Posts Tagged ‘ปศุสัตว์’





ต้องกล่าวขออภัยและขอโทษเพื่อนๆ เป็นอย่างสูงที่พักนี้หายหน้าหายตา (หายไปเป็นเดือนเลย หุหุหุ) เพราะมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับการต่อเติมโรงเก็บของเพื่อทำเป็นเล้าไก่ (โครงการต่อไป อิอิอิ) เลยไม่ค่อยได้มีเวลามาเสวนากับเพื่อนๆ แต่กระนั้นก็ยังมีเพื่อนๆ ผู้อ่านที่น่ารักโทรมาคุยกันบ้าง ตอบถามปัญหาบ้าง (ด่าบ้าง บ่นบ้าง ก็ว่ากันไป หุหุหุ) เลยต้องมาขอโทษเพื่อนๆ ไว้ก่อน

 

เริ่มแรกนั้นก็คิดจะจ้างช่างเพราะไม่สะดวกเรื่องเวลา แต่ไม่รู้ไฉนกลายมาเป็นต้องทำเองทั้งหมดเพราะช่างแถวนั้นคุยกันไม่รู้เรื่อง (หรือไม่ก็ขี้เมาจนคุยกันไม่รู้เรื่อง) จะว่าไปแล้วการหัดทำอะไรด้วยตัวเองก็มีข้อดีหลายอย่าง ทั้งประหยัดเงิน (ทั้งประหยัดค่าจ้างและช่างขี้โกงที่คอยเอาเปรียบผู้ไม่รู้อย่างเรา) ทั้งเป็นการฝึกฝนความชำนาญ ทั้งการฝึกความอดทน แต่ก็เฉพาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานงานปูน งานเหล็กและงานก่อสร้างมาก่อนนะครับเพราะงานโครงสร้างและงานเชื่อมเหล็กก็ต้องอาศัยความคุ้นเคยพอสมควร ทั้งการจัดการและการวางลำดับงานก็นับว่าสำคัญยิ่งสำหรับชาวสวนมือสมัครเล่นอย่างเราๆ ที่มีเวลาแค่ 1 – 2 วันต่อสัปดาห์ นับว่านี่เป็นความโชคดีในความโชคร้ายของผู้เขียนที่ลำบากและเหนื่อยมาตั้งแต่เด็กจนไม่ค่อยรู้จักความสบายเลยทำงานก่อสร้างแบบนี้ด้วยความรู้สึกที่เป็นปกติ ต้องขอบคุณความลำบากสินะ! งานนี้

 

Picture 001

 

 

Picture 005

*** เริ่มทำเองทุกอย่างตั้งแต่ตอหม้อนี่แหละ ***Picture 007

*** 1 เดือนผ่านไปก็ได้งานพอสมควร ไว้เสร็จเมื่อไหร่จะมาโม้ให้เพื่อนๆ ฟัง หุหุหุ ***

ข้อดีก็หลายอย่างแต่ข้อเสียก็หลายอย่าง เช่น เหนื่อย -_-!!! และเหนื่อย หุหุหุ

 

ส่วนสาเหตุนั้นก็ดูลิเกๆ สักหน่อยว่าทำไมอยู่ๆ ถึงอยากจะเลี้ยงไก่ อยากทำปศุสัตว์ประเภทสัตว์ปีกทั้งๆ ที่สถานการณ์ไม่ค่อยเอื้ออำนวยเท่าไหร่นัก  สาเหตุนั้นก็คือว่าผู้เขียนไม่ชอบใจราคาไข่นายกปูครับที่ดูแพงอย่างไม่สมเหตุสมผลในขณะที่ราคาน่าฟาร์มนั้นถูกอย่างกับกรวดหินชนิดที่ว่าผู้เลี้ยงรายเล็กรายย่อยหลายรายถอดใจ (ที่สวนทางคือราคาอาหารที่แพงขึ้นเรื่อยๆ)

 

พูดถึงวงการค้าไข่นั้นก็เป็นอีกหนึ่งวงการธุรกิจที่ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล (ซึ่งจะว่าไปแล้วมันมีอะไรบ้างหละที่รัฐบาลเหลียวแลนอกจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กินใต้โต๊ะกันง่าย ว่าไหม -_-!!!) กลไกเลยไม่ค่อยจะสมดุลเพราะอำนาจไปตกอยู่กับพ่อค้าคนกลางหรือที่เรียกกันว่าล้ง (สถานที่รับซื้อไข่ไก่) เลยทำให้เกิดการกดราคากันอย่างน่าเกลียด

 

หรือบางกลุ่มที่ติดต่อมีสัญญากับฟาร์มใหญ่ๆ ก็มีปัญหาราคาอาหารไก่ไข่แพง แต่การรับซื้อไข่นั้นถูกแสนถูก ครั้นจะไม่ขายก็ไม่ได้เพราะติดปัญหาทั้งสัญญาและกลไกตลาดที่แทรกยากเพราะหากไม่มีตลาดเองก็ต้องไปพึ่งล้งรับไข่ก็จะเจอปัญหาเดิมๆ เหมือนเช่นที่กล่าวมาข้างต้น

 

เป็นกลุ่มธุรกิจที่แปลกอีกกลุ่มหนึ่ง (จะว่าไปแล้วก็แปลกมันเกือบทุกภาคธุรกิจในประเทศไทยที่อำนาจการต่อรองตกไปอยู่กับพ่อค้าคนกลาง) เพราะว่าประเทศไทยผลิตไข่ได้มากจนต้องส่งออกเพราะมากกว่าการบริโภคภายในประเทศ ส่งออกไข่กันทั้งราคาถูกๆ นั่นแหละ แต่ไม่รู้ทำไมราคาไข่ภายในประเทศถึงแพงจนไม่อยากสั่งไข่ดาวตอนกินผัดกระเพา -__-!!! แต่คนเลี้ยงขาดทุนเอาๆ เพราะค่าอาหารไก่ไข่แพงและผลผลิตราคาถูก เงินมันไปตกหล่นตรงไหนหละเนี่ยะ!

 

สุดท้ายตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ก็เลี้ยงเองกินเองมันซะเลย หุหุหุ ตอนนี้เลี้ยงไม่มากแต่อีกหน่อยไม่แน่ อิอิอิ (ซักพักท่านอาจจะเห็นบริการไข่ราคาถูกส่งทาง EMS จากผู้เขียนก็เป็นได้นะ อิอิอิ) ส่วนราคาไข่ไก่ตอนนี้เท่ากับมาม่า 1 ซองแล้วนะจ๊ะ อีกหน่อยมันคงแพงกว่ามาม่าเป็นแน่ นี่มันมหันตภัยร้ายคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของคนจนๆ อย่างผู้เขียนชัดๆ -_-!!!

 

 



หลังจากโดดไปขโมยพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 กับเนเปียร์จักรพรรดิมาจากเพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งแถวราชบุรีมาแอบเพาะขยายพันธุ์ได้พักใหญ่ๆ ต้นพันธุ์หญ้าเนเปียร์ก็แตกดอกออกกอเพิ่มจำนวนมาให้ได้ขยายพันธุ์มากขึ้นและจะมากกว่านี้ต่อไปในอนาคต และก็หวังว่าวันหนึ่งคงจะมากพอที่จะแจกจ่ายเพื่อนๆ ได้นำไปทำพันธุ์ต่อไป

001

*** จากกิ่งเดียวก็ได้แตกตัวเป็นกอในกระถาง ***

 

003

*** จากกระถางเดียวก็ได้ขยายตัวออกเป็นพื้นที่ 1 งานในเวลา 6 เดือน ***

004

*** ด้านซ้ายงอๆ คือหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ส่วนอีก 3 ลำตรงๆ คือหญ้าเนเปียร์จัรกพรรดิที่อายุเท่ากัน แต่หญ้าเนเปียร์จัรกพรรดิโตกว่าและลำต้นใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด และตอนนี้ผู้เขียนกำลังทดลองพิสูจน์ถึงความแตกต่างของทั้ง 2 สายพันธุ์ว่าอะไรดีกว่ากัน แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ที่มหาลัยเกษตรส่งเสริมอยู่มันต้องมีเหตุผลอะไรซักอย่างสิน่า ***

สาเหตุที่ต้องทดลองปลูกหญ้าเนเปียร์นั้นก็เป็นเพราะว่าผู้เขียนต้องการพิสูจน์ประโยชน์ของหญ้าเนเปียร์และทำการทดลองถึงคุณสมบัติบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อตอบสนองนิสัยความอยากรู้อยากเห็น (นิสัยอะไรก็ไม่รู้ เปลืองตังค์ -__-!!!) และต้องการที่จะสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเองหลังจากพบว่าตัวเองตกอยู่ในสภาพวิกฤติเสื่อมศรัทธาในผลงานวิชาการแบบตลาดๆหรือแบบลวกๆ อย่างที่พบเห็นได้ตามสื่อต่างๆ จนสุดท้ายต้องสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเองถึงแม้ว่าจะต้องเริ่มจากการนับหนึ่งใหม่ก็เถอะ

 

ไม่แน่ใจว่าหญ้าเนเปียร์มีทั้งหมดกี่สายพันธุ์แต่ที่ผู้เขียนได้มานั้นเป็นหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ที่ทางมหาลัยเกษตรส่งเสริมและพันธุ์เนเปียร์จักรพรรดิที่ดูจะคล้ายคลึงจนบางทีแยกไม่ออก แต่หากสังเกตลักษณะทางกายภาพดีๆ แล้วจะพบว่าหญ้าเนเปียร์จักรพรรดิจะลำต้นใหญ่กว่าและใบหนากว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนคุณสมบัติด้านเคมีนั้นว่ากันอีกทีหนึ่ง เพราะหากจะให้ได้สารอาหารในช่วงที่ดีที่สุดต้องมีอายุ 60 วันขึ้นไป โดยจะได้โปรตีนถึง 13-17% และคาร์โบไฮเดรตที่ละลายน้ำได้ (WSC) 11-12 % ซึ่งปัจจุบันผู้เขียนได้ส่งไปให้เพื่อนที่เกษตรศาสตร์เพื่อตรวจวัดออกมาเป็นตัวเลขให้ได้เห็นกันแน่ชัดอีกครั้งหนึ่งถึงคุณประโยชน์ด้านสารอาหารและความแตกต่างของปริมาณสารอาหารของหญ้าเนเปียร์ทั้ง 2 สายพันธุ์ (เนเปียร์ปากช่องและเนเปียร์จัรพรรดิ)

 

หากคุณสมบัติดีดังที่ท่านว่าไว้จริงก็เหมาะสมที่จะส่งเสริมเป็นอาหารสัตว์ในชุมชมของผู้เขียนเพราะโชคดีที่มีการเลี้ยงวัวกันเยอะมาก และโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าประโยชน์ของหญ้าเนเปียร์นั้นเหมาะสำหรับภาคปศุสัตว์มากกว่า ส่วนการนำไปหมักแก็สเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้านั้นควรจะเป็นมูลสัตว์มากกว่าเพราะการบ่มตัวหรือการเกิดแก็สนั้นย่อมดีกว่าหญ้าสดอยู่แล้ว

 

หญ้าเนเปียร์นั้นมีลักษณะเด่นคือเติบโตเร็ว แตกกอดี วิธีปลูกก็ไม่ได้ยุ่งยากสลับซับซ้อนอะไรเลยก็เหมือนการปลูกอ้อยหนือมันสำปะหลังทั่วๆ ไป จะต่างกันก็ตรงที่ความพิถีพิถันที่น้อยกว่าเพราะยังคงติดนิสัยเสมอว่ามันก็คือหญ้า ฮ่ะๆ!!

006

*** เอออ!! คือ มันไม่ใช่อ้อยนะ ถึงจัคล้ายก็เถอะ -__-!!! ***

008

*** วิธีขยายพันธุ์นั้นก็ไม่ยาก แค่ตัดท่อนพันธุ์จากต้นแม่แบบที่เห็นด้านบนแล้วก็ขุดหลุมกลบ แค่นั้นจริงๆ ***

009

*** ปกติข้อเดียวแบบมีรากติดก็งอกแล้วนะ แต่กลัวไม่รอด อิอิอิ ***

010

*** ขุดหลุมแล้วดินกลบ แค่นั้นแหละ ส่วนระยะห่างก็ 70 x 70cm. เป็นใช้ได้ ***

 

ส่วนเพื่อนๆ ที่ถามถึงข่าวคราวเรื่องการนำหญ้าเนเปียร์ไปหมักเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่ผู้เขียนตามข่าวอยู่เนืองๆ นั้น แฮะๆ !!! อยากจะขอตอบแบบที่ใจคิดก็คือว่าอย่าไปคาดหวังอะไรกับมันเลย เอาเฉพาะการนำหญ้าเนเปียร์มาเป็นอาหารสัตว์สำหรับภาคเกษตรเราให้รอดก่อนเถอะ เห็นว่าจะสร้างโน้นสร้างนี่ (สร้างหนี้) แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นแม้แต่ผลสรุปจากโรงงานต้นแบบที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ควรจะเปิดไปตั้งแต่เดือนมกราที่ผ่านมา (ปี 2556) จนมาถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นอะไรสรุปออกมาชัดเจน แถมยังชงเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจากหญ้าเนเปียร์ขึ้นอีกหลายจุดที่ดีดตัวเลขคำนวณออกมาสวยหรู ตัวเลขเยอะจนจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ (ขี้เกียจจำด้วยแหละ -__-!!! รู้แต่ว่าเห็นตัวเลยแล้วคิดอยู่อย่างเดียวว่าพวกมึงตื่นเถอะ) กลัวเหลือเกินว่าสุดท้ายจะกลายเป็นโครงการเหมือนสบู่ดำที่ล้มไม่เป็นท่าได้แต่ผลาญงบไปวันๆ ไม่ไหวจะเพลียจริงๆ เรื่องแบบนี้ -__-!!!

ไม่ใช่ว่าไม่ดี มันดีเลยทีเดียวแหละ แต่การติดตามการใส่ใจ การคิดพัฒนา ความบริสุทธ์ใจในการทำงาน (โกงพลาญงบรึเปล่าพูดง่ายๆ) และความตั้งใจ ในแบบราชการไทยนี่ไม่ไหวจะเพลียนะ

 

ไว้ได้เรื่องยังไงจะมาเล่าสู่กันฟังอีกทีหนึ่ง ส่วนเพื่อนๆ ที่รอท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์อยู่ รออีกนิด อดทนอีกหน่อยไว้พร้อมแล้วจะรีบแจกจ่าย


เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้เดินทางไปเยี่ยมเพื่อนๆ เกษตรท่านหนึ่งแถวๆ กาญจนบุรีตามคำเชิญชวน ซึ่งระยะทางไม่ห่างจากสวนผู้เขียนเท่าไหร่ พอไปถึงก็ปรากฏว่ากำลังโค่นถางป่าต้นกระถินเป็นการใหญ่เพื่อที่จะทำเล้าไก่และปลูกพืชผักสวนครัว ไม่น่าเชื่อว่าแถวนั้นป่ากระถินเยอะมากจนน่าอิจฉา

ตกเที่ยงก็ทานข้าวทานปลาตามประสาชาวบ้าน และแล้วคำถามก็ตามมา “เราจะใช้อะไรเป็นอาหารไก่เพื่อลดต้นทุนดี?”
“อ่าว! ก็ที่กำลังไถทิ้งอยู่นั่นไง?” ผู้เขียนตอบ -__-!!!
ทีแบบนี้หละเริ่มสนใจกระถินเชียว แต่กว่าจะคุยกันได้ความก็ไถทิ้งไปครึ่งป่ากระถินแล้ว -__-!!! เสียดายของ

คุยกันไปคุยกันมาก็ปรากฏว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่ากระถินมีประโยชน์มากในภาคการปศุสัตว์ ออสเตรเลียส่งเสริมให้ปลูกและใช้กระถินสำหรับเป็นอาหารโคเนื้ออย่างจริงจังตั้งแต่ 20 – 30 ปีก่อน แต่สำหรับในประเทศไทยเรานั้นส่วนใหญ่รู้จักกันในด้านอาหารเสียมากกว่า ส่วนการใช้กระถินในด้านปศุสัตว์นั้นมีในวงแคบๆ ส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นคุ้นเคยกับกระถินมานานเพราะเห็นกระถินป่นเขียนระบุไว้ในส่วนประกอบของอาหารสัตว์มาตั้งแต่เด็กและก็ใช้อยู่ในปัจจุบันตามแต่จำนวนจะพอหาได้จากข้างรั้วแล้วมาให้ไก่บ้างวัวบ้างตามจำนวนมากน้อย เชื่อเถอะว่าวัวชอบมากเพราะกระถินนั้นมีทั้งสารอาหารประเภทโปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ เช่น ธาตุเหล็ก ไวตามินต่างๆ สำหรับสัตว์ปีกทั้งหลาย เช่น ไก่ เป็ด นกกระทา นั้นความพิเศษของใบกระถินจะช่วยเรื่องสีของไข่แดงให้สวยน่าทานและความแข็งแรงของเปลือกไข่ไก่อีกด้วยเพราะมีสารแซนโตฟิล (Xanthophyll) จากธรรมชาติในใบกระถิน เพื่อนๆ คงจะเคยได้ยินว่ามีการทดลองให้ไก่กินผงดอกดาวเรืองบดเพื่อเพิ่มความเข้มของไข่แดงและใบกระถินก็ทำได้เช่นกันครับ
Picture 066

Picture 076

อาจจะเป็นเพราะหายากหรือหาได้จากแค่บางแหล่งหรือเหตุผลอันใดก็ไม่ทราบได้ทำให้กระถินไม่ค่อยแพร่หลายนัก แต่จริงๆ แล้วถ้าย้อนไปดูก็ปรากฏว่ามีการส่งเสริมการใช้กระถินในภาคปศุสัตว์ตั้งแต่ปี 2490 และในช่วงปี 2525 ถึง 2528 ก็มีโรงงานผลิตกระถินป่นอยู่หลายโรงงานชนิดที่ประมาณการได้ว่ามีผลผลิตร่วมๆ 60,000 ตันต่อปี เพียบ! แต่ปัจจุบันก็ไม่แน่ใจว่าโรงงานเหล่านั้นยังคงอยู่หรือไม่แต่กระถินป่นในท้องตลาดก็ยังพอมีกระถินป่นขายอยู่เป็นกระสอบใหญ่ๆ -__-!!!

ถ้าอยากรู้จักลดต้นทุนในภาคการเกษตรและปศุสัตว์ก็ต้องรู้จักสรรพคุณของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราให้ดีก่อนครับ เพราะไม่แน่ว่าอาจจะเป็นพืชผักที่มีคุณค่าคุณประโยชน์ทั้งในด้านอาหาร ปุ๋ย และการปศุสัตว์ก็เป็นได้ สมัยนี้ต้องรู้จักศึกษาและอย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อยเป็นอันขาดครับ อะไรอยู่ข้างบ้านก็ดูให้ดีก่อนอย่าพึ่งเผลอไปตัดต้นทิ้งเสียหละ ^-^

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน