Posts Tagged ‘ปุ๋ยหมัก’

วิธีการปลูกถั่วฝักยาวให้ได้ผลผลิตดี



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งกำลังทดลองปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ไว้หลังบ้านเพื่อนเป็นอาหารและลดค่าใช้จ่ายประจำบ้าน ได้กรุณาเข้ามาเยี่ยมชมเวปไซด์ http://www.mygreengardens.com ของเราและได้ฝากคำถามไว้ให้
“ปลูกถั่วฝักยาวยังไงให้ได้ผลผลิตเยอะๆ?”
เกษตรกรบ้านๆ อย่างผู้เขียนก็ไม่ได้มีเคล็ดลับหรือวิธีการปลูกอะไรที่มันจะพิสดารไปกว่าท่านๆ ทั้งหลายเลยไม่รู้จะเล่าเคล็ดลับให้ฟังยังไง (เพราะมันไม่มี หุหุหุ) เอาเป็นว่าเล่าวิธีการดูแลรักษาถั่วฝักยาวให้กันฟังดีกว่า ใครเคยฟังแล้วก็ฟังกันอีกรอบละกัน วะฮ่ะๆ

จริงๆ แล้วถั่วฝักยาวเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น (สั้นมากกกกก!) ที่ปลูกง่ายและติดดอกออกผลเร็ว และเป็นพืชที่ขายได้เรื่อยๆ ส่วนเรื่องราคานั้นก็ไม่ถือว่าขี้เหล่แต่อย่างใดเผลอๆ บางช่วงจังหวะก็ขายถั่วฝักยาวได้ราคาดี เช่น ฤดูร้อน กินเจ
วงจรชีวิตของถั่วฝักยาวนั้นแสนสั้นครับ
หลังจากหยอดเมล็ดลงหลุมพร้อมรดน้ำให้ชุ่มแล้วก็ใช้เวลาเพียง 4 – 5 วันก็จะงอกโผล่ดินมาให้เห็น
พอปลูกได้ 40 – 50 วันก็จะเริ่มติดดอกออกผล
อายุการเก็บเกี่ยวก็จะมีแค่ 20 – 30 วัน โดยทยอยเก็บวันเว้นวัน

Picture 012

*** ***

 Picture 013

*** ***

Picture 853

*** ***

 Picture 846

*** ***

Picture 851

*** ***

Picture 844

*** ***

Picture 841

*** ***

ถั่วฝักยาวนั้นโดยธรรมชาติก็เป็นพืชที่ติดดอกออกผลง่ายอยู่แล้วครับ ซึ่งการติดดอกนั้นก็อาจจะเป็นหัวใจของจำนวนผลผลิตของถั่วฝักยาวก็ว่าได้หากรักษาจำนวนดอกไว้ได้มากเท่าใดก็หมายถึงจำนวนฝักที่มากเท่านั้น เพราะบางต้นออกดอกมาเยอะมากแต่ปรากฏว่าเหี่ยวแห้งร่วงหล่นไปซะอย่างนั้น ฉนั้นหากเราอยากได้ผลผลิตถั่วฝักยาวมากก็ต้องดูแลรักษาดอกถั่วไว้เพื่อให้ติดฝักมากที่สุด ไม่ร่วงหล่นไปกับพื้น โดยวิธีของผู้เขียนนั้นจะเน้นการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอบริเวณโคนต้นทั้งเช้า-เย็นช่วงที่ถั่วฝักยาวติดดอก (ประมาณว่าหากขาดความชื้นหรือน้ำที่เพียงพอดอกถั่วฝักยาวจะร่วง) แล้วบำรุงด้วยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกเก่า เช่น มูลวัวหรือมูลไก่บริเวณโคนต้น (โทษทีที่บ้านจน ไม่มีตังซื้อปุ๋ยเคมี -__-!!!) และผู้เขียนนิยมที่จะปลูกถั่วฝักยาวไว้แปลงด้านในเพื่อที่ไม่ให้โดนลมมากนักเพื่อเป็นการป้องกันดอกร่วง หรือหากจะหวังผลผลิตช่วงหน้าร้อนก็เตรียมตัวขึงผ้าใบกันแดดไว้ได้เลย รับรองว่าช่วยลดอัตราดอกถั่วฝักยาวร่วงไปได้เยอะ ใครจะปลูกขายให้ได้ราคาก็เตรียมตัวศึกษาการปลูกช่วงหน้าร้อนไว้ได้เลย ราคาแพงทุกปี

ทำปุ๋ยหมักง่ายๆ จากแกลบและวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งได้ส่งข้อความมาถามผู้เขียนว่า “ที่บ้านมีแกลบดิบเยอะ จะนำมาทำปุ๋ยได้อย่างไร?”
ก็นั่นแหละนะ ตอบมั่วๆ ตามประสาผู้เขียนให้รอดไปวันๆ อิอิอิ ไม่รู้ว่าท่านอื่นทำอย่างไรบ้างแต่ผู้เขียนก็มีแต่วิธีบ้านๆ หากพอจะมีประโยชน์ก็ยินดีเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเศษวัสดุเหลือใช้ (แต่เดี๋ยวนี้มีราคาแล้ว อิอิอิ) จากการสีข้าวนั้นมีอยู่ 2 อย่างคือรำละเอียดที่สามารถนำไปทำส่วนผสมอาหารสัตว์หรือใช้เป็นอาหารได้โดยตรงเพราะมีสารอาหารพอสมควรและหากสังเกตดีๆ จะเห็นจมูกข้าวปนอยู่เป็นจำนวนมาก และอย่างที่สองที่ได้จากกระบวนการสีข้าวก็คือแกลบดิบหรือแกลบหยาบ อันนี้ก็แล้วแต่จะเรียกกันตามภูมิภาคซึ่งจะมีราคาค่างวดถูกกว่ารำละเอียดอยู่มาก แต่ก็ยังมีราคาอยู่ดี (แถวบ้านขายตันละ 1,200 บาท) เพราะนิยมนำไปทำวัสดุปูพรมเล้าไก่ หรือบางที่รวยจัดเหลือเยอะจัดก็นำไปทำเป็นเชื้อเพลิงชีวะมวล หรือโรงสีบางที่ก็นำไปเป็นเชื้อเพลิงซะเลย นัยว่าประโยชน์หลากหลายและยิ่งเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีดีขึ้นและอาหารสัตว์แพงขึ้นมากจนทำให้เราได้เห็นเครื่องบดแกลบเป็นรำละเอียดเพื่อทำเป็นอาหารสัตว์

แกลบดิบเป็นวัสดุที่ไม่ค่อยอุ้มน้ำและมักจะลอยน้ำ (นอกเสียจากว่าจะแช่น้ำไว้นานจริงๆ -__-!!!) ทำให้จุลินทรีย์ไม่ค่อยชอบเลยย่อยสลายได้ช้า ยิ่งแกลบใหม่ๆ ที่พึ่งเสร็จจากการสีข้าวหมาดๆ ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ผู้เขียนเลยนิยมผสมอย่างอื่นเข้าไปด้วย เช่น ดิน ปุ๋ยคอก หรือเศษพืชเพื่อเร่งการย่อยสลายของแกลบดิบแล้วตามด้วยน้ำพรมให้ชุ่มก็จะทำให้การย่อยสลายแกลบดิบที่จุลินทรีย์ย่อยลำบากดีขึ้น (จุลินทรีย์ไม่มีฟันมั้งเลยเคี้ยวลำบาก)

Soil-001

*** คลุกดินกับแกลบดิบตามอัตราส่วนที่พอดีกับฐานะ มีมากใส่มากมีน้อยใส่น้อยเดี๋ยวดีเอง วะ ฮ่ะๆ -__-!!!***

Soil-002

*** ใส่เศษพืชลงไปเพื่อช่วยในการย่อยสลาย เศษผัก เศษหญ้าอะไรก็ได้ เผอิญว่าผู้เขียนติดหรูเลยใส่แหนแดงลงไปกลัวว่าปุ๋ยจะไม่มีในโตรเจน อุ อุ อุ -__-!!!***

Soil-003

*** ใส่ปุ๋ยคอกลงไปหน่อยเพื่อสารอาหารและแร่ธาตุที่ครบสมบูรณ์ ใส่ก็ได้หรือไม่ใส่ก็ได้ ตำรวจไม่จับ***

Soil-004

*** เสร็จแล้วก็กองไว้กับพื้นดินแต่เผอิญว่าไก่บ้านผู้เขียนอย่างอัธพาลเลยต้องใส่ในบ่อซีเมนต์ให้มิดชิด -__-!!!***

Soil-005

*** อาจจะเพิ่มความหรูหราหรือไฮโซอีกนิดด้วยการราดด้วย พด ผสมน้ำเพื่อเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในการย่อยสลาย ใส่ก็ดีไม่ใส่ก็ได้ผู้ใหญ่บ้านไม่ด่า -__-!!!***

Soil-006

*** เสร็จแล้วก็อาจจะหาวัสดุคลุมเพื่อรักษาความชื้น***

ปุ๋ยหมักไม่ได้เน้นไปที่วัสดุแบบใดแบบหนึ่งแต่ผู้เขียนอยากให้เพื่อนๆ มองหาวัสดุเหลือใช้ในชุมชน ที่ไม่มีราคาค่างวดมาเป็นปุ๋ยหมัก เช่น เศษผักจากตลาด เศษวัชพืช เศษขยะสด หรือผักตบชวามาทำเป็นปุ๋ยหมักซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งจากการทดขยะในชุมชนและเพิ่มแร่ธาตุบำรุงดินไปในตัว

*** ปล. วันนี้หากอ่านไปแล้วรู้สึกหมั่นไส้ในอาหารดัดจริตของผู้เขียนก้ขออภัยไว้ล่วงหน้าเพราะออกจะมีอาการเมากาว -__-!!! ***

เพิ่มผลผลิตกล้วยน้ำว้า



หากเพื่อนๆ จะคาดหวังคำตอบแบบมืออาชีพจากผู้อ่านสำหรับคำถามที่ว่า “เพิ่มผลผลิตกล้วยน้ำว้าอย่างไร” ก็เห็นทีว่าจะผิดหวังครับ อิอิอิ ^-^ เพราะผู้เขียนเองก็เป็นเกษตรกรมือใหม่เหมือนกับหลายๆ ท่านนั่นแหละ

เพื่อนๆ มีน้ำใจถามมาไม่ตอบเลยก็เสียน้ำใจแย่ แต่ก็เอาเป็นว่าเล่าประสบการณ์แบ่งปันเท่าที่รู้ก็แล้วกัน หุหุหุ

ผู้เขียนปลูกกล้วยน้ำว้าไว้เยอะพอสมควรแต่ก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษ ก็เป็นเพียงการปลูกกล้วยน้ำว้าธรรมดาๆ และวิธีเพิ่มผลผลิตของผู้เขียนก็เป็นวิธีบ้านๆ ซึ่งท่านไหนจะนำไปใช้บ้างก็ไม่ว่ากัน จริงๆ แล้วก็เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วๆ ไปนะแหละ อิอิอิ

1. หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะตัดต้นแม่ทิ้งทันที ต้นที่ออกผลแล้วผู้เขียนมีความเชื่อส่วนตัวว่าจะแย่งอาหารจากส่วนอื่นเลยตัดทิ้งเสมอๆ (จริงๆ ก็ไม่ได้ตัดทิ้งหรอก เอาไปทำอาหารไก่บ้าง ทำปุ๋ยหมักบ้างตามแต่ความเหมาะสม)

2. ตัดแต่งใบให้สะอาดดูโล่งๆ เพื่อป้องกันโรคและให้แสงส่อง

3. ตัดแต่งกอให้เหลืออยู่แค่ 4 – 5 ต้นต่อกอ หากมีหน่อกล้วยเกินกว่านั้นก็จะตัดทิ้งหรือตัดขาย

4. ราดน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากการหมักหน่อกล้วยทุก 7 – 10 วันเพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดิน

5. ปุ๋ยมีใช้บำรุงต้นนั้นเน้นเป็นปุ๋ยหมักที่ได้จากการหมักแหนแดง (หุหุหุ มีเยอะ ได้เปรียบ) กับมูลไก่และแกลบโดยเฉพาะช่วงที่กล้วยตกเครือซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่กล้วยต้องการสารอาหารมากเป็น

Picture 034

พิเศษก็จะใส่ปุ๋ยหมักจำนวน 5 กิโลกรัมต่อกอทุกๆ 7 – 10 วัน จะว่าไปแล้วผู้เขียนก็ไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมีเลยนะ ก็เลยไม่รู้ว่าจะดีกว่าหรือแย่ลงหากใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย
*** ผิดถูกประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับเพราะบอกเล่าไปตามประสบการณ์จริงที่ได้ทำมา ^_^ หรือหากท่านใดมีเคล็ดลับจะเสนอแนะก็ยินดีรับไว้ขอรับ***

ใช้ที่ดินแปลงเล็กสร้างรายได้งามด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว



ผู้เขียนก็เป็นเกษตรมือสมัครเล่นเหมือนกับผู้อ่านหลายๆ ท่านที่มีที่ดินผืนเล็กแบบพออยู่พอกิน ครั้นจะปลูกพืชเศรษฐกิจหลักอย่างเกษตรกรมืออาชีพก็คงจะไม่ไหวเพราะที่ดินไม่เอื้ออำนวย จนสุดท้ายต้องมาจบด้วยการปลูกผักสวนครัวเล็กๆ น้อยๆ

การมีพื้นที่น้อยก็มีข้อดีอยู่ในตัวเช่นกัน นั่นก็คือความจำกัดด้านพื้นที่ทำให้เราคิดที่จะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ชนิดที่ว่าปลูกตรงไหนได้ก็ปลูก ตรงไหนยัดได้ก็ยัดอะไรประมาณนั้น หุหุหุ หรือพูดอีกในหนึ่งก็คือคิดประยุกต์ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอยู่ตลอดเวลา (จนตอนนี้รกเป็นป่าหมดแระ -__-!!!)

การปลูกฝักทอง ฝักเขียว น้ำเต้า และพืชล้มลุกแบบเถาเลื้อยต่างๆ ก็เป็นพืชอีกตระกูลหนึ่งที่อยากจะแนะนำหากท่านผู้อ่านต้องการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แถมราคาค่างวดตอนเก็บไปขายก็ชวนยิ้มออกเช่นกัน เพราะตลาดมีความต้องการอยู่เรื่อยๆ ประมาณว่าเป็นพืชที่ขายได้ขายดีทั้งปีทั้งชาติ

การปลูกพืชตระกูลเถาไม้เลื้อยนั้นหากดูผิวเผินจะดูเหมือนว่าใช้พื้นที่เยอะ แต่หากพิจารณาให้ดีแล้วก็จะเห็นว่าพืชตระกูลเถาไม้เลื้อยมีจุดที่รากลงดินแค่ 1 จุดคือบริเวณจุดที่รากงอกตอนปลูกและส่วนที่เหลือนั้นก็เป็นเพียงเถาเลื้อยที่วิ่งหาแสงเพื่อรับแดดสำหรับการปรุงอาหาร หากเราทราบเช่นนี้แล้วการที่จะควบคุมบริเวณพืชประเภทนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เหมือนกับที่ผู้เขียนปลูกน้ำเต้าไว้ริมขอบระหว่างแปลงผักแล้วทำลานให้เลื้อยขึ้นด้านบนให้ปกคลุมบริเวณเหนือร่องน้ำตรงกลาง หรือการปลูกแตงและฟักขาวควบคู่ไปกับการปลูกพริกให้ใบแตงและใบฟักขาวบังแดดรักษาความชื้นให้กับดินรอบๆ ต้นพริก ส่วนการปลูกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่ขุดหลุดขนาด 20 x 20 ลึก 40 ซม. แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วกลบด้วยหน้าดิน หยอดเมล็ดลงไปประมาณ 2 – 3 เมล็ดต่อหลุดแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เพียงแค่ 5 – 7 วันก็จะมีการงอกเกิดขึ้นและเจริญเติบโตต่อไป หากบริเวณที่ท่านปลูกมีแดดจัดก็สามารถกางผ้าใบบังแดดหรือคลุมด้วยฟางบริเวณปากหลุมก็ได้ ซึ่งก็แล้วแต่วิธีการปลูกของแต่ละท่าน

ปลูกลืมๆ ไปไม่ต้องรดน้ำเพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำทำให้ประหยัดแรงงานไปได้มาก เพียงแค่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ หากเหลือทาน เหลือแจกก็สามารถวางขายที่ตลาดได้
IMG_3379

IMG_3377

IMG_3371

IMG_3381

ปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ยังไงให้อัตราการรอดสูง


กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 นับว่าเป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้เพราะเป็นกล้วยน้ำว้าไส้เหลืองที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์และให้ผลผลิตที่มีลูกใหญ่จำนวน ลูกดก เครือมากและคุ้มค่าในเชิงการค้า การขยายพันธุ์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ในปัจจุบันขยายพันธุ์ด้วยหน่อนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงนิยมใช้แบบเพาะเนื้อเยื่อเสียส่วนใหญ่เพราะว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถทำได้ในจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดอยู่ดีแม้กระทั่งสถานีวิจัยที่ปากช่องจังหวัดโคราชเองก็ไม่สามารถจัดหาให้ได้ทันกับความต้องการที่มหาศาลของตลาดในปัจจุบัน

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการขยายพันธุ์หรือปลูกกล้วยน้ำว้าด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ปลอดโรค ได้สายพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการ หรือขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาสั้นกว่า แต่การปลูกกล้วยน้ำว้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นก็มีข้อเสียอยู่บ้างเช่นกัน เช่น ต้องการการเอาดูแลรักษาอย่างดีในช่วงแรกที่ลงปลูกใหม่เพราะต้นยังเล็กและไม่แข็งแรง หากต้นเล็กเกินไปรากจะติดเชื้อได้ง่าย เป็นต้น ถึงแม้ว่ากล้วยน้ำว้าจะทนและแข็งแรงกว่าเมื่อเทียบกับกล้วยสายพันธุ์อื่นๆ เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า แต่หากต้นยังเล็กเกินไปก็ถือว่ายังอ่อนแอจึงทำให้ตายได้ง่ายๆ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผู้ปลูกที่ไม่มีความชำนาญหรือไม่มีประสบการณ์ในการปลูกกล้วยประสบความล้มเหลวในการปลูกและต้นกล้วยแสนรักที่พึ่งได้มากลับตายจากไปก่อนวัยอันควร -__-!!! โธ่ พึ่งจะได้มาก็ตายเสียแล้ว

การปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้น
1. หลังจากที่ได้ต้นกล้วยมาแล้วก็สมควรที่จะพักต้นหรืออนุบาลต่อระยะหนึ่งเพื่อให้ต้นกล้วยฟื้นจากความบอบช้ำที่ได้รับจากการขนส่งและจะให้ดีก็ควรอนุบาลเพิ่มเติมอีก 1 เดือนเพื่อให้ระบบรากแข็งแรงขึ้นและลำต้นแข็งแรงพอที่จะเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ต้นกล้วยน้ำว้าที่ได้จากศูนย์วิจัยหรือที่จำหน่ายกันจะมีความสูงแค่ 20 – 25 ซม. จึงยังไม่ค่อยแข็งแรงพอที่จะทนแดดหรือลม หากจะให้ดีควรปลูกเมื่อระบบรากแข็งแรงดีแล้วจึงนำไปปลูกได้

banana trees (3)

2. ขุดหลุมขนาด 50x 50 ลึก 50 ซม. แล้วตากหลุมไว้ 1 อาทิตย์แล้วรองก้นหลุมปลูกด้วยปูนขาวหรือปูนมานเล็กน้อยเพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อ

3. ควรรองก้นปลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่าหรือถ้าจะให้ดีควรเป็นปุ๋ยหมักเพราะปุ๋ยเคมีอาจจะทำให้ต้นกล้วยน้ำว้าต้นอ่อนตายได้เพราะความเข้มข้นที่มากเกินไป

4. ไม่ควรวางต้นกล้วยลึกเกินไปและควรให้ระดับดินในถุงเท่ากับขอบคันดินที่จะปลูก หากตื้นเกินไปก้อาจจะทำให้ลอยกอได้ง่ายในอนาคต หรือหากปลูกลึกเกินไปก็จะทำให้โคนต้นกล้วยที่กำลังอ่อนอาจจะเน่าได้ แล้วจึงกลบด้วยดินให้รอบหลุม

banana trees (2)

5. คลุมด้วยวัสดุคลุม เช่น ฟาง แกลบ หรือขุยมะพร้าวเพื่อรักษาความชื้นในดินให้มีอยู่ตลอดเวลา เพราะรากต้องการความชื้นอย่างสูงในระยะนี้จึงจะสามารถชอนไชออกจากบริเวณถุงไปสู่ดินใหม่ได้

banana trees

6. ปักไม้แล้วพูกต้นกล้วยไว้เพื่อป้องกันลมพัดแรงจนรากเคลื่อนที่ทำให้การเจริญเติบโตชะงัก

7. รดน้ำเช้า – เย็นอย่างสม่ำเสมออย่างพอดีๆ ไม่ควรแห้งไปและไม่ควรแฉะจนเกินไปอาจจะทำให้รากเน่าได้

เพียงเท่านี้ก็จะทำให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเรามากขึ้นหลายเท่า ทำให้พออุ่นใจได้ว่าจะเจริญเติบโตได้อย่างดีและออกดอกออกผลให้เราได้เห็นในอนาคตอันใกล้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเพื่อนๆ มากขึ้นกว่าเดิมจะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นว่าต้นกล้วยปลูกแล้วตายให้ผู้เขียนฟัง หุ หุ หุ -__-!!!
banana trees (1)

ปลูกมะเขือเปราะปลอดสารพิษเป็นรายได้พิเศษ



มะเขือเกือบทุกชนิดเป็นพืชผักสวนครัวอีกชนิดหนึ่งที่อยู่คู่ครัวไทยมานานทั้งการเป็นส่วนประกอบของอาหารและสำหรับรับประทานสดเป็นเครื่องเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเขือเปราะที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้ง ต้ม ผัด แกง มะเขือเป็นพืชที่ปลูกง่ายและทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ และที่สำคัญปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด

สรรพคุณทางยาของมะเขือเปราะนั้นก็จัดได้ว่าเป็นสมุนไพรชั้นดีชนิดหนึ่ง ในมะเขือเปราะ 100 กรัม ให้พลังงาน 39 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน 1.6 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 7.1 กรัม แคลเซียม 7 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 10 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม ไทอะมิน 0.11 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.6 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.06 มิลลิกรัม น้ำ 90.2 กรัม วิตามินเอรวม 143 RE. วิตามินซี 24 มิลลิกรัม และที่สำคัญผลมะเขือเปราะมีฤทธิ์ลดการบีบตัวกล้ามเนื้อเรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ และลดความดันเลือด ผลมะเขือเปราะมีไกลโคอัลคาลอยด์โซลามา ร์จีน โซลาโซนีน และอัลคาลอยด์โซลาโซดีนที่ปราศจากโมเลกุลน้ำตาล การทดสอบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งของสารเหล่านี้พบว่า ทุกตัวมีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่

IMG_3364

ขั้นตอนการปลูกนั้นก็ง่ายไม่สลับซับซ้อน
1. แช่เมล็ดในน้ำอุ่น 3 – 4 ชั่วโมงเพื่อเพิ่มการงอกของเมล็ดให้ดีขึ้น

2. นำเมล็ดที่แช่น้ำแล้วจำนวน 2 – 3 เมล็ดต่อหลุมใส่ถาดหลุมที่มีดินหรือวัสดุปลูกไว้แล้วกลบบางๆตามด้วยการรดน้ำให้ชุ่ม หรือหว่านลงในแปลงเพาะที่ป่นดินไว้อย่างละเอียดแล้วคลุมด้วยวัสดุคลุมบางๆ เช่นฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำตามจนชุ่มนาน 7 – 10 วันก็จะเห็นเมล็ดเริ่มงอก ข้อดีของถาดหลุมคือรากจะไม่ช้ำมากเวลาย้ายลงแปลงแต่ปลูกในแปลงเพาะนั้นต้องดึงรากขึ้นมาทำให้รากมีอาการช้ำ

3. เตรียมหลุมปลูกขนาด 30 x 30 ลึก 20 ซม. เพราะมะเขือเปราะเป็นพืชรากตื้นแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หรือหากต้องการปลูกในกระถางเพื่อเป็นไม้ประดับไปในตัวก็ดูเข้าท่าไปอีกแบบ

4. ย้ายกล้ามะเขือเปราะที่มีอายุได้ 25 – 30 วันลงหลุมปลูกที่เตรียมไว้หรือในกระถางซึ่งอาจจะดูเฉาในช่วง 2 – 3 วันแรกแต่จะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาในภายหลัง รดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น

5. มะเขือเปราะจะเริ่มออกดอกให้ผลผลิตได้หลังจากย้ายลงปลูกแล้ว 45 – 50 วัน ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อบำรุงลำต้นและตัดแต่งกิ่งเพื่อยืดอายุต้นมะเขือเปราะให้มีอายุเก็บเกี่ยวที่ยาวนานขึ้น

เพียงเท่านี้เพื่อนๆ ก็จะมีมะเขือเปราะปลอดสารพิษไว้รับประทานหรือเอาไว้แจกจ่ายเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันแล้ว เชื่อไหมว่ามะเขือเปราะหากได้รับการบำรุงอย่างดีสามารถให้ผลผลิตถึง 10- 15 กิโลกรัมต่อต้นเลยทีเดียว ปลูกแค่ไม่กี่ต้นก็ทานกันไม่ไหวแล้วหละ

IMG_3363

IMG_3358

ผักคะน้าราคาดี



เพื่อนๆ ผู้อ่านหลายท่านคงเริ่มสงสัยว่าทำไมอาทิตย์นี้คุยเรื่องพืชผักสวนครัวบ่อยจัง? ส่วนหนึ่งนั้นมาจากคำถามของเพื่อนๆ และอีกส่วนหนึ่งก็อยากจะกระตุ้นให้เกิดการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และก็หัดพึ่งพาตนเองให้ได้มากกว่านี้ซึ่งอย่างน้อยก็เรื่องพืชผักสวนครัวที่อยู่รอบตัวและสามารถปลูกโดยใช้พื้นที่น้อยๆ ได้ เช่น กระถางหรือขวดพลาสติกยังทำได้เลย และระยะนี้กำลังเหมาะที่จะปลูกเพื่อขายให้ได้ราคา

วันนี้ว่ากันด้วยเรื่องผักคะน้าที่ราคามีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกทีๆ มีอยู่ไม่กี่เดือนที่ราคาคะน้าจะตกลงมาแต่ที่เหลือราคาขึ้นไปเรื่อยๆ จึงนับว่าเป็นพืชผักสวนครัวอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจปลูกทานได้ปลูกขายดี และที่แน่ๆ ตลาดยังไปได้อีกไกลถ้าท่านปลูกส่งตลาดทัน -__-!!! เพราะคะน้าเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดเวลาและเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวันเรา เอาเป็นว่าทุกคนรู้จักผักคะน้าและที่สำคัญยังไม่เคยเห็นดาราคนไหนแพ้คะน้าออกข่าวหนังสือพิมพ์ -__-!!! แค่ปลูก 45 – 55 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วและปลูกได้ตลอดทั้งปีถ้ามีแรงแต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลูกได้ผลดีที่สุดคือช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน

คะน้าในมุมมองของสารอาหารและโภชนาการนั้นก็น่าสนใจเพราะมีแคลเซี่ยมสูงทั้งยังมี วิตามินซี โฟเลต เบต้าแคโรทีน วิตามินบี3 เหล็ก สารลูทีนที่ช่วยเรื่องต้อลดต้อกระจก ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในบริมาณที่มากเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มผักใบเขียว ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงสายตาและช่วยเรื่องโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี

วิธีการปลูกคะน้า
1. เตรียมแปลงปลูกโดยขึ้นรูปร่องสูง 20 ซม. จากระดับพื้นดินเพราะพืชผักสวนครัวจะไม่ชอบดินเปียกแฉะและน้ำขังเพราะจะตามมาด้วยโรคและเชื้อรามากมาย ส่วนความกว้างนั้น 1 – 1.20 เมตรตามความเหมาะสมส่วนความยาวนั้นตามลักษณะพื้นที่

2. เตรียมดินให้ละเอียดด้วยการไถพรวนคลุกกับปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก (โดยเฉพาะมูลไก่แนะนำเป็นพิเศษ) และปูนขาวเพื่อปรับสภาพแล้วตากดินไว้ 5 – 7 วันเพื่อลดการติดเชื้อและกำจัดวัชพืชในระดับหนึ่ง

IMG_3404

3. การเตรียมกล้าสำหรับปลูกนั้นมีอยู่ 3 วิธีด้วยกันคือ 1. สามารถเพาะกล้าในถาดหลุมแล้วย้ายมาปลูกลงแปลงในภายหลังโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกจำนวนน้อยหรือปลูกทานภายในครัวเรือน 2. สามารถเพาะกล้าในแปลงเพาะก่อนโดยการเตรียมดินให้ละเอียดแล้วโรยเมล็ดพร้อมทั้งคลุมด้วยวัสดุคลุมดินเช่นฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็นเป็นเวลา 7 วันก็จะเห็นการงอกแล้วจึงย้ายไปลงแปลงปลูกหลังจากต้นกล้ามีอายุประมาณ 20 – 25 วันโดยเลือกต้นที่แข็งแรงลงแปลงปลูกให้มีระยะห่าง 10 – 15 ซม. ระหว่างต้น วิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกขนาดกลาง 3. เกษตรกรที่ปลูกคะน้าเป็นอาชีพนิยมหว่านเมล็ดลงแปลงโดยตรงแล้วคลุมด้วยฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำตามจนชุ่มโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดใหญ่

IMG_3406

4. การดูแลรักษาผักคะน้าดูจะเป็นงานที่ละเอียดอ่อนทั้งเรื่องปุ๋ยและเรื่องแมลงเพราะคะน้านับว่าเป็นที่โปรดปรานของหนอนเกือบทุกประเภทจึงจำเป็นต้องป้องกันไว้โดยการฉีดพ่นยาไล่แมลงสารสะกัดจากสะเดาทุกๆ 5 – 7 วันเพื่อเคลือบใบกันแมลงวางไข่ ส่วนปุ๋ยนั้นผักคะน้าชอบไนโตรเจนมากเป็นพิเศษจึงต้องเป็นสูตร 12-8-8 หรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกที่มีส่วนผสมของใบก้ามปูหรือมูลไก่จะช่วยทดแทนได้แต่อาจจะใช้ปริมาณที่มากหน่อย

IMG_3320

5. การเก็บเกี่ยวนั้นสามารถทำได้ในระยะเวลา 45 – 55 วัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดว่าต้องการคะน้าอ่อนหรือแก่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วระยะ 45 วันถือเป็นขนาดที่ตลาดนิยม

ใบโหระพาน่าปลูก



ใบโหระพาเป็นพืชล้มลุกที่อยู่คู่ครัวไทยมานานแสนนาน อาหารคาวหลายชนิดมีโหระพาเป็นส่วนประกอบหรือใช้เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้น่ารัปประทานยิ่งขึ้น ผักคู่ครัวที่ดูง่ายๆ แต่คุณค่าทางสารอาหารและสรรพคุณทางยาก็น่าสนใจเช่นกัน ใบใบโหระพานั้นมีแคลเซี่ยมสูง และยังมีเบต้าแค่โรทีนอีกด้วย โดยสรรพคุณทางยานั้นโหระพาช่วยแก้อาการท้องอื้ด ท้องเฟ้อ หรืออาการที่เกิดในระบบทางเดินอาหารและการย่อยอาหาร ส่วนแผลภายนอกนั้นโหระพาสามารถช่วยบรรเทาและแก้อาการปวดจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้อีกเช่นกัน นับว่ามีประโยชน์หลากหลาย

ส่วนในเชิงการค้านั้นใบโหระพาก็จัดได้ว่าซื้อง่ายขายคล่องและขายได้เรื่อยๆ ราคาตั้งแต่ กิโลกรัมละ 20 – 30 บาทขึ้นอยู่กับฤดูกาล โดยเกษตรกรนิยมปลูกควบคู่กับแปลงถั่วฝักยาวหรือแปลงผักอื่นๆ เพื่อเป็นรายได้เสริมและใช้พื้นที่ว่าง และก็มีเกษตรกรส่วนหนึ่งที่ปลูกโหระพาเป็นพืชหลักเช่นกัน
การปลูกโหระพานั้นก็ง่ายไม่ได้ยุ่งยากอะไร

1. เตรียมดินให้มีความร่วนซุยเหมาะสมกับการปลูกพืชรากลึกปานกลางอย่างโหระพาด้วยการไถพรวน หรือหากปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือนก็สามารถขุดเป็นหลุมขนาด 30 ซม. แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากับดินที่จะใช้ปลูก

2. หากเป็นการปลูกแปลงขนาดใหญ่หรือปลูกเพื่อการค้าก็ควรจะตากดินทิ้งไว้ 7 – 10 วัน แล้วไถพรวนซ้ำอีกรอบหนึ่งเพื่อให้ดินร่วนซุย ในขั้นตอนนี้หากสภาพดินเป็นกรดหรือด่างจนเกินไปก็สามารถใช้ปูนขาวหรือปูนมานโรยบนหน้าดินแล้วไถไปพร้อมกัน

3. ขุดหลุมขนาด 30 ซม.โดยให้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 80 ซม. ถึง 1 เมตร (ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บเกี่ยว)

4. ความพิเศษของพืชประเภทโหระพาหรือกระเพานั้นคือการที่สามารถตัดกิ่งแก่จากต้นอื่นมาปลูกใหม่ด้วยการตัดส่วนที่เป็นข้อต่อแต่วิธีนี้คงจะใช้ได้ผลกับการปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือน หากต้องการปลูกเพื่อการค้าหรือจำนวนมากแล้วส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกในถาดหลุมแล้วรดน้ำอย่างสม่ำเสมอแล้วจึงค่อยนำไปลงแปลงเพื่ออัตราการงอกที่ดีกว่า หรือเพาะอนุบาลบนแปลงก่อนโดยการโรยเมล็ดให้ทั่วแล้วคลุมดินรักษาความชื้นด้วยฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำเช้าเย็นจนกว่าเมล็ดจะงอกและมีอายุ 20 – 25 วันแล้วจึงย้ายลงแปลงใหญ่ ซึ่งอาจจะดูเฉาๆ ในระยะแรกเพราะรากยังไม่ได้ปรับตัวแต่จะดีขึ้นในช่วงที่พ้น 3 – 4 วันแรกที่ลงแปลง

5. ให้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 ผสมน้ำราดเช้าเย็นๆ ทุกๆ 10 – 15 วันหลังจากลงแปลงเพื่อให้ลำต้นแข็งแรง ยอดสวยและเจริญเติบโตได้ดี หรือจะเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักใส่ตามโคนต้นก็ดีไม่น้อย
6. โหระพาสามารถเก็บเกี่ยวได้ในระยะเวลา 30 – 35 วันนับตั้งแต่ลงแปลงปลูกโดยเก็บทุกๆ 15 วันเรื่อยไปจนกว่าจะอายุได้ 7 – 8 เดือน

*** ปลูกไว้ไม่เสียหลายครับโหระพาเป็นพืชที่ใช้พื้นที่น้อยมีคุณประโยชน์สามารถขายได้ เก็บทานได้ ***

IMG_3300

*** เพื่อนๆ ถามถึงลักษณะการขึ้นแปลงและการปลูกเป็นแปลง จะเห็นได้ว่าพื้นที่ตรงกลางแปลงนั้นสามารถปลูกพืชอย่างอื่นเสริมเข้าไปได้ การปลูกพืชหลายชนิดจะสามารถป้องกันแมลงได้ระดับหนึ่ง ***

IMG_3299

ประโยชน์และคุณค่าของมะเขือพวง



นั่งเปิดตำรายาสมุนไพรเพื่อศึกษาวิถีชีวิตบรรพบุรุษก็ปรากฏว่าหลายต่อหลายสูตรในตำราโบราณเล่มนี้ไม่สามารถปรุงได้อีกแล้วเพราะวัตถุดิบกลายเป็นตำนานไปเสียแล้ว และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือหลายสูตรยาในตำราเขียนถึงการใช้มะเขือพวงเป็นส่วนประกอบ โอ้วว!!! สำหรับตำหรับยาที่ใช้มะเขือพวงเป็นส่วนประกอบนั้นจะเป็นยาสมุนไพรประเภทโรคตาปลา โรคฝ่าเท้าแตก โรคกระดูกพรุน ยาแก้ไอลดไข้ และขับปัสสาวะ นี่เรามีสมุนไพรในตำนานอยู่ในครอบครองด้วยหรือนี่ -__-!!! หัวไร่ปลายนาเต็มเลย ว่ากันว่าในมะเขือพวง 100 กรัมที่เราทานเข้าไปจะได้แคลเซี่ยม 158 มิลลิกรัมและฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม สารอาหารประเภทโปรตีน 2.8 กรัม คาร์โบไฮเดรต 7.4 กรัม และไฟเบอร์หรือเส้นใย 6.1 กรัมฟังดูใช้ได้เลยนะเนี่ยะ

ปัจจุบันไม่ค่อยมีเกษตรกรปลูกมะเขือพวงแบบชนิดเป็นล่ำเป็นสันซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าหาได้ทั่วๆ ไปเลยไม่ค่อยมีราคาแต่จริงๆ แล้วความต้องการของตลาดก็มีพอสมควรโดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ที่หน้าสวนผู้เขียนหายให้แม่ค้ากิโลกรัมละ 20 บาทแต่ลองไปดูแถวตลาดในเมืองราคากิโลกรัมละ 50 – 60 บาทเลยทีเดียว เห็นความต่างของช่วงราคาแล้วบางท่านคงพอจะเดาภาพออกว่าควรจะจัดการยังไง ถึงแม้ว่าแม่ค้าจะซื้อไม่เยอะในแต่ละครั้งแต่ก็จัดได้ว่าเป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่มีราคา ปลูกไว้หัวไร่ปลายนาก็ไม่เสียหลาย และวิธีการปลูกนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเพราะมะเขือพวงเป็นพืชทนทานอยู่แล้ว

มะเขือพวงจัดได้ว่าเป็นพืชป่าชนิดหนึ่งจึงมีความต้านทานโรคสูงและทนทานต่อสภาพภูมิอากาศและสามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด

1. หากปลูกไว้ทานในครัวเรือนก็สามารถขุดหลุมเตรียมดินง่ายๆ ด้วยการขุดหลุมขนาด 30 x 30 ซม.ลึก 30 ซม.แล้วรองก้มหลุมด้วยปุ๋ยคอก หรือหากจะปลูกเพื่อเป็นการค้าก็นิยมไถตากดินไว้ 1 สัปดาห์แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่าหรือปุ๋ยหมักและปูนขาวเล็กน้อยเพื่อปรับสภาพดิน

2. ขุดหลุมระยะห่างระหว่างต้น 1.5 เมตร

3. เพาะเมล็ดเตรียมปลูกโดยการแช่น้ำอุ่น 30 – 40 องศานาน 1 ชั่วโมงแล้วห่อผ้าไว้ 1 คืนแล้วจึงนำไปเพาะในแปลงเพาะหรือถาดหลุมแล้วรดน้ำวันละ 1 ครั้งพอประมาณเป็นระยะเวลา 1 เดือนก็สามารถนำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ได้

4. รดน้ำสม่ำเสมออย่าให้ขาดน้ำและใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักทุกๆ 15 วันหรือปุ๋ยยูเรียสูตร 15-15-15 จำนวน 1 ช้อนโต๊ะต่อต้นทุกๆ 30 วัน

5. ระยะเก็บเกี่ยวมะเขือพวงอยู่ที่ 80 – 90 วันหลังจากลงหลุมปลูกซึ่งสามารถเก็บได้เรื่อยๆ โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดว่านิยมผลอ่อนหรือแก่

6. เมื่อเก็บเกี่ยวได้ระยะหนึ่งโดยสังเกตได้จากจำนวนผลผลิตที่ลดลงและลำต้นแก่ ใบร่วงเหี่ยวให้ทำการตัดแต่งกิ่งจนเหลือแต่ตอแล้วบำรุงรักษาด้วยปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักเพื่อให้แตกกิ่งใหม่ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เรื่อยๆ

นับว่าเป็นพืชที่เหมาะสมกับการปลูกไว้หัวไร่ปลายนาหรือหากขายดีก็สามารถส่งเสริมหรือขยายเพื่อการค้าในระดับต่อไปเพราะปลูกครั้งหนึ่งแล้วสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลายรอบ ปัจจุบันพันธุ์มะเขือพวงที่ได้รับความนิยมจากเกษตรกรผู้ปลูกคือพันธุ์แม่โจ้นิรมิต 1 ซึ่งมีลักษณะเป็นมะเขือพวงไร้หนามและให้ผลดก
IMG_3398

รวยด้วยผักชี


เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาขี้เกียจอู้งานไม่ยอมไปที่สวน เพราะแอบหนีไปเยี่ยมเพื่อนๆ แถวราชบุรีท่านหนึ่ง เพื่อนท่านนี้ปลูกผักสวนครัวเป็นอาชีพโดยเฉพาะผักชีจะปลูกมากเป็นพิเศษเพราะเห็นว่าขายง่ายกำไรดีมีแม่ค้ามาจับจองถึงหน้าสวน

การปลูกผักชีนั้นไม่ได้มีอะไรยากไปกว่าการปลูกพืชผักสวนครัวชนิดอื่นแถมยังปลูกได้ในดินทุกชนิดเพียงแต่อาศัยการดูแลเอาใจใส่เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าผักชีนั้นเป็นพืชอายุสั้น 40 – 60 วัน แค่ปลูก 2 แปลงสลับกันไปมาๆ ก็มีผักชีไว้ขายทุกเดือน

การเตรียมดินและเตรียมเมล็ดสำหรับปลูกผักชี
1. เตรียมดินให้ร่วนซุย

2. คลุกปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเข้ากับดิน โดยเฉพาะมูลไก่หรือปุ๋ยหมักจากมูลไก่จะงามเป็นพิเศษ

3. นำเมล็ดผักชีแช่น้ำ 1 คืน หรือเติมน้ำอุ่นลงไปเล็กน้อยเพื่อให้เปลือกอ่อนนุ่มเมล็ดงอกง่ายขึ้น เพราะเมล็ดผักชีนั้นจัดได้ว่ามีเปลือกแข็ง

4. การนำเมล็ดลงหว่านบนแปลงนั้นอาจจะต้องอาศัยความชำนาญบ้างในการหว่านไม่อย่างนั้นแล้วเมล็ดจะกระจุกเป็นกลุ่มกระจายไม่ทั่วหน้าดิน หรืออาจจะผสมทรายลงไปในเมล็ดเพื่อให้การหว่านกระจายตัวได้ดีขึ้น หรือหากปลูกในจำนวนไม่มากก็สามารถเพาะเมล็ดบนถาดหลุมปลูกก่อนได้ ขั้นตอนนี้ตามความชอบและความชำนาญของผู้ปลูก

5. คลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้นด้วยวัสดุคลุม เช่น ฟางข้าว แกลบ หญ้า หรือวัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่

6. กางผ้าในกันแดดในฤดูหรือช่วงเวลาที่แดดแรงจนเกินไป โดยเกษตรกรที่ปลูกเป็นอาชีพมักจะกางผ้าใบกันแดดหรือสแลนในช่วงหน้าฝนด้วยเพื่อกันฝนตกใส่ผักชีจนช้ำเสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแดดหลังฝนจะทำให้ใบของผักชีที่เปียกน้ำช้ำเสียหายหนักจากอาการแดดเผา

7. การใส่ปุ๋ยนั้นหากเป็นปุ๋ยเคมีนิยมสูตร 15-15-15 ในอัตรา 2 – 3 ช้อนแกงต่อ 1 ตารางเมตรทุกๆ 20 วัน หรือผสมน้ำราดก็ได้ตามความสะดวก หรือหากเป็นปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกควรใส่ทุกๆ 15 วัน

8. รดน้ำอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 2 – 3 วันโดยวิธีให้น้ำต้องไม่แรงจนเกินไปจนต้นผักชีเสียหายและไม่มากจนท้วม

9. แปลงผักสวนครัวนั้นมักจะมาคู่กับวัชพืชประเภทหญ้าซึ่งควรกำจัดเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้แย่งสารอาหารของผักชี โดยแนะนำวิธีการใช้แรงงานถอนและไม่ควรใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้า

10. พอครบกำหนดเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นควรจะรดน้ำให้หมาดก่อนเพื่อง่ายต่อการเก็บหรือถอนต้นผักชี

ตลาดของผักชี
ผักชีนั้นนับว่าใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน โดยเพื่อนชาวเกษตรท่านนี้มีวิธรการหาตลาดที่น่าสนใจเพราะไม่ได้มุ่งเน้นแต่ขายเหมาให้กับแม่ค้าแต่อย่างเดียวเพราะแบ่งออกเป็นหลายส่วนการตลาดด้วยกัน
1. ขายเหมาให้แม่ค้าซึ่งติดต่อกันจนเป็นเจ้าประจำ

2. วางขายเองหน้าบ้านและวางขายตามตลาดนัดอีกด้วย อาจจะยุ่งยากเล็กน้อยไปการขายแต่เพื่อนของผู้เขียนให้เหตุผลว่าเป็นการรักษาตลาดและลูกค้ากลุ่มย่อย

3. เพื่อนของผู้เขียนท่านนี้ตัดรากผักชีแยกขายให้กับร้านขายยาจีนนับว่ากำไรดีในส่วนนี้แต่ต้องมีการจัดการเรื่องคุณภาพและความสะอาดระดับมาตรฐาน ราคาขายส่งให้แม่ค้าหน้าสวนคือกิโลกรัมละ 10 บาทแต่พอตักรากส่งร้านขายยานั้นราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท

เห็นไหมครับว่าการค้าขายนั้นไม่ได้ยุติกับการขายให้กับแม่ค้าเพียงอย่างเดียวแต่เราสามารถสร้างตลาดอื่นๆ ได้อีกด้วยหากแสวงหาทางออกย่อมไม่หมดหนทางครับและพยายามสร้างกำลังต่อรองให้ตัวเองอยู่เสมอๆ ครับ ถ้าไม่แล้วแม่ค้าก็จะกดราคาได้ครับ

IMG_3310

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน