Posts Tagged ‘ธรรมชาติ’


หาแหนแดงจากธรรมชาติได้ที่ไหน? เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งถามผู้เขียน

 

ฟังดูน่าเศร้าเพราะแต่เดิมนั้นแหนแดงมีอยู่ทั่วไปตามทุ่งนาแหล่งน้ำนิ่งตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันแหนแดงตามธรรมชาติเหล่านั้นได้ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย จากหลายปัจจัยและหลายสาเหตุทั้งจากการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช สารพิษต่างๆในน้ำ หรือแม้แต่สถาวะน้ำท้วมน้ำหลากที่พัดพาพืชหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ พลัดถิ่นไปอยู่ที่อื่นจนไม่สามารถดำรงชีพตามแบบดั้งเดิมได้จนสุดท้ายก็สูญสลายไป และแหนแดงก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ซึ่งแต่เดิมนั้นแหนแดงมีอยู่ตามธรรมชาติอย่างมากมาย (รึอย่างน้อยก็มากกว่าที่เราเป็นปัจจุบันหลายเท่าตัว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบพื้นที่ราบภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นครนายก ลพบุรี สระบุรี อยุธยา ต่างๆ นาๆ ที่เป็นแหล่งอาหารแหล่งปลูกข้าวหลักของประเทศไทย แต่ปัจจุบันกลับหาแหนแดงได้ยากในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ

 

น่าเศร้าไหมหละ!

 

เออ! คือ….แต่ที่น่าใจหายกว่านั้นคือเกษตรกรชาวนาส่วนใหญ่ในประเทศไทยเรานี้พึ่งจะมารู้จักประโยชน์ของแหนแดงกันได้ไม่กี่ปี ทั้งๆ ที่รอบบ้านเราเช่น เวียดนาม จีนตอนใต้ หรือแม้กระทั่งสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป) ได้ใช้แหนแดงในการเกษตรในลักษณะการเสริมธาตุอาหารให้กับต้นข้าวมาอย่างช้านาน หรือแม้กระทั่งการใช้แหนแดงสำหรับเป็นอาหารสัตว์ก็มีให้เห็นอย่างแพร่หลายเพราะอัตราการเจริญเติบโตของแหนแดงที่รวดเร็วและสารอาหารที่ได้ก็ถือว่าไม่เลวนัก หากแต่ประเทศไทยนั้นมีการเผยแพร่องค์ความรู้กันน้อยมากและการใช้ประโยชน์หรือดัดแปลงใช้แหนแดงในการเกษตรยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่

 

เอะ! กรมส่งเสริมการเกษตรไปไหนเนี่ยะ! เออ….สมละที่เพื่อนชาวเกษตรของผู้เขียนมักจะพูดว่า “กรมส่งเสริมการเกษตรก็เหมือนผี รู้ว่ามีแต่ไม่เคยเห็น” เออ แฮะ! จริงอย่างที่ท่านว่าเพราะเห็นแต่ที่ทำการที่เหมือนศาลเจ้า แต่ตัวเจ้าหน้าที่ไปไหน? อันนี้ไม่รู้? (ผู้เขียนไม่ได้พูดเองนะแค่จำจากเพื่อนมา -__-!!!) ซึ่งหากจะดูจากงบประมาณหรือเครือข่ายความเป็นภาครัฐก็ควรจะทำได้ดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่าการพัฒนาบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณอะไรมากมายไม่ใช่หรือ? แค่การถ่ายทอดหลักวิชาการก็ช่วยได้มากโข!

 

เอะ! สรุปว่าจะมาคุยตอบคำถามเรื่องแหนแดงหรือว่ามาบ่นเรื่องความสามารถของภาครัฐกันแน่เนี่ยะ! -__-!!!

Picture 905

*** เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่ผู้เขียนนำแหนแดงที่เพาะเลี้ยงไว้ทยอยออกปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ตามแหล่งน้ำนิ่งต่างๆ ตามเส้นทางจาก กทม ไปที่สวนของผู้เขียนที่กาญจนบุรี ***

Picture 903

*** ปล่อยแหนแดงคืนสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติหลายๆ แห่งแล้วก็เก็บรายละเอียดการเจริญเติบโตและอัตราการรอด ***

Picture 912

*** จุดไหนที่ดูอัตราการรอดสูงหน่อยก็จะปล่อยมากหน่อย ***

*** จริงๆ แล้ว ก็มีหลายกิจกรรมที่ผู้เขียนส่งเสริมอยู่และก็ส่งเสริมมานานแล้ว เช่น ปลูกป่า (หลอกเด็กไปปลูกป่า) ปล่อยปลา ปล่อยแหนแดง ส่งเสริมการปลูกพืชสวนครัวเพื่อเป็นรายได้เสริม (หลอกคนแก่ไปปลูกผัก) โดยผู้เขียนรับผิดชอบในการหาตลาดให้ โครงการอาหารกลางวันเด็ก (แมร่งมั่วไปหมด -__-!!!) ซึ่งก็สุดแท้แต่กำลังและทรัพยากรของผู้เขียนจะเอื้ออำนวย จ้างบ้าง แลกบ้าง ขอบ้าง (หลอกบ้าง -__-!!!) ก็ว่ากันไปตามกรณีแต่ก็ไม่เคยเอะใจที่จะเก็บรูปไว้ประชาสัมพันธ์หรือเก็บไว้เป็นข้อมูลในการศึกษา (พึ่งมาเริ่มเก็บรูปได้ไม่นานนี่แหละ -__-!!!) ก็ได้แต่ดูด้วยตาเปล่าแล้วก็จำไว้แบบง่ายๆ เลยทำให้ผลทางการปฏิบัติดำเนินไปอย่างช้าๆ จนสุดท้ายต้องมานั่งทบทวนและปรับแผนใหม่เพื่อให้ได้ผลทางการปฏิบัติมากกว่านี้ซึ่งแต่เดิมนั้นทำอยุ่คนเดียวเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ไปตามประสาจนลืมคิดไปว่ามีเพื่อนๆ ชาวเกษตรเราอีกหลายท่านที่มีแนวคิดเหมือนกันและพร้อมจะออกแรงร่วมด้วยช่วยกันให้งานลุล่วงได้ไวขึ้น จึงฝากข้อความนี้ไว้เพื่อแจ้งให้เพื่อนๆ ทราบว่าไม่ช้าไม่นานอาจจะมีคนส่งข้อความไปขอแรงหรือขอความร่วมมือท่าน หรืออะไรซักอย่าง ฮ่ะๆ ให้เพื่อนๆ ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า หุหุหุ ***

***เกริ่นมาซะนาน อ้อมโลกไปซะไกล สุดท้ายก็จะขอแรงเพื่อนๆ มาช่วยงานนะเอง  หุหุหุ -__-!!! เตรียมตัวไว้เถอะท่านๆ ทั้งหลาย***



จะว่าไปแล้วเชื้อราไม่พึงประสงค์ในดินนี่ก็สร้างความรำคาญได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ ไม่แปลกใจทำไมเพื่อนๆ ถึงได้ถามว่ากำจัดเชื้อราในดินยังไงดี -_-!!! โดยเฉพาะเชื้อราที่พาให้เกิดอาการรากเน่าหรือโคนเน่า การกำจัดเชื้อราในดินนั้นสามารถทำได้หลายวิธีครับทั้งแบบธรรมชาติและแบบที่ใช้สารเคมี ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าชาวเกษตรอย่างเราก็ต้องคุยกันเรื่องวิธีแบบธรรมชาติๆ ไร้สารพิษจริงไหม อิอิอิ

โดยธรรมชาติแล้วเชื้อราในดินมีอยู่หลายประเภทแต่แบ่งแยกได้ 2 แบบคือแบบที่มีประโยชน์ต่อพืชที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรากพืชทำให้พืชเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีและแบบที่ไม่มีประโยชน์ที่พาให้พืชเป็นโรครากเน่า โคนเน่าและนำมาซึ่งโรคทางดินอีกหลายๆ อย่างทั้งๆ ที่เราไม่ได้ต้องการเลย -___-!!!
Picture 208
วิธีการกำจัดเชื้อราที่ไม่มีประโยชน์ในดิน
1. การขุดกลับดินหรือขุดหลุมแล้วปล่อยตากแดดเป็นระยะ 7 – 10 วัน จะช่วยลดจำนวนเชื้อราในดินได้วิธีหนึ่งแต่ก็ใช่ว่าจะทั่วถึงนักแต่นับว่าเป็นวิธีที่ได้ผลวิธีหนึ่ง

2. การผสมปูนขาวหรือปูนมานลงในดินขณะไถพรวนหรือการใช้ปูนขาวหรือปูนมานรองก้นหลุมนั้นนอกจากจะช่วยปรับสมดุลให้กับดินแล้วก็ยังสามารถช่วยลดปริมาณเชื้อราในดินได้อีกวิธีหนึ่ง

3. ใช้น้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการเผาถ่านหรือเผาแกลบมาผสมน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 200 แล้วพ่นหรือราดบริเวณโคนต้นพืชก็จะสามารถกำจัดเชื้อราได้ดีอีกวิธีหนึ่ง

ตอบด้วยความรู้อันน้อยนิดและก็ไม่แน่ใจว่าจะตรงคำถามของเพื่อนๆ ที่ฝากไว้รึเปล่า ยังไงก็กล่าวขออภัยล่วงหน้าด้วยครับหากตอบได้ไม่ดีนัก ^_^


การใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน
ปุ๋ยพืชสด
พืชที่เหมาะสำหรับทำปุ๋ยพืชสดอันดับต้นๆ ที่นิยมกันเห็นจะไม่พ้นพืชตระกูลถั่ว เพราะพืชตระกูลถั่วสลายตัวเร็ว มีใบ ลำต้น รากเยอะและความพิเศากว่านั้นคือพืชตระกูลถั่วมีปมที่รากซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้มาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาและการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชให้กับดินได้ดี พืชตระกูลถั่วที่นิยมปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยสดได้แก่ ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ปอเทือง โสนอัฟริกัน และถั่วมะแฮะ

การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้คุ้มค่าที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุดนั้นควรปลูกเพื่อทำการไถกลบในช่วงระยะเวลาออกดอกเพราะพืชจะเก็บสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ไว้มากที่สุด หลังจากนั้นควรทิ้งไว้ให้เกิดกระบวนการย่อยสลายในดินตามธรรมชาติเป็นเวลา 7 – 8 วัน แล้วจึงทำการปลูกพืชที่ต้องการได้

ลักษณะเด่นของปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่ว
พืชปุ๋ยสดตระกูลถั่วนั่นมีปมที่รากและมีแบคทีเรีย Rhizobium spp. อาศัยอยู่ ซึ่งแบคทีเรียตระกูลนี้สามารถดึงไนโตรเจนจากอากาศและสะสมในลำต้นทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณไนโตรเจนให้กับดินในบริเวณรอบๆ ที่มีรากอีกด้วย
ชนิดพืช ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซี่ยม
ถั่วพร้า 2.72 0.54 3.14
ถั่วพุ่ม 2.68 0.39 2.46
ปอเทือง 2.76 0.22 2.40
โสนแอฟริกัน2.87 0.22 2.40
ถั่วมะแฮะ 1.92 0.05 0.90
IMG_1915
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดนั้นนิยมทำกันอยู่ 3 วิธีคือ
1. แบบโรยเมล็ดเป็นแถว
2. แบบหยอดเป็นหลุม
3. แบบหว่านเมล็ด ควรไถดะก่อนหว่านเมล็ดแล้วคราดกลบเมล็ด

IMG_1919

อัตราเมล็ดที่ใช้มีดังนี้
ปอเทือง 5 กิโลกรัมต่อไร่
โสนอัฟริกัน 5 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพุ่ม 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วมะแฮะ 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพร้า 10 กิโลกรัมต่อไร่
ควรปลูกก่อนพืชหลักประมาณ 2 เดือนถึง 2 เดือนครึ่ง และควรไถกลบหรือสับกลบระยะออกดอกเพราะเป็นระยะที่พืชสะสมอาหารและแร่ธาติไว้มากที่สุดจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด
1. ยกระดับความสมบูรณ์ของดิน
2. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและปริมาณไนโตรเจนรวมทั้งธาตุอาหารอื่นๆที่จำเป็นสำหรับพืชให้แก่ดิน
3. รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดินและช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
4. ลดการสูยเสียหน้าดินอันเกิดจากการชะล้าง
5. ทำใหเดินร่วนซุย ทำให้สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวนเพื่อปลูกพืชหลัก
6. ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชในทางอ้อมได้
7. ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีด้วย
8. เพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชหลักให้สูงขึ้น
*** ขอขอบคุณศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินจ้าของบทความและความรู้ เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเผยแพร่ให้ได้รับความรู้ทั่วกัน หากไม่เหมาะสมประการใดสามารถแจ้งลบได้ครับและขอรับรองว่าบทความนี้ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงการค้าแต่อย่างใด ***



จะว่าไปแล้วการวางระบบน้ำก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเกษตรกรแต่ละรายเพราะพื้นที่แต่ละแปลงก็มีความต่างทั้ง ขนาด สั้น ยาว ลึก ใกล้ ไกล โอ้ยสารพัดอย่าง จึงเป็นเรื่องยากที่จะสรุปหรือคิดแม่แบบออกมาให้ได้ใช้งานกันเป็นมาตรฐาน และประกอบทั้งผู้เขียนก็เป็นเพียงเกษตรกรมือสมัครเล่นก็คงได้แต่เล่าให้เพื่อนๆ ฟังได้เล็กน้อยตามแต่ประสบการณ์จะพอมี ซึ่งก็อาจจะตอบคำถามเพื่อนๆ ที่ถามไถ่มาได้ไม่ครบครันนัก

น้ำถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมากอย่างหนึ่งสำหรับการเกษตร ในอดีตนั้นสภาพอากาศไม่แปรปรวน ฝนตกต้องตามฤดูกาลประกอบกับธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ทำให้แหล่งน้ำต่างๆ มีอยู่มากมาย แต่ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมและธรรมชาติต่างๆ ได้เสื่อมถอยลงไปเป็นอันมากจนส่งผลให้ฝนฟ้าต่างๆ ไม่ตกต้องตามฤดูกาลหรือบางครั้งก็ถึงขั้นแปรปรวนทำให้การจัดการเรื่องน้ำสำหรับการเกษตรในยุคปัจจุบันมีความยากลำบากและสลับซับซ้อนมากขึ้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการทรัพยากรน้ำให้เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและประหยัดมากที่สุด และการใช้ระบบน้ำหยดและการให้น้ำแบบมินิสปริงเกอร์นี้ก็ถือว่าเป็นระบบการให้น้ำพืชที่น่าสนใจเพราะประหยัดที่สุดแล้วดีที่สุดในปัจจุบัน ส่วนในอนาคตนั้นไม่รู้ อิอิอิ ซึ่งหลักการให้น้ำในแบบของระบบน้ำหยดก็คือการให้ตรงจุดและให้ในปริมาณที่พอเหมาะที่พืชสามารถดึงไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดเพราะบางครั้งบางทีการให้น้ำพืชจำนวนมากก็ใช่ว่าพืชจะสามารถดึงไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดจึงจำต้องปล่อยให้ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ไหลลงไปในชั้นดินอย่างเปล่าประโยชน์

ลักษณะข้อดีของการให้น้ำพืชด้วยระบบมินิสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของ รัศมีน้ำที่เป็นวงกว้างครอบคลุมรัศมีประมาณ 1 – 1.20 เมตรจากตัวมินิสปริงเกอร์ทำให้ดินบริเวณนั้นหรือรากพืชที่อยู่ในรัศมีนั้น ได้รับน้ำและความชื้นอย่างทั่วถึง จึงเหมาะสำหรับพืชยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่และแปลงปลูกที่มีการจัดการวัชพืชใน รัศมีต้นพืชอย่างดีเพราะไม่เช่นนั้นแล้วหญ้าท่านจะงอกงามกว่าต้นพืชของท่าน -__-!!! ส่วนข้อเสียนั้นก็เป็นเรื่องของความสิ้นเปลืองที่มีปริมาณ 70 ลิตรต่อชั่วโมง (ต่อ 1 หัวมินิสปริงเกอร์) จึงจำเป็นที่จะต้องมีแหล่งน้ำที่พอเพียงสำหรับระบบนี้ และข้อเสียอีกข้อหนึ่งคือเรื่องการกำจัดวัชพืชที่ต้องทำอยู่เป็นประจำเพื่อ ให้ต้นพืชได้รับน้ำอย่างเต็มที่ ระบบนี้เป็นระบบการให้น้ำที่ผู้เขียนชอบที่สุดเพราะโดยส่วนตัวแล้วมีความ เชื่อว่าพืชนั้นต้องการน้ำในการดำรงชีวิตและรากพืชก็ต้องการความชื้นในดิน เพื่อจะขยายออกไปได้หากให้น้ำพืชแต่ดินยังแห้งแตกระแหงรากพืชก็คงไม่สามารถ ชอนไชขยายออกไปได้ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ ^_^ ท่านอื่นคิดเห็นอย่างไรแลกเปลี่ยนกันได้

วิธีติดตั้งระบบน้ำมินิสปริง เกอร์ (การติดตั้งระบบน้ำมินิสปริงเกอร์นั้นก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากไปกว่าการติด ตั้งระบบน้ำหยดเพียงแต่มีวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเข้าไปอีกหน่อย คือ ไส้ไก่ หัวจุ๊บสีดำ 2 ด้าน และขาเสียบมินิสปริงเกอร์)

Picture 419

Picture 422

Picture 421
1. หลังจากที่เดินท่อน้ำหลักด้วยท่อ PVC แล้วก็แยกย่อยด้วยท่อ PE ไปยังต้นพืชที่ต้องการ
2. เจาะรูบนท่อ PE สำหรับเสียบจุ๊บสีดำ

Mini Springer 001
3. เสียบจุ๊บสีดำเพื่อเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างท่อ PE ตัวมินิสปริงเกอร์ด้วยไส้ไก่

Mini Springer 002

Mini Springer 003

Mini Springer 004
4. จัดเตรียมชุดมินิสปริงเกอร์ด้วยการเสียบขาและตรวจดูขั้วจุ๊บสีดำที่ติดมากับมินิสปริงเกอร์ให้พร้อม

Mini Springer 005

Mini Springer 006

Mini Springer 007
5. เสียบไส้ไก่หรือท่อเล็กเพื่อเชื่อมต่อเส้นน้ำมายังตัวมินิสปริงเกอร์แล้วนำไปปักดินในบริเวณที่ต้องการให้น้ำพืชก็เป็นอันเรียบร้อย

Mini Springer 008

Mini Springer 009

————-

ลักษณะข้อดีของการให้น้ำพืชด้วยระบบน้ำหยดนั้นก็คือความประหยัดด้วยการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะให้น้ำพืชในปริมาณที่พอเหมาะและตรงจุดหรือบริเวณที่พืชต้องการ ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีส่วนวัชพืชที่ไม่ต้องการให้เจริญเติบโตนั้นก็จะขาดแคลนน้ำไปตามสภาพ เหมาะสำหรับพืชต้นเล็กถึงปานกลางหรือเกษตรกรบางรายก็ดัดแปลงทำเป็นวงกลมแล้วปล่อยน้ำหยดหลายจุดให้กับพืชต้นเดียวสำหรับพืชยืนต้นที่มีลำต้นใหญ่และรัศมีรากกว้าง ส่วนข้อเสียของระบบน้ำหยดนั้นก็คงจะเป็นเรื่องของการกรองน้ำที่จะต้องติดตั้งระบบกรองเพื่อป้องกันสิ่งอุดตันและต้องทำความสะอาดหรือเปลี่ยนไส้กรองอยู่เรื่อยๆ

วิธีติดตั้งระบบน้ำหยด
1. หลังจากเดินท่อหลักซึ่งโดยส่วนใหญ่ใช้ท่อ PVC จากตัวปั๊มเรียบร้อยแล้ว (การเดินท่อ PVC นั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และแปลงปลูกแต่ละท่านซึ่งมีความเฉพาะตัวสูงไม่สามารถสรุปได้โดยง่าย) ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการแยกท่อย่อยสู่บริเวรที่ปลูกพืชซึ่งท่อย่อยนี้ก็จะเป็นท่อ PE ที่เป็นท่อพลาสติกอ่อนสีดำสามารถโค้งหรืองอได้

002

2. เจาะรูบนท่อ PE ขนาดพอประมาณ ซึ่งปกติจะมีตัวเจาะโดยเฉพาะราคาประมาณ 30 – 40 บาท สามารถหาได้ทั่วไปตามร้านค้าอุปกรณ์การเกษตร แต่หากไม่มีก็สามารถเจาะได้ง่ายๆ ด้วยอุปกรณ์แหลมคมทั่วๆ ไป เช่น ไขควง มีด หรือคัตเตอร์

001

2. ติดตั้งหัวน้ำหยดเข้าไปโดยตรงกับท่อ PE หากบริเวณที่ต้องการให้น้ำอยู่ในเส้นทางของท่อ PE

003

004

2.1 หรือหากบริเวณที่ต้องการให้น้ำอยู่ห่างจากเส้นทางของท่อ PE ก็สามารถใช้ไส้ไก่หรือท่อย่อยต่อขยายออกไปได้โดยอาจจะต้องเพิ่มอุปกรณ์เข้าไปอีกเล็กน้อยคือไส้ไก่ตามความยาวที่ต้องการและจุ๊บดำอีก 1 ตัวต่อไส้ไก่ 1 สายเพื่อเป็นตัวเชื่อมเส้นน้ำระหว่างท่อ PE ส่วนไส้ไก่ส่วนปลายอีกด้านนั้นก็สามารถสวมเข้ากับหัวน้ำหยดได้เลย

3. ปรับระดับความแรงข้องหัวน้ำหยดให้เป็นไปตามที่ต้องการและลักษณะความต้องการของพืชชนิดนั้นๆ ความพิเศษของหัวน้ำหยดคือการปรับระดับความแรงได้หลายระดับตามใจชอบตั้งแต่หยดน้ำช้าๆ ไปจนถึงไหลเป็นทาง และหากจะใช้ระบบน้ำหยดแบบเต็มรูปแบบนั้นควรจะมีอุปกรณ์กรองน้ำติดตั้งอยู่บริเวณท่อหลักที่ออกมาจากปั๊มน้ำด้วยเพราะจะช่วยลดปัญหาการอุดตันบริเวณปลายหัวน้ำหยด

005

006

007

 

บทความนี้ยาวไปหน่อยช่วยทนๆ อ่านหน่อยละกัน หุหุหุ -__-!!!



เห็นคำถามนี้น่าสนใจดีเลยหยิบขึ้นมาคุยกับเพื่อนๆและก็อยากรู้ว่าความคิดเห็นแต่ละท่านเป็นเช่นไร ซึ่งโดยประสบการณ์ส่วนตัวกับยาฆ่าหญ้าแล้วหละก็ต้องบอกว่าขยาดครับกับผลข้างเคียงที่ได้รับ และถ้าย้อนกลับไปดูรายงานทางการแพทย์ก็จะพบว่ามนุษย์เราตายเพราะยาฆ่าหญ้าหรือสารกำจัดวัชพืชทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจจำนวนเป็นพันรายเพราะยาฆ่าหญ้าหรือกำจัดวัชพืชส่วนใหญ่ที่ใช้ๆกันเป็นสารพาราควอทสารเคมีกำจัดวัชพืชซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไบพัยริดิล ประมาณว่าแรงว่างั้นเถอะ -__-!!!

ยาฆ่าหญ้านั้นโดยส่วนตัวเห็นว่ามีความรุนแรงกว่ายาฆ่าแมลงหลายเท่าตัวนักเพราะยาฆ่าแมลงนั้นไม่คอยแสดงอาการแพ้ทางภายนอกให้เห็นแต่ยาฆ่าหญ้านั้นแค่โดนภายนอกก็มีอาการผดผื่นคันให้เห็นกันแล้วแล้วถ้าบริโภคเข้าไปสู่ร่างกายหละจะเป็นยังไง และโดยธรรมชาติของหญ้านั้นมีหลากหลายสายพันธุ์และลักษณะทางกายภาพก็แข็งแรงกว่าแมลงและสัตว์หลายชนิดอย่างเห็นได้ชัดทำให้การกำจัดพัชพืชลงได้นั้นต้องใช้สารเคมีที่มีความรุงแรงหรือเข้มข้นสูงถึงจะทำให้หญ้าหรือวัชพืชตาย และโชคร้ายที่ยาฆ่าหญ้าส่วนใหญ่จะทำให้แมลงเล็กๆ และจุลินทรีย์ตายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

สรุปเลยละกันว่าหญ้าฆ่าหญ้าทำให้แมลงและสัตว์เล็กตาย และสัตว์ใหญ่อาจจะไม่ถึงกับเสียชีวิตแต่สารตกค้างที่อยู่ในหญ้าหรือสิ่งที่สัตว์เผลอเคี้ยวเข้าไปก็นับว่าอันตรายระดับหนึ่ง หากสัตว์นั้นรับสารตกค้างเข้าไปมากๆ ก็ไม่แน่ว่าจะเสียชีวิตได้ ถึงแม้ว่ายาฆ่าหญ้าหรือกำจัดวัชพืชจะมีการสลายตัวไปตามเวลาแต่ก็ไม่ง่ายเลยที่จะสลายสารเคมีบางชนิด คนยังตายแล้วสัตว์จะไปเหลืออะไร -__-!!! เอาง่ายๆ แบบบ้านๆ ตามประสาเราก็คือแดกเข้าไปมากๆ สัตว์ใหญ่แค่ไหนก็ตาย -__-!!!
Picture 063



เจอคำถามนี้เข้าไปไม่ตอบก็ไม่ได้ เดี๋ยวเย็นนี้ทานข้าวไม่อร่อย คาใจอยู่นั้นแหละ เดี๋ยวนี้เป็นโรคแปลก!!! ไม่ได้จับคีบอร์ดแล้วใจสั่นหวิวๆ มือไม้สั่น เวียนหัวง่ายคล้ายจะเป็นลม ไม่แน่ใจว่าโรคนี้เรียกอินเตอร์เนตลิซซึ่มรึเปล่า -__-!! ขืนเป็นหละซวยเลยเพราะต้องหอบสังขาลไปเลิกที่ถ้ำกระบอกให้อาเจียนออกมาเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์

อ่ะ เข้าเรื่องกันดีกว่าออกทะเลไปไกลแระ -__-!!!

การพัฒนาที่ดินในปัจจุบันมีลักษณะหลากหลายขึ้นและไม่ได้จำกัดอยู่แค่วงการก่อสร้าง เช่นการสร้างบ้านเดี่ยว คอนโดมีเนี่ยม ทาวน์เฮ้าส์ต่างๆ ที่มีการแข่งขันกันสูงหรือกำจัดอยู่แค่วงการท่องเที่ยว เช่น รีสอร์ท สถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ แต่ปัจจุบันการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรก็น่าจับตามองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับยุคปัจจุบันที่ชีวิตมีความกดดันมากขึ้นกว่าเดิม เลยทำให้กลุ่มคนชั้นกลางหรือวัยทำงานชอบที่จะแสวงหาเวลาไปอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น และก็พัฒนาไปถึงขั้นทำไร่ทำสวนในวันหยุดหรือเสาร์อาทิตย์จนเป็นชิ้นเป็นอันกันไปหลายแปลง ปฏิกิริยาเหล่านี้เป็นผลต่อเนื่องจากชีวิตในรูปแบบทุนนิยมที่ทุกอย่างวัดกันเป็นตัวเลขและชีวิตที่เร่งรีบจนไม่มีเวลาใส่ใจตัวเองทำให้เกิดความเครียดขึ้นอย่างมาก

ณ ปัจจุบันบลอคบทความของผู้เขียนมีผู้มาเยี่ยมชมกว่า 2,000 คนในแต่ละวัน และมีหลายท่านฝากทิ้งคำถามไว้ ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่ากว่าร้อยละ 40 ของคำถามที่ผู้เขียนได้รับแต่ละวันนั้นเป็นคำถามคล้ายๆ กันคือ “หาที่ดินเปล่าเพื่อการเกษตรที่ไหนดี?” หรือ “อยากได้ที่ดินไว้ทำการเกษตร” ผู้อ่านผู้มีอุปการคุณของผู้เขียนเป็นชนชั้นกลางวัยทำงานอายุ 30 – 40 (รู้!! ว่าหลายท่านไม่อยากให้พูดถึงเรื่องอายุ มันแทงใจดำ -__-!!!) ที่มีความชื่นชอบด้านการเกษตรและชีวิตแบบพอเพียง และในขณะเดียวกันก็มีความพร้อมทั้งประสบการณ์และกำลังซื้อแต่ขาดอยู่อย่างเดียวคือช่องทางในการเข้าถึงที่ดินดีๆ มีคุณภาพสำหรับกิจกรรมทางการเกษตร

และคงจะดีไม่น้อยหากมีบริษัทหรือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เข้ามาพัฒนารูปแบบที่ดินเพื่อการเกษตรโดยซื้อแปลงใหญ่แล้วแบ่งขายเป็นแปลงย่อยเหมือนหมู่บ้านชาวเกษตรที่มีสาธาณูปโภคครบครันพร้อมทั้งน้ำไฟและความปลอดภัยในทรัพย์สิน เชื่อแน่ว่าการพัฒนาที่ดินรูปแบบนี้จะได้รับความนิยมในอนาคตเพราะวัยทำงานหลายท่านเบื่อสภาพสังคมปัจจุบันในเมืองใหญ่กันเต็มทน เบื่อการเมืองด้วย หุหุหุ -__-!!!
Picture-267



ครึ้มอกครึ้มใจเลยแวะไปเยี่ยมเพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ราชบุรี ปลูกมาได้ 2 ปีมะพร้าวกำลังออกจั่น

มีการเลี้ยงผึ้งเพื่อเพิ่มผลผลิต โดยอาศัยผึ้งช่วยผสมเกสรให้ติดผลมากขึ้น ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วหากไม่มีตัวช่วยมะพร้าวมักจะติดผลแค่ 4 – 5 ผลแต่ถ้ามีผึ้งช่วยผสมเกสรก็จะได้มากขึ้นเป็นเท่าตัว

การเลี้ยงผึ่งนั้นต้องอาศัยความชำนาญพอสมควร (เจ้าของสวนเค้าว่างั้นนะ -__-!!!) เพราะผึ้งเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวจึงต้องใช้ความละเมียดละไมเป็นพิเศษ การเลี้ยงผึ้งจำเป็นต้องได้รับการอบรมหรือเข้าศึกษาอย่างเป็นทางการครั้นจะมาเลี้ยงแบบบ้านๆ ตามประสาเราๆ เห็นจะไม่ได้ แต่สิ่งที่ชอบที่สุดที่อยากจะนำเสนอให้ท่านผู้อ่านก็คือการจัดการหรือเพิ่มผลผลิตด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างธรรมชาติกับการค้าได้เป็นอย่างดี ได้ทั้งผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ได้ทั้งน้ำผึ้งและได้ตัวอ่อนผึ้ง นับว่าสมประโยชน์หลายอย่าง คงจะดีไม่น้อยหากชาวเกษตรกรเราคิดประยุกษ์ใช้แมลงเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิต ไม่ใช่หวังพึ่งแต่ฮอร์โมนวิเศษหรือปุ๋ยวิเศษจากพ่อค้าที่ขายกันเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองจนมองข้ามวิธีธรรมชาติจนกลายเป็นทำลายธรรมชาติเสียเอง

ไม่ได้หมายความว่าการใช้วิธีตามธรรมชาติจะเป็นคำตอบสำหรับทุกอย่างแต่ควรจะเป็นวิธีการเพิ่มผลผลิตที่ได้รับการใส่ใจกว่านี้ เช่นการใช้ผึ้งเพื่อผสมเกสร การใช้ไส้เดือนในการฟื้นฟูดิน หรือแม้กระทั่งการใช้แตนเบียนในการกำจัดหนอนกอในไร่อ้อย เหล่านี้เป็นต้น
Picture 128 copy

Picture 118 copy

Picture 127 copy



“พี่ๆ แล้วบ้านเราจะมีไฟไหม้ป่าแบบออสเตรเลียไหม?” น้องมันถามมา (-__-!!!)

ไม่เอา
ไม่อยากได้
ไทยเราโชคดีแค่ไหนที่ไม่มีป่าไม้แบบออสเตรเลีย เป็นป่าฝนดิบชื้นนั้นแหละดีแล้ว

“สงสัยจะเป็นเวรกรรมเลยเกิดไฟป่าแบบนั้น” แนะ! ยังมีซ้ำเติมคนอื่นอีกแนะ!
ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของคนเราที่มักจะโทาเวรกรรมคือเราจะไม่พยายามหาคำตอบว่ามันเกิดจากอะไร แล้วพอไม่มีคำตอบก็มักจะไม่มีวิธีแก้ไขและสุดท้ายก็ได้แต่โทษเวรกรรมเรื่อยไป (-__-!!!)

จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ปลูกต้นแอปเปิ้ลไว้หลังบ้านที่ Carlingford แล้วโดนกระรอกขโมยกินเสียหมดเพราะหลังบ้านติดกับป่ากระรอกชุมเหลือเกิน ปลูกเท่าไหร่ก็อดกินเพราะไม่เคยทันแล้วยิ่งตอนฤดูไฟไหม้ป่าด้วยแล้วเลิกคุย กระรอกเอย สัตว์เล็กสัตว์น้อยวิ่งหนีออกมาจากป่าเข้าสู่บ้านคน บางปีก็มีหมีอยู่กลางแยกถนน (-__-!!!) ดีนะมันไม่ขึ้นรถไฟเข้าในเมืองไปเลย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

จากประสบการณ์ส่วนตัวป่าไม้ออสเตรเลียค่อนข้างสมบูรณ์ครับแถมยังมีเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแค่ 20 กว่าล้านคนที่อาศัยอยู่ชายขอบตะวันออกของเกาะเสียส่วนใหญ่ และส่วนใหญ่ไฟไหม้ป่ามักจะเป็นป่าในเขต New South Wales หรือบริเวณชายฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นป่าแบบคล้ายๆ ป่าเต็งรังบ้านเราแต่ก็ไม่เหมือนซะเลยทีเดียว เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่บนหินหรือลักษณะที่มีหน้าดินไม่มากนัก และต้นไม้ก็เป็นแบบลักษณะป่าไม้แบบอบอุ่น ต้นไม้มีลักษณะคล้ายๆ ไม้ยูคาฯ แต่เปลือกไม้มักจะนิ่มและลอกเป็นแผ่นๆ หรือบางชนิดก็ลอกออกมาเป็นแผ่นหุ้มต้นไม้แถมใบไม้แบบใบเล็กๆก็ยังร่วงเยอะจนเกิดการหมักบ่มจนเกิดเป็นแก็สมีเทนตามธรรมชาติ เมื่อรวมกับความร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนก็เกิดไฟไหม้ป่าได้ง่ายๆ จะให้เห็นภาพก็คงคล้ายกับไม้ยูคาฯ ลอกเปลือกนั่นแหละเพียงแต่หลายชั้นและหนากว่า บ้านเราโชคดีกว่าเยอะในเรื่องป่าไม้เพราะถึงแม้ว่าไฟไหม้ป่าจะมีบ่อยครั้งในบ้านเรา (ทั้งจากไหม้จริงและจากคนมือบอน) แต่ลักษณะใบไหม้ไม่เหมือนกันแถมเปลือกไม้ก็ยังไม่นิ่มเป็นเชื้อเพลิงง่ายเหมือนที่ออสเตรเลีย



เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาเพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งได้ตัดสินใจไปขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านหลังน้อยน่ารักๆ พร้อมกับที่ดินหลังบ้านแปลงพอดีๆ สำหรับทำการเกษตร หุหุหุ เปลี่ยนความคิดว่างั้นเถอะ เพราะตอนแรกจะขอสินเชื่อสำหรับซื้อที่ดินเปล่าแต่ไปธนาคารไหนก็ส่ายหน้าสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการขอสินเชื่ออีกรูปแบบหนึ่ง คือบ้านพร้อมที่ดินซึ่งแน่นอนหละว่าธนาคารก็พิจารณาอีกรูปแบบหนึ่งเพราะถือว่าทรัพย์สินประเภทนี้มีสภาพคล่องกว่าที่ดินเปล่า

 

เพื่อชาวเกษตรท่านนี้ก็มีงานประจำเป็นพนักงานบริษัทเอกชนที่เบื่อหน่ายงานประจำและอยากจะหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่ไปหาธรรมชาติในวันหยุดเพื่อสูดอากาศ (ชีวิตประจำวันไม่ต่างจากผู้เขียนเลย -_-!!!) ด้วยรายได้ประจำที่มันคงและจำนวนไม่น้อยก็คงไม่ใช่ปัญหานักสำหรับเพื่อนท่านนี้แต่สุดท้ายก็ไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ เพราะ เพราะ เพราะ ธนาคารให้เหตุผลว่าสภาพคล่องทางการเงินไม่เพียงพอสำหรับชำระหนีได้

Piggy Bag

*ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตครับ (รูปน่ารักดีเลยชอบเป็นการส่วนตัว)

บางครั้ง

ธนาคารไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ว่าเรามีรายได้มากมายขนาดไหน  เแต่ที่ธนาคารสนใจมากกว่านั้นก็คือว่าท่านเหลือเงินเท่าไหร่ในแต่ละเดือน มีเงินออมบ้างไหม ไม่ใช่ได้มามากก็หายไปมากแบบนี้ธนาคารก็คงต้องคิดแล้วหละครับว่าอัตราการออมของท่านอย่างไร แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ อย่าลืมนะครับธนาคารก็คือพ่อค้าเงินครับไม่ใช่หน่วยงานการกุศล ธนาคารคิดเอากำไรเป็นที่ตั้งครับ

 

เป็นเรื่องพื้นฐานที่หลายๆ ท่านทราบดีอยู่แล้วแต่ก็ละเลยไป เลยทำให้พลาดโอกาสในการขอสินเชื่อจากธนาคารทั้งๆ ที่เพื่อนๆ หลายๆ ท่านมีรายได้เยอะมากจากงานประจำแต่คงจะดีไม่น้อยถ้าเพื่อนๆ มีบัญชีออมทรัพย์ซักเล่มหนึ่งหรือมีเงินเหลือติดในบัญชีธนาคารเป็นจำนวนสะสมที่มากขึ้นๆ ทุกเดือนคงจะดีไม่น้อยเลยนะครับ

 

มาเริ่มนิสัยการออมเงินกันดีกว่าครับ เพื่อสุขภาพการเงินที่ดีและอนาคตอันสดใส อย่าใช้จ่ายกันจนเพลินเกินตัวแล้วมาปวดหัวทีหลัง

(เอะ คุ้นๆ นะคำนี้จำมาจากไหนหนอ!!!)



ว่ากันว่าสุดยอดแห่งปรัชญาความพอเพียงนั้นคือการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ก็น่าเสียดายว่าโลกปัจจุบันสลับซับซ้อนเกินกว่าจะพึ่งพาตนเองให้ได้ทุกเรื่อง เช่น เรื่องพลังงาน เรื่องการสื่อสาร แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักของชีวิตที่เราสามารถพึ่งพาตนเองได้หรืออย่างน้อยก็ลดค่าใช้จ่ายในด้านอาหารด้วยการผลิตอาหารเอง (ไม่ใช่ให้เลี้ยงวัวบนคอนโดหรือเลี้ยงหมูหน้าสำนักงาน รู้ว่าท่านอาจจะทำได้แต่…..คงไม่งามมั้ง) หลายๆ ท่านคงจะเคยเล่นเกมส์ใน Facebook เลี้ยงหมู ปลูกผัก รีดนมวัว เลี้ยงไก่ สารพัดอย่าง ความน่ารักของเกมส์เหล่านี้คือทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นผลผลิตงอกเงย ได้เห็นผลผลิตที่ออกดอกแตกผลและติดงอมแงมทุกครั้งที่เราสามารถขยายกิจการของเราออกไปใหญ่โตเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ได้ ถึงแม้จะห่างไกลจากความเป็นจริงซักหน่อยแต่หลักการก็คงไม่ต่างกันคือสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อให้เราพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด

 

ลองคิดดูถึงชีวิตที่มีอาหารเพียงพอ อยู่กับธรรมชาติและการทำงานเป็นเพื่อการหาอาหารสำหรับดำรงชีพเท่านั้น มันจะมีความสุขขนาดไหน (ไม่ต้องตอบสนองความต้องการเกินหลักพื้นฐานการดำรงชีพในโลกของทุนนิยมเหมือนปัจจุบัน) อยากได้ไอโฟนก็เอาผักไปแลก เอ้อออออ  ดีม่ะ เอามะเขือไปจ่ายค่าโทรศัพท์อาไรอย่างเงี้ยะ

 

วันนี้เลยอยากจะมาชวนเพื่อนๆ ปลูกผักทานกันเองเพื่อประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าพนักงานกินเงินเดือนอย่างชั้นเนี่ยะก็ปลูกผักทานเองได้ โดยที่เพื่อนๆ ไม่ต้องมีที่ดินที่นาเป็นไร่ๆ ก็สามารถปลูกผักไว้ทานเองได้ไม่ยากเย็นอะไร เพียงมีกาละมัง ถังหรือวัสดุสำหรับปลูก (ไม่มีก็ขโมยข้างบ้านก็ได้ ไม่ว่ากัน) เมล็ดพันธุ์ผัก ดินสำหรับปลูกซึ่งเดี๋ยวนี้มีดินถุงขายเยอะแยะไป

แต๊น แตน วิธีทำ

1. เตรียมดินใส่ภาชนะปลูก เช่น ถัง กล่องโฟม ภาชะอะไรก็แล้วแต่ที่พอจะใส่ดินได้มีความลึกพอประมาณ จะใส่กาบมะพร้าวสับลงไปก็ดีไม่น้อย

Picture 084

2. หาซื้อเมล็ดผักตามตลาดและหาวัสดุปลูก ดิน ปุ๋ย และถ้ามีฟางข้าวหรือวัสดุคลุมก็ดีไม่น้อย

Picture 085Picture 088Picture 089

*เพื่อนๆ คงสังเกตเห็นแล้วนะครับว่าดินที่สวนไม่ค่อยจะดีเอาซะเลย แต่ก็ไม่เกินไปนักสำหรับความพยายาม

3. คลุกเคล้าดินกับปุ๋ยแล้วใส่ในภาชนะปลูก

4. รดน้ำให้ชุมก่อนซัก 1 รอบ

Picture 091

5. หว่านเมล็ดผักให้ทั่วพองาม

Picture 093

6. หาวัสดุคลุมแล้วรดน้ำอีก 1 รอบเพื่อเป็นศิริมงคล หุ หุ หุ

Picture 094

7. รอ……..รอ…….แล้วก็รอมันงอก

รอดตายแล้วอาทิตย์นี้ ได้ผักใส่มาม่าหละ

 

จริงๆ แล้วไม่ได้อยากให้เพื่อนมาปลูกผักอะไรให้วุ่นวายครับ เพียงแต่อยากให้เพื่อนๆ รู้สึกว่าเราควรจะชีวิตแบบพอเพียงบ้างในแบบฉบับของเราเอง เพราะเชื่อแน่ว่าแต่ละท่านมีชีวิตประจำวันที่ไม่เหมือนกัน คงจะดีไม่น้อยที่เราสามารถทำอะไรเองได้บ้างโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นไปเสียทุกอย่างจนทำให้เรารู้สึกว่าเราเองทำอะไรไม่เป็นเลยแล้วถ้าไม่มีคนอื่นเราจะอยู่รอดไหม

****
เพื่อนๆ ฝากมาถามว่าผักเป็นยังไงบ้าง? เหลือแต่รูปตอนงอกใหม่ๆเก็บไว้ไม่กี่ภาพครับ ส่วนที่เหลือตัดใส่มาม่าหมดแล้ว -_-!!! ก่อนตัดผักบุ้งก็ลืมถ่ายรูปเก็บไว้ ขออภัยจริงๆ

Picture 007

Picture 011

Picture-289

 

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน