Posts Tagged ‘ปุ๋ย’



จากการเกิดสถาวะน้ำท่วมในจังหวัดต่างๆ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก แม้แต่พื้นที่นาปลูกข้าว มีน้ำท่วมขังเป็นปริมาณมากและเป็นระยะเวลานานจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้าวที่ปลูก ดังนั้นหลังจากน้ำลดลงอยู่ในระดับปกติ จำเป็นต้องเข้าไปดูแลจัดการดินและพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่นั้นๆ

กรณีที่ 1 สำหรับข้าวที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยและอยู่ในช่วงเจริญเติบโต
1. ระบายน้ำออกและควบคุมระดับน้ำให้เหลือประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร
2. ใส่ปุ๋ยให้ข้าวตามอัตรที่กำหนดเพื่อฟื้นสภาพต้นข้าว
3. ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำในอัตรส่วน 1 ต่อ 500 เพื่อบำรุงต้นข้าวหรือใส่ลงในน้ำด้วยอัตรา 5 ลิตรต่อไร่ต่อครั้ง เมื่อข้าวมีอายุ 50 และ 60 วัน
4. เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเมื่อถึงอายุเก็บเกี่ยว

Picture-267

กรณีที่ 2 สำหรับข้าวที่ได้รับความเสียหายมากจนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
1. ระบายน้ำออกแล้วปล่อยให้ดินแห้ง
2. ทำการไถกลบตอซังข้าว
3. เตรียมดินปลูกพืชอายุสั้น

พืชที่แนะนำ
1. ถั่วเหลือง โดยเฉพาะพันธุ์ สจ.4, สจ.5 (ใช้เมล็ด 10 – 13 กิโลกรัมต่อไร่) และเชียงใหม่ 60 (ใช้เมล็ดพันธุ์ 12 – 15 กิโลกรัมต่อไร่)
1.1 เริ่มต้นด้วยการตัดต่อซังข้าวหรือไถกลบ
1.2 นำเมล้ดพันธุ์ถั่วเหลืองคลุกเชื้อไรโซเบียมแล้วปลูกเป็นแถวโดยการใช้ไม้ปลายแหลมทำหลุมกว้าง 2 – 3 เซนติเมตร ลึก 3 – 4 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ดพันธุ์ 4 – 5 เมล็ดต่อหลุม
1.3 ใบสภาพนาและสภาพไร่ถ้าดินมีค่าความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาวในอัตรา 100 – 200 กิโลกรัมต่อไร่
1.4 ระยะปลูกที่เหมาะสม 25 x 25 เซนติเมตร
1.5 เก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่ออายุ 90 วัน
การใส่ปุ๋ยสำหรับถั่วเหลือง
ดินร่วนทรายซึ่งมีอินทรียวัตถุต่ำ ใส่ปุ๋ยสูตร 10-20-10 ในอัตรา 25 – 35 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 12-24-12 ในอัตรา20 – 30 กิโลกรัมต่อไร่

ดินเหนียวหรือดินร่วนเหนียว เป็นดินที่มีสีน้ำตาลให้ใส่ปุ๋ยสูตร 10-20-10 หรือ 12-24-12 ในอัตรา 20 – 30 กิโลกรัมต่อไร่

ดินเหนียวสีดำ ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 0-45-0 ในอัตรา 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่ โดยรองก้นหลุมหรือโรยเป็นแถวพร้อมปลูกหรือหลังปลูก 20 – 25 วัน
IMG_3419

2. ปลูกพืชอายุสั้น เช่น ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ข้าวโพดฝักอ่อน ผักบุ้งจีน เป็นต้น
2.1 ปล่อยดินให้แห้งแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมดิน
2.2 ไถกลบตอซังแล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ตันต่อไร่แล้วจึงคลุกเคล้ากับดิน
2.3 เตรียมดินละเอียดยกแปลงกว้าง 4 – 5 เมตรพร้อมทั้งชักร่องน้ำกว้าง 50 เซนติเมตร
2.4 ปลูกผักชนิดต่างๆ
2.5 ใส่ปุ๋ยตามตำแนะนำตามแต่เฉพาะพืช และฉีดพ่นหรือรดด้วยปุ๋ยอินทรีย์น้ำเจือจาง 1 ต่อ 500 ส่วนทุก 15 วัน
*** ขอขอบคุณกลุ่มวิจัยและพัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวและนานอกเขตชลประทาน สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินเจ้าของบทความและความรู้ เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเผยแพร่ให้ได้รับความรู้ทั่วกัน หากไม่เหมาะสมประการใดสามารถแจ้งลบได้ครับและขอรับรองว่าบทความนี้ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงการค้าแต่อย่างใด ***



แตงกวานับเป็นพืชล้มลุกอีกอย่างหนึ่งที่อยากแนะนำให้ปลูกเป็นพืชเสริมเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างเราๆ เพราะราคาดีมีความต้องการจากตลาด ทั้งสำหรับทานสดและเป็นส่วนประกอบของอาหาร แถมยังใช้พื้นที่ในการปลูกน้อยหรือปลูกปนไปกับพืชหลักก็ได้ไม่ว่ากันและแม้ว่าจะดูรกรุงรังเพราะใบปกคลุมไปทั่ว แต่จริงๆ แล้วบริเวณต้นหรือบริเวณที่รากหยั่งลงดินก็มีเพียงบริเวณเล็กๆ อาจจะทำค้างให้เลื้อยหรือไม่ก็ได้ซึ่งก็แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ โดยส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นปลูกแค่เป็นรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ แปลงเล็ก 2 แปลงแต่ก็ยังไม่เคยปลูกเป็นพืชหลักหรือปลูกจำนวนเยอะๆ เพราะแตงกวานั้นเป็นพืชล้มลุกอายุสั้นที่โตเร็วมากชนิดข้ามคืนและอายุสั้น ที่สำคัญเมล็ดพันธุ์มีราคาค่อนข้างแพง ผู้เขียนจึงไม่แนะนำเกษตรกรที่ไม่มีประสบการณ์หรือพึ่งเริ่มต้นทำการปลูกแตงกวาแบบเป็นอาชีพหลักหรือพืชหลักในสวนหรือไม่แล้วก็ควรจะศึกษาหาความรู้ให้ดีเสียก่อน ขออภัยหากผู้เขียนตอบคำถามได้ไม่ดีนักเพราะไม่ค่อยมีประสบการณ์การปลูกแตงกวาเท่าไหร่ก็คงตอบเท่าที่พอรู้

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้เจอกับตัวเองคือเรื่องปัญหาด้านแรงงานที่เก็บไม่ทันช่วงขนาดแตงกวาที่พอดีกับความต้องการของตลาด แค่ชั่วข้ามคืนก็อาจจะได้ขนาดที่ต่างกัน ทำให้แตงกวาโตหรือแก่เกินพอดีเลยส่งผลให้ราคาตกหรือหากแก่เกินแกงก็จะขายไม่ได้เลย เศร้า -__-!!!  แตงกวาอ่อนราคาดีที่สุด รองลงมาคือแตงกวาขนาดกลางและที่ถูกที่สุดคือแตงกวาใหญ่หรือแก่ แถมแตงกวาก็ยังเป็นพืชที่ขี้โรคต้องการการเอาใจใส่อย่างดี ทั้งเรื่องปุ๋ย น้ำและการกำจัดหนอน แมลง ศัตรูพืช โดยเฉพาะประเภทแมลงวันทองหรือแมลงวางไข่ที่มักจะสร้างความเสียหายให้กับแตงกวาเสมอ แถมยังเชื้อราต่างๆจากดินที่มักจะส่งผลให้แตงกวาที่นอนอยู่กับดินเสียหายได้ หากท่านใช้สารสกัดจากธรรมชาติก็ต้องฉีดกันบ่อยหน่อยเพราะแมลงศัตรูพืชของแตงกวาชอบดื้อยา -__-!!!

Cucumber

** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตครับ **



ใบโหระพาเป็นพืชล้มลุกที่อยู่คู่ครัวไทยมานานแสนนาน อาหารคาวหลายชนิดมีโหระพาเป็นส่วนประกอบหรือใช้เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้น่ารัปประทานยิ่งขึ้น ผักคู่ครัวที่ดูง่ายๆ แต่คุณค่าทางสารอาหารและสรรพคุณทางยาก็น่าสนใจเช่นกัน ใบใบโหระพานั้นมีแคลเซี่ยมสูง และยังมีเบต้าแค่โรทีนอีกด้วย โดยสรรพคุณทางยานั้นโหระพาช่วยแก้อาการท้องอื้ด ท้องเฟ้อ หรืออาการที่เกิดในระบบทางเดินอาหารและการย่อยอาหาร ส่วนแผลภายนอกนั้นโหระพาสามารถช่วยบรรเทาและแก้อาการปวดจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้อีกเช่นกัน นับว่ามีประโยชน์หลากหลาย

ส่วนในเชิงการค้านั้นใบโหระพาก็จัดได้ว่าซื้อง่ายขายคล่องและขายได้เรื่อยๆ ราคาตั้งแต่ กิโลกรัมละ 20 – 30 บาทขึ้นอยู่กับฤดูกาล โดยเกษตรกรนิยมปลูกควบคู่กับแปลงถั่วฝักยาวหรือแปลงผักอื่นๆ เพื่อเป็นรายได้เสริมและใช้พื้นที่ว่าง และก็มีเกษตรกรส่วนหนึ่งที่ปลูกโหระพาเป็นพืชหลักเช่นกัน
การปลูกโหระพานั้นก็ง่ายไม่ได้ยุ่งยากอะไร

1. เตรียมดินให้มีความร่วนซุยเหมาะสมกับการปลูกพืชรากลึกปานกลางอย่างโหระพาด้วยการไถพรวน หรือหากปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือนก็สามารถขุดเป็นหลุมขนาด 30 ซม. แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากับดินที่จะใช้ปลูก

2. หากเป็นการปลูกแปลงขนาดใหญ่หรือปลูกเพื่อการค้าก็ควรจะตากดินทิ้งไว้ 7 – 10 วัน แล้วไถพรวนซ้ำอีกรอบหนึ่งเพื่อให้ดินร่วนซุย ในขั้นตอนนี้หากสภาพดินเป็นกรดหรือด่างจนเกินไปก็สามารถใช้ปูนขาวหรือปูนมานโรยบนหน้าดินแล้วไถไปพร้อมกัน

3. ขุดหลุมขนาด 30 ซม.โดยให้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 80 ซม. ถึง 1 เมตร (ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บเกี่ยว)

4. ความพิเศษของพืชประเภทโหระพาหรือกระเพานั้นคือการที่สามารถตัดกิ่งแก่จากต้นอื่นมาปลูกใหม่ด้วยการตัดส่วนที่เป็นข้อต่อแต่วิธีนี้คงจะใช้ได้ผลกับการปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือน หากต้องการปลูกเพื่อการค้าหรือจำนวนมากแล้วส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกในถาดหลุมแล้วรดน้ำอย่างสม่ำเสมอแล้วจึงค่อยนำไปลงแปลงเพื่ออัตราการงอกที่ดีกว่า หรือเพาะอนุบาลบนแปลงก่อนโดยการโรยเมล็ดให้ทั่วแล้วคลุมดินรักษาความชื้นด้วยฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำเช้าเย็นจนกว่าเมล็ดจะงอกและมีอายุ 20 – 25 วันแล้วจึงย้ายลงแปลงใหญ่ ซึ่งอาจจะดูเฉาๆ ในระยะแรกเพราะรากยังไม่ได้ปรับตัวแต่จะดีขึ้นในช่วงที่พ้น 3 – 4 วันแรกที่ลงแปลง

5. ให้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 ผสมน้ำราดเช้าเย็นๆ ทุกๆ 10 – 15 วันหลังจากลงแปลงเพื่อให้ลำต้นแข็งแรง ยอดสวยและเจริญเติบโตได้ดี หรือจะเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักใส่ตามโคนต้นก็ดีไม่น้อย
6. โหระพาสามารถเก็บเกี่ยวได้ในระยะเวลา 30 – 35 วันนับตั้งแต่ลงแปลงปลูกโดยเก็บทุกๆ 15 วันเรื่อยไปจนกว่าจะอายุได้ 7 – 8 เดือน

*** ปลูกไว้ไม่เสียหลายครับโหระพาเป็นพืชที่ใช้พื้นที่น้อยมีคุณประโยชน์สามารถขายได้ เก็บทานได้ ***

IMG_3300

*** เพื่อนๆ ถามถึงลักษณะการขึ้นแปลงและการปลูกเป็นแปลง จะเห็นได้ว่าพื้นที่ตรงกลางแปลงนั้นสามารถปลูกพืชอย่างอื่นเสริมเข้าไปได้ การปลูกพืชหลายชนิดจะสามารถป้องกันแมลงได้ระดับหนึ่ง ***

IMG_3299



อากาศดีๆ แบบนี้มาคุยกันเรื่องบัตรเครดิตเกษตรกรดีกว่า หุหุหุ

อย่างที่ท่านผู้อ่านทราบกันดีว่ารัฐบาลมีนโยบายจัดทำบัตรเครดิตให้เกษตรกรเพื่อใช้เป็นทุนหรือเพิ่มสภาพคล่องในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อกิจกรรมทางการเกษตร

 

ส่วนเงื่อนไขและข้อตกลงของบัตรสินเชื่อเกษตรกรนั้นได้แก่

 

1. บัตรเครดิตเกษตรกรนี้ไม่สามารถกดเป็นเงินสดได้

 

2. ใช้ซื้อปัจจัยการผลิตโดยไม่ต้องจ่ายเงินสด เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ยใส่นาข้าว และยากำจัดศัตรูพืชในนาข้าวเป็นต้น แต่เดิมนั้นการใช้บัตรนี้จำกัดความแค่ชาวนาแต่ปัจจุบันได้ขยายความครอบคลุมไปสู้อาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรด้วย เช่น ชาวสวนยางพารา ชาวไร่อ้อย ชาวไร่มันสำปะและชาวสวนหลังเป็นต้น

 

3. ใช้ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่ไม่เกินวงเงินที่กำหนด ซึ่งแต่ละรายจะมีวงเงินที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสาขาอาชีพ กระแสเงินสดในบัญชี และความเหมาะสมของผู้ถือบัตร

 

3. สามารถใช้บัตรเครดิตเกษตรกรนี้ซื้อสินค้าทางการเกษตรและอุปกรณ์ทางการเกษตรต่างๆ ได้กับร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนกับ ธกส ในจังหวัดนั้นและร้านที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็ใช้ไม่ได้ อิอิอิ

ปลอดดอกเบี้ย 30 วันแรกเมื่อใช้บัตรแต่ละครั้งและจะปิดยอดทุกๆ วันที่ 30 ธันวาคมของทุกปีโดยนำสมุดเหลือง และบัตรประชาชนติดต่อขอรับบัตรได้ที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ท่านสังกัดอยู่

*** ตามความเห็นส่วนตัวนั้นบัตรเครดิตเกษตรกรนั้นคล้ายกับสินเชื่อเพื่อการเกษตรที่ทาง ธกส เคยมีโดยจะโอนเงินเข้าบัญชีให้กับเกษตรกรแล้วไปจัดซื้อจัดหากันเองตามอัธยาศัยก็ปรากฏว่ามีการใช้จ่ายกันอย่างผิดจุดประสงค์ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการชำระหนี้และกระแสเงินที่ไหลไปทางอื่น เห็นว่าไหลลงไปในขวด อิอิอิ -__-!!! ทาง ธกส ก็เลยออกมาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยยังคงการให้สินเชื่อกับเพื่อเป็นทุนกับเกษตรกรอยู่เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้นเอง นับว่าเป็นนวัฒกรรมทางสินเชื่อของ ธกส ก็ว่าได้และก็หวังว่าจะแก้ปัญหาการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของเกษตรกรได้ ***

Credit Card*** ขอขอบคุณรูปภาพจากทาง ธกส ครับ ***



การปลูกข้าวในปัจจุบันใช้ต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเพราะสภาพดินที่เสื่อมโทรมลงไปมากทำให้ต้องใส่ปุ๋ยเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับระบบนิเวศน์ในนาข้าวถูกทำลายทำให้ความสมดุลต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิมทำให้แมลงศัตรูพืชหลายชนิดออกมารังควานสร้างความเสียหายโดยที่ไม่มีการควบคุมตามระบบห่วงโซ่อาหาร ทำให้เกษตรกรหลายท่านหันมาใช้วิธีธรรมชาติเพื่อลดต้นทุนโดยการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยไนโตรเจนให้กับต้นข้าวทั้งยังสามารถป้องกันศัตรูพืชประเภทหอยได้ระดับหนึ่ง

การใช้แหนแดงในนาข้าวนั้นไม่ยากเลยครับเพราะสภาพแวดล้อมในนาเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแหนแดงอยู่แล้ว คือเป็นสภาพน้ำนิ่ง ระดับน้ำไม่สูงและมีธาตุอาหารจากดินเพื่อการเจริญเติบโต ด้วยวิธีที่ง่ายๆ แต่ได้ผลทำให้เกษตรกรหลายรายใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวเพราะแหนแดงนั้นขึ้นชื่อเรื่องการดึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศมาสะสมไว้ โดยวิธีทำก็ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อนอะไร

Azolla copy

1. ปล่อยน้ำเข้านาให้ระดับความสูงประมาณ 10 – 15ซม. แล้วจึงนำแหนแดงในปริมาณ 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อใช้สำหรับขยายพันธุ์ในคราวแรก (คราวต่อไปไม่จำเป็นต้องใช้มากเพราะแหนแดงจะทิ้งสะเปิร์มไว้ในนา) แหนแดงไม่ถูกโรคกับยาฆ่าแมลงซึ่งอาจจะส่งผลให้แหนแดงตายทั้งหมดจึงควรงดเว้นการใช้ยาฆ่าแมลงช่วงระยะเวลานั้น

2. ไถกลบแหนแดงที่เลี้ยงไว้ 30 – 40 วันก่อนการปลูกข้าวเพื่อให้แหนแดงย่อยสลายและคายธาตุไนโตรเจนออกมาอย่างเต็มที่และให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เข้าสู่ขั้นตอนการปลูกข้ามตามปกติซึ่ง
4. …….เสร็จแระ -__-!!! เพราะระยะหลังปลูกข้าวแหนแดงก็จะเจริญเติบโตเองตามธรรมชาติจากสะเปิร์มที่ทิ้งไว้ก่อนการไถกลบและวนเวียนเป็นปุ๋ยให้ต้นข้าวตามธรรมชาติ การปลูกข้าวนาดำจะสามารถใช้ประโยชน์จากแหนแดงได้มากกว่านาหว่านเพราะระดับน้ำและช่องว่างระหว่างต้นข้าวเอื้อำนวยให้แหนแดงเจริญเติบโตได้ดี

นอกจากจะเป็นปุ๋ยชั้นดีแล้วแหนแดงยังสามารถป้องกันหอยได้ระดับหนึ่งเพราะการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของแหนแดงทำให้เบนความสนใจของหอยให้กินแหนแดงและลดความเสียหายของต้นข้าว ทั้งแหนแดงยังเจริญเติบโตปกคลุมผืนน้ำในนาข้าวทำให้วัชพืชบางอย่างไม่สามารถเจริญเติบโตได้เพราะขาดแสงที่เพียงพอ ด้วยประโยชน์หลายๆ อย่างของแหนแดงพร้อมด้วยปริมาณธาตุอาหารหลักไนโตรเจน 3.71%, ฟอสฟอรัส 0.25%, โปรแตสเซี่ยม 1.25% ของน้ำหนักตัวแล้วก็นับว่าแหนแดงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจในการลดต้นทุนการผลิต

Picture 265



ปกติผู้เขียนได้แต่ปลูกกล้วยทั้งต้นเพื่อปรับปรุงบำรุงดินเพราะรากและหน่อของต้นกล้วยมีจุลินทรีย์กลุ่มแอ็คติโนมัยซิสซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายสูงทำให้ดินที่อยู่บริเวณรอบๆ ปรับสภาพดีขึ้น แต่ก็ไม่เคยเฉลียวใจคิดเลยว่าถ้าเรากลั่นหรือนำจุลินทรีย์จากหน่อกล้วยมาใช้โดยตรงหรือในปริมาณเยอะๆ จะให้ผลยังไง

ก็เลยไปลองค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เนตเอยจากผลงานวิชาการด้านการเกษตรเอยก็ปรากฏว่ามีหลายวิธีตั้งแต่พื้นฐานจนไปถึงการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง -__-!!! แล้วซื่อบื้อๆ อย่างเราจะไหวไหมเนี่ยะ! โชคยังดีที่เจอการหมักซึ่งพอจะเห็นความเป็นไปได้เพราะเป็นวิธีที่ทำง่ายๆ เกษตรบ้านๆ อย่างเราก็พอไหว เลยลองดูกับเขาเสียหน่อยว่าผลจะออกมาเยี่ยงไร

วิธีทำนั้นก็ง่ายๆ เลยครับ
1. ขุดหน่อกล้วยที่คัดแล้วว่าสมบูรณ์ไม่เป็นโรคมาจำนวนหนึ่ง (มากน้อยตามฐานะ อิอิอิ) แล้วตัดเอาแต่เหง้าหรือมีตอติดมาด้วยนิดหน่อย

2. สับให้ละเอียดหรือบดเลยก็ยิ่งดีถ้าทำให้เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้ดีขึ้น

3. คลุกเคล้ากับกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดงเพื่อให้เป็นอาหารของจุลินทรีย์ โดยสัดส่วนปกติคือหน่อกล้วยสับ 3 ส่วนต่อกากน้ำตาล 1 ส่วน (มากน้อยตามฐานะ อิอิอิ! เดี๋ยวดีเอง) แล้วหมักไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดเป็นเวลา 10 – 15 วัน

4. นำมาคั้นเอาน้ำออกโดยน้ำที่ได้นี้ก็คือจุลินทรีย์หน่อยกล้วยที่มีจุลินทรีย์กลุ่มแอ็คติโนมัยซิสอยู่อย่างเข้มข้น แล้วจึงนำน้ำที่ได้นี้ไปผสมน้ำรดต้นไม้หรือบริเวณที่ต้องการปรับปรุงดินอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้คุณภาพของดินดีขึ้นตามลำดับ ส่วนกากที่เหลือนั้นก็สามารถใส่เป็นปุ๋ยคุณภาพให้ต้นไม้ได้

IMG_2055


เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้เดินทางไปเยี่ยมเพื่อนๆ เกษตรท่านหนึ่งแถวๆ กาญจนบุรีตามคำเชิญชวน ซึ่งระยะทางไม่ห่างจากสวนผู้เขียนเท่าไหร่ พอไปถึงก็ปรากฏว่ากำลังโค่นถางป่าต้นกระถินเป็นการใหญ่เพื่อที่จะทำเล้าไก่และปลูกพืชผักสวนครัว ไม่น่าเชื่อว่าแถวนั้นป่ากระถินเยอะมากจนน่าอิจฉา

ตกเที่ยงก็ทานข้าวทานปลาตามประสาชาวบ้าน และแล้วคำถามก็ตามมา “เราจะใช้อะไรเป็นอาหารไก่เพื่อลดต้นทุนดี?”
“อ่าว! ก็ที่กำลังไถทิ้งอยู่นั่นไง?” ผู้เขียนตอบ -__-!!!
ทีแบบนี้หละเริ่มสนใจกระถินเชียว แต่กว่าจะคุยกันได้ความก็ไถทิ้งไปครึ่งป่ากระถินแล้ว -__-!!! เสียดายของ

คุยกันไปคุยกันมาก็ปรากฏว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่ากระถินมีประโยชน์มากในภาคการปศุสัตว์ ออสเตรเลียส่งเสริมให้ปลูกและใช้กระถินสำหรับเป็นอาหารโคเนื้ออย่างจริงจังตั้งแต่ 20 – 30 ปีก่อน แต่สำหรับในประเทศไทยเรานั้นส่วนใหญ่รู้จักกันในด้านอาหารเสียมากกว่า ส่วนการใช้กระถินในด้านปศุสัตว์นั้นมีในวงแคบๆ ส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นคุ้นเคยกับกระถินมานานเพราะเห็นกระถินป่นเขียนระบุไว้ในส่วนประกอบของอาหารสัตว์มาตั้งแต่เด็กและก็ใช้อยู่ในปัจจุบันตามแต่จำนวนจะพอหาได้จากข้างรั้วแล้วมาให้ไก่บ้างวัวบ้างตามจำนวนมากน้อย เชื่อเถอะว่าวัวชอบมากเพราะกระถินนั้นมีทั้งสารอาหารประเภทโปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ เช่น ธาตุเหล็ก ไวตามินต่างๆ สำหรับสัตว์ปีกทั้งหลาย เช่น ไก่ เป็ด นกกระทา นั้นความพิเศษของใบกระถินจะช่วยเรื่องสีของไข่แดงให้สวยน่าทานและความแข็งแรงของเปลือกไข่ไก่อีกด้วยเพราะมีสารแซนโตฟิล (Xanthophyll) จากธรรมชาติในใบกระถิน เพื่อนๆ คงจะเคยได้ยินว่ามีการทดลองให้ไก่กินผงดอกดาวเรืองบดเพื่อเพิ่มความเข้มของไข่แดงและใบกระถินก็ทำได้เช่นกันครับ
Picture 066

Picture 076

อาจจะเป็นเพราะหายากหรือหาได้จากแค่บางแหล่งหรือเหตุผลอันใดก็ไม่ทราบได้ทำให้กระถินไม่ค่อยแพร่หลายนัก แต่จริงๆ แล้วถ้าย้อนไปดูก็ปรากฏว่ามีการส่งเสริมการใช้กระถินในภาคปศุสัตว์ตั้งแต่ปี 2490 และในช่วงปี 2525 ถึง 2528 ก็มีโรงงานผลิตกระถินป่นอยู่หลายโรงงานชนิดที่ประมาณการได้ว่ามีผลผลิตร่วมๆ 60,000 ตันต่อปี เพียบ! แต่ปัจจุบันก็ไม่แน่ใจว่าโรงงานเหล่านั้นยังคงอยู่หรือไม่แต่กระถินป่นในท้องตลาดก็ยังพอมีกระถินป่นขายอยู่เป็นกระสอบใหญ่ๆ -__-!!!

ถ้าอยากรู้จักลดต้นทุนในภาคการเกษตรและปศุสัตว์ก็ต้องรู้จักสรรพคุณของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราให้ดีก่อนครับ เพราะไม่แน่ว่าอาจจะเป็นพืชผักที่มีคุณค่าคุณประโยชน์ทั้งในด้านอาหาร ปุ๋ย และการปศุสัตว์ก็เป็นได้ สมัยนี้ต้องรู้จักศึกษาและอย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อยเป็นอันขาดครับ อะไรอยู่ข้างบ้านก็ดูให้ดีก่อนอย่าพึ่งเผลอไปตัดต้นทิ้งเสียหละ ^-^



ปอเทืองนะครับ  ปอเทือง ไม่ใช่ประเทือง หุหุหุ อย่าอ่านผิดหละ

 

สงสัยคงต้องตั้งสมาคม“ชาวสวนดินเสีย” ให้เป็นเรื่องเป็นราวซะทีหลังจากมีเพื่อนๆ หลายท่านถามไถ่ถึงการปรับปรุงบำรุงดินเพราะเนื่องจากสภาพดินที่สวนของเพื่อนๆ หลายท่านถูกใช้งานมาอย่างหนักก่อนหน้านี้โดยไม่ได้บำรุงรักษา บ้างก็ใช้สารเคมีจนเสียสภาพ สำหรับผู้เขียนแล้วแร่ธาติในดินก็คงเหมือนน้ำในโอ่ง หากเราใช้ไปจนหมดก็คงจะไม่เหลือให้ใช้แต่ถ้าเราตักคืนบ้างก็จะพอมีใช้ แต่ที่แน่ๆ ดินมีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน

 

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบปรับปรุงดินด้วยการปลูกพืชตละกูลถั่วคลุมแล้วไถกลบ หรือบางแปลงก็ปลูกให้คลุมหน้าดินอยู่แบบนั้นเลย และพืชที่ได้รับความนิยมสำหรับการปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดก็คือปอเทือง โดยวิธีปลูกก็ง่ายแสนง่ายไม่ได้พิเศษไปกว่าการเพาะปลูกพืชถั่วๆ ไป แต่จะให้ดีก็ควรปลูกช่วงหน้าฝนเพราะการงอกสูงสุดและประหยัดแรงงานในการรดน้ำ

 

ว่าด้วยเรื่องลักษณะทางกายภาพของปอเทืองก่อน ปอเทืองนั้นเป็นพืชตละกูลถั่ว  เป็นไม้พุ่มความสูง  100 – 300  เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง  ฝักเป็นรูปทรงกระบอก  เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้าตาล ความยาวประมาณ  6  มิลลิเมตร มี 10 -20  เมล็ด / ฝัก

IMG_1915

การปลูกปอเทืองนั้นทำได้ทั้งแบบเตรียมดินและแบบไม่เตรียมดิน แต่หากต้องการให้ได้ประสิทธิผลสูงสุดผู้เขียนขอแนะนำว่าให้ไถเตรียมดินเล็กน้อยแล้วหว่านปอเทือง 5 – 8 กิโลกรัมให้ทั่วพื้นที่ แล้วไถกลบเพื่อการงอกที่มีประสิทธิภาพและควรจะปลูกช่วงหน้าฝนเพื่อให้ความชื้นในดินเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ดปอเทือง เมื่อครบ 45 – 50 วันพอเริ่มออกดอกก็สามารถไถกลบเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้กับดิน หรือหากต้องการเมล็ดก็สามารถทิ้งไว้ 120 – 130 วัน ด้วยปริมาณธาตุไนโตรเจนขนาด ให้น้ำหนักสดประมาณ 1.5- 5 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 8.7 ถึง 28.9 กิโลกรัมต่อไร่

001

ส่วนเมล็ดปอเทืองนั้นท่านสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด หรือ…. อันนี้แนะนำเลยนะขอรับว่า…ให้ไปลองติดต่อขอรับที่สถานีกรมพัฒนาที่ดินประจำท้องที่นั้นๆ เพราะเขามีแจกให้ฟรี จุ..จุ…จุ… แต่รีบหน่อยเพราะอาจจะหมด นอกจากนี้กรมพัฒนาที่ดินยังมี พด.1, พด.3 เป็นหัวเชื่อสำหรับทำปุ๋ยต่างๆแจกอีกต่างหาก หน่วยงานดีๆ แบบนี้ต้องส่งเสริมและประชาสัมพันธ์

IMG_1919



ก่อนอื่น ต้องขอขอบพระคุณทุกๆท่านจากใจจริงครับ ที่คอยติดตามบล็อคบทความนี้ ไม่นึกเลยว่าบทความที่เขียนด้วยความมั่วซั่วผิดบ้างถูกบ้าง (บ่นก็เยอะ) ใน http://www.mygreengardens.com จะพอมีประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้าง รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกครับที่ความรู้เท่าหางกบของเราพอจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ แบบนี้

ขอบคุณทุกท่านจากใจจริงครับที่คอยติดตามถามไถ่กันอยู่เสมอ

มาถึงคำถามวันนี้จากเพื่อนๆ เกษตรท่านหนึ่งที่หลงไปอ่านบทความเรื่องการปลูกชะอมเข้าเลยตามมาถามว่า “ใช้อะไรทำปุ๋ยหมักถึงจะดี?” ใส่ชะอมหรือพืชอื่นๆ ถึงจะงาม

ปล* ขอขอบคุณรูปภาพจากเวปเพื่อนบ้านชาวเกษตรครับ

สำหรับนักเกษตรมืออาชีพคงจะมีสูตรเฉพาะของแต่ละท่านซึ่งล้วนแต่ดีและได้ผลทั้งสิ้น แต่สำหรับผู้เขียนเองที่เป็นเพียงเกษตรกรวันอาทิตย์ก็คงจะได้แต่ตอบแบบความรู้น้อยว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดครับ จุดประสงค์หลักของการทำปุ๋ยหมักของผู้เขียนคือ

1. การลดต้นทุนเรื่องปุ๋ย

2. ต้องการบำรุงดินเพราะดินดั้งเดิมที่สวนของผู้เขียนนั้นแย่มากเลยต้องใช้วัตถุอิทรีย์บำรุงดินให้ฟื้นคืน

3. ใช้เศษวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์

ก่อนอื่นอยากเล่าให้ฟังสักนิด

นานมาแล้วสมัยที่เรายังไม่รู้จักเอทาน่อลหรือแก๊สโซฮอล กากน้ำตาลจากโรงงานน้ำตาลหรือส่าเหล้า (กากที่เหลือจากการหมักเหล้า) เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์และเหลือใช้ชนิดที่เรียกว่าไม่รู้จะเอาไปทำอะไรจนต้องไปเทบนถนนเพื่อกันฝุ่นฟุ้งกระจาย (ขอกันฟรีๆ ไม่ต้องซื้อต้องหาเลยสมัยนั้น) ต่อมาองค์ความรู้เรื่องจุลินทรีย์ EM เข้ามาในประเทศไทยผ่านศูนย์เกษตรของญี่ปุ่นทำให้กากน้ำตาลที่เป็นของเหลือใช้กลายมาเป็นสิ่งมีค่า และยิ่งมีค่าขึ้นไปอีกเมื่อมีการส่งเสริมเทคโนโลยีการกลั่นแอลกอฮอล์จากกากน้ำตาล จากสิ่งที่เหลือใช้กลายมาเป็นสิ่งมีราคา กากน้ำตาลเริ่มหายากเพราะต้องใช้ในเชิงอุตสาหกรรมพลังงานจนบางครั้งรู้สึกว่าไปซื้อน้ำตาลทรายมาผสมจุลินทรีย์ทำปุ๋ยหมักยังจะง่ายซะกว่า

เรื่องที่สอง สมัยก่อนนั้นกากอ้อย (กากแห้งๆ ที่เหลือจากการหีบอ้อย) นั้นแทบจะไม่มีมูลค่าอะไรเลยมีอยู่เต็มไปหมดจนสามารถไปขอโรงงานน้ำตาลมาทำปุ๋ยได้อย่างง่ายๆ ราคาถูก หรือบางที่ก็ฟรีเลยก็มีให้เห็น ต่อมามีการนำกากอ้อยมาเข้าสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงจนปัจจุบันกากอ้อยมีมูลค่าขึ้นมากจนไม่เหมาะสมที่จะนำมาทำปุ๋ยอีกแล้ว

เรื่องที่สามสมัยก่อนโน้นการทำโรงไฟฟ้าจากแกลบและวัสดุเหลือใช้เป็นที่ฮือฮามากในวงการเกษตรและพลังงานเพราะแกลบจัดเป็นวัสดุเหลือใช้ไม่มีใครสนใจ มีจำนวนมหาศาลเผาทิ้งเผาขว้างก็ไม่มีวันหมดและก็มีคนนำไปทำปุ๋ยอีกเช่นกัน ต่อมาโรงไฟฟ้าพลังแกลบนั้นต้องปิดตัวไปเพราะไม่มีแกลบหรือบางที่เปลี่ยนมาใช้วัสดุอื่นเป็นเชื้อเพลิงแทนเพราะแกลบเริ่มหายาก (โรงสีบางที่ยอมสีข้าวให้ชาวนาฟรีเพื่อเอาแกลบก็ยังมีเพราะแกลบเองก็มีมูลค่า) ซึ่งปัจจุบันราคาแกลบภาคกลางแถบสุพรรณบุรีมีราคาตันละ 1,200 – 1,700 บาท ราคานี้ไม่คุ้มกับการนำมาเผาอีกแล้ว

ท่านผู้อ่านพอจะนึกออกรึยังครับว่าผู้เขียนอยากจะสื่ออะไร

(ยังไม่รู้อ่ะ……..! ทำยังไงดี…….!)

ก็นะ

วัสดุที่ทำปุ๋ยหมักได้ดีที่สุดคือวัสดุใกล้ตัวที่ไม่ต้องไปซื้อไปหาครับ เศษอาหาร เศษใบไม้ ปุ๋ยคอก มูลสัตว์ต่างๆ สามารถนำมาทำปุ๋ยหมักได้หมดครับ ไม่จำเป็นต้องไปวิ่งหาวัสดุตามสูตรนั้นสูตรนี้ให้เสียเงินเสียเวลาจนบางครั้งรู้สึกว่าได้วัสดุครบแล้วแต่ราคากลับแพงกว่าปุ๋ยเคมีเสียอีกเพราะวัสดุหลายๆ อย่างตามตำราที่ท่านๆ ว่าไว้นั้นไม่ใช่เศษวัสดุหรือสิ่งเหลือทิ้งอีกต่อไปดั่งที่เล่ามาข้างต้นถึงคุณค่าที่เปลี่ยนไปของเศษวัสดุแถมยังค่าขนส่งอีกต่างหาก และที่แนะนำที่สุดคือเศษใบไม้ที่หล่นๆ แถวบ้านกวาดกองรวมๆ กันผสมกับปุ๋ยคอกที่หาได้ในท้องถิ่นผสมกับจุลินทรีย์ EM หรือหัวเชื้อ พด 1 หรือ หัวเชื้อ พด 3 ของกรมพัฒนาที่ดินอีกเล็กน้อยเพื่อเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายให้เร็วขึ้นหมั่นกลับกองปุ๋ยเพื่อเติมอากาศให้จุลินทรีย์ทุก 3 วัน 5 วันนาน 1 เดือน ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทำปุ๋ยหมัก แล้วเราก็จะได้ปุ๋ยหมักอันเป็นอาหารอันโอชะแก่ต้นพืชได้ด้วยต้นทุนที่ถูกแสนถูก ส่วนการใช้ปุ๋ยคอกนั้นอยากจะแนะนำปุ๋ยคอกเก่าเพราะปุ๋ยคอกใหม่บางชนิดมีกรดและแมลงที่เป็นอันตรายต่อพืชทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์และการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ความธรรมชาตินั้นยังไม่ทั่วถึงทำให้พืชไม่สามารถดูดซับสารอาหารหรือแร่ธาตุได้เต็มที่เหมือนปุ๋ยหมักที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์มาแล้ว

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน