นกำไรงาม เห็นลู่ทาง จะเซ็งแผงก็ไม่ว่ากันซึ่งก็ตามแต่กำลังทรัพย์ของแต่ละท่าน โดยวิธีนี้จะเรียบง่ายและสบายกว่ามากเพราะไม่ต้องไปกรอกแบบฟอร์มใดๆ หรือธุรการอะไรให้ยุ่งยากเพียงท่านนำรถขนสินค้าเข้าไปแล้วจ่ายเงินค่านำรถเข้า ก็สามารถนำสินค้าลงขายได้เลย และเจ้าหน้าที่ตลาดไทใจดีท่านหนึ่งก็แนะนำมาว่าตลาดไทนั้นจะขายของได้ดีช่วง ตี 4 –  11 โมง

 

หรือหากเพื่อนๆ ที่มีทุนรอนซักหน่อยอยากจะเข้าร่วมประมูลแผง เซ็งแผง (ซึ่งมีคิวยาวมากกกก!) ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 02-9084490 – 9 ต่อ 127 ฝ่ายบริหารตลาด คุยกันเองนะจ๊ะ! ผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น

 

คำถามจากเพื่อนๆ

1. เซ็งแผงในตลาดไทเท่าไหร่? ตอบ : เป็นแสนเลยอ่ะ ราคาค่าแผงตั้งแต่ 2 แสน – 8 แสน แล้วแต่ทำเล และส่วนรายเดือนที่ต้องจ่ายให้ทางตลาดก็อีกต่างหาก 2 – 3 พันบาทต่อแผง

2. ตลาดไทขายดีช่วงไหน? ตอบ : เวลาตี 4 – 11 โมง จะขายดีเกือบทุกอาคาร คึกคักมากเวลานี้ (ไม่ยอมหลับยอมนอนกันเลยทีเดียว -__-!!!)

3. สินค้าทางการเกษตรประเภทผักแบบไหนขายดีเป็นพิเศษ? ตอบ : สินผ้าประเภทผักป่า เช่นผักหวาน ผักกูด ดอกขจรและอื่นๆ ที่ดูแปลกตา (อันนี้เป็นคำพูดของเจ้าหน้าที่ตลาดไทที่พาผู้เขียนเดินชมตลาด และผู้เขียนก็เห็นเองกับตาว่าเป็นเช่นนั้นจริง โดยทุกรถเข็นผักที่ออกไปจากตลาดจะมีผักประเภทนี้อยู่ด้วยเกือบทุกคัน คันละหลายถุง) หากเพื่อนๆ อยากรู้แนะนำให้ไปเดินเล่นดูก่อนได้

4. ตลาดไทต่างจากตลาดสี่มุมเมืองตรงไหน? ตอบ : รูปแบบการขายค่อนข้างต่างกันคือตลาดสี่มุมเมืองนั้นรถ 1 คันจะมีสินค้าแค่ 1 หรือ 2 ประเภทแต่ที่ตลาดไทนั้นรถ 1 คันจะมีสินค้าหลากหลายประเภททำให้การดึงดูดความสนใจพ่อค้าแม่ค้าได้ดีกว่า บางครั้งจะเจอผักที่ผู้ซื้อต้องการในแผงเดียวกันแต่หากเป็นตลาดสี่มุมเมืองผู้ซื้ออาจจะต้องเดินทั่วๆ ถึงจะได้สินค้าตามต้องการ กลุ่มลูกค้าและวิธีการขายเลยต่างกัน

ตลาดสี่มุมเมืองนั้นเหมาะสำหรับชาวสวนที่มีสินค้าของตัวเอง แต่ตลาดไทเหมาะสำหรับชาวสวนรายย่อยที่มีสินค้าหลากหลายประเภทมากกว่าจะเป็นผู้ปลูกรายใหญ่



เพื่อนๆ ท่าหนึ่งถามผู้เขียนว่าผู้เขียนมีวิธีการหาตลาดสำหรับขายผักอย่างไรบ้าง? หุหุหุ
ผู้เขียนเลยตอบได้อย่างเดียวว่าใจกล้าหน้าด้านเข้าไว้เดี๋ยวเจอเอง นี่เป็นปัญหาหนึ่งของชาวสวนที่ปลูกแล้วไม่รู้จะไปขายให้ใครซึ่งผู้เขียนก็อยากให้เพื่อนๆ มองสิ่งใกล้ตัวไว้ก่อนซึ่งบางครั้งบางทีอาจจะจุกจิกไปบ้างแต่งแต่ผลที่ตามมาก็คุ้มค่า

ขึ้นชื่อว่าการตลาดหรือการค้าขายก็ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนอยู่แล้วหละจะมัวอายไม่กล้าก็คงจะไม่ได้ผลเพราะโลกปัจจุบันนี้มีการแข่งขันที่สูงเผลออายไปก็อาจจะเสียโอกาสได้ง่ายๆ ผู้เขียนแบ่งตลาดไว้หลายระดับด้วยกันครับ เพราะต้องการศึกษาตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

เริ่มจากตลาดใกล้ตัวก่อนก็แล้วกัน
1. ตลาดใกล้บ้านก็ร้านค้าในหมู่บ้าน ฝากเขาขายไปเถอะเขาชอบอยู่แล้วหละเพราะไม่ต้องรับผิดชอบแค่กินกำไรส่วนต่าง เช่นว่าเราให้ราคาที่มัดละ 5 บาทเดี๋ยวเขาไปบวกเพิ่มเองแหละบางอย่างได้มากกว่าคนปลูกด้วยซ้ำไปมั้ง!!! อาศัยขยันมัดเป็นกำๆ ชุดๆ หน่อยแล้วฝากวางขายตกเย็นไปเก็บเงินหากผักเหลือก็พากลับบ้าน หุหุหุ อาจจะขายได้ไม่มากแต่ก็ควรจะรักษาตลาดเอาไว้เพราะขืนปล่อยว่างไว้แล้ววันหนึ่งมีผักจากสวนอื่นมาวางแทนแล้วจะช้ำใจ

2. ตลาดนัดอาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้งก็ว่ากันไป งานนี้ต้องกล้าคุยกล้าทักทายชนิดที่เรียกว่าน้องๆ หาเสียงเลยละกันทักไปเถอะเดี๋ยวดีเอง แม่ค้าอันนี้เท่าไหร่? ขายดีไหม? ซื้อมาจากไหน? แพงจังผมก็ปลูกลองไปดูที่สวนไหม? แนะเห็นไหมเสร็จเราแล้ว หุ หุ หุ การเดินตลาดนัดบ่อยๆ เป็นการสำรวจตลาดอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจเพราะจะเห็นได้ว่าพืชผักสวนครัวชนิดไหนขายดีบ้าง หรือถ้ามีเวลาก็วางขายเองซะเลยซึ่งก็ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง

3. แม่ค้าซื้อเหมาเจ้าประจำ แม่ค้าส่วนใหญ่จะชอบไปถึงหน้าสวนเพราะต้องการเห็นกำลังผลิต (พูดซะหรูเลย -__-!!!) และหากเป็นแม่ค้าจากหมู่บ้านอื่นหรือขาจรส่วนใหญ่จะรู้ข่าวจากร้านค้าในหมู่บ้านนั่นแหละซึ่งการวางผักหรือผลผลิตทางการเกษตรของเราไว้ที่ร้านค้าบางทีก็มีประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์เช่นกัน

แค่ตลาดใกล้ตัวผักของผู้เขียนก็ไม่พอขายแล้วหละ

4. สำรวจแม่ค้าตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง สองตลาดนี้ได้ชื่อว่าเป็นตลาดสินค้าทางการเกษตรที่ใหญ่มาก หากเพื่อนๆ มีผลผลิตที่มากพอจะใส่รถแล้ววิ่งเข้าตลาดก็เห็นสมควรจะศึกษาไว้แต่เนิ่น เพราะถึงแม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะอาจจะถูกกดราคาจากคนตัดผักหรือพ่อค้าคนกลางที่วิ่งอยู่ในตลาดได้เช่นกัน โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่เคยขายในตลาดแต่ผู้เขียนไปตลาดไทและตลาดสี่มุมเมืองเพื่อไปหาดูแม่ค้าที่มาซื้อผักแล้วก็ติดต่อเขาโดยตรงจะทำให้ไม่เสียค่าแพงผักหรือค่าจอดรถให้ช้ำใจ

5. ขายตรงให้กับผู้บริโภค อย่างที่ทราบกันดี (รึเปล่า ไม่แน่ใจ -__-!!!) ว่าผู้เขียนเป็นมนุษย์เงินเดือนใช้ชีวิตที่น่าเบื่ออยู่ในเมืองหลวงและต้องเทียวไปเทียวมาทุกวันอาทิตย์เลยหยิบผักติดไม้ติดมือมาขายให้แม่ค้าอาหารตามสั่งหน้าปากซอยทุกอาทิตย์ให้มันพอค่าน้ำมันไปกลับ

เห็นไหมหละ!!! ว่าตลาดขายสินค้ามีอยู่ทุกที่ขึ้นอยู่กับเราว่าจะมองเห็นหรือเปล่า วิธีของผู้เขียนยังนับว่าเรียบง่ายเพราะเพื่อนเกษตรบางท่านมีวิธีการตลาดที่น่าสนใจกว่านี้เยอะ ท่านผู้อ่านเคยได้ยินบริการส่งผักตามบ้านที่สั่งด้วยการโทรบอกแล้วก็มาส่งถึงบ้าน ง่าย สะดวกสบาย นั่นหละครับที่ผู้บริโภคมองหาเพราะค่าน้ำมันไปซื้อผักแพงกว่าผักด้วยซ้ำไป คิดให้นอกกรอบครับแล้วจะเห็นช่องทางการตลาดอีกเยอะ นี่ยังไม่นับรวมถึงการวิ่งเข้าหาโรงงานที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งหากเพื่อนๆ มีกำลังผลิตที่มากก็น่าสนใจเลยทีเดียวกับการติดต่อกับโรงงาน

IMG_3306

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน