Posts Tagged ‘ผลผลิต’



ผู้เขียนก็เป็นเกษตรมือสมัครเล่นเหมือนกับผู้อ่านหลายๆ ท่านที่มีที่ดินผืนเล็กแบบพออยู่พอกิน ครั้นจะปลูกพืชเศรษฐกิจหลักอย่างเกษตรกรมืออาชีพก็คงจะไม่ไหวเพราะที่ดินไม่เอื้ออำนวย จนสุดท้ายต้องมาจบด้วยการปลูกผักสวนครัวเล็กๆ น้อยๆ

การมีพื้นที่น้อยก็มีข้อดีอยู่ในตัวเช่นกัน นั่นก็คือความจำกัดด้านพื้นที่ทำให้เราคิดที่จะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ชนิดที่ว่าปลูกตรงไหนได้ก็ปลูก ตรงไหนยัดได้ก็ยัดอะไรประมาณนั้น หุหุหุ หรือพูดอีกในหนึ่งก็คือคิดประยุกต์ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอยู่ตลอดเวลา (จนตอนนี้รกเป็นป่าหมดแระ -__-!!!)

การปลูกฝักทอง ฝักเขียว น้ำเต้า และพืชล้มลุกแบบเถาเลื้อยต่างๆ ก็เป็นพืชอีกตระกูลหนึ่งที่อยากจะแนะนำหากท่านผู้อ่านต้องการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แถมราคาค่างวดตอนเก็บไปขายก็ชวนยิ้มออกเช่นกัน เพราะตลาดมีความต้องการอยู่เรื่อยๆ ประมาณว่าเป็นพืชที่ขายได้ขายดีทั้งปีทั้งชาติ

การปลูกพืชตระกูลเถาไม้เลื้อยนั้นหากดูผิวเผินจะดูเหมือนว่าใช้พื้นที่เยอะ แต่หากพิจารณาให้ดีแล้วก็จะเห็นว่าพืชตระกูลเถาไม้เลื้อยมีจุดที่รากลงดินแค่ 1 จุดคือบริเวณจุดที่รากงอกตอนปลูกและส่วนที่เหลือนั้นก็เป็นเพียงเถาเลื้อยที่วิ่งหาแสงเพื่อรับแดดสำหรับการปรุงอาหาร หากเราทราบเช่นนี้แล้วการที่จะควบคุมบริเวณพืชประเภทนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เหมือนกับที่ผู้เขียนปลูกน้ำเต้าไว้ริมขอบระหว่างแปลงผักแล้วทำลานให้เลื้อยขึ้นด้านบนให้ปกคลุมบริเวณเหนือร่องน้ำตรงกลาง หรือการปลูกแตงและฟักขาวควบคู่ไปกับการปลูกพริกให้ใบแตงและใบฟักขาวบังแดดรักษาความชื้นให้กับดินรอบๆ ต้นพริก ส่วนการปลูกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่ขุดหลุดขนาด 20 x 20 ลึก 40 ซม. แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วกลบด้วยหน้าดิน หยอดเมล็ดลงไปประมาณ 2 – 3 เมล็ดต่อหลุดแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เพียงแค่ 5 – 7 วันก็จะมีการงอกเกิดขึ้นและเจริญเติบโตต่อไป หากบริเวณที่ท่านปลูกมีแดดจัดก็สามารถกางผ้าใบบังแดดหรือคลุมด้วยฟางบริเวณปากหลุมก็ได้ ซึ่งก็แล้วแต่วิธีการปลูกของแต่ละท่าน

ปลูกลืมๆ ไปไม่ต้องรดน้ำเพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำทำให้ประหยัดแรงงานไปได้มาก เพียงแค่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ หากเหลือทาน เหลือแจกก็สามารถวางขายที่ตลาดได้
IMG_3379

IMG_3377

IMG_3371

IMG_3381



การส่งออกผักผลไม้ไปยังต่างประเทศนั้นมีกฎและระเบียบปฏิบัติหลายอย่างด้วยกันทั้งขั้นตอนการปลูกที่ถูกวิธี การกำจัดสารตกค้างให้เหลือน้อยที่สุด การบรรจุหีบห่อที่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้และที่สำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้สำหรับการส่งออกผักและผลไม้ไปยังต่างประเทศคือใบรับรองต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอกสารการรับรองเหล่านี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชาวเกษตรอย่างเราจำเป็นต้องรู้หากต้องการจะส่งออกผักไปยังต่างประเทศเพราะถึงแม้ว่าผักผลไม้เราจะดีเลิศเพียงใดแต่ไม่มีการออกใบรับรองให้ก็สูญเปล่า
ใบรับรองผลสำหรับพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่คือ
1. ใบรับรองปลอดศัตรูพืช (Phytosanitary Certificate) ที่ออกให้โดย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรจะสุ่มตรวจสินค้าก่อนจึงจะออกใบรับรองให้กับผู้ที่ต้องการส่งออกผักและผลไม้ไปยังต่างประเทศทั้งลักษณะที่เป็นผักผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและอบแห้ง การออก ใบรับรองปลอดศัตรูพืชนี้เพื่อเป็นการยืนยันว่าแมลงศัตรูพืชต่างๆ ที่มีในบ้านเราจะไม่ไปรังควานประเทศปลายทางจนเกิดปัญหาและความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพราะสภาพแวดล้อมที่ต่างกันจึงต้องมีการควบคุมที่เข้มงวด แมลงชิดหนึ่งอาจจะมีไม่พิษสงอะไรในบ้านเราเพราะมีการควบคุมทางวงจรชีวะทางธรรมชาติแต่ในประเทศปลายทางอาจจะไม่มีสภาพแวดล้อมที่ควบคุมแมลงตัวนี้เหมือนบ้านเราทำให้ระบาดหนักได้ เหตุผลเหล่านี้จึงเป็นที่มาของใบรับรองปลอดศัตรูพืช

2. ใบรับรองสารพิษตกค้าง (Certificate of Pesticide Residues) ที่ออกให้โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกเช่นกันเพื่อตรวจสอบสารพิษตกค้างที่อยู่ในผลไม้หรือผักที่เราจะส่งออกไปยังต่างประเทศ ถึงแม้ว่าประเทศปลายทางจะไม่มีกฏหรือมีเงื่อนไขเรื่องสารพิษตกค้างก็ตามก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการออกใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรเสียก่อน โดยผักและผลไม้แต่ละชนิดมีระดับการยอมรับสารพิษที่ไม่เหมือนกันซึ่งกรมวิชาการเกษตรจะเป็นหน่วยงานที่ชี้แจงให้ทราบ

3.การขึ้นทะเบียนสวน ที่จัดทำโดยกรมวิชาการเกษตรสำหรับสวนที่ต้องการจะเป็นผู้ส่งออกผักผลไม้หรือพืชผลทางการเกษตร เพราะหลายประเทศที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าทางการเกษตรในปัจจุบันมีข้อกำหนดเรื่องการขึ้นทะเบียนแหล่งเพาะปลูกหรือสวนเพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดและมาตรฐานของผลผลิตตั้งแต่ต้นทางให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้

chilly-(2)



เพื่อนๆ ท่าหนึ่งถามผู้เขียนว่าผู้เขียนมีวิธีการหาตลาดสำหรับขายผักอย่างไรบ้าง? หุหุหุ
ผู้เขียนเลยตอบได้อย่างเดียวว่าใจกล้าหน้าด้านเข้าไว้เดี๋ยวเจอเอง นี่เป็นปัญหาหนึ่งของชาวสวนที่ปลูกแล้วไม่รู้จะไปขายให้ใครซึ่งผู้เขียนก็อยากให้เพื่อนๆ มองสิ่งใกล้ตัวไว้ก่อนซึ่งบางครั้งบางทีอาจจะจุกจิกไปบ้างแต่งแต่ผลที่ตามมาก็คุ้มค่า

ขึ้นชื่อว่าการตลาดหรือการค้าขายก็ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนอยู่แล้วหละจะมัวอายไม่กล้าก็คงจะไม่ได้ผลเพราะโลกปัจจุบันนี้มีการแข่งขันที่สูงเผลออายไปก็อาจจะเสียโอกาสได้ง่ายๆ ผู้เขียนแบ่งตลาดไว้หลายระดับด้วยกันครับ เพราะต้องการศึกษาตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

เริ่มจากตลาดใกล้ตัวก่อนก็แล้วกัน
1. ตลาดใกล้บ้านก็ร้านค้าในหมู่บ้าน ฝากเขาขายไปเถอะเขาชอบอยู่แล้วหละเพราะไม่ต้องรับผิดชอบแค่กินกำไรส่วนต่าง เช่นว่าเราให้ราคาที่มัดละ 5 บาทเดี๋ยวเขาไปบวกเพิ่มเองแหละบางอย่างได้มากกว่าคนปลูกด้วยซ้ำไปมั้ง!!! อาศัยขยันมัดเป็นกำๆ ชุดๆ หน่อยแล้วฝากวางขายตกเย็นไปเก็บเงินหากผักเหลือก็พากลับบ้าน หุหุหุ อาจจะขายได้ไม่มากแต่ก็ควรจะรักษาตลาดเอาไว้เพราะขืนปล่อยว่างไว้แล้ววันหนึ่งมีผักจากสวนอื่นมาวางแทนแล้วจะช้ำใจ

2. ตลาดนัดอาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้งก็ว่ากันไป งานนี้ต้องกล้าคุยกล้าทักทายชนิดที่เรียกว่าน้องๆ หาเสียงเลยละกันทักไปเถอะเดี๋ยวดีเอง แม่ค้าอันนี้เท่าไหร่? ขายดีไหม? ซื้อมาจากไหน? แพงจังผมก็ปลูกลองไปดูที่สวนไหม? แนะเห็นไหมเสร็จเราแล้ว หุ หุ หุ การเดินตลาดนัดบ่อยๆ เป็นการสำรวจตลาดอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจเพราะจะเห็นได้ว่าพืชผักสวนครัวชนิดไหนขายดีบ้าง หรือถ้ามีเวลาก็วางขายเองซะเลยซึ่งก็ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง

3. แม่ค้าซื้อเหมาเจ้าประจำ แม่ค้าส่วนใหญ่จะชอบไปถึงหน้าสวนเพราะต้องการเห็นกำลังผลิต (พูดซะหรูเลย -__-!!!) และหากเป็นแม่ค้าจากหมู่บ้านอื่นหรือขาจรส่วนใหญ่จะรู้ข่าวจากร้านค้าในหมู่บ้านนั่นแหละซึ่งการวางผักหรือผลผลิตทางการเกษตรของเราไว้ที่ร้านค้าบางทีก็มีประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์เช่นกัน

แค่ตลาดใกล้ตัวผักของผู้เขียนก็ไม่พอขายแล้วหละ

4. สำรวจแม่ค้าตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง สองตลาดนี้ได้ชื่อว่าเป็นตลาดสินค้าทางการเกษตรที่ใหญ่มาก หากเพื่อนๆ มีผลผลิตที่มากพอจะใส่รถแล้ววิ่งเข้าตลาดก็เห็นสมควรจะศึกษาไว้แต่เนิ่น เพราะถึงแม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะอาจจะถูกกดราคาจากคนตัดผักหรือพ่อค้าคนกลางที่วิ่งอยู่ในตลาดได้เช่นกัน โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่เคยขายในตลาดแต่ผู้เขียนไปตลาดไทและตลาดสี่มุมเมืองเพื่อไปหาดูแม่ค้าที่มาซื้อผักแล้วก็ติดต่อเขาโดยตรงจะทำให้ไม่เสียค่าแพงผักหรือค่าจอดรถให้ช้ำใจ

5. ขายตรงให้กับผู้บริโภค อย่างที่ทราบกันดี (รึเปล่า ไม่แน่ใจ -__-!!!) ว่าผู้เขียนเป็นมนุษย์เงินเดือนใช้ชีวิตที่น่าเบื่ออยู่ในเมืองหลวงและต้องเทียวไปเทียวมาทุกวันอาทิตย์เลยหยิบผักติดไม้ติดมือมาขายให้แม่ค้าอาหารตามสั่งหน้าปากซอยทุกอาทิตย์ให้มันพอค่าน้ำมันไปกลับ

เห็นไหมหละ!!! ว่าตลาดขายสินค้ามีอยู่ทุกที่ขึ้นอยู่กับเราว่าจะมองเห็นหรือเปล่า วิธีของผู้เขียนยังนับว่าเรียบง่ายเพราะเพื่อนเกษตรบางท่านมีวิธีการตลาดที่น่าสนใจกว่านี้เยอะ ท่านผู้อ่านเคยได้ยินบริการส่งผักตามบ้านที่สั่งด้วยการโทรบอกแล้วก็มาส่งถึงบ้าน ง่าย สะดวกสบาย นั่นหละครับที่ผู้บริโภคมองหาเพราะค่าน้ำมันไปซื้อผักแพงกว่าผักด้วยซ้ำไป คิดให้นอกกรอบครับแล้วจะเห็นช่องทางการตลาดอีกเยอะ นี่ยังไม่นับรวมถึงการวิ่งเข้าหาโรงงานที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งหากเพื่อนๆ มีกำลังผลิตที่มากก็น่าสนใจเลยทีเดียวกับการติดต่อกับโรงงาน

IMG_3306

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ประจำจังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนามได้กล่าวว่าที่ประชุมมีมติวางแผนการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวเพิ่มอีกประมาณ 18,300 – 30,500 ไร่ และมีแผนว่าจะปลูกเพิ่มในอนาคตอีก 42,700 – 91,500 ไร่ในระยะเวลา 3 – 4 ปีข้างหน้า

โดยปัจจุบันเวียดนามมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั้งหมดประมาณ 897,981 ไร่และผลผลิตประมาณ 818,000 ลูกต่อปี ซึ่งปลูกมากที่สุดใน 13 จังหวัดลุ่มปากน้ำโขงโดยนับเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 75 ของผลผลิตมะพร้าวทั้งประเทศ และในจำนวนนี้จังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre) มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวถึง 305,000 ไร่ซึ่งนับเป็นจังหวัดที่ปลูกมากที่สุดในเวียดนามจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งมะพร้าว และก็เป็นที่ตั้งของกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปจากมะพร้าวด้วยเช่นกัน เหตุผลหลักที่จังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre) เป็นแหล่งปลูกมะพร้าวที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามก็เพราะปริมาณน้ำใต้ดิน สภาพดินและแร่ธาตุในดินที่เหมาะสมและเป็นเอกลักษณ์ทำให้มะพร้าวเจริญเติบโตได้ดีโดยผลผลิตในจังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre) สามารถเก็บเกี่ยวได้เฉลี่ย 48 – 50 ลูกต่อต้นต่อปีในขณะที่พื้นที่อื่นสามารถเก็บเกี่ยวได้ 36 – 37 ลูกต่อต้นต่อปี

ราคามะพร้าวของเวียดนามในปัจจุบันได้ปรับราคาขึ้นสูงกว่า 3 – 4 เท่าตัวเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนซึ่งปัจจุบันมีราคา 80,000 – 90,000 ดองต่อมะพร้าวสด 12 ลูก และ 150,000 ดองสำหรับมะพร้าวแก่ที่ใช้ในอุตสาหรกรรม

Coconut



คำถามจากเพื่อนเกษตรท่านหนึ่งที่กำลังมองหาตลาดสำหรับผลผลิตที่เพาะปลูกเอาใจใส่มาอย่างดี ผู้เขียนก็เลยแนะนำไปว่าให้ไปติดต่อที่ฟาร์มเลี้ยงวัวขนาดใหญ่ดูว่ารับซื้อกันราคาเท่าไหร่ หรือไม่ก็สามารถเพิ่มมูลค่าด้วยการทำหญ้าหมักเพื่อยืดอายุผลผลิตแล้วทยอยขายตอนช่วงฤดูขาดแคลนซึ่งก็คือฤดูร้านที่ผลผลิตสด (หรือในกรณีนี้คือหญ้าสด) ขาดแคลน จะว่าไปแล้วหญ้าเลี้ยงสัตว์ยังขาดแคลนไปบางจังหวัดด้วยซ้ำไปถึงขนาดไปขอซื้อข้ามจังหวัดก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ เพราะฉะนั้นฟาร์มเลี้ยงวัวมีที่ไหนรีบเข้าไปทำความรู้จักเลยไม่ต้องกลัวเพราะฟาร์มเองก็ต้องการหญ้าดีมีคุณภาพราคาเหมาะสมไว้เลี้ยงสัตว์เช่นกัน

จะว่ากันตามความเป็นจริงนั้นชาวไทยเราเก่งในเรื่องของการผลิตหลายๆ อย่างเราผลิตหรือเก็บเกี่ยวได้ผลมากกว่าเพื่อนบ้าน แต่ในด้านทักษะการค้าขายหรือการตลาดนั้นนับว่าชาวไทยเราไม่ค่อยถนัดนัก จึงทำให้ภาพรวมของประเทศยังมีปัญหาด้านการตลาดให้เห็นอยู่ร่ำไป นั่นก็อาจจะเป็นเพราะชาวไทยเราไม่เก่งในการเข้าทำความรู้จักคนแปลกหน้าทั้งๆ ที่โรงงานหลายแห่งขาดแคลนสินค้านำมาผลิตจนต้องนำเข้าจากต่างประเทศแต่ชาวไร่ชาวสวนกลับขายผลผลิตไม่ได้และไม่มีที่ขาย เพราะทั้งสองฝ่ายไม่รู้จักกันนั่นเอง (เหตุนี้หละมั้งที่ทำให้เกิดระบบพ่อค้าคนกลางที่อาศัยการเชื่อมโยงระหว่างคน 2 กลุ่มสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองอย่างเป็นกอบเป็นกำ)

การตลาดควรจะมาก่อนการผลิตเสมอ ซึ่งก็หมายถึงการหาตลาดก่อนจึงจะลงมือผลิต หรือผลิตคราวละน้อยเพื่อทดลองตลาดแล้วจึงขยายออกไป แต่ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเพราะการที่เริ่มผลิตโดยไม่ศึกษาตลาดก่อนว่าทิศทางเป็นอย่างไร จนสุดท้ายต้องมาเหนื่อยในการขายหรือไม่ก็ตกเป็นรองพ่อค้าคนกลางเพราะขายสินค้าไม่ออก

หากจะดูกันให้ดีประเทศไทยมักจะมีปัญหาด้านการขนส่งจึงทำให้สินค้าชิดหนึ่งล้นตลาดในจังหวัดหนึ่งแต่อีกจังหวัดหนึ่งยังไม่ได้วางขาย ภาพแบบนี้มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งไปและถ้ามองในมุมกลับกันหากเรามีการขนส่งที่ดีมีการจัดการด้านตลาดที่ดีก็สามารถหาตลาดได้ไม่ยาก เช่นเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนที่ทนราคาตกต่ำไม่ไหวจึงขนใส่รถไปแกะขายในเมืองทำให้จากเดิมได้กิโลกรัมละ 10 บาทกลายเป็นกิโลกรัมละ 80 – 100 บาทลังจากแกะเสร็จ หรือฟาร์มเกษตรปลอดสารพิษที่มีบริการส่งผักตามบ้านโดยการโทรสั่งแล้วก็ไปส่งตามเวลาที่กำหนด หรือฟาร์มเห็ดหลายแห่งที่เริ่มเช่าโกดังในเมืองเพื่อเป็นแหล่งผลิตส่งตลาดโดยตรงโดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เหล่านี้เป็นต้น เกษตรกรยุคใหม่คงไม่สามารถจะนิ่งเฉยได้เหมือนอดีตที่ผ่านมาเพราะกระแสโลกปรับตัวเร็วมากซึ่งเป็นเหตุผลหลักให้ภาคเกษตรอย่างเราต้องปรับตัว

Picture 063



คำถามตามมาเยอะพอสมควรหลังลงบทความเรื่องการปลูกปาล์มน้ำมัน เอะ! นี่แสดงว่าก่อนปลูกไม่ได้ศึกษากันก่อนใช่ไหมเนี่ยะ? แต่ก็นั่นแหละนะการส่งเสริมหรือชี้นำในเชิงนโยบายไม่ค่อยจะมีให้เห็นก็เป็นแบบนี้แหละ

เพื่อนๆ หลายท่านถามว่าแล้วจะทำยังไงหละในเมื่อปลูกไปแล้วถึงแม้จะยังไม่ได้เก็บผลผลิต?
ผู้อ่านก็ไม่รู้ หุหุหุ

แต่กระนั้นก็อยากจะยกตัวอย่างวิธีที่โรงหีบขนาดเล็กกับขนาดกลางในภาคใต้ใช้กันบ่อยๆ เพื่อพยุงราคาตลาดและก็เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับปาล์มน้ำมัน

หากเพื่อนๆ ท่านใดเคยผ่าเมล็ดปาล์มน้ำมันดูก็คงจะรู้ว่าด้านในจะเป็นเมล็ดน้ำมันสีขาวๆ ตันๆ เมล็ดสีขาวนี้บางโรงงานจะหีบเพื่อเอาน้ำมันพร้อมเปลือกหุ้มไปเลยทีเดียว แต่บางครั้งที่ราคาน้ำมันตกต่ำโรงงานบางโรงจะใช้เครื่องแยกเมล็ดน้ำมันนี้ออกจากเปลือกหุ้มที่มีลักษณะเหมือนขุยมะพร้าวแล้วก็นำเปลือกหุ้มไปหีบเอาน้ำมันตามปกติเพราะเก็บไว้นานไม่ได้เดี๋ยวกรดขึ้นกรองยากจัดการลำบาก ส่วนแกนกลางสีขาวๆ ก็จะแยกออกมาแล้วก็จะนำมารมควันหรืออบเพื่อยืดอายุเมล็ดน้ำมันแล้วทำการหีบน้ำมันต่างหากในภายหลังช่วงที่ราคาน้ำมันดีขึ้น (โรงหีบได้กำไรก็ตรงนี้แหละ ซื้อมาถูกแต่ยืดอายุออกไปขายในช่วงแพง)

สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มแล้วกาบหุ้ม เปลือกหุ้ม (สุดแท้แต่จะเรียกเพราะผู้เขียนก็เรียกไม่เคยถูก) ถือว่าเป็นน้ำมันเกรด C เพราะแปรรูปยาก ปรุงนู้น ปรุงนี่ ยุ่งยากไปหมดแถมยังใช้ประโยชน์ได้น้อย ส่วนเมล็ดแกนกลางสีขาวนั้นจัดว่าเป็นน้ำมันเกรด A ที่สามารถใช้ทำน้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง นี่แหละตัวสำคัญเลยทีเดียว หรือจะมองอีกมุมหนึ่งก็คือปาล์มน้ำมันที่มีพันธุ์ดีนั้นนอกจากลูกดก ทะลายใหญ่แล้วเมล็ดแกนกลางยังต้องใหญ่อีกด้วยเพราะเป็นส่วนที่มีมูลค่ามากที่สุด

Oil Palm Seed

*** ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและก้ขออภัยเพื่อนๆ ชาวเกษตรด้วยจริงๆ ครับ ที่ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ให้ดูกันอย่างละเอียดเพราะไม่นึกไม่ฝันว่าวันหนึ่งจะได้มารับใช้ตอบคำถามเพื่อนๆ ผ่านตัวหนังสือเช่นนี้ ไม่ได้ถือเป็นภาระนะครับตรงกันข้ามรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติ***

แล้วเราเรียนรู้อะไรจากวิธีการแบบนี้บ้างหละ?

หากจะพยุงราคาก็ควรที่จะเรียนรู้เรื่องการถ่วงเวลา ประวิงเวลา ถนอมเมล็ดไว้จนกว่าจะถึงช่วงที่ราคาขึ้นสูง เพราะกลไลตลาดมีขึ้นมีลงตลอดเวลา

แต่หากจะเพิ่มมูลค่าก็ต้องรู้จักคัดส่วนที่สำคัญที่มีมูลค่าออกมาแปรรูปหรือเพื่อจำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมอื่นเพราะปาล์มน้ำมันนั้นไม่ได้เป็นแค่น้ำมันพืชอย่างเดียว



อย่างที่ท่านผู้อ่านทราบกันดีอยู่แล้วว่ากล้วยนั้นมีประโยชน์เหลือคณานับ ทั้งด้านโภชนาการและการใช้สอย ตั้งแต่รากเหง้าทำยาจนถึงปลายใบที่ใช้ห่อขนม ความต้องการใช้ผลกล้วยนั้นมีปริมาณมหาศาลในแต่ละปีและดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี ความต้องการใบกล้วยก็มีไม่แพ้กันโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาลที่บางช่วงถึงกับขาดแคลน ทำให้ชาวสวนหันมาปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายกันมากขึ้นเพราะเป็นรายได้เสริมที่สร้างรายได้เป็นอย่างดี
หากท่านผู้อ่านต้องการปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขาย อยากจะแนะนำกล้วยตานี (ไม่เกี่ยวกับนางตานีแต่อย่างใด) เพราะเนื่องจากใบของกล้วยตานีจะมีลักษณะพิเศษที่เหนียวกว่าพันธุ์อื่นๆ และไม่ฉีกง่ายหรือแตกเป็นใบย่อยๆ เมื่อเจอกับอากาศร้อนหรือลมแรงๆ โดยปกติแล้วกล้วยจะให้ผลผลิตช่วงอายุ 9 เดือนเป็นต้นไป แต่การตัดใบกล้วยตานีขายสามารถทำได้ในช่วงเวลาเพียง 3 หรือ 4 เดือน

Picture 122

เป็นอีกหนึ่งวิธีหารายได้จากกล้วยที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง หากเพื่อนๆ ท่านไหนอาศัยอยู่ใกล้ตลาดก็สามารถสร้างลูกค้าได้ไม่ยากและสร้างมูลค่าได้เป็นอย่างดี เพราะความต้องการของตลาดไม่ได้ลดลงเลยและโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาลต่างๆ ที่ทำให้ราคาพุ่งขึ้นไปถึงมัดละ 120 – 150 บาท



คงจะดีไม่น้อยหากวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ของเรานั้นสามารถแยกแยะเพศของมะละกอได้ตั้งแต่เล็กคงจะมีมูลค่าทางการค้าอย่างมหาศาลเพราะประหยัดเวลา ทรัพยาการและเพิ่มความแม่นยำในการลงทุนปลุกมะละกอได้ไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุเพศมะละกอได้ในขณะเป็นต้นอ่อน จึงจำเป็นต้องเลี้ยงไว้ดุเล่นจนออกดอกช่วงอายุ 3 – 4 เดือนหลังจากปลูกแล้วจึงสามารถคัดแยกเพศเพื่อต้นที่สมบูรณ์และดีที่สุดเพื่อผลทางการค้า และหวังว่าในอนาคตนั้นคงจะมีวิธีคัดแยกเพศมะละกออย่างได้ผล

มะละกอนั้นมีอยู่ 3 เพศด้วยกัน

1. ดอกเพศผู้

มีลักษณะเป็นก้านช่อยาวๆ และส่วนเกสรจะอยู่ด้านปลายก้าน โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีเกสรตัวผู้อยู่ประมาณ 10 อันและเพศเมียอยู่น้อยมากจนแทบจะหาไม่เจอ ดิกเพศผู้นั้นมักจะไม่ติดผลยกเว้นเสียแต่ในสภาพอากาศที่เย็นจัดๆ ความชื้นสูงอกเพศผู้อาจจะแปลงสภาพเป็นเพศเมียแล้วติดผล แต่ผลก็ได้นั้นไม่ค่อยมีคุณภาพ เนื้อบาง กลวง รูปร่างผลกลมหรืออาจจะบิดเบี้ยวผิดรูปจึงไม่ค่อยเป็นที่ต้องการของตลาด โดยส่วนใหญ่แล้วชาวสวนมะละกอจะโค่นทิ้งเพราะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

2. ดอกเพศเมีย

มีลักษณะตูมบาน (อะแหล่งแฉ่งบานกะโท่โล่) จะไม่มีเกสรตัวผู้จึงต้องคอยเกสรตัวผู้จากต้นอื่นเพื่อติดผล โดยลักษณะผลที่ได้จากดอกตัวเมียนั้นมักจะมีลักษณะกลม เนื้อบาง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดและเกษตรกรชาวสวนก็มักจะโค่นทิ้งอีกเช่นกันเพราะไม่คุ้มค่า หากแต่ท่านผู้อ่านจะปลูกไว้ดูเล่น ทานเล่นก็ไม่ว่ากันแต่ถ้าจะปลูกเพื่อเชิงการค้าขอแนะนำว่าควรจะโค่นทิ้งเพราะขายผลผลิตไม่ค่อยออก แม่ค้าตามตลาดหรือผู้บริโภคไม่นิยม

3. ดอกสมบูรณ์เพศ (มีสองเพศในอันเดียวกัน)

มะละกอต้นสมบูรณ์เพศ ช่อดอกแตกแขนงสั้น อาจจะประกอบด้วยดอกตัวผู้และดอกสมบูรณ์เพศในช่อดอกเดียวกันก็ได้ แต่ดอกสมบูรณ์เพศก่อนบานจะมีลักษณะเรียวยาว กลีบดอกส่วนที่เป็นหลอดจะหุ้มส่วนของรังไข่ ส่วนกลีบดอกที่แยกกันจะเปิดออกเมื่อดอกบาน ถ้าเด็ดกลีบดอกออกจะเห็นอับเกสรตัวผู้ 10 อัน เรียงรอบใต้ส่วนของยอดเกสรตัวเมีย เมื่อละอองเกสรตัวผู้ฟุ้งกระจาย ขณะดอกบานก็จะผสมตัวเองได้หรือแมลงพาเกสรตัวผู้ไปผสมกับดอกที่บานดอกอื่น หรือดอกตัวเมียบนต้นตัวเมีย ทำให้ติดเป็นผล

โดยดอกสมบูรณ์เพศนั้นก็จำแนกได้ 3 แบบคือ

3.1 ดอกสมบูรณ์เพศแบบแพนเดรีย (Pentandria) นั้นเป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีรังไข่เป็นพลูและมีก้านชูอับเกสรตัวผู้อยู่ที่โคนรังไข่ ทำให้ผลผลิตที่ออกมาเป็นพลูเหมือนทุเรียน จึงไม่เป็นที่นิยมของตลาด

3.2 ดอกสมบูรณ์เพศแบบอินเทอร์มีเดียท (Intermediate) คือ ดอกสมบูรณ์เพศที่มีก้านชูอับเกสรตัวผู้อยู่บริเวณรังไข่ด้านใดด้านหนึ่ง ตรงกลางของรังไข่เมื่อผสมติดแล้วทำให้ผลมีแผลหรือบิดเบี้ยวด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

3.3 ดอกสมบูรณ์เพศแบบอีลองกาต้า (Elongata) คือดอกสมบูรณ์เพศที่มีรังไข่ทรงกระบอกและอับเกสรตัวผู้เกิดบริเวณโคนกลีบดอก ดอกสมบูรณ์เพศแบบอีลองกาต้านี้จะได้ผลมะละกอเป็นรูปทรงกระบอกยาว ค่อนข้างเสมอต้นเสมอปลายหรือมีป่องท้ายบ้างเล็กน้อย เป็นที่ต้องการของตลาดและขายได้ราคาดี

**(เยอะนะ มะละกอเนี่ยะ ไหนบอกปลอกง่าย เอ้ยยยย  ปลูกง่ายไง) แฮะๆ ปลูกนะมันง่ายครับเพราะมะละกอเป็นพืชที่ทนพอสมควรเลยทีเดียวแต่หากจะปลูกให้ได้ผลดีนั้นคงต้องศึกษาวิธีการและวิธีบำรุงเสียเล็กน้อยเพื่อผลผลิตอันคุ้มค่ากับการลงทุนครับ**

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้มีโอกาสแค่ 1 ใน 3 ที่จะได้ต้นมะละกอที่ดีที่สุดสมบูรณ์ที่สุดมาปลูก โดยส่วนใหญ่แล้วชาวสวนมะละกอมักจะเพาะเมล็ดไว้ 3-5 ต้นต่อหนึ่งถุงเพราะว่าไม่สามารถจะกำหนดเพศของมะละกอจากเมล็ดพันธุ์ได้นั่นเอง จึงต้องเพาะไว้หลายๆ ต้นเพื่อคัดเอาแต่มะละกอสมบูรณ์เพศที่ดีที่สุดในถุงนั้นๆไว้ปลูกเป็นต้นหลักและจะตัดที่เหลือทิ้งและจะเหลือไว้เพียงหนึ่งต้นเท่านั้น และมะละกอนั้นจะเริ่มออกดอกมาให้เห็นช่วงเดือนที่ 3 – 4 หลังจากที่ปลูกลงดิน

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน