Posts Tagged ‘ต้นกล้วย’


ซักพักไม่นานมานี้เพื่อนๆ ชาวเกษตรเราถามไถ่ผู้เขียนว่าผู้เขียนใช้วิธีไหนป้องกันโรคหนอนกอในกล้วย?
ผู้เขียนยังไม่ลืมคำถามนี้ครับ (จริงๆ ถ้าไม่ทวงก็ลืมไปแล้ว อิอิอิ!) จะติดก็แต่พักนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาตอบคำถามเพื่อนๆ อิอิอิ เพราะมัวแต่ไปชุมนุมปิด กทม (ล้อเล่นนะ อย่าถือเป็นจริงหละ -__-!!!) น้ำหน้าอย่างผู้เขียนเข้าฝั่งไหนเขาก็คงไม่รับ อิอิอิ

บางคำถามผู้เขียนไม่สามารถตอบได้ทันทีเพราะไม่รู้บ้าง! ไม่มีรูปประกอบบ้าง! ไม่ได้ประสบพบเจอกับตัวเองบ้าง! เหล่านี้เลยทำให้ยังตอบเพื่อนๆ ไม่ได้แล้วจึงกลับมาตอบทีหลังเมื่อทุกอย่างพร้อม

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า!
สำหรับชาวสวนกล้วยมือสมัครเล่นอย่างเราๆ ท่านๆ นั้นโรคหนอนกอนับว่าน่ารำคาญและน่าวิตกไม่น้อยครับ เพราะติดง่ายและแพร่ไปได้เรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว โดยโรคนี้เกิดจากการที่แมลงไปวางไข่แล้วฟักเป็นตัวหนอนในต้นกล้วยแล้วหนอนนั้นก็เจาะไชไปทั่วต้นกล้วย ลงลึกไปถึงรากเหง้า และมักจะติดไปกับหน่อกล้วยเวลาเราขยายพันธุ์ด้วยการใช้หน่อ
โรคหนอนกอนับว่าน่ารำคาญเลยทีเดียว เพราะตรวจสอบยาก เพราะบางครั้งกว่าจะหาเจอก็เจาะพรุนทำลายด้านในไปทั้งกอกล้วย มองด้านนอกก็เห็นเป็นรอยนิดเดียวแต่พอตัดตัดลำขุดรากขึ้นมาดูเท่านั้นแหละแผลสาหัสเลยหละ! บางครั้งต้องขุดรากถอนโคนกันทั้งกอเลยทีเดียว
จริงๆ แล้วก็คงมีหลายวิธีที่ป้องกันโรคหนอนกอในกล้วยอย่างได้ผล แต่วิธีของผู้เขียนนั้นก็ดูจะบ้านๆ ง่ายๆ ไปซักหน่อยแต่ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจสำหรับบริเวณสวนกล้วยของผู้เขียน แต่ของท่านอื่นๆ นั้นไม่รับรองผล อิอิอิ ซึ่งก็ว่ากันไปตามสถานที่เพาะแมลงแต่ละพื้นที่คงตะหละไม่เหมือนกัน หุหุหุ

 

Picture 020

**

Picture 023

**

Picture 021

**

วิธีป้องกันที่ 1 : ตกแต่งทำความสะอาดบริเวณกอกล้วยไม่ให้กลายเป็นที่เพาะขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืช
หมั่นตกแต่งทำความสะอาดต้นกล้วยให้ดูโล่งๆ สะอาดๆ อยู่เสมอ หมั่นตัดใบที่แห้ง ทำลายกาบใบที่เปื่อยยุ่ยให้เรียบร้อยหรือตัดไปคลุมดินก็ดีไม่น้อย เพราะโดยธรรมชาติแล้วต้นกล้วยจะมีวิธีป้องกันตัวเองจากแมลงด้วยยางหรือสารเหนียวที่มีในกาบกล้วย เพื่อนๆ คงจะสังเกตเห็นได้เวลาเราเอามีดเจาะหรือเอาของแข็งแทงเข้าไปในต้นกล้วยแล้วซักพักหนึ่งก็จะมียางคล้ายเยลลี่ออกมาปิดปากแผลต้นกล้วย ซึ่งยางนั้นก็ป้องกันแมลงได้ระดับหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นวิธีตามธรรมชาติ แต่พอนานวันไปกาบกล้วยด้านนอกนั้นก็จะแก่ เหี่ยว (ผู้สูงอายุอย่าพึ่งท้อใจกับ 2 คำนี้นะ อิอิอิ) เปื่อยยุ่ย หมดยางหมดสรรพคุณป้องกันแล้วก็หมักหมมกันหลายๆ ชั้นเข้าก็หลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของโรคและกลายเป็นแหล่งวางไข่ของแมลงศัตรูพืชไปได้

Picture 024

วิธีป้องกันที่ 2 : ใช้น้ำสกัดใบยาเส้นราดบริเวณโคนต้น
เพื่อนๆ หลายท่านปลูกกล้วยเป็นไม้ประดับ ปลูกไว้ดูเล่นบ้าง ปลูกไว้หัวไร่ปลายนาบ้างเลยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดโค่นต้นเก่าที่ออกปลูกแล้วทิ้ง แต่หากจะปลูกเพื่อการค้าหรือเพื่อได้ผลผลิตแล้วผู้เขียนก็อยากจะแนะนำให้โค่นต้นเก่าที่ออกลูกแล้วทิ้งเพื่อไม่ให้แย่งอาหารต้นอ่อนและยังเป็นการกระตุ้นให้แตกหน่อใหม่ให้เร็วยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงต้องตัดต้นเก่าทิ้งทุกครั้งที่ต้นกล้วยออกลูกแล้ว และช่วงที่ตัดต้นเก่าทิ้งนี้ก็จะเป็นโอกาสที่ผู้เขียนจะได้วางยาป้องกันหนอนและแมลงศัตรูพืชตามแบบฉบับของผู้เขียนด้วยการราดน้ำต้มยาเส้นกับใบสะเดาลงบริเวณโคนต้นกล้วย (ที่ว่าต้มๆ นะ รอให้มันเย็นก่อนนะ ไม่ใช่ราดทั้งร้อนๆ แบบนั้นนะ -__-!!! อย่าว่าแต่แมลงหนอนกอเลย ต้นกล้วยก็จะไม่เหลือ)
วิธีข้างต้นที่ผู้เขียนกล่าวมานั้นก็นับว่าได้ผลดีในบริเวณสวนของผู้เขียนทั้งยังเป็นสารที่ได้จากธรรมชาติเลยมีมีผลกระทบกับผู้ใช้ แต่จะได้ผลที่สวนอื่นหรือจังหวัดอื่นหรือนั้นผู้เขียนไม่สามารถรับรองได้เพราะเชื่อแน่ว่าแมลงศัตรูพืชในแต่ละพื้นที่มีความต่างกันอยู่ หรือหากเหมือนก็คงจะแข็งแรงต่างกัน ดังนั้นการประยุกต์หรือแต่งเติมจึงนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความเหมาะสมในพื้นที่นั้นๆ

ส่วนวิธีกำจัดหนอนกออย่างได้ผลนั้นยังไม่มีวิธีใดจะได้ผลเป็นอย่างดีในปัจจุบันเพราะการกำจัดแมลงหรือหนอนที่อยู่ด้านในต้นพืชนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ก็ได้แต่ป้องกันกันไปตามประสาชาวเกษตรบ้านๆ แบบเรา และก็หวังว่าซักวันคงจะมีวิธีกำจัดโรคหนอนกอที่ดีกว่านี้ ส่วนท่านไหนที่มีวิธีที่ดีกว่านี้บอกผู้เขียนด้วย อิอิอิ จะได้ลอง ^_^



ปกติผู้เขียนได้แต่ปลูกกล้วยทั้งต้นเพื่อปรับปรุงบำรุงดินเพราะรากและหน่อของต้นกล้วยมีจุลินทรีย์กลุ่มแอ็คติโนมัยซิสซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายสูงทำให้ดินที่อยู่บริเวณรอบๆ ปรับสภาพดีขึ้น แต่ก็ไม่เคยเฉลียวใจคิดเลยว่าถ้าเรากลั่นหรือนำจุลินทรีย์จากหน่อกล้วยมาใช้โดยตรงหรือในปริมาณเยอะๆ จะให้ผลยังไง

ก็เลยไปลองค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เนตเอยจากผลงานวิชาการด้านการเกษตรเอยก็ปรากฏว่ามีหลายวิธีตั้งแต่พื้นฐานจนไปถึงการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง -__-!!! แล้วซื่อบื้อๆ อย่างเราจะไหวไหมเนี่ยะ! โชคยังดีที่เจอการหมักซึ่งพอจะเห็นความเป็นไปได้เพราะเป็นวิธีที่ทำง่ายๆ เกษตรบ้านๆ อย่างเราก็พอไหว เลยลองดูกับเขาเสียหน่อยว่าผลจะออกมาเยี่ยงไร

วิธีทำนั้นก็ง่ายๆ เลยครับ
1. ขุดหน่อกล้วยที่คัดแล้วว่าสมบูรณ์ไม่เป็นโรคมาจำนวนหนึ่ง (มากน้อยตามฐานะ อิอิอิ) แล้วตัดเอาแต่เหง้าหรือมีตอติดมาด้วยนิดหน่อย

2. สับให้ละเอียดหรือบดเลยก็ยิ่งดีถ้าทำให้เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้ดีขึ้น

3. คลุกเคล้ากับกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดงเพื่อให้เป็นอาหารของจุลินทรีย์ โดยสัดส่วนปกติคือหน่อกล้วยสับ 3 ส่วนต่อกากน้ำตาล 1 ส่วน (มากน้อยตามฐานะ อิอิอิ! เดี๋ยวดีเอง) แล้วหมักไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดเป็นเวลา 10 – 15 วัน

4. นำมาคั้นเอาน้ำออกโดยน้ำที่ได้นี้ก็คือจุลินทรีย์หน่อยกล้วยที่มีจุลินทรีย์กลุ่มแอ็คติโนมัยซิสอยู่อย่างเข้มข้น แล้วจึงนำน้ำที่ได้นี้ไปผสมน้ำรดต้นไม้หรือบริเวณที่ต้องการปรับปรุงดินอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้คุณภาพของดินดีขึ้นตามลำดับ ส่วนกากที่เหลือนั้นก็สามารถใส่เป็นปุ๋ยคุณภาพให้ต้นไม้ได้

IMG_2055



เมื่อวานนี้มีพัสดุกล่องน้อยมาจากเพื่อนเกษตรท่านหนึ่งที่รู้จักมักคุ้นกันดี เอะ!!! รึว่าจะประจานผ่านสื่อดี? อิอิอิ
ข้างในมีขวดแก้วบรรจุกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 แบบเพาะเนื้อเยื่อด้านใน แต่ก็ยังงงอยู่ดีว่าผู้ส่งต้องการอะไรจนเจอจดหมายน้อยเข้าถึงได้เข้าใจเจตนาของการส่งพัสดุครั้งนี้

“ปลูกให้ด้วย แล้วจะมารับตอนโต” -__-!!!

แนะ! เห็นห้องผู้เขียนเป็นแหล่งอนุบาลต้นไม้ไปได้ ซึ่งปกติก็รกอยู่แล้วนี่ก็จะยิ่งรกเพิ่มเข้าไปอีก ไม่รู้วันไหนรากต้นไม้จะแทงเข้าทางจมูกตอนนอน สงสัยจะมีเข้าซักวัน! ซื้อมาแล้วไม่ยอมอนุบาลเองแต่กลับส่งมาให้เราเลี้ยงเสียนี่ -__-!!! ซวยหละ มีภาระเพิ่ม!
Picture 095

ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะปลูกกล้วยไว้ที่สวนเยอะแยะแต่ปกติก็ซื้อเป็นต้นแบบที่อนุบาลพร้อมมาจากศูนย์วิจัยปากช่องแล้วจึงนำมาปลูกต่อเพราะอัตราการรอดสูงกว่า และที่สำคัญก็อยากจะบอกตามตรงว่าไม่เคยอนุบาลต้นไม้แบบเพราะเนื้อเยื่อจากขวดแก้วเสียที นี่ก็คงจะเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ แต่ก็ทำยังไงได้หละส่งมาแล้วนี่ -__-!!!

มาเริ่มกันดีกว่า เริ่มแบบทั้งๆ ที่ไม่เคยนี่แหละ

1. ขั้นตอนแรกก็ต้องทุบขวดให้แตกก่อน อยากจะบอกว่ายากลำบากเหลือเกินที่ต้องทุบขวดแก้วสี่เหลี่ยมแบบนี้ ต้องหาผ้ามารองรับแรงกระแทก ทุบแรงก็ไม่ได้ต้นไม้ข้างในจะกระจุย ทุบเบาก็ไม่แตกอีกเพราะขวดแก้วหนามากกกก สุดท้ายก็ต้องค่อยๆ เคาะ -__-!!! นี่แค่ขั้นตอนแรกกูยังเหนื่อยเลย แล้วพวกที่ปลูกเป็นพันๆ ต้นนี่ต้องทุบวันละกี่ขวดเนี่ยะ!
Picture 097
2. ใช้คีมคีบต้นกล้วยออกมาทีละต้น เบาๆ เบาๆ เบาๆ จะใช้มือก็กลัวโดนเศษแก้วปักมือ เฮ้ออออ เหนื่อย ต้นกล้วยเปราะมากอ่อนมากขนาดแก้วตกไปเฉือนใบขาดเลย

3. นำมาล้างเศษแก้วและเศษวุ้นหัวอาหารออกในน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับพืช (แบบเดทตอลอะไรพวกนี้ไม่เอานะ คนละฆ่าเชื้อกันเผลอๆ อาจจะตายได้) ซึ่งน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับพืชนั้นหาได้ทั่วๆ ไปตามร้านต้นไม้ ทำไมต้องล้างในน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยนะเหรอ? ก็เพราะว่าต้นกล้วยอยู่ในสภาพปลอดเชื้อในขวดมาเป็นเวลานานจึงมีภูมิคุ้มกันที่ค่อนข้างต่ำ แล้วอยู่ๆ ก็ได้มาสัมผัสกับอากาศข้างนอก ไหนจะต้องไปสัมผัสกับดินที่จะปลูกอีกก็เลยต้องหายาฆ่าเชื้อมาช่วยเป็นธรรมดา
Picture 100
4. ปลูกในถุงดำแบบชนิด ค่อยๆ ค่อยๆ ค่อย ค่อยๆ เพราะมือโดนนิดโดนหน่อยก็หักงอแระ -__-!!! เฮ้อออ เหนื่อยกว่าขุดดินอีก หากรากดุยาวไปก็สามารถตักรากทิ้งเพื่อให้งอกใหม่ *** อยากจะแนะนำว่าอย่าใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตในขณะที่ต้นกล้วยยังอ่อนอยู่เพราะลองดูแล้วปรากฏว่าตาย สงสัยเค็มจัด โธ่! ลูกพ่อ พ่อขอโทษ!!! ***

5. นั่งเฝ้านอนเฝ้าประคบประคองในช่วง 2 – 3 วันแรกถ้าหากรอดจากระยะเวลาปรับตัวนี้ไปก็สบายใจได้ขั้นหนึ่งว่าต้นกล้วยของท่านปรับตัวกับวัสดุปลูกใหม่ได้แล้วและพร้อมจะเจริญเติบโตเป็นต้นกล้วยที่ดีของสังคม อ่อ!! อย่าให้โดนแดดแรงๆ หละมีสิทธิ์ไปเกิดใหม่ได้เลยนะเนี่ยะ -__-!!!
Picture 108



เพื่อนๆ ชาวเกษตรถามผู้เขียนว่าปลูกกล้วยแล้วรายได้ดีไหม? ขายอะไรได้บ้าง?
จริงๆ แล้วผู้เขียนไม่อยากให้เพื่อนๆ คิดถึงแต่ตัวเลขที่เป็นจำนวนเงินอย่างเดียวครับ เพราะกล้วยนั้นแปรรูปได้หลากหลาย ใช้ประโยชน์ได้เยอะแยะสุดแท้แต่จะดัดแปลง บางครั้งการทำอะไรเกินพอดีไปคิดถึงแต่จำนวนเงินมากเกินไปจนมองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปได้ เช่นความสุขที่ได้ทำ ความสุขที่ได้ปลูกและความสุขที่ได้แบ่งปัน ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาขุดหาเงินอย่างเดียว ^-^

แรกเริ่มเดิมทีผู้เขียนปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 อยู่ 1 ไร่เพราะต้องการทดลองดูตลาดและก็ปรากฏว่าไปได้ด้วยดี เลยต้องขยายเพิ่มซึ่ง ณ ขณะนี้กำลังขยายเพิ่มพื้นที่ปลูกและหวังว่าซักวันคงได้จำนวนพอที่จะแจกเพื่อนๆ

มาดูกันดีกว่าว่าผลผลิตจากสวนกล้วยน้ำว้าของผู้เขียนขายอะไรได้บ้างแต่ไม่ขอบอกเป็นจำนวนเงินนะขอรับ อยากจะให้เพื่อนๆ ลองปลูกแล้วหาคำตอบเอาเอง
เริ่มจากบนลงล่างเลยละกันเนอะ!

1. ใบกล้วยหรือใบตอง
ถึงใบกล้วยน้ำว้าของผู้เขียนจะไม่ได้เหนียวเหมือนใบตองจากกล้วยตานีแต่คัดใบสวยๆ ก็พอใช้ได้ ประมาณ 15 วันตัดหนึ่งครั้ง โดยเฉลี่ยก็ครั้งละประมาณ 50 – 80 กิโลกรัม ตัดมากก็ไม่ดีต้นกล้วยไม่โต ไม่มีสังเคราห์แสง ไม่ตัดเลยก็ไม่ดีรกหูรกตาเป็นแหล่งสะสมแมลงและโรค

IMG_2023

2. ปลีกล้วย
หลังจากที่กล้วยติดผลได้ประมาณ 8 – 12 หวีต่อเครือแล้วแต่ความสมบูรณ์ของผลกล้วยก็สมควรแก่เวลาที่จะตัดทิ้ง ไม่สมควรปล่อยไว้เพราะจะแย่งสารอาหารของผลกล้วย ปลีกล้วยนี้ก็สามารถวางขายได้อีกแม่ค้าแถวสวนชอบมาซื้อไปขายที่ตลาด แต่โดยส่วนใหญ่เพื่อนบ้านมาขอไปแกงก็ให้กันไปเลย เพื่อนบ้านบางคนเอาไข่เป็ดมาแลกด้วยอะ น่ารักม่ะ ^_^

3. ผลกล้วย
อันนี้เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าสามารถจำหน่ายผลสดได้ และผู้เขียนก็ได้แปรรูปบางส่วนเพื่อจำหน่ายเองด้วย โดยจะตัดทุกๆ อาทิตย์ ตกเฉลี่ยอะทิตย์ละ 15 – 20 เครือต่อไร่

IMG_2025

4. ต้นกล้วย
อันนี้จะว่าเป็นผลพลอยได้ก็ว่าได้ เพราะจะขายโดยตรงก็ไม่เป็นทางการนักแต่ก็มีแม่ค้าจากตลาดนัดมาขอซื้อหยวกกล้วย โดยสว่นใหญ่แล้วผู้เขียนจะผ่าคัดหยวกกล้วยออกเก็บไว้ขายหรือให้น้องหมูเคี้ยวเล่น ส่วนกาบแข็งๆที่เหลือจะใช้ทำปุ๋ยหมัก (หมักมันทุกอย่าง (-__-!!!)) แล้วก็ขายปุ๋ยหมัก โดยต้นกล้วยที่ออกผลแล้วระยะหนึ่งผู้เขียนก็จะตัดทิ้งให้เหลือแต่ตอ ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไมให้รกกอเพราะมันออกเครือแค่รอบเดียว

5. หน่อกล้วย
ผู้เขียนนิยมเลี้ยงหน่อไว้แค่ 4 หน่อต่อ 1 กอให้ทิ้งช่วงห่างระยะทุกๆ 4 เดือนเพื่อให้กล้วยออกผลสลับสับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ส่วนที่เหลือก็จะตัดขาย โดยราคาหน่อยกล้วยนั้นก็ขายราคากันเองครับ แจกบ้าง ขอกันบ้างก็ว่ากันไป นับว่าเป็นรายได้ที่มาเรื่อยๆ เพราะหน่อกล้วยแทงออกมาทุกวัน เอะ! หรือว่าผู้เขียนให้ปุ๋ยผิดประเภทดกแต่หน่อเครือไม่ค่อยออก (-__-!!!)

IMG_2016

ณ ตอนนี้ความสุขของผู้เขียนไม่ได้มาจากรายได้จากการขายโดยที่แทบไม่สนใจเรื่องราคา แต่เป็นความรู้สึกมีความสุขที่ได้ขาย ได้แจก ได้แลกเปลี่ยนซึ่งความสุขแบบนี้นับว่าเป็นพื้นฐานของการดำรงชีพมากกว่าความสุขจากนำนวนเงิน คงจะเหมือนความรู้สึกของแม่ค้าที่เห็นสินค้าตัวเองขายดีหละมั้ง โดยที่ไม่ได้สนใจว่าจะขายได้เท่าไหร่ ^__^

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน