Posts Tagged ‘พืชผักสวนครัว’

ความสำคัญของน้ำกับการปลูกผักหน้าร้อน



นานๆ ทีจะได้มีโอกาสลาหยุดวันเสาร์กับเขาเสียที ซึ่งปกติก็ทำงานเหมือนทาสอยู่ 6 วันต่อสัปดาห์ในเมืองใหญ่อันน่าเบื่อ!!
วันนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการมาบ่นและเล่าสู่กันฟัง อิอิอิ

นานๆ ทีได้โอกาสเลยไปเยี่ยมเยียนคุณลุงคุณป้าข้างบ้านที่เคยไปติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ในสวนผักให้เมื่อ 2 เดือนก่อนเพราะปกติแล้วท่านทั้งสองมักจะบ่นว่าฤดูร้อนไม่มีรายได้อะไรเลยเพราะปลูกผักไปก็ตายเกือบหมดหรือไม่ก็ดอกร่วงจนไม่ติดดอกออกผล ติดตั้งกันแบบฟรีๆ ไม่คิดค่าแรง วัสดุอุปกรณ์อันไหนเหลือใช้จากที่สวนก็ขนๆ ไปใส่ให้จนสุดท้ายก็ออกมาให้เห็นอย่างในภาพ

Picture 493

ปกติคุณลุงคุณป้ามีอาชีพหลักคือชาวสวนไร่อ้อยและมันสำปะหลังที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละครั้ง แต่ก็ประสบปัญหาขาดทุนบ้าง กำไรบ้าง เสมอตัวบ้างเรื่อยๆ มา แต่มาคราวนี้ก็ได้ยุยงส่งเสริมให้ไถอ้อยทิ้งไป 1 ไร่เพื่อทดลองเปลี่ยนเป็นแปลงผักสวนครัวที่มีลักษณะการหมุนเวียนของผลผลิตที่เร็วขึ้นซึ่งนั่นก็หมายถึงว่ารายได้เริ่มจะมีแบบรายวันเพราะได้แนะนำให้รู้จักแม่ค้าเจ้าประจำที่มารับผักที่สวนให้แวะมาเยี่ยมแปลงผักของคุณลุงคุณป้าบ้าง ผลการทดลองนี้ก็ดูจะได้ผลตามที่คาดหมายเพราะคุณลุงคุณป้าไม่บ่นเรื่องรายได้ที่ขาดมือแล้วเพราะปัจจุบันมีรายได้เสริมจากการขายพืชผักสวนครัว ผักชี แตงกวา มะเขือเทศ และถั่วฝักยาวให้กับแม่ค้าทุกๆวัน แต่หันมาบ่นเรื่องปวดหลังแทนเพราะอยู่ในสวนผักทั้งวัน หุ หุ หุ

Picture 498

คุณลุงคุณป้าพึ่งปลูกมะเขือเทศไปได้ไม่กี่อาทิตย์และกำลังรอให้มะเขือเทศโตผู้เขียนจึงแนะนำให้ปลูกแตงกวากลางร่องผักเพื่อคลุมดินรักษาความชื้นและใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์
การปลูกแตงกวานั้นทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากหรือหากจะปลูกแบบเลื้อยไปกับพื้นก็ได้เช่นกัน เพียงแค่ระยะเวลา 1 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว โดยอัตราผลผิตนั้นหากปลูกแบบจริงจังก็จะได้ประมาณ 1 – 1.5 ตันต่อไร่ หากปลูกแบบเล่นๆ โดยหวังแค่ใช้พื้นที่ในร่องผักให้เป็นประโยชน์ก็จะได้ประมาณ 400 – 600 กิโลกรัมต่อรอบ เอะ!! จะว่าไปก็เยอะเหมือนกันนะเนี่ยะ โดยแถวระแวกนั้นก็จะขายกันในราคาหน้าสวนที่กิโลกรัมละ 10 บาท

Picture 496

Picture 495

Picture 494

จะว่าไปแล้วน้ำก็จัดว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกผักในช่วงหน้าร้อนซึ่งพืชต้องการน้ำสำหรับการดำรงชีวิตและการเจริญเติบโตมากเป็นพิเศษ เพราะพืชคายน้ำและสูญเสียน้ำไปกับอากาศที่ร้อนมากกว่าปกติและลมร้อนที่พัดอยู่ตลอดเวลาทำให้ปริมาณน้ำในตัวพืชนั้นลดลงและพืชก็ต้องการน้ำเพิ่มมากกว่าปกติเพื่อนำมาทดแทน ดังนั้นการปลูกพืชหน้าร้อนในปัจจุบันจึงต้องมีการวางระบบน้ำที่ดีเพื่อผลผลิตที่คุ้มค่า และการใช้วัสดุคลุมดินต่างๆ เพื่อรักษาความชื้นในดินไว้ให้ได้มากที่สุด โลกเราร้อนขึ้นทุกทีๆ เฮ้ออออ -__-!!!

สูตรน้ำหมักชีวภาพ



สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 1
วัสดุที่ใช้
ไข่ไก่ 5 กิโลกรัม, แป้งลูกหมาก 1 ลูก, นมเปรี้ยว 1 ขวด, กากน้ำตาล 5 กิโลกรัมและน้ำ 20 ลิตร
วิธีการทำ
นำไข่ไก่มาบดพร้อมเปลือกใส่ลงในถังแล้วตามด้วยแป้งข้าวหมากจากนั้นเทนมเปรี้ยว กากน้ำตาลและน้ำใส่ตามลงไปในถังหรือภาชนะที่เตรียมไว้แล้วคนให้เข้ากัน หลังจากนั้นปิดฝาถังแต่ไม่ต้องสนิทและตั้งทิ้งไว้ในร่ม หมักทิ้งไว้ 15-20 วันและแนะนำให้คนเป็นระยะเพื่อที่จุลินทรีย์จะได้อากาศทำให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อหมักได้นานตามระยะเวลาที่กำหนดแล้วควรกรองเอาน้ำแล้วแยกกากออกแล้วจึงนำมาใช้งานได้
การนำไปใช้
ใช้กับพืชผักในอัตราไม่เกิน 5 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตรแล้วฉีดพ่นหรือรดบริเวณลำต้นจะทำให้เจริญเติบโตได้ดีและดินจะปรับสภาพให้เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะเนื่องจากจุลินทรีย์จะช่วยให้การย่อยสลายอินทรีย์วัตถุบริเวณที่รดดีขึ้นทำให้พืชดูดซึมสารอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ดี
———————————-
สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 2

วัสดุที่ใช้
รกหมู-รกวัว, เศษผัก, กากน้ำตาล 10 กิโลกรัมและพด.2 จำนวน 1 ซองเพื่อเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์
วิธีการทำ
นำรกหมูหรือรกวัวต้มสับให้ละเอียดแล้วเทลงในถังตามด้วยเศษผัก กากน้ำตาลและพด.2 แล้วใส่น้ำพอท่วม หลังจากนั้นคนให้ทั่วแล้วปิดฝาแต่ไม่ต้องสนิทแล้วตั้งทิ้งไว้ในร่ม คนเป็นระยะเพื่อให้จุลินทรีย์โดนอากาศบ้าง หมักทิ้งไว้ 15 – 20 วันแล้วกรองเอาน้ำมาใช้งานได้
การนำไปใช้
ใช้กับพืชผักในอัตรา 2 – 3 ช้องแกงต่อน้ำ 10 ลิตร
———————————-
สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 3
วัสดุที่ใช้
โครงไก่ดิบ 50 กิโลกรัม , ไข่ (ทั้งเปลือก) จำนวน 12 ฟอง, สับปะรด 2 ลูก, รำละเอียด 5 กิโลกรัม, นมสด 2 กิโลกรัม, ข้าวสุก 5 กิโลกรัม, น้ำมะพร้าว 20 ลิตร, กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม, พด.2 จำนวน 1 ซอง
วิธีการทำ
สับโครงไก่ดิบใส่ลงในถังที่เตรียมไว้ (ถ้าต้องการหมักเพียง 1 เดือนต้องสับไก่ให้ละเอียด ถ้าระยะยาวไม่ต้องสับให้ละเอียด การสับเศาวัสดุเหล่านี้ให้ละเอียดมีผลต่อระยะเวลาการหมักเพราะจุลินทรีย์สามารถย่อยสลายแล้วใช้เป็นอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเศาวัสดุที่เป็นชิ้นใหญ่) ตามด้วยไข่ดิบทั้งเปลือกที่บดแล้ว สับปะรด รำละเอียด นมสด ข้าวสุก น้ำมะพร้าว กากน้ำตาลและพด.2 สำหรับเป็นหัวเชื้อเร่ง (โดยปกติแล้วจุลินทรีย์จะมีอยู่แล้วตามธรรมชาติแต่ถ้าหากมีสารตั้งต้นเป็นตัวเร่งก็จะทำให้ทำงานได้ดีขึ้นและลดระยะเวลาลง) แล้วใส่น้ำลงในถังหรือภาชนะพอท่วมแล้วคนให้ทั่วหลังจากนั้นจึงปิดฝาไม่ต้องสนิทแล้วตั้งทิ้งไว้ในร่ม คนเป็นระยะเพื่อให้จุลินทรีย์ได้รับอากาศ หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือนก็สามารถนำไปใช้งาน หรืออาจจะเก็บใส่ขวดพลาสติกไว้ใช้งานในเวลาต่อไป การเก็บลักษณะนี้สามารถเก็บไว้ได้นาน 2 – 3 เดือน
การนำไปใช้งาน
ใช้กับพืชผักสวนครัวในอัตราไม่เกิน 5 ช้อนแกงผสมน้ำ 20 ลิตรแล้วพ่นหรือราดบริเวณเพาะปลูกจะทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและดินจะปรับสภาพโดยจุลินทรีย์ให้เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะเนื่องจากจุลินทรีย์จะช่วยให้การย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินบริเวณที่รดให้ดีขึ้นส่งผลให้พืชดูดซึมสารอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ดี

หากสังเกตดีๆจะเห็นได้ว่าการเลือกใช้วัสดุสำหรับนำมาทำน้ำหมักชีวภาพนั้นจะเน้นไปที่วัสดุเหลือใช้ที่มีในท้องถิ่นนั้นๆ หรือที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นแล้วนำมาประยุกต์ตามความเหมาะสม ซึ่งท่านผู้อ่านก็สามารถหาวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ได้เช่นกันโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อหรือเสาะหาให้ยุ่งยาก ซึ่งก็ตรงตามจุดประสงค์ที่ได้คาดหวังไว้คือใช้เศษวัสดุในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ต้องกล่าวขอบพระคุณ คุณวิเชียร สุขขี ผู้ให้สูตรน้ำหมักชีวภาพมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
004

ปลูกพริกปลอดสารพิษไว้ทานในครัวเรือน


เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งท้วงติงผู้เขียนว่าไม่เล่าเรื่องพริกซักหน่อยเหรอ? อยากจะปลูกพริกเพื่อการค้า -__-!!!
สาเหตุที่ไม่ค่อยคุยเรื่องพริกก็เพราะเรื่องการตลาดและราคาของพริกค่อนข้างผันผวน โชคดีก็เหมือนถูกหวยหากซวยขึ้นมาก็ขาดทุน หากคิดจะปลูกไว้ทานเล่นหรือใช้ประโยชน์ในครัวเรื่อนก็อยากจะสนับสนุนเพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและใช้เวลาว่างให่เกิดประโยชน์แต่ถ้าหากปลูกเพื่อการค้าก็ต้องศึกษาตลาดกันดีๆ ข้อสำคัญของการปลูกพริกก็คือการคาดการณ์ตลาดเพราะการปลูกพริกเพื่อการค้านั้นหากไม่มีตลาดรองรับหรือโรงงานรับซื้อประจำแล้วก็ควรจะศึกษาตลาดดูก่อนเพราะพริกมีราคาที่ผันผวนและเกี่ยวข้องกับฤดูเกี่ยวข้าวเนื่องจากชาวนาภาคกลางหลายรายนิยมปลูกพริกหลังจากเกี่ยวข้าวทำให้ผลผลิตออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในเวลาพร้อมกัน

พริกนั้นนับเป็นพืชผักสวนครัวสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาชั้นเลิศชนิดหนึ่งเพราะพริกทุกชนิดจะมีสาร ” แคปไซซิน ” มีสรรพคุณช่วยระบบทางเดินหายใจ ความดันโลหิตและหัวใจ ช่วยขับเหงื่อมีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็งได้ แต่ไม่ควรทานเยอะและบ่อยเพราะจะทำให้ระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารทำได้ไม่ดี และควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะทำให้เลือดไม่จับตัวเป็นก้อนและเลือดไหลเวียนได้ดี

พริกในด้านการค้านั้นมีอยูาหลายชนิดและแต่ละชนิดก็ราคาแตกต่างกันตามลักษณะพันธุ์และการใช้งาน แต่วันนี้คงจะมาพูดกันถึงการปลูกพริกเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนซึ่งไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมากมายแต่หากปลูกเพื่อการค้าจะต้องอาศัยการดูแลอย่างดีจึงจะได้ผลผลิตคุ้มค่า

วิธีปลูกพริก
1. เตรียมหลุมปลูกขนาด 20 x 20 ซม. และลึก 20 ซม. แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก

2. นำเมล็ดพริกมาแช่น้ำอุ่น 3 – 4 ชั่วโมงหรือน้ำธรรมดา 1 คืน

3. เตรียมเพาะกล้าพริกในแปลงเพาะหรือถาดหลุมโดยหย่อนลงไปประมาณ 2 – 3 เมล็ดต่อหลุมเพื่อคัดต้นที่สมบูรณ์ในภายหลัง แล้วรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็นเป็นเวลาประมาณ 10 – 15 วันแล้วจึงย้ายลงหลุมปลูกที่เตรียมไว้

4. ย้ายกล้าพริกลงหลุมปลูกที่เตรียมไว้แล้วรดน้ำให้ชุ่ม อาจจะเห็นว่าต้นพริกดูเหี่ยวเฉาในช่วงแรกเพราะรากยังไม่ได้ปรับสภาพแต่จะดีขึ้นในระยะ 3 – 4 วันให้หลัง หากพื้นที่ปลูกมีแดดจีดควรหาวัสดุคลุมแปลงเพื่อลดความแรงของแดดในช่วงแรก

5. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักทุกๆ 10 – 15 วันเพื่อการบำรุงลำต้นและแตกดอกที่เร็วขึ้น

chilly-(1)

6. พริกจะเริ่มให้ผลผลิตช่วงระยะเวลาประมาณ 75 – 90 วันหลังจากย้ายลงหลุมปลูกโดยจะสามารถเก็บผลผลิตได้เรื่อยๆ จนกว่าจะเริ่มแก่ที่อายุ 7 – 8 เดือนแต่หากบำรุงรักษาต้นพริกอย่างดีจะสามารถยืดอายุการให้ผลผลิตได้ถึง 1 ปี

*** เพียงขั้นตอนสำหรับปลูกพริกเกือบทุกชนิดง่ายๆ เพื่อนๆ ก็จะมีพริกสดปลอดสารพิษไว้รับประทานโดยไม่ต้องซื้อหาให้เสียเงิน หลายๆ ท่านนำไปปฏิบัติแล้วบอกว่าลืมราคาพริกที่ตลาดไปเลย หุหุหุ ***

chilly

ผักคะน้าราคาดี



เพื่อนๆ ผู้อ่านหลายท่านคงเริ่มสงสัยว่าทำไมอาทิตย์นี้คุยเรื่องพืชผักสวนครัวบ่อยจัง? ส่วนหนึ่งนั้นมาจากคำถามของเพื่อนๆ และอีกส่วนหนึ่งก็อยากจะกระตุ้นให้เกิดการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และก็หัดพึ่งพาตนเองให้ได้มากกว่านี้ซึ่งอย่างน้อยก็เรื่องพืชผักสวนครัวที่อยู่รอบตัวและสามารถปลูกโดยใช้พื้นที่น้อยๆ ได้ เช่น กระถางหรือขวดพลาสติกยังทำได้เลย และระยะนี้กำลังเหมาะที่จะปลูกเพื่อขายให้ได้ราคา

วันนี้ว่ากันด้วยเรื่องผักคะน้าที่ราคามีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกทีๆ มีอยู่ไม่กี่เดือนที่ราคาคะน้าจะตกลงมาแต่ที่เหลือราคาขึ้นไปเรื่อยๆ จึงนับว่าเป็นพืชผักสวนครัวอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจปลูกทานได้ปลูกขายดี และที่แน่ๆ ตลาดยังไปได้อีกไกลถ้าท่านปลูกส่งตลาดทัน -__-!!! เพราะคะน้าเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดเวลาและเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวันเรา เอาเป็นว่าทุกคนรู้จักผักคะน้าและที่สำคัญยังไม่เคยเห็นดาราคนไหนแพ้คะน้าออกข่าวหนังสือพิมพ์ -__-!!! แค่ปลูก 45 – 55 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วและปลูกได้ตลอดทั้งปีถ้ามีแรงแต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลูกได้ผลดีที่สุดคือช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน

คะน้าในมุมมองของสารอาหารและโภชนาการนั้นก็น่าสนใจเพราะมีแคลเซี่ยมสูงทั้งยังมี วิตามินซี โฟเลต เบต้าแคโรทีน วิตามินบี3 เหล็ก สารลูทีนที่ช่วยเรื่องต้อลดต้อกระจก ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในบริมาณที่มากเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มผักใบเขียว ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงสายตาและช่วยเรื่องโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี

วิธีการปลูกคะน้า
1. เตรียมแปลงปลูกโดยขึ้นรูปร่องสูง 20 ซม. จากระดับพื้นดินเพราะพืชผักสวนครัวจะไม่ชอบดินเปียกแฉะและน้ำขังเพราะจะตามมาด้วยโรคและเชื้อรามากมาย ส่วนความกว้างนั้น 1 – 1.20 เมตรตามความเหมาะสมส่วนความยาวนั้นตามลักษณะพื้นที่

2. เตรียมดินให้ละเอียดด้วยการไถพรวนคลุกกับปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก (โดยเฉพาะมูลไก่แนะนำเป็นพิเศษ) และปูนขาวเพื่อปรับสภาพแล้วตากดินไว้ 5 – 7 วันเพื่อลดการติดเชื้อและกำจัดวัชพืชในระดับหนึ่ง

IMG_3404

3. การเตรียมกล้าสำหรับปลูกนั้นมีอยู่ 3 วิธีด้วยกันคือ 1. สามารถเพาะกล้าในถาดหลุมแล้วย้ายมาปลูกลงแปลงในภายหลังโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกจำนวนน้อยหรือปลูกทานภายในครัวเรือน 2. สามารถเพาะกล้าในแปลงเพาะก่อนโดยการเตรียมดินให้ละเอียดแล้วโรยเมล็ดพร้อมทั้งคลุมด้วยวัสดุคลุมดินเช่นฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็นเป็นเวลา 7 วันก็จะเห็นการงอกแล้วจึงย้ายไปลงแปลงปลูกหลังจากต้นกล้ามีอายุประมาณ 20 – 25 วันโดยเลือกต้นที่แข็งแรงลงแปลงปลูกให้มีระยะห่าง 10 – 15 ซม. ระหว่างต้น วิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกขนาดกลาง 3. เกษตรกรที่ปลูกคะน้าเป็นอาชีพนิยมหว่านเมล็ดลงแปลงโดยตรงแล้วคลุมด้วยฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำตามจนชุ่มโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดใหญ่

IMG_3406

4. การดูแลรักษาผักคะน้าดูจะเป็นงานที่ละเอียดอ่อนทั้งเรื่องปุ๋ยและเรื่องแมลงเพราะคะน้านับว่าเป็นที่โปรดปรานของหนอนเกือบทุกประเภทจึงจำเป็นต้องป้องกันไว้โดยการฉีดพ่นยาไล่แมลงสารสะกัดจากสะเดาทุกๆ 5 – 7 วันเพื่อเคลือบใบกันแมลงวางไข่ ส่วนปุ๋ยนั้นผักคะน้าชอบไนโตรเจนมากเป็นพิเศษจึงต้องเป็นสูตร 12-8-8 หรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกที่มีส่วนผสมของใบก้ามปูหรือมูลไก่จะช่วยทดแทนได้แต่อาจจะใช้ปริมาณที่มากหน่อย

IMG_3320

5. การเก็บเกี่ยวนั้นสามารถทำได้ในระยะเวลา 45 – 55 วัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดว่าต้องการคะน้าอ่อนหรือแก่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วระยะ 45 วันถือเป็นขนาดที่ตลาดนิยม

หวังรวยด้วยถั่วฝักยาว



เพื่อนๆ ถามกันเยอะครับว่าหน้าร้อนนี้ปลูกอะไรดี คำตอบก็ยังเป็นเหมือนเดิมครับปลูกพืชผักสวนครัวที่โตทันเดือนเมษายน รับรองเห็นเงินครับ

ส่วนเพื่อนๆ ที่ถามผู้เขียนว่าปลูกอะไรรอฤดูร้อนนี้? จริงๆ พืชแต่ละอย่างก็แล้วแต่ตลาดในพื้นที่นั้นๆ ด้วยเหมือนกัน เช่น เพื่อนๆ บางท่านปลูกผักพื้นบ้าน ผักกรูด ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ส่วนตัวผู้เขียนนั้นปลูกถั่วผักยาวไว้รอครับเพราะต้องชำระแค้นกับแดดเมื่อเมษายนที่ผ่านมาเสียหนึ่งรอบเพราะเผาดอกถั่วฝักยาวที่สวนจนร่วงหล่นลงพื้นทำให้น้ำตาผู้เขียนร่วงตามจากความเสียดายเงิน กิโลกรัมละ 25 บาทราคาหน้าสวนแบบคละขนาดเลยนะท่านผู้อ่าน ขึ้นเป็น 2 เท่าของปกติแต่ก็ไม่มีปัญญาส่งให้แม่ค้าเพราะดอกร่วงหมดและปีนี้ก็เตรียมตัวมาดีพอสมควร หุหุหุ ระบบน้ำวางเรียบร้อย ผ้าใบกันแดดขึงเรียบร้อย หุหุหุ ม่ะ มาลองกันซักตั้ง

ถั่วฝักยาวนั้นปลูกง่ายๆ เก็ยเกี่ยวได้ไวหากเพื่อนๆ ท่านไหนอยากลองปลูกก็อยากจะสนับสนุนครับ
ขั้นตอนนั้นก็ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนขอเพียงมีการดูแลเอาใจใส่ก็จะเก็บดอกเก็บผลได้อย่างน่าชื่นใจ ปลูกง่ายๆ แต่ถ้าจะปลูกเพื่อการค้าก็ต้องใส่ใจกันหน่อย ^_^ อายุ 50 – 60 วันก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

1. ถั่วฝักยาวชอบดินที่มีความเป็นกรด – ด่างเป็นกลาง (5.5 – 6.0) เพราะฉะนั้นการเตรียมดินจึงต้องให้เหมาะสมทั้งการระบายน้ำ ปริมาณธาตุอาการโดยการยกร่องกว้าง 1.20 – 1.50 เมตรแล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดินแล้วตากดินไว้ 7 – 10 วันเพื่อฆ่าเชื้อราต่างๆ และแมลงศัตรูพืชที่ยังอยู่ในดิน หรือหากมีปูนขาวปูนมานก็จะช่วยได้อีกแรงโดยการโรยบางๆ ให้ทั่วเพื่อปรับสภาพดิน

2. ขุดหลุมปลูกระยะห่าง 50 – 60 เซนติเมตรแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอีกครั้งแล้วตามด้วยการหยอดเมล็ด 2 – 3 เมล็ดต่อหลุม กลบดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่ามากจนแฉะทุกวันจนกว่าเมล็ดจะงอก

3. หลักจากเมล็ดงอกแล้วควรหาไม้มาปักเพื่อให้เถาของถั่วฝักยาวมีที่เกาะและเลื้อย เกษตรกรบางรายปักสลับบางรายปักไคว้หรือบางรายปักตรงซึ่งแล้วแต่พื้นที่และลักษณะการเก็บเกี่ยว ส่วนผู้เขียนนั้นปักตรงครับเพราะรู้สึกว่าเก็บง่ายและปลูกได้จำนวนต้นที่มากกว่า

IMG_3366

4. ช่วงระยะออกดอกไม่ควรให้น้ำขาดเพราะจะทำให้ดอกร่วงหรือไม่ติดฝักได้ และควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหลังจากที่ดอกเริ่มติดฝักแล้ว
IMG_3348

5. การเก็บเกี่ยวนั้นแล้วแต่ขนาดที่ต้องการของตลาดโดยถั่วฝักยาวสามารถเก็บเกี่ยวได้ในระยะเวลา 50 – 60 วันหลังจากปลูก โดยสามารถเก็บได้ช่วงเช้าหรือเย็นทุกๆ 2 – 3 วันขึ้นอยู่กับขนาดที่ต้องการ

*** ถั่วฝักยากเป็นพืชที่ชอบแดดแต่ดอกร่วงมากเพราะแดดช่วงหน้าร้อนจึงอยากจะแนะนำให้คลุมด้วยผ้าใบกันแดดหรือแสกลนเพื่อไม่ให้แดดโดนดอกถั่วโดยตรงจนทำให้ดอกแห้งร่วง

IMG_3356

ช่วงนี้ปลูกผักอะไรถึงจะขายได้ราคาดี



ช่วงนี้ปลูกผักอะไรถึงจะขายได้ราคาดี

เช้ามกราคมกับอากาศแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็นตามแบบฉบับภูมิอากาศของ กทม. แต่ส่วนอื่นของประเทศก็ร้อนบ้างหนาวบ้างแตกต่างกันไป

เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งถามว่า “ช่วงนี้ปลูกอะไรดี”

ด้วยความรู้อันน้อยนิดและความเห็นส่วนตัวก็อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆชาวเกษตรดูว่าพืชล้มลุก หรือพืชผักสวนครัวอะไรราคาแพงในช่วงหน้าร้อน จริงๆ แล้วช่วงหน้าร้อนก็แพงเกือบทุกอย่างด้วยสาเหตุหลายปัจจัย เช่น คนหยุดงานช่วงสงกรานต์ทำให้การขนส่งหยุดชะงัก ช่วงภัยแล้งมาเยือนทำให้ขาดน้ำในการเกษตร อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้พืชพันธุ์ต่างๆ ติดดอกออกผลน้อยลง ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างเหล่านี้ทำให้สินค้าการเกษตรประเภทพืชผักมีราคาที่แพงขึ้นอย่างน่าตกใจ

เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาราคาถั่วฝักยาวที่ขายหน้าสวนผู้เขียนสูงถึงกิโลกรัมละ 20 บาท หน้าสวนนะ ถ้าถึงมือผู้บริโภคเท่าไรห่ก็บวกไปเถอะ ค่าการตลาดเอย ค่าขนส่งเอย ส่วนต่างกำไรแม่ค้าเอย ส่วนต่างกำไรแผงผักเอย คิดแล้วเครียดแทนผู้บริโภคจริงๆ (-__-!!!) แต่โชคร้ายไม่มีส่งให้แม่ค้าเพราะอากาศร้อนจนดอกถั่วฝักยาวร่วงและไม่ติดผล

เมื่อเดือนต้นพฤษภาคมปีที่แล้วชะอมราคาหน้าสวนผู้เขียนกิโลกรัมละ 70 บาท แม่ค้าใจดี สปอร์ต กทม. ให้ราคากิโลกรัมละ 150 บาท แต่โชคร้ายไม่พอส่งอีกเหมือนกันเพราะอากาศร้อน ขาดน้ำผลผลิตออกน้อยไม่พอส่งแม่ค้าที่มานั่งเฝ้าหน้าสวน ทั้งรู้สึก เสียดาย เสียดายและโคตรเสียดายในเวลาเดียวกัน

ส่วนปีนี้นะหรือ หุ หุ หุ
เตรียมตัวหาผ้าในกันแดดมาคลุมแปลงเรียบร้อย ติดตั้งระบบน้ำเรียบร้อย แล้วเจอกันแม่ค้าทั้งหลาย หุ หุ หุ

Picture 044

ปลูกอะไรดีนะเหรอ? หุ หุ หุ
ถ้าเพื่อนๆอยากจะได้เงินใช้ในช่วงนี้ก็ควรศึกษาพืชพันธุ์ต่างๆ ได้เลยครับว่ามีผักชนิดไหนที่ดูแลรักษาไม่ยากเกินไป ปลูกง่ายและโตทันพอที่จะเก็บผลผลิตในอีก 3 เดือนข้างหน้าซึ่งก็คือเมษายนเพราะแพงแน่ๆ เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักชี ถั่วฝักยาว ต่างๆ นาๆ จะสังเกตได้ว่าผู้เขียนแนะนำผักสวนครัวและพืชล้มลุกเสียมากกว่าซึ่งพืชผักเหล่านี้สามารุปลูกแซมในสวน ในไร่ ในแปลงพืชหลักของเพื่อนๆ ได้ และพืชเหล่านี้ไม่ได้ใช้พื้นที่มโฬารอย่างที่คิดแค่เพียงพื้นที่แปลงเล็กๆ ก็ใช้ได้แล้ว พืชผักแบบนี้คาดคะเนตลาดได้ครับ โดยส่วนตัวผู้เขียนแล้วคิดว่าจัดการเรื่องการตลาดได้สะดวกกว่า

อ่อ!!! เมื่อซักครู่น้องชาวเกษตรสมัครเล่นแบบเราๆ ท่าหนึ่งโทรมาโม้ให้ฟังว่าพึ่งถอนขายผักชีได้แปลงละ 2,500 บาท แปลงเล็กๆ นั่นแหละ 4 แปลง……. เฮ้ย…. 4 แปลงก็ ก็ ก็ 10,000 บาทหละสิ ไม่เลวเลยใช่ไหมครับสำหรับการปลูกครั้งแรก (สมควรจะลงไปไถสตางค์ถึงหน้าบ้านเป็นอย่างยิ่ง)

ผู้เขียนไม่ได้อยากให้ท่านผู้อ่านและเพื่อนเกษตรทั้งหลายดูเงินเป็นหลักเกณฑ์ครับ ถ้าจับใจความดีๆ จะเห็นว่าผู้เขียนพยายามพูดถึงเรื่อง “การทำนายตลาด” ในช่วงระยะเวลาอันใกล้ที่จะถึงนี้เป็นหลัก “ดูให้เป็น” และ “ดูให้ออก” ครับแล้วเงินจะไม่หนีท่านไปไหน

ปลูกชะอมขาย ง่ายๆ ได้เงินเยอะ



อยู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นตอนบ่ายวันนี้ (ในขณะที่ผู้เขียนกำลังง่วงนอนกับงานประจำอันแสนน่าเบื่อ) พอรับก็ปรากฏว่าเป็นเสียงของน้าหมานผู้ช่วยงานที่สวน โทรมารายงานสถานการณ์ข่าวร้อนว่าแม่ค้าเจ้าประจำที่มารับผัก 2 รายทะเลาะกันแย่งชะอมกันที่สวน น่านนนนน  ให้มันได้อย่างนี้สิ สงสัยต้องให้รัฐบาลเปิดรับจำนำชะอมซะแล้ว หรือจะประกันราคาดี หรือเอะ เราจะตั้งเป็นระบบประมูลดี หุหุหุ คิดไปโน้นเลย

จากการพูดคุยกัน 2 ฝ่ายครึ่ง (เพราะอีกครึ่งฝ่ายเป็นเสียงโวยวาย) ก็ถึงได้รู้ว่าช่วงนี้ชะอมกำลังขาดตลาดและความต้องการของผู้บริโภคก็มีเยอะ ราคาขายขึ้นสูงแต่จำนวนชะอมที่ออกจากสวนกลับมีน้อยลงเพราะเป็นช่วงฤดูที่ชะอมแบบตอนกิ่งจะให้ยอดน้อยและพักต้นเพื่อสะสมอาหาร ทำให้แม่ค้าที่รับผักจากหน้าสวนเข้าตลาดวิ่งเข้าหาสวนผักกันให้วุ่นเพราะหากหาเข้าตลาดได้ก็หมายถึงกำไรอีกเท่าตัวจากปกติ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาทะเลาะกันเพียงแต่ว่าที่สวนจะไม่ขึ้นราคาแบบฉวยโอกาสครับและจะขายราคาเท่าเดิมเรื่อยๆ ขายกันแบบพี่ๆ น้องๆ เลยทำให้แม่ค้ารับส่งผักแวะไปเยี่ยมเยียนกันบ่อยๆ จนสนิมสนมกัน (แต่ก็ยังทะเลาะกันเอง)

สงสัย งานนี้คงต้องเพิ่มกำลังผลิต เอ้ย เพิ่มแปลงปลูกซะแล้ว

ชะอมนั้นปลูกง่าย โตไว ทนทานต่อโรคและทนทานต่อแล้งและถ้าเป็นชะอมที่มาจากการเพาะเมล็ดด้วยแล้วก็จะหายห่วงเรื่องผลผลิตในหน้าแล้งครับเพราะยังแตกยอดให้ช่อเป็นปกติสุข ปัจจุบันก็มีชาวสวนหลายท่านเลิกปลูกข้าวหันมาปลูกชะอมแทนเพราะรายได้ดีกว่าทำนา แถมยังใช้พื้นที่น้อยกว่าและการจัดการก็น้อยกว่าเช่นกัน โดยปลูกระยะห่างกัน 50ซม. (1 ไร่ปลูกได้ประมาณ 3,200 ต้น) ครับ ตัดยอดกันเมื่อยหลังเลยครับงานนี้เพราะปลูกเล่นๆ ไว้ 2 ไร่ โดยรายได้จากชะอมอย่างเดียวก็พอค่าขนมไปวันๆ ครับกับเงิน 300 – 400 บาทต่อวันที่เหลือหลังจากแบ่งให้คนช่วยเก็บไปแล้ว (ไม่เลวเลยใช่ไหมครับสำหรับการอยู่เฉยๆ แล้วไปเก็บเงินวันอาทิตย์) และที่สำคัญคือที่สวนแทบจะไม่ได้ยุ่งกับปุ๋ยเคมีเลยครับได้แต่ใช้ปุ๋ยหมักกับปุ๋ยคอกอย่างเดียวและก็ดูเหมือนว่าเจ้าชะอมจะชอบแบบนั้นซะด้วยสิ เรื่องยาฆ่าแมลงนั้นเป็นศูนย์ อันนี้รับร้องได้ครับว่าชะอมพื้นเมืองของเราทนทานโรคจริงๆ เพราะขนาดที่สวนนั้นจัดได้ว่าแมลงและโรคชุกชุม (เพราะแมลงจะหนีจากแปลงข้างๆที่พ่นยามารวมอยู่ที่สวนกันหมด เรียกได้ว่าโดยไม่ได้นัดหมายเลยทีเดียว) แต่ก็ยังไม่สะทกสะท้านชะอมเลยครับ แมลงแทบจะไม่กินโรคแทบจะไม่มีทำเอาคนขายปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงร้องไห้ออกจากสวนไปหลายรายแล้วครับ

บางทีบางครั้งละสายตาจากพืชเศรษฐกิจอย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟมาดูพืชผักสวนครัวใกล้ๆ ตัวบ้างก็ดีไม่น้อยและเราจะรู้ว่าการเกษตรยังทำอะไรได้อีกเยอะครับ และตลาดใกล้ตัวยังมีศักยะภาพอีกมากครับกับพืชผักสวนครัวที่มีการบริโภคทุกวันและไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับราคาอันผันผวนที่อ้างอิงกับตลาดโลก

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน