Posts Tagged ‘ตลาด’



คำถามโลกแตกมาแต่เช้าเลยวันนี้ -__-!!! สาเหตุที่ต้องยกมาพูดก็เพราะว่าไม่รู้องค์ไหนลงเทพไหนมาจุติจึงมาสิงสถิตเพื่อนเกษตรเราหลายท่านให้ส่งคำถามเหมือนกันมาในช่วงเวลาเดี๋ยวกัน นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะยกมาพูด

 

การกู้ ธกส ก็เรื่องหนึ่งซึ่งต้องปฏิบัติตามกติกาที่ถูกวางไว้แต่ต้องเข้าใจว่าช่วงนี้เสี่ย ธ เค้าเป็นโรคทรัพย์จางจากโครงการเลี้ยงปู เลยทำให้เฮียเครียด หน้ามืดบ้าง คลั่งบ้าง เฮี้ยนบ้างอะไรบ้าง บางทีก็ชักหน้าไม่ถึงหลังเลยต้องมีระบบต้องกันตัวด้วยการเข้มงวดในการปล่อยกู้และจำนวนสมาชิกหรือแม้แต่จำนวนสินเชื่อที่ปล่อยออกมา ซึ่งมึงก็ควรจะเข้มงวดมาตั้งนานแล้ว!!! ทีอาเสี่ยไปขอกู้หละที่ดินเท่าแมวดิ้นตายดันให้เงินเป็นโอ่ง ทีป้าใสข้างบ้านไปกู้ใช้โฉนดเป็นปึกยังได้ตังมานิดเดียว -___-!!! อันนี้แซวเล่นนะแต่เสือกเป็นเรื่องจริง วะ ฮ่ะๆ

 

ดอกดีไหม! (จะดอกเบี้ยรึดอกทองก็หยาบคายทั้งคู่ ฮ่ะๆ)

 

มาว่ากันต่อด้วยเรื่องที่เราพอจะควบคุมกันได้ดีกว่าเนอะ!

 

ไม่เข้าใจว่าทำไมแค่เลี้ยงปลายังต้องไปขอกู้ ธกส ด้วย! หรือว่าพ่อแม่พันธุ์ปลาเจอภาษีมูลค่าเพิ่มจนตัวละเป็นแสนเหมือนราคาประมูลภาครัฐ ก็ไม่น่าจะใช่! หรือคิดจะเลี้ยงปลามังกรไว้ผลิตอาหารแมว -__-!!!

 

บางครั้งบางทีธุรกิจบางอย่างก็ควรจะเริ่มต้นด้วยขนาดเล็กๆ ก่อนเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเลี้ยงปลาและศึกษาตลาด ศึกษาต้นทุนและศึกษาความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง เช่น ต้นทุนการเลี้ยง อัตราการเจริญเติบโต นิสัยการบริโภคซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากเพราะแต่ละตลาดต้องการขนาดปลาที่ไม่เหมือนกัน หากจะส่งปลาขายให้ร้านอาหารก็ขนาดหนึ่ง ส่งตลาดสดก็อีกขนาดหนึ่งหรือส่งโรงแรมก็อีกขนาดหนึ่ง ไม่รู้ว่าท่านผู้อ่านจะเชื่อไหมว่าหากเราเลี้ยงปลาบ่อเท่ากัน ขนาดลูกปลาเท่ากัน อาหารเหมือนกัน เหมือนกันทุกเงื่อนไขรวมทั้งหน้าตาคนให้อาหารเหมือนกันด้วยเอ้า! แต่บ่อหนึ่งอยู่ที่เชียงใหม่และอีกบ่อหนึ่งอยู่ที่สุพรรณบุรีผลการเจริญเติบโตออกมาจะไม่เท่ากันเพราะน้ำที่เชียงใหม่จะมีแร่ธาตุจากดินและสภาพอากาศเย็นสลับอุ่นทำให้ปลาโตช้ากว่าปลาที่เลี้ยงที่สุพรรณบุรี

 

และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราไปกู้เงินมาลงทุนขนานใหญ่แต่ไม่ได้ศึกษาตลาดจนทำให้ขายปลาไม่ได้ตามราคาหรือขนาดที่คาดหวังไว้และปลาก็กินทุกวันๆ โดยไม่สนใจว่าเจ้านายมันเสียค่าอาหารเท่าไหร่ จำนวนปลามากก็ใช่ว่าจะขายได้ง่ายๆ หากไม่จองตลาดเพื่อรองรับ ดอกเบี้ยจากการกู้ก็ไล่มาเป็นเงาตามตัวคงจะปวดใจหน้าดู

 

และจะดีกว่าไหมหากเราจะเลี้ยงปลาจำนวนน้อยๆ ก่อนเพื่อฝึกฝนและศึกษาตลาด หากประสบความสำเร็จงดงามค่อยขยายขนาดกันต่อไปก็ไม่สาย หากคิดจะเลี้ยงปลาจริงๆ หละก็เงินทุนแค่ 1,500 – 2,000 ก็เลี้ยงได้แล้วหละครับ (อันนี้หรูแล้วนะ เพราะผู้เขี้ยนเริ่มเลี้ยงปลาด้วยเงินทุนแค่ 500 (ค่าบ่อซีเมนต์) + 80 (ค่าพันธุ์ปลา) + 200 (ค่าอาหารซึ่งหลังๆ ประชดด้วยการทำเอง) ขายครั้งแรกก็ลำบากนิดหนึ่งเพราะต้องไปเสนอขายแม่ค้าแต่หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นที่รู้จักของแม่ค้าและเพื่อนบ้านจนเดี๋ยวนี้ไม่อยากเจอหน้าใครอยากมุดอยู่ในหลืบเพราะปลาไม่พอส่งจนต้องเพิ่มจำนวนบ่อขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ

 

Fish pools

*** เห็นไหม แค่นี้ก็เลี้ยงปลาได้แล้ว ใช้เงินทุนไม่เยอะ ไม่เห้นจำเป็นต้องบากหน้าไปกู้ให้เหนื่อยเลย ***

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***

*** หรือจะเลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์เหมือนผู้เขียนก็ได้ ใช้ทุนไม่เยอะ ***

Tilapia fish - Azolla-003

ทดลองเลี้ยงปลานิลด้วยแหนแดงในวงบ่อซีเมนต์ ตอนที่ 2 ปล่อยปลานิลในบ่อเลี้ยงแหนแดง

สำคัญที่สุดอยากจะบอกเหลือกเกินว่านิสัยธนาคารยังไงก็เป็นธนาคารอยู่วันยังค่ำ ต่อให้เป็น ธกส ก็เถอะก็มักจะเชื่อตัวเลข เชื่อในสิ่งที่เห็นหรืออนุมัติสินเชื่อให้กับธุรกิจหรือโครงการเกษตรที่เริ่มไปแล้วเพราะมีความน่าเชื่อถือกว่าและมีการดำเนินการจริง มากกว่าปล่อยกู้ให้กับใครก็ไม่รู้ที่มีแค่เอกสารหรือคำพูดลอยๆว่าจะทำอย่างนี้จะทำอย่างนั้น ความน่าเชื่อถือมันต่างกันครับระหว่างคนที่เริ่มทำไปแล้วกับคนที่กำลังจะทำ ลองนึกภาพว่าเราเป็นคนปล่อยกู้สิเราจะให้ใครหละระหว่างคนที่ดีแต่พูดเพ้อฝันถึงโครงการในอนาคตกับคนที่เริ่มเลี้ยงปลาไปแล้วแต่บ่อเล็ก เราคิดยังไงธนาคารก็คิดแบบนั้นครับเพราะธนาคารเป็นพ่อค้าเงิน

 

ร้อยละ 70 ของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในด้านการเกษตรคือกลุ่มคนที่เริ่มมาจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยขยายตัวไปเรื่อยๆ ครับ เพราะเมื่อไหร่ที่ท่านเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วประสบความสำเร็จแล้วก้าวต่อไปในจุดที่ใหญ่กว่าท่านจะรู้ว่าเงินทุนเป็นสิ่งจำเป็นน้อยกว่าการตลาดครับ และการกู้เงินก็อาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้เมื่อวงจรธุรกิจของท่านเริ่มเดินอย่างมีประสิทธิภาพจากจุดเล็กๆ  (ซึ่งควบคุมง่ายกว่าเยอะ)

 

หากคิดจะกู้ ธกส หรือธนาคารใดก็แล้วแต่ให้สำเร็จจริงๆ ก็อยากจะแนะนำให้เริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวท่านและสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนาคารว่า “เฮ้ย! ไอ่นี่มันเอาจริงว่ะ เงินชั้นไม่ปลิวหายไปกับสายลมแน่ -__-!!!”

 

แต่โดยส่วนตัวแล้วไม่อยากให้กู้เลยเพื่อนเอ๋ย!

ขอให้โชคดีสมหวังในจริงที่ตั้งใจครับ

 

เอะ! สำนวนการเขียนดัดจริตแบบนี้เราได้แต่ใดมา ผู้เขียนว่าคนที่องค์ลงไม่ใช่เพื่อนๆ ที่ถามเข้ามาแล้วหละ สงสัยจะเป็นผู้เขียนเสียเอง!

(หนูไม่รู้ หนูเมา!)


กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 นับว่าเป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้เพราะเป็นกล้วยน้ำว้าไส้เหลืองที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์และให้ผลผลิตที่มีลูกใหญ่จำนวน ลูกดก เครือมากและคุ้มค่าในเชิงการค้า การขยายพันธุ์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ในปัจจุบันขยายพันธุ์ด้วยหน่อนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงนิยมใช้แบบเพาะเนื้อเยื่อเสียส่วนใหญ่เพราะว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถทำได้ในจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดอยู่ดีแม้กระทั่งสถานีวิจัยที่ปากช่องจังหวัดโคราชเองก็ไม่สามารถจัดหาให้ได้ทันกับความต้องการที่มหาศาลของตลาดในปัจจุบัน

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการขยายพันธุ์หรือปลูกกล้วยน้ำว้าด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ปลอดโรค ได้สายพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการ หรือขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาสั้นกว่า แต่การปลูกกล้วยน้ำว้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นก็มีข้อเสียอยู่บ้างเช่นกัน เช่น ต้องการการเอาดูแลรักษาอย่างดีในช่วงแรกที่ลงปลูกใหม่เพราะต้นยังเล็กและไม่แข็งแรง หากต้นเล็กเกินไปรากจะติดเชื้อได้ง่าย เป็นต้น ถึงแม้ว่ากล้วยน้ำว้าจะทนและแข็งแรงกว่าเมื่อเทียบกับกล้วยสายพันธุ์อื่นๆ เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า แต่หากต้นยังเล็กเกินไปก็ถือว่ายังอ่อนแอจึงทำให้ตายได้ง่ายๆ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผู้ปลูกที่ไม่มีความชำนาญหรือไม่มีประสบการณ์ในการปลูกกล้วยประสบความล้มเหลวในการปลูกและต้นกล้วยแสนรักที่พึ่งได้มากลับตายจากไปก่อนวัยอันควร -__-!!! โธ่ พึ่งจะได้มาก็ตายเสียแล้ว

การปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้น
1. หลังจากที่ได้ต้นกล้วยมาแล้วก็สมควรที่จะพักต้นหรืออนุบาลต่อระยะหนึ่งเพื่อให้ต้นกล้วยฟื้นจากความบอบช้ำที่ได้รับจากการขนส่งและจะให้ดีก็ควรอนุบาลเพิ่มเติมอีก 1 เดือนเพื่อให้ระบบรากแข็งแรงขึ้นและลำต้นแข็งแรงพอที่จะเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ต้นกล้วยน้ำว้าที่ได้จากศูนย์วิจัยหรือที่จำหน่ายกันจะมีความสูงแค่ 20 – 25 ซม. จึงยังไม่ค่อยแข็งแรงพอที่จะทนแดดหรือลม หากจะให้ดีควรปลูกเมื่อระบบรากแข็งแรงดีแล้วจึงนำไปปลูกได้

banana trees (3)

2. ขุดหลุมขนาด 50x 50 ลึก 50 ซม. แล้วตากหลุมไว้ 1 อาทิตย์แล้วรองก้นหลุมปลูกด้วยปูนขาวหรือปูนมานเล็กน้อยเพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อ

3. ควรรองก้นปลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่าหรือถ้าจะให้ดีควรเป็นปุ๋ยหมักเพราะปุ๋ยเคมีอาจจะทำให้ต้นกล้วยน้ำว้าต้นอ่อนตายได้เพราะความเข้มข้นที่มากเกินไป

4. ไม่ควรวางต้นกล้วยลึกเกินไปและควรให้ระดับดินในถุงเท่ากับขอบคันดินที่จะปลูก หากตื้นเกินไปก้อาจจะทำให้ลอยกอได้ง่ายในอนาคต หรือหากปลูกลึกเกินไปก็จะทำให้โคนต้นกล้วยที่กำลังอ่อนอาจจะเน่าได้ แล้วจึงกลบด้วยดินให้รอบหลุม

banana trees (2)

5. คลุมด้วยวัสดุคลุม เช่น ฟาง แกลบ หรือขุยมะพร้าวเพื่อรักษาความชื้นในดินให้มีอยู่ตลอดเวลา เพราะรากต้องการความชื้นอย่างสูงในระยะนี้จึงจะสามารถชอนไชออกจากบริเวณถุงไปสู่ดินใหม่ได้

banana trees

6. ปักไม้แล้วพูกต้นกล้วยไว้เพื่อป้องกันลมพัดแรงจนรากเคลื่อนที่ทำให้การเจริญเติบโตชะงัก

7. รดน้ำเช้า – เย็นอย่างสม่ำเสมออย่างพอดีๆ ไม่ควรแห้งไปและไม่ควรแฉะจนเกินไปอาจจะทำให้รากเน่าได้

เพียงเท่านี้ก็จะทำให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเรามากขึ้นหลายเท่า ทำให้พออุ่นใจได้ว่าจะเจริญเติบโตได้อย่างดีและออกดอกออกผลให้เราได้เห็นในอนาคตอันใกล้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเพื่อนๆ มากขึ้นกว่าเดิมจะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นว่าต้นกล้วยปลูกแล้วตายให้ผู้เขียนฟัง หุ หุ หุ -__-!!!
banana trees (1)



เพื่อนๆ ท่าหนึ่งถามผู้เขียนว่าผู้เขียนมีวิธีการหาตลาดสำหรับขายผักอย่างไรบ้าง? หุหุหุ
ผู้เขียนเลยตอบได้อย่างเดียวว่าใจกล้าหน้าด้านเข้าไว้เดี๋ยวเจอเอง นี่เป็นปัญหาหนึ่งของชาวสวนที่ปลูกแล้วไม่รู้จะไปขายให้ใครซึ่งผู้เขียนก็อยากให้เพื่อนๆ มองสิ่งใกล้ตัวไว้ก่อนซึ่งบางครั้งบางทีอาจจะจุกจิกไปบ้างแต่งแต่ผลที่ตามมาก็คุ้มค่า

ขึ้นชื่อว่าการตลาดหรือการค้าขายก็ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนอยู่แล้วหละจะมัวอายไม่กล้าก็คงจะไม่ได้ผลเพราะโลกปัจจุบันนี้มีการแข่งขันที่สูงเผลออายไปก็อาจจะเสียโอกาสได้ง่ายๆ ผู้เขียนแบ่งตลาดไว้หลายระดับด้วยกันครับ เพราะต้องการศึกษาตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

เริ่มจากตลาดใกล้ตัวก่อนก็แล้วกัน
1. ตลาดใกล้บ้านก็ร้านค้าในหมู่บ้าน ฝากเขาขายไปเถอะเขาชอบอยู่แล้วหละเพราะไม่ต้องรับผิดชอบแค่กินกำไรส่วนต่าง เช่นว่าเราให้ราคาที่มัดละ 5 บาทเดี๋ยวเขาไปบวกเพิ่มเองแหละบางอย่างได้มากกว่าคนปลูกด้วยซ้ำไปมั้ง!!! อาศัยขยันมัดเป็นกำๆ ชุดๆ หน่อยแล้วฝากวางขายตกเย็นไปเก็บเงินหากผักเหลือก็พากลับบ้าน หุหุหุ อาจจะขายได้ไม่มากแต่ก็ควรจะรักษาตลาดเอาไว้เพราะขืนปล่อยว่างไว้แล้ววันหนึ่งมีผักจากสวนอื่นมาวางแทนแล้วจะช้ำใจ

2. ตลาดนัดอาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้งก็ว่ากันไป งานนี้ต้องกล้าคุยกล้าทักทายชนิดที่เรียกว่าน้องๆ หาเสียงเลยละกันทักไปเถอะเดี๋ยวดีเอง แม่ค้าอันนี้เท่าไหร่? ขายดีไหม? ซื้อมาจากไหน? แพงจังผมก็ปลูกลองไปดูที่สวนไหม? แนะเห็นไหมเสร็จเราแล้ว หุ หุ หุ การเดินตลาดนัดบ่อยๆ เป็นการสำรวจตลาดอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจเพราะจะเห็นได้ว่าพืชผักสวนครัวชนิดไหนขายดีบ้าง หรือถ้ามีเวลาก็วางขายเองซะเลยซึ่งก็ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง

3. แม่ค้าซื้อเหมาเจ้าประจำ แม่ค้าส่วนใหญ่จะชอบไปถึงหน้าสวนเพราะต้องการเห็นกำลังผลิต (พูดซะหรูเลย -__-!!!) และหากเป็นแม่ค้าจากหมู่บ้านอื่นหรือขาจรส่วนใหญ่จะรู้ข่าวจากร้านค้าในหมู่บ้านนั่นแหละซึ่งการวางผักหรือผลผลิตทางการเกษตรของเราไว้ที่ร้านค้าบางทีก็มีประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์เช่นกัน

แค่ตลาดใกล้ตัวผักของผู้เขียนก็ไม่พอขายแล้วหละ

4. สำรวจแม่ค้าตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง สองตลาดนี้ได้ชื่อว่าเป็นตลาดสินค้าทางการเกษตรที่ใหญ่มาก หากเพื่อนๆ มีผลผลิตที่มากพอจะใส่รถแล้ววิ่งเข้าตลาดก็เห็นสมควรจะศึกษาไว้แต่เนิ่น เพราะถึงแม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะอาจจะถูกกดราคาจากคนตัดผักหรือพ่อค้าคนกลางที่วิ่งอยู่ในตลาดได้เช่นกัน โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่เคยขายในตลาดแต่ผู้เขียนไปตลาดไทและตลาดสี่มุมเมืองเพื่อไปหาดูแม่ค้าที่มาซื้อผักแล้วก็ติดต่อเขาโดยตรงจะทำให้ไม่เสียค่าแพงผักหรือค่าจอดรถให้ช้ำใจ

5. ขายตรงให้กับผู้บริโภค อย่างที่ทราบกันดี (รึเปล่า ไม่แน่ใจ -__-!!!) ว่าผู้เขียนเป็นมนุษย์เงินเดือนใช้ชีวิตที่น่าเบื่ออยู่ในเมืองหลวงและต้องเทียวไปเทียวมาทุกวันอาทิตย์เลยหยิบผักติดไม้ติดมือมาขายให้แม่ค้าอาหารตามสั่งหน้าปากซอยทุกอาทิตย์ให้มันพอค่าน้ำมันไปกลับ

เห็นไหมหละ!!! ว่าตลาดขายสินค้ามีอยู่ทุกที่ขึ้นอยู่กับเราว่าจะมองเห็นหรือเปล่า วิธีของผู้เขียนยังนับว่าเรียบง่ายเพราะเพื่อนเกษตรบางท่านมีวิธีการตลาดที่น่าสนใจกว่านี้เยอะ ท่านผู้อ่านเคยได้ยินบริการส่งผักตามบ้านที่สั่งด้วยการโทรบอกแล้วก็มาส่งถึงบ้าน ง่าย สะดวกสบาย นั่นหละครับที่ผู้บริโภคมองหาเพราะค่าน้ำมันไปซื้อผักแพงกว่าผักด้วยซ้ำไป คิดให้นอกกรอบครับแล้วจะเห็นช่องทางการตลาดอีกเยอะ นี่ยังไม่นับรวมถึงการวิ่งเข้าหาโรงงานที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งหากเพื่อนๆ มีกำลังผลิตที่มากก็น่าสนใจเลยทีเดียวกับการติดต่อกับโรงงาน

IMG_3306


เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งท้วงติงผู้เขียนว่าไม่เล่าเรื่องพริกซักหน่อยเหรอ? อยากจะปลูกพริกเพื่อการค้า -__-!!!
สาเหตุที่ไม่ค่อยคุยเรื่องพริกก็เพราะเรื่องการตลาดและราคาของพริกค่อนข้างผันผวน โชคดีก็เหมือนถูกหวยหากซวยขึ้นมาก็ขาดทุน หากคิดจะปลูกไว้ทานเล่นหรือใช้ประโยชน์ในครัวเรื่อนก็อยากจะสนับสนุนเพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและใช้เวลาว่างให่เกิดประโยชน์แต่ถ้าหากปลูกเพื่อการค้าก็ต้องศึกษาตลาดกันดีๆ ข้อสำคัญของการปลูกพริกก็คือการคาดการณ์ตลาดเพราะการปลูกพริกเพื่อการค้านั้นหากไม่มีตลาดรองรับหรือโรงงานรับซื้อประจำแล้วก็ควรจะศึกษาตลาดดูก่อนเพราะพริกมีราคาที่ผันผวนและเกี่ยวข้องกับฤดูเกี่ยวข้าวเนื่องจากชาวนาภาคกลางหลายรายนิยมปลูกพริกหลังจากเกี่ยวข้าวทำให้ผลผลิตออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในเวลาพร้อมกัน

พริกนั้นนับเป็นพืชผักสวนครัวสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาชั้นเลิศชนิดหนึ่งเพราะพริกทุกชนิดจะมีสาร ” แคปไซซิน ” มีสรรพคุณช่วยระบบทางเดินหายใจ ความดันโลหิตและหัวใจ ช่วยขับเหงื่อมีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็งได้ แต่ไม่ควรทานเยอะและบ่อยเพราะจะทำให้ระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารทำได้ไม่ดี และควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะทำให้เลือดไม่จับตัวเป็นก้อนและเลือดไหลเวียนได้ดี

พริกในด้านการค้านั้นมีอยูาหลายชนิดและแต่ละชนิดก็ราคาแตกต่างกันตามลักษณะพันธุ์และการใช้งาน แต่วันนี้คงจะมาพูดกันถึงการปลูกพริกเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนซึ่งไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมากมายแต่หากปลูกเพื่อการค้าจะต้องอาศัยการดูแลอย่างดีจึงจะได้ผลผลิตคุ้มค่า

วิธีปลูกพริก
1. เตรียมหลุมปลูกขนาด 20 x 20 ซม. และลึก 20 ซม. แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก

2. นำเมล็ดพริกมาแช่น้ำอุ่น 3 – 4 ชั่วโมงหรือน้ำธรรมดา 1 คืน

3. เตรียมเพาะกล้าพริกในแปลงเพาะหรือถาดหลุมโดยหย่อนลงไปประมาณ 2 – 3 เมล็ดต่อหลุมเพื่อคัดต้นที่สมบูรณ์ในภายหลัง แล้วรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็นเป็นเวลาประมาณ 10 – 15 วันแล้วจึงย้ายลงหลุมปลูกที่เตรียมไว้

4. ย้ายกล้าพริกลงหลุมปลูกที่เตรียมไว้แล้วรดน้ำให้ชุ่ม อาจจะเห็นว่าต้นพริกดูเหี่ยวเฉาในช่วงแรกเพราะรากยังไม่ได้ปรับสภาพแต่จะดีขึ้นในระยะ 3 – 4 วันให้หลัง หากพื้นที่ปลูกมีแดดจีดควรหาวัสดุคลุมแปลงเพื่อลดความแรงของแดดในช่วงแรก

5. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักทุกๆ 10 – 15 วันเพื่อการบำรุงลำต้นและแตกดอกที่เร็วขึ้น

chilly-(1)

6. พริกจะเริ่มให้ผลผลิตช่วงระยะเวลาประมาณ 75 – 90 วันหลังจากย้ายลงหลุมปลูกโดยจะสามารถเก็บผลผลิตได้เรื่อยๆ จนกว่าจะเริ่มแก่ที่อายุ 7 – 8 เดือนแต่หากบำรุงรักษาต้นพริกอย่างดีจะสามารถยืดอายุการให้ผลผลิตได้ถึง 1 ปี

*** เพียงขั้นตอนสำหรับปลูกพริกเกือบทุกชนิดง่ายๆ เพื่อนๆ ก็จะมีพริกสดปลอดสารพิษไว้รับประทานโดยไม่ต้องซื้อหาให้เสียเงิน หลายๆ ท่านนำไปปฏิบัติแล้วบอกว่าลืมราคาพริกที่ตลาดไปเลย หุหุหุ ***

chilly



เพื่อนๆ ถามกันเยอะครับว่าหน้าร้อนนี้ปลูกอะไรดี คำตอบก็ยังเป็นเหมือนเดิมครับปลูกพืชผักสวนครัวที่โตทันเดือนเมษายน รับรองเห็นเงินครับ

ส่วนเพื่อนๆ ที่ถามผู้เขียนว่าปลูกอะไรรอฤดูร้อนนี้? จริงๆ พืชแต่ละอย่างก็แล้วแต่ตลาดในพื้นที่นั้นๆ ด้วยเหมือนกัน เช่น เพื่อนๆ บางท่านปลูกผักพื้นบ้าน ผักกรูด ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ส่วนตัวผู้เขียนนั้นปลูกถั่วผักยาวไว้รอครับเพราะต้องชำระแค้นกับแดดเมื่อเมษายนที่ผ่านมาเสียหนึ่งรอบเพราะเผาดอกถั่วฝักยาวที่สวนจนร่วงหล่นลงพื้นทำให้น้ำตาผู้เขียนร่วงตามจากความเสียดายเงิน กิโลกรัมละ 25 บาทราคาหน้าสวนแบบคละขนาดเลยนะท่านผู้อ่าน ขึ้นเป็น 2 เท่าของปกติแต่ก็ไม่มีปัญญาส่งให้แม่ค้าเพราะดอกร่วงหมดและปีนี้ก็เตรียมตัวมาดีพอสมควร หุหุหุ ระบบน้ำวางเรียบร้อย ผ้าใบกันแดดขึงเรียบร้อย หุหุหุ ม่ะ มาลองกันซักตั้ง

ถั่วฝักยาวนั้นปลูกง่ายๆ เก็ยเกี่ยวได้ไวหากเพื่อนๆ ท่านไหนอยากลองปลูกก็อยากจะสนับสนุนครับ
ขั้นตอนนั้นก็ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนขอเพียงมีการดูแลเอาใจใส่ก็จะเก็บดอกเก็บผลได้อย่างน่าชื่นใจ ปลูกง่ายๆ แต่ถ้าจะปลูกเพื่อการค้าก็ต้องใส่ใจกันหน่อย ^_^ อายุ 50 – 60 วันก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

1. ถั่วฝักยาวชอบดินที่มีความเป็นกรด – ด่างเป็นกลาง (5.5 – 6.0) เพราะฉะนั้นการเตรียมดินจึงต้องให้เหมาะสมทั้งการระบายน้ำ ปริมาณธาตุอาการโดยการยกร่องกว้าง 1.20 – 1.50 เมตรแล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดินแล้วตากดินไว้ 7 – 10 วันเพื่อฆ่าเชื้อราต่างๆ และแมลงศัตรูพืชที่ยังอยู่ในดิน หรือหากมีปูนขาวปูนมานก็จะช่วยได้อีกแรงโดยการโรยบางๆ ให้ทั่วเพื่อปรับสภาพดิน

2. ขุดหลุมปลูกระยะห่าง 50 – 60 เซนติเมตรแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอีกครั้งแล้วตามด้วยการหยอดเมล็ด 2 – 3 เมล็ดต่อหลุม กลบดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่ามากจนแฉะทุกวันจนกว่าเมล็ดจะงอก

3. หลักจากเมล็ดงอกแล้วควรหาไม้มาปักเพื่อให้เถาของถั่วฝักยาวมีที่เกาะและเลื้อย เกษตรกรบางรายปักสลับบางรายปักไคว้หรือบางรายปักตรงซึ่งแล้วแต่พื้นที่และลักษณะการเก็บเกี่ยว ส่วนผู้เขียนนั้นปักตรงครับเพราะรู้สึกว่าเก็บง่ายและปลูกได้จำนวนต้นที่มากกว่า

IMG_3366

4. ช่วงระยะออกดอกไม่ควรให้น้ำขาดเพราะจะทำให้ดอกร่วงหรือไม่ติดฝักได้ และควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหลังจากที่ดอกเริ่มติดฝักแล้ว
IMG_3348

5. การเก็บเกี่ยวนั้นแล้วแต่ขนาดที่ต้องการของตลาดโดยถั่วฝักยาวสามารถเก็บเกี่ยวได้ในระยะเวลา 50 – 60 วันหลังจากปลูก โดยสามารถเก็บได้ช่วงเช้าหรือเย็นทุกๆ 2 – 3 วันขึ้นอยู่กับขนาดที่ต้องการ

*** ถั่วฝักยากเป็นพืชที่ชอบแดดแต่ดอกร่วงมากเพราะแดดช่วงหน้าร้อนจึงอยากจะแนะนำให้คลุมด้วยผ้าใบกันแดดหรือแสกลนเพื่อไม่ให้แดดโดนดอกถั่วโดยตรงจนทำให้ดอกแห้งร่วง

IMG_3356



เพื่อนๆ ชาวเกษตรได้ถามไถ่มาว่า “ปลูกอะไรแซมสวนมะม่วงดี แต่ไม่ค่อยมีเวลาดูแล” ถ้าไม่อยากดูแลมากก็อยากจะแนะนำให้ปลูกมะพร้าวสำหรับตัดยอดอ่อนไว้เป็นทางเลือก

ยอดมะพร้าวอ่อนนับว่าเป็นอาหารชั้นสูง สูงจริงๆ นะเพราะมันอยู่ปลายยอดมะพร้าวเลย สมัยก่อนชาวสวนมะพร้าวจะโค่นต้นมะพร้าวที่แก่จัดหรือให้ผลผลิตที่ไม่คุ้มค่าทิ้งเพื่อที่จะปลูกใหม่ทดแทน โดยส่วนที่เหลือเช่น ลำต้น ทางมะพร้าว และยอดมะพร้าวก็จะนำไปขาย ผู้บริโภคถึงจะได้ลิ้มรสกันเสียทีหนึ่ง ถ้าอยู่ภาคใต้ก็คงจะดีไปเพราะมะพร้าวเยอะการโค่นต้นมะพร้าวเพื่อปลูกทดแทนก็มีมากตาม แต่ถ้าโชคร้ายชอบกินยอดมะพร้าวอ่อนแต่ไปเกิดในจังหวัดที่ไม่ค่อยจะมีต้นมะพร้าวให้โค่นแบบผู้เขียนนี่สิ โชคร้ายจริงๆ -__-!!! ไม่รู้เพื่อนๆ ชาวเกษตรจะชอบทานยอดมะพร้าวอ่อนแบบผู้เขียนหรือเปล่า นี่ยังสงสัยอยู่เลยว่าชาติก่อนคงเป็นด้วงมะพร้าว

ยอดมะพร้าวอ่อนนั้นสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง ทั้ง ต้ม ผัด แกง หรือยำ โดยเฉพาะต้มยำกุ้งอาหารขึ้นชื่อของไทยเราหากได้ยอดมะพร้าวอ่อนมาเป็นส่วนประกอบด้วยหละก็อร่อยอย่าบอกใคร แซ่บบบบบบ เวอร์ เลยหละ! แถมยอดมะพร้าวอ่อนนั้นก็เป็นอาหารปลอดสารพิษอีกชนิดหนึ่ง (ก็แน่หละสิ ใครจะตามไปฉีดยาบนปลายยอดต้นมะพร้าวหละ) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในตลาด โดยราคาขายนั้นก็ประมาณ 30 – 50 บาทต่อกิโลกรัม โดยปัจจัยด้านราคาก็มาจากเหตุผลด้านฤดูกาลและความต้องการของตลาดเป็นตัวกำหนด เมื่อราคาดีเช่นนี้แล้วชาวสวนหลายๆ รายจึงปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเพื่อสนองความต้องการของตลาดโดยการปลูกมะพร้าวเพื่อการตัดยอดมะพร้าวอ่อนขายโดยเฉพาะ โดยมักจะปลูกแซมในพื้นที่ร่วมกับพืชหลักเพื่อเป็นรายได้เสริมที่สร้างรายได้ได้อย่างดีเลยทีเดียว

การปลูกมะพร้าวเพื่อตัดยอดมะพร้าวขายจึงเป็นอีกรายได้เสริมที่น่าสนใจ (โดยเฉพาะผู้เขียนนี่แหละขอรับแต่ไม่รู้จะได้ทันขายรึเปล่าเพราะกินเองซะหมด(-__-!!!)) เพราะราคาดีและการปลูกก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรและสามารถปลูกขั้นกลางระหว่างผลผลิตหลักในไร่ในสวนได้เพราะการปลูกมะพร้าวเพื่อตัดยอดขายไม่ต้องการพื้นที่เหมือนปลูกมะพร้าวเพื่อจำหน่ายผล

ไม่ค่อยมีให้กินเลยปลูกกินเองซะเลย หุ หุ หุ
Picture 137

การปลูกนั้น

การจำหน่ายนั้นก็อย่างที่บอกคร่าวๆ ว่าราคาอยู่ประมาณ 30 – 50 บาทต่อกิโลกรัมและสามารถตัดยอดมะพร้าวได้เมื่ออายุ 2 ปีหรือมะพร้าวเริ่มมีลักษณะออกก้นที่บริเวณโคนต้นเหมือนน้ำเต้าก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยมีน้ำหนักประมาณ 10 – 15 กิโลกรัม (เฮ้ย! ปลูกแล้วตัดยอดขายได้เงินประมาณต้นละ 500 บาท แล้ว 10 ต้นก็ 5,000 บาทถ้า 100 ต้นก็ได้ประมาณ 50,000 บาท เฮ้อออออ เห็นตัวเลขแล้วเครียดสงสัยต้องปลูกเพิ่ม (-__-!!!))

ไม่ได้เจตนาจะให้เพื่อนๆ เห็นเงินเป็นหลักครับเพียงแต่อยากให้เพื่อนๆ ใช้พื้นที่ในแปลงที่ดินอย่างเต็มประโยชน์เพราะไม่แน่ว่าพื้นที่เหลือเกินเพียงเล็กน้อยเช่นช่องว่างระหว่างแถวต้นไม้ อาจจะสร้างรายได้ให้เราอย่างงามก็เป็นได้

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน