Posts Tagged ‘ปลูกกล้วย’


กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 นับว่าเป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้เพราะเป็นกล้วยน้ำว้าไส้เหลืองที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์และให้ผลผลิตที่มีลูกใหญ่จำนวน ลูกดก เครือมากและคุ้มค่าในเชิงการค้า การขยายพันธุ์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ในปัจจุบันขยายพันธุ์ด้วยหน่อนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงนิยมใช้แบบเพาะเนื้อเยื่อเสียส่วนใหญ่เพราะว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถทำได้ในจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดอยู่ดีแม้กระทั่งสถานีวิจัยที่ปากช่องจังหวัดโคราชเองก็ไม่สามารถจัดหาให้ได้ทันกับความต้องการที่มหาศาลของตลาดในปัจจุบัน

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการขยายพันธุ์หรือปลูกกล้วยน้ำว้าด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ปลอดโรค ได้สายพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการ หรือขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาสั้นกว่า แต่การปลูกกล้วยน้ำว้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นก็มีข้อเสียอยู่บ้างเช่นกัน เช่น ต้องการการเอาดูแลรักษาอย่างดีในช่วงแรกที่ลงปลูกใหม่เพราะต้นยังเล็กและไม่แข็งแรง หากต้นเล็กเกินไปรากจะติดเชื้อได้ง่าย เป็นต้น ถึงแม้ว่ากล้วยน้ำว้าจะทนและแข็งแรงกว่าเมื่อเทียบกับกล้วยสายพันธุ์อื่นๆ เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า แต่หากต้นยังเล็กเกินไปก็ถือว่ายังอ่อนแอจึงทำให้ตายได้ง่ายๆ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผู้ปลูกที่ไม่มีความชำนาญหรือไม่มีประสบการณ์ในการปลูกกล้วยประสบความล้มเหลวในการปลูกและต้นกล้วยแสนรักที่พึ่งได้มากลับตายจากไปก่อนวัยอันควร -__-!!! โธ่ พึ่งจะได้มาก็ตายเสียแล้ว

การปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้น
1. หลังจากที่ได้ต้นกล้วยมาแล้วก็สมควรที่จะพักต้นหรืออนุบาลต่อระยะหนึ่งเพื่อให้ต้นกล้วยฟื้นจากความบอบช้ำที่ได้รับจากการขนส่งและจะให้ดีก็ควรอนุบาลเพิ่มเติมอีก 1 เดือนเพื่อให้ระบบรากแข็งแรงขึ้นและลำต้นแข็งแรงพอที่จะเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ต้นกล้วยน้ำว้าที่ได้จากศูนย์วิจัยหรือที่จำหน่ายกันจะมีความสูงแค่ 20 – 25 ซม. จึงยังไม่ค่อยแข็งแรงพอที่จะทนแดดหรือลม หากจะให้ดีควรปลูกเมื่อระบบรากแข็งแรงดีแล้วจึงนำไปปลูกได้

banana trees (3)

2. ขุดหลุมขนาด 50x 50 ลึก 50 ซม. แล้วตากหลุมไว้ 1 อาทิตย์แล้วรองก้นหลุมปลูกด้วยปูนขาวหรือปูนมานเล็กน้อยเพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อ

3. ควรรองก้นปลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่าหรือถ้าจะให้ดีควรเป็นปุ๋ยหมักเพราะปุ๋ยเคมีอาจจะทำให้ต้นกล้วยน้ำว้าต้นอ่อนตายได้เพราะความเข้มข้นที่มากเกินไป

4. ไม่ควรวางต้นกล้วยลึกเกินไปและควรให้ระดับดินในถุงเท่ากับขอบคันดินที่จะปลูก หากตื้นเกินไปก้อาจจะทำให้ลอยกอได้ง่ายในอนาคต หรือหากปลูกลึกเกินไปก็จะทำให้โคนต้นกล้วยที่กำลังอ่อนอาจจะเน่าได้ แล้วจึงกลบด้วยดินให้รอบหลุม

banana trees (2)

5. คลุมด้วยวัสดุคลุม เช่น ฟาง แกลบ หรือขุยมะพร้าวเพื่อรักษาความชื้นในดินให้มีอยู่ตลอดเวลา เพราะรากต้องการความชื้นอย่างสูงในระยะนี้จึงจะสามารถชอนไชออกจากบริเวณถุงไปสู่ดินใหม่ได้

banana trees

6. ปักไม้แล้วพูกต้นกล้วยไว้เพื่อป้องกันลมพัดแรงจนรากเคลื่อนที่ทำให้การเจริญเติบโตชะงัก

7. รดน้ำเช้า – เย็นอย่างสม่ำเสมออย่างพอดีๆ ไม่ควรแห้งไปและไม่ควรแฉะจนเกินไปอาจจะทำให้รากเน่าได้

เพียงเท่านี้ก็จะทำให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเรามากขึ้นหลายเท่า ทำให้พออุ่นใจได้ว่าจะเจริญเติบโตได้อย่างดีและออกดอกออกผลให้เราได้เห็นในอนาคตอันใกล้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเพื่อนๆ มากขึ้นกว่าเดิมจะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นว่าต้นกล้วยปลูกแล้วตายให้ผู้เขียนฟัง หุ หุ หุ -__-!!!
banana trees (1)



เพื่อนๆ ชาวเกษตรถามผู้เขียนว่าปลูกกล้วยแล้วรายได้ดีไหม? ขายอะไรได้บ้าง?
จริงๆ แล้วผู้เขียนไม่อยากให้เพื่อนๆ คิดถึงแต่ตัวเลขที่เป็นจำนวนเงินอย่างเดียวครับ เพราะกล้วยนั้นแปรรูปได้หลากหลาย ใช้ประโยชน์ได้เยอะแยะสุดแท้แต่จะดัดแปลง บางครั้งการทำอะไรเกินพอดีไปคิดถึงแต่จำนวนเงินมากเกินไปจนมองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปได้ เช่นความสุขที่ได้ทำ ความสุขที่ได้ปลูกและความสุขที่ได้แบ่งปัน ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาขุดหาเงินอย่างเดียว ^-^

แรกเริ่มเดิมทีผู้เขียนปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 อยู่ 1 ไร่เพราะต้องการทดลองดูตลาดและก็ปรากฏว่าไปได้ด้วยดี เลยต้องขยายเพิ่มซึ่ง ณ ขณะนี้กำลังขยายเพิ่มพื้นที่ปลูกและหวังว่าซักวันคงได้จำนวนพอที่จะแจกเพื่อนๆ

มาดูกันดีกว่าว่าผลผลิตจากสวนกล้วยน้ำว้าของผู้เขียนขายอะไรได้บ้างแต่ไม่ขอบอกเป็นจำนวนเงินนะขอรับ อยากจะให้เพื่อนๆ ลองปลูกแล้วหาคำตอบเอาเอง
เริ่มจากบนลงล่างเลยละกันเนอะ!

1. ใบกล้วยหรือใบตอง
ถึงใบกล้วยน้ำว้าของผู้เขียนจะไม่ได้เหนียวเหมือนใบตองจากกล้วยตานีแต่คัดใบสวยๆ ก็พอใช้ได้ ประมาณ 15 วันตัดหนึ่งครั้ง โดยเฉลี่ยก็ครั้งละประมาณ 50 – 80 กิโลกรัม ตัดมากก็ไม่ดีต้นกล้วยไม่โต ไม่มีสังเคราห์แสง ไม่ตัดเลยก็ไม่ดีรกหูรกตาเป็นแหล่งสะสมแมลงและโรค

IMG_2023

2. ปลีกล้วย
หลังจากที่กล้วยติดผลได้ประมาณ 8 – 12 หวีต่อเครือแล้วแต่ความสมบูรณ์ของผลกล้วยก็สมควรแก่เวลาที่จะตัดทิ้ง ไม่สมควรปล่อยไว้เพราะจะแย่งสารอาหารของผลกล้วย ปลีกล้วยนี้ก็สามารถวางขายได้อีกแม่ค้าแถวสวนชอบมาซื้อไปขายที่ตลาด แต่โดยส่วนใหญ่เพื่อนบ้านมาขอไปแกงก็ให้กันไปเลย เพื่อนบ้านบางคนเอาไข่เป็ดมาแลกด้วยอะ น่ารักม่ะ ^_^

3. ผลกล้วย
อันนี้เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าสามารถจำหน่ายผลสดได้ และผู้เขียนก็ได้แปรรูปบางส่วนเพื่อจำหน่ายเองด้วย โดยจะตัดทุกๆ อาทิตย์ ตกเฉลี่ยอะทิตย์ละ 15 – 20 เครือต่อไร่

IMG_2025

4. ต้นกล้วย
อันนี้จะว่าเป็นผลพลอยได้ก็ว่าได้ เพราะจะขายโดยตรงก็ไม่เป็นทางการนักแต่ก็มีแม่ค้าจากตลาดนัดมาขอซื้อหยวกกล้วย โดยสว่นใหญ่แล้วผู้เขียนจะผ่าคัดหยวกกล้วยออกเก็บไว้ขายหรือให้น้องหมูเคี้ยวเล่น ส่วนกาบแข็งๆที่เหลือจะใช้ทำปุ๋ยหมัก (หมักมันทุกอย่าง (-__-!!!)) แล้วก็ขายปุ๋ยหมัก โดยต้นกล้วยที่ออกผลแล้วระยะหนึ่งผู้เขียนก็จะตัดทิ้งให้เหลือแต่ตอ ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไมให้รกกอเพราะมันออกเครือแค่รอบเดียว

5. หน่อกล้วย
ผู้เขียนนิยมเลี้ยงหน่อไว้แค่ 4 หน่อต่อ 1 กอให้ทิ้งช่วงห่างระยะทุกๆ 4 เดือนเพื่อให้กล้วยออกผลสลับสับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ส่วนที่เหลือก็จะตัดขาย โดยราคาหน่อยกล้วยนั้นก็ขายราคากันเองครับ แจกบ้าง ขอกันบ้างก็ว่ากันไป นับว่าเป็นรายได้ที่มาเรื่อยๆ เพราะหน่อกล้วยแทงออกมาทุกวัน เอะ! หรือว่าผู้เขียนให้ปุ๋ยผิดประเภทดกแต่หน่อเครือไม่ค่อยออก (-__-!!!)

IMG_2016

ณ ตอนนี้ความสุขของผู้เขียนไม่ได้มาจากรายได้จากการขายโดยที่แทบไม่สนใจเรื่องราคา แต่เป็นความรู้สึกมีความสุขที่ได้ขาย ได้แจก ได้แลกเปลี่ยนซึ่งความสุขแบบนี้นับว่าเป็นพื้นฐานของการดำรงชีพมากกว่าความสุขจากนำนวนเงิน คงจะเหมือนความรู้สึกของแม่ค้าที่เห็นสินค้าตัวเองขายดีหละมั้ง โดยที่ไม่ได้สนใจว่าจะขายได้เท่าไหร่ ^__^



ที่สวนผู้เขียนมีทั้งกล้วยที่ปลูกจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและก็ขยายด้วยการขุดหน่อจากกอที่เป็นเนื้อเยื่อมาปลูกขยายเพิ่ม
การปลูกกล้วยโดยการใช้หน่อก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากครับ ออกจะง่ายไปเสียด้วยซ้ำเนื่องจากไม่ต้องดูแลรักษาต้นอ่อนเหมือนต้นจากเนื้อเยื่อที่ต้องกันลมกันแดดในช่วงแรกๆ เพราะอ่อนแอมากบางต้นถึงกับโดนแดดเผาตายก็มี

1. คัดเลือกหน่อกล้วยที่ดูแข็งแรง ล่ำๆ อวบๆ ยาวๆ ใหญ่ๆ อิอิอิ และที่สำคัญไม่เป็นโรคหนอนกอ โดยให้ดูบริเวณรอยตัดตอกล้วยหากเป็นสีดำจุดๆ คล้ายจะมีหนอนเจาะหรืออะไรผิดสังเกตหลายๆ จุดให้คัดออกแล้วนำไปเผาทิ้งทันที (ขออภัยจริงๆ ไม่มีตัวอย่างที่เป็นให้ดูเพราะที่สวนไม่มีหนอนกอและภาวนาเป็นอย่างยิ่งว่าพี่เค้าจะไม่มาเยือน (-__-!!!)a)

banana tree00

banana tree02

2. เตรียมหลุมปลูกขนาด 50ซม. X 50ซม. ลึก 50ซม. (ถ้าขี้เกียจแบบผู้เขียนก็ทำมึนวัดผิดวัดถูกไปมั่งก็ได้) ระยะห่างตามใจชอบแต่ปกติของกล้วยน้ำว้าจะประมาณ 3 x 3เมตร ครับเพราะกล้วยลำต้นใหญ่และสูง ถี่กว่านี้ก็นี้ก็ได้แต่ปรากฏว่าไม่ค่อยดกเท่าที่ควร สวนท่านอื่นๆ อาจจะดกก็เป็นได้แต่สวนผู้เขียนปลูกถี่แล้วไม่ดก เพราะกล้วยเองก็ต้องการแสงแดดที่เพียงพอ

banana tree01

3. ราดด้วยแคปแทน 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรเพื่อป้องกันเชื้อราของโรคตายพราย โรยปูนมานเพื่อปรับสมดุลของดิน โรยฟูราดานหรือยาฆ่าหนอนประมาณครึ่งช้อนโต๊ะ แล้วถ้มด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า แต่ไม่แนะนำปุ๋ยคอกใหม่เพราะอาจจะนำมาซึ่งเชื้อรา หรือแก๊ส หรือหนอนกอ (มูลวัว) ก็เป็นได้ซึ่งไม่เป็นประโยชน์และไม่เหมาะแก่การนำมารองก้นหลุมปลูก จริงๆ แล้วผู้เขียนก็ไม่อยากใช้สารเคมีประเภทนี้ครับแย่ผลกระทบจากหนอนกอรุนแรงมากถึงขั้นอาจจะต้องโค่นทั้งสวนทิ้งหากหนอนกอเข้าทำลายเพราะแพร่ขยายเร็วมาก หนอนกอนั้นเมื่อเจาะเข้าไปในลำต้นกล้วยแล้วจะวางไข่แล้วไข่ก็จะฟักเป็นตัวหนอนวิ่งลงสู่รากแล้วจะติดไปกับหน่อที่ขุดไปปลูกที่อื่น การโรยยาฆ่าหนอนจึงเป็นการป้องกันวิธีหนึ่งที่ได้ผลเพราะเมื่อหนอนเจาะลงไปถึงรากแล้วก็จะโดนยา วะฮ่ะๆ (ทำหน้าตาสะใจ)

4. นำต้นกล้วยลงปลูกและกลบดินให้ทั่วโดยอาจารย์ท่านว่าไว้ว่า หากต้องการให้กล้วยตกเครือทิศไหนก็ให้หันปลูกด้านตรงข้ามกับรอยตัดโคนหน่อแล้วกล้วยจะตกทิศที่ว่านั้น เออ!! แฮะ!! เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะกว่าร้อยละ 80 ของต้นกว้ยที่ปลูกตกเครือในทิศนั้นจริงๆ โอ้วววว!!! ไสยศาสตร์มีจริง (-__-!!!) และหากเป็นไปได้ก็ควรหาวัสดุมาคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น

banana tree03

5. หากท่านใดปลูกแล้วยังมีใบติดมาด้วยแนะนำให้ตัดใบทิ้งแล้วปาดหน่อตามรูป ส่วนสาเหตุที่ต้องปาดหน่อและตัดใบทิ้งนั้นเพราะใบกล้วยจะทำหน้าที่คายน้ำซึ่งในขณะที่รากยังไม่สามารถดูดน้ำได้เพราะพึ่งลงปลูกแต่ใบกล้วยก็ยังคายน้ำได้เรื่อยๆ ซึ่งไม่ดีแน่ ไม่ต้องไปเสียดายเดี๋ยวก็ออกมาใหม่ ส่วนการปาดหน่อนั้นจะช่วยให้กล้วยแตกยอดใหม่ง่ายขึ้นเพราะไม่มีอะไรไปหุ้มตรงปลายนั้นเอง (ความเชื่อส่วนบุคคลนะจ๊ะ เด็ก สตรีมีครรภ์ห้ามเลียนแบบ) และควรจะปาดเฉียงให้ตรงข้ามกับทิศที่โดนแสงแดดเพราะจะช่วยลดอาการโดนเผาได้บ้าง

banana tree04

6. รดน้ำซักนิดเพื่อความเป็นศิริมงคล

7…….กลับบ้านซิ….อยู่ทำไมหละ เสร็จแล้วนิ

IMG_2025



สภาพดินลูกรังปลูกพืชอะไรถึงจะดี

ขอบคุณเพื่อนๆ ชาวเกษตรอีกครั้งครับที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบลอคบ้านๆ ของผู้เขียนที่หาสาระอะไรก็ไม่ค่อยจะมี

วันนี้ก็มีเพื่อนชาวเกษตรมาฝากคำถามไว้ให้ผู้เขียนรับใช้อีกเช่นเคย

สภาพดินเป็นลูกรัง ดิน ดินกรวด แข็งๆ หรือหินจะสามารถปลูกอะไรได้บ้าง?
แล้วทำอย่างไรถึงจะปรับปรุงดินแบบลูกรังให้ดีขึ้นได้?

ก็อยากจะขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าผู้เขียนไม่ได้เรียนเกษตรมาไม่ได้จบการศึกษาที่สูงนัก (จะว่าไม่สูงก็ไม่เชิงนะเพราะโรงเรียนผู้เขียนอยู่บนยอดดอย (-_-!!!)) ถ้าจะให้ตอบคำถามเป็นวิชาการนั้นคงจะไม่มีศักยภาพเพียงพอ แต่ถ้าให้โม้ไปเรื่อยๆ ตามแต่ประสบการณ์ที่มีจะพาไปก็พอไหว อิอิอิ

เรื่องดินลูกรังหรือดินกรวดนั้นผู้อ่านก็เคยประสบมาอยู่บ้างเลยพอจะเข้าใจปัญหา เพราะผู้เขียนก็มีที่ดินแบบลูกรังอยู่แปลงหนึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ร้อนที่สุดและแล้งที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี (แปลงที่ผู้อ่านเห็นในรูปนั่นแหละ) ดินไม่ค่อยจะอุ้มน้ำ หน้าแล้งแล้งได้ใจ หน้าหนาวก็หนาวเหน็บ เหยียบไปก็เจอหินบาดเท้าอีกวิบากกรรมดีแท้ หน้าฝนน้ำท้วมเพราะส่วนผสมของหลักดินลูกรังคือหินกับดินเหนียว
ไปร้องขอรถไถมาช่วยก็ส่ายหน้าไปตามๆกัน ขนาดเกาะแข้งเกาะขาบีบน้ำตาขอร้องแบบหนังไทยก็ยังไม่ได้ผลเพราะผานพรวนดินจะบิ่นหมด ไม่คุ้มค่าไถ

จนสุดท้ายต้องแก้ปัญหาตามมีตามเกิด

IMG_1403

Road001

โดยผู้เขียนก็แบ่งระดับการแก้ปัญหาเป็น 3 ระยะ จะเรียกว่าแก้ปัญหาก็ไม่ถูกนักน่าจะเรียกว่าการปรับตัวใช้ดินลูกรังให้เกิดประโยชน์คงจะถูกต้องกว่า เพราะปัญหาคือดินเราเลยแก้ปัญหาไม่ได้ ได้แต่ปรับตัวตามสภาพดิน ถึงจะบอกว่าอิสราเอลปลูกพืชกลางทะเลทรายได้ก็เถอะแต่ก็ต้องใช้การลงทุนที่มหาศาล ทั้งขนดิน ทั้งขุดน้ำ แล้วชาวบ้านตาดำๆ บ้านเรา ไม่มีเงินทุน ไม่มีเทคโนโลยีขนาดนั้นจะทำยังไงดีหละ

1. การจัดการระยะสั้น (1 – 2 เดือน) ดินเสียนักใช่ไหม? ก็ไม่ต้องพึ่งมันเลย ก่อกำแพงดินเล็กๆ ขึ้นมาแล้วก็หาปุ๋ยคอกมาใส่แล้วก็ปลูกผักมันบนปุ๋ยคอกนั้นแหละ งามดีเหมือนกัน

2. การจัดการระยะกลาง (7 – 9 เดือน) ผู้เขียนปลูกกล้วยเพื่ออาศัยรากกล้วยกอกล้วยในการเก็บความชื้นไว้ในดิน ยอมรับเลยว่าระยะแรกใช้ปุ๋ยคอกกับเศษวัชพืชเยอะมากเพื่อให้ต้นกล้วยเหล่านี้โตพอที่จะต้านทานความแห้งแล้ง พอกล้วยรอดแล้วดินเริ่มมีความชื้นก็ดูเหมือนว่าจะมีความหวังขึ้นอีกหน่อย หญ้าแฝกก็พอเริ่มจะปลูกได้รอบๆ ต้นกล้วย กลายเป็นพุ่มเหมือนโอเอซิสกลางผืนดินลูกรังนั่นแหละ ส่วนการปลูกแฝกตั้งแต่ทีแรกนั้นดูจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะปลูก 100 ต้นแต่รอดแค่ 2 ต้น (-_-!!!) ต้นแฝกเองก็ใช้ความชื้นพอสมควรเพื่อให้รากงอก นี่ขนาดอนุบาลในถุงดำก่อนลงดินแล้วนะ ไม่รู้สิ!!! ท่านอื่นปลูกอาจจะได้ผลดีกว่านี้

3. การจัดการระยะยาว (12 เดือนขึ้นไป) จริงๆ ต้องเรียกว่าปัญหาระยะไกลถึงจะถูกเพราะต้องหิ้วต้นยูคาฯ ไปปลูกท้ายไร่ไกลมาก แค่หิ้วต้นยูคาลิปตัสก็ลิ้นห้อยแล้วเจอดินชนิดจอบสับเข้าไปแล้วจอบกระเด็นอีก แต่ก็ต้องปลูกทำยังไงได้ ถึงหล่ายๆ ท่านจะบอกว่ายูคาฯปลูกแล้วทำลายหน้าดิน แล้วดินลูกรังจะมีอะไรให้มันทำลายอีก ยูคาฯ เป็นไม้โตเร็วที่ระบบรากแข็งแรงมากและทนต่อสภาพอากาศเกือบทุกแบบ ใบยูคาร่วงเยอะมากและใบนั้นก็จะช่วยคลุมดินและจะสลายเป็นธาตุอาหารต่อไป หลังจากนั้นก็พอจะปลูกไม้ป่าไม้ยืนต้นแบบมีรากแก้วได้บ้าง เช่น ต้นสักจากเมล็ด ต้นประดู่ ส่วนการปลูกไม้ผลนั้นจะต้องรอดินลูกรังถูกปรับสภาพซักระยะหนึ่งถึงจะเริ่มหาไม้ผลที่มีรากแก้วมาปลูกได้ เช่น มะม่วง มะขาม

เพื่อนๆ ชาวเกษตรคงสังเกตแล้วว่าผู้เขียนเน้นปลูกไม้ที่แข็งแรงทนแล้งได้ดี และมีระบบรากแข็งแรงเพียงพอที่จะเจาะทะลุชั้นลูกรังลงไป ผู้อ่านเคยลองปลูกไม้ผลแบบตอนกิ่งเหมือนกันแต่ปรากฏว่าไม่สามารุอยู่รอดได้ในสภาวะแบบนั้นได้ คงต้องอดทนมากกว่าปกตินิดหนึ่งครับสำหรับดินลูกรัง แต่อย่างน้อยเราก็มีที่ดินที่เป็นของเราไม่ใช่หรือ ^-^

ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นระดับอาจารย์ๆทั้งหลายท่านจะแก้ไขปัญหายังไง ผู้เขียนก็ได้แต่แก้ปัญหาแบบบ้านๆ ตามแต่กำลังจะมี
ถ้าเกิดมีวิธีอะไรดีๆ ก็กระซิบบอกกันด้วย อิ อิ อิ



ในปัจจุบันกล้วยเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอีกปรเภทหนึ่งที่นำเม็ดเงินเข้าประเทศได้ไม่น้อย เช่นกล้วยหอมที่ส่งออกไปญี่ปุ่น กล้วยไข่ที่ส่งออกไปไต้หวัน หรือกล้วยน้ำว้าที่สามารถทานผลสดหรือนำมาแปรรูปได้หลากหลายจนเป็นที่นิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภาควิชาการจะมุ่งเน้นวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ หรือแม้แต่รูปแบบการปลูกเพื่อผลประสิทธิผลสูงสุดในเชิงการค้า ลักษณะทั่วไปของพืช

กล้วย น้ำว้าเป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ สูงประมาณ 2-5 เมตร ชอบอากาศร้อนชื้นและอบอุ่น อุณหภูมิที่เหมาะไม่สมควรต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่ต่ำทำให้กล้วยแทงปลี(การออกดอก) ช้า ควรมีความชื้นสัมพัทธ์อย่างน้อย 60% ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 200-220 มม./เดือน ส่วนดินที่เหมาะสมควรเป็นดินที่มีความสมบูรณ์ การระบายน้ำดี และหมุนเวียนอากาศดี มีความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 4.5-7 แต่ที่ดีควรอยู่ในระดับ 6 ซึ่งจะพบทั่วๆไป ในพื้นที่แถบเอเชีย แต่ถ้าพื้นที่นั้นมีอากาศร้อนยาวนาน แต่มีการชลประทานที่ดี คือ มีน้ำสม่ำเสมอจะสามารถปลูกกล้วยได้ดี และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ กล้วยน้ำว้าจะใช้ระยะเวลาการปลูกถึงเก็บเกี่ยวผลใช้ระยะเวลาประมาณ1 ปี จำนวน 10 หวี/เครือ ตั้งแต่ปลูกจนถึงแทงปลีใช้ระยะเวลา 250-260 วัน แทงปลีถึงระยะเก็บเกี่ยว 110-120 วัน

การปลูกกล้วยในปัจจุบันต่างออกไปมากจากอดีตที่ปลูกกันตามมีตามเกิด เปลี่ยนมาเป็นเชิงการค้าที่มีการจัดระเบียบแปลงปลูกไปจนถึงการจัดระเบียบผลผลิตให้ออกมาได้ตรงจังหวะความต้องการของตลาดหรือออกมาในเวลาใกล้เคียงกันเพื่อง่ายต่อการจัดการผลผลิต เป็นต้น

1. การขยายพันธุ์

จากเดิมที่ขยายพันธุ์ด้วยหน่อแต่ในปัจจุบันนิยมการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเนื้อเยื่อซึ่งดีกว่าการขยายพันธุ์ด้วยหน่อกล้วยหลายอย่าง เช่น ขยายพันธุ์จำนวนมากได้ในเวลาอันสั้น ปลอดโรคหนอนกอซึ่งเป็นโรคติดต่อและทำลายยาก ระบบรากดีกว่าหน่อกล้วยและที่สำคัญผลผลิตออกมาในเวลาเดียวกันซึ่งง่ายต่อการจัดการ

2. ตกแต่งต้นพืช

จากเดิมที่ปล่อยให้กล้วยแตกหน่อขยายกอเองจนใหญ่ทึบกลายมาเป็นการปรับแต่งจำนวนหน่อเพื่อความเป็นระเบียบ ลดโรค เพิ่มผลผลิตเพราะหน่อเยอะมักจะแย่งสารอาหารกันเองและที่สำคัญคือการวางแผนผลผลิต เช่นการปล่อยหน่อให้โตในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อผลผลิตชุดใหม่ให้ออกมาเรื่อยๆคือทุกๆ 4 เดือน ส่วนที่เกินคือต้องตัดทิ้ง หรือการตัดปลีทิ้งเพื่อไม่ให้แย่งสารอาหาร

2. แปลงปลูกและระยะปลูก

ปัจจุบันนิยมปลูกในระยะ 2.5 x 3 เมตร (ประมาณ 213 ต้นต่อไร่) หรือ 2.5 x 2.5 เมตร (ประมาณ 256 ต้นต่อไร่)

3. การจัดการเรื่องน้ำ

น้ำถือเป็นปัจจัยหลักของพืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยเป็นพืชชุ่มน้ำจากที่เคยพึ่งพาน้ำฝนจากธรรมชาติอย่างเดียวปัจจุบันการให้น้ำพืชด้วยระบบน้ำหยดกำลังเป็นที่แพร่หลายเพราะเนื่องจากประหยัดน้ำกว่า ประหยัดแรงงานกว่า (เหนื่อยตอนเดินระบบท่อครั้งเดียว) ทำให้การการจัดการด้านน้ำง่ายขึ้นและสะดวกสบายมากขึ้น

4. การเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเก็บเกี่ยวปัจจุบันนั้นใช้ระยะทางจากสวนถึงแหล่งจำหน่ายเป็นตัวกำหนด ซึ่งแหล่งจำหน่ายอยู่ไกลก็อาจจะต้องตัดเมื่อความแก่อยู่ประมาณ 70 – 75% เพื่อให้พอดีกับการจำหน่ายและความสุกงอมพอดีกับความต้องการของผู้บริโภค โดยความแก่หรือสุกของผลกล้วยนั้นสามารถดูได้จากขนาด เปลี่ยมของผลกล้วย สีของผลกล้วย เป็นต้น

ปล* ขอขอบพระคุณเจ้าของภาพอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน