Posts Tagged ‘ฟอสฟอรัส’

ทำไมเรียกว่าแหนแดงทั้งๆ ที่มันเป็นสีเขียว


เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งถามผู้เขียนว่า “ทำไมแหนแดงถึงเรียกว่าแหนแดงทั้งๆ ที่เห็นแต่สีเขียว?”
เออ นั่นนะสิ -__-!!! คำถามนี้ทำเอาผู้เขียนฉงนไปพักหนึ่งอยู่เหมือนกันว่านั่นนะสินะ “ทำไมเรียกกันว่าแหนแดงหละ?”
ผู้เขียนเลี้ยงขยายพันธุ์แหนแดงไว้จำนวนมากเพราะต้องใช้เป็นอาหารไก่ อาหารเป็ด และอาหารปลาอยู่ตลอดเวลาซึ่งถึงแม้จะโตช้ากว่าเพราะคุณค่าทางอาหารทางโภชนาการจะสู้อาหารผสมสำเร็จรูปที่วางขายตามท้องตลาดไม่ได้แต่ก็ลดต้นทุนไปได้มากโข และหากจะคำนวณหักลบกลบหนี้กันดูก็คงจะมีกำไรมากกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารผสมสำเร็จรูปอยู่มาก เพราะไม่ต้องซื้อแหนแดง ว่ะ ฮ่ะๆ แถมยังแอบขายแหนแดงให้กับเพื่อนๆ อีกต่างหาก หุหุหุ -__-!!!

อ่ะ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

ปกติแล้วผู้เขียนก็ตักแหนแดงสดที่เลี้ยงไว้ในบ่อให้ปลา ไก่ เป็ดกินเป็นอาหารด้วยสภาพสีเขียวๆ เพราะคิดว่าแหนแดงโตเต็มที่แล้ว แต่ก็มีอยู่บ่อหนึ่งที่ลืมตักจนแหนแดงมีอายุมากกว่าบ่ออื่นๆ พอสังเกตดีๆ ก็ปรากฏว่าแหนแดงในบ่อที่มีอายุนั้นเริ่มปรากฏสีน้ำตาลแดงๆ ออกมาแซมสีเขียว -__-!! ก็พอจะถึงบางอ้อว่านี่กระมังที่เป็นที่มาของคำว่าแหนแดงซึ่งเมื่อโตเต็มที่จะมีสีแดงปรากฏออกมา เลี้ยงไว้เป็นอาหารปลามาเป็นปีๆ ก็พึ่งจะรู้ก็วันนี้แหละ

สีแดงหรือสีน้ำตาลบนแหนแดงก็ไม่ได้เปล่าประโยชน์ซะเลยทีเดียว การเปลี่ยนแปลงของแหนแดงจากเขียวมาเป็นสีแดงที่ว่านี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตที่เต็มวัยของแหนแดงซึ่งตัวเต็มวัยนั้นสามารถเป็นตัวพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะขยายพันธุ์ได้เป็น 2 เท่าของแหนแดงที่มีสีเขียวแบบปกติเลยก็ว่าได้ เอะ! นี่สรุปว่าเรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องแหนแดงไปแล้วเหรอเนี่ยะ! -__-!!!

Picture 607

*** แหนแดงขณะที่ยังเขียวอยู่ ***

Picture 601

*** พอได้อายุก้เริ่มปรากฏสีน้ำตาลหรือสีแดง ***

Picture 603

*** แหนแดงที่โตเต็มวัยขยายพันธุ์ได้รวดเร็วกว่าแหนแดงที่ยังเป้นสีเขียวอยู่ ***

ตอนนี้ก็กำลังทดลองดูว่าระดับโปรตีนในแหนแดงจะเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงกว่าปกติสำหรับการใช้แหนแดงที่โตเต็มวัยเลี้ยงสัตว์ซึ่งโดยปกติแล้วแหนแดงมีระดับธาตุไนโตรเจน 3.71 %, ฟอสฟอรัส 0.25 % และโปรแตสเซี่ยม 1.25 % ของน้ำหนักตัว ผลการทดลองออกมายังไงก็คงจะรายงานให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันอีกครั้งหนึ่ง ^_^

วิธีปลูกข่าให้ได้ผลผลิตที่ดีในพื้นที่แห้งแล้ง



นานๆ ทีถึงจะได้เดินไปถึงท้ายสวนที่ทำการทดลองปลูกข่าเชิงการค้าดู

ปัจจุบันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าโลกเราร้อนขึ้นทุกวันๆ โดยเฉพาะหน้าร้อนและแล้งมาขึ้นทุกๆ ปีอย่างเห็นได้ชัด การปรับตัวของทั้งมนุษย์ สัตว์และพืชเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกษตรที่ต้องขึ้นกับฟ้าฝนและอากาศจึงเป็นเหตุให้ต้องปรับตัวกันอยู่เรื่อยๆ เพื่อความอยู่รอด พืชบางอย่างอาจจะปลูกง่ายไม่ต้องดูแลรักษามากในอดีตแต่ในปัจจุบันก็อาจจะต้องมีการปรับปรุงวิธีการปลูกบ้างหรือเพิ่มเติมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผลผลิตได้ตามใจต้องการ

การเตรียมดิน
ข่าเป็นพืชที่ชอบชื้น ดินร่วนซุย แต่ไม่ชอบแฉะและน้ำขัง หากพื้นที่ไหนมีน้ำขังก็คงเป็นเรื่องยากสักหน่อยสำหรับการปลูกข่า หรืออาจะแก้ไขด้วยการไถเปิดหน้าดินแล้วก่อนขึ้นเป็นคัน แต่หากเป็นพื้นที่ราบปกติแล้วก็สามารถไถเปิดหน้าดินอย่างน้อย 50 เซนติเมตรแล้วคลุกกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดิน หรือหากเป็นการปลูกข่าเพื่อใช้รับประทานในครัวเรือนก็สามารถใช้จอบขุดขึ้นแปลงเล็กๆ หรือขุดหลุมแล้วคลุกดินด้วยปุ๋ยคอกเก่าหรือปุ๋ยหมักได้ไม่ยุ่งยาก

การเตรียมต้นพันธุ์ข่าสำหรับปลูก
ข่าเป็นพืชที่ปลูกง่ายแต่หากท่านใดมีโอกาสก็อยากจะแนะนำต้นพันธุ์ที่มาจากต้นแม่ที่มีอายุได้ 8 – 9 เดือนเพราะมีตามากและรากงอกใหม่ได้ง่าย เพียงแตค่แยกแง่งตัดใบตัดรากออกให้หมดแล้วล้างให้สะอาดก็เป็นอันใช้ได้ แต่หากท่านไหนไม่สามารถหาต้นพันธุ์ได้นั้นก็สามารถหาซื้อไปตามตลาดโดยคัดเลือกหัวหรือแง่งที่มีตาตามข้อ ตัดแต่งส่วนที่เน่าหรือช้ำออกเพราะจะทำให้ลุกลามในภายหลังได้และเมื่อเสร็จแล้วก็นำไปแช่ในน้ำยากันเชื้อรา หลังจากนั้นก็นำไปเพาะชำในแกลบดำหรือวัสดุปลูกชนิดอ่อนเช่นแกลบหรือขุยมะพร้าวแล้วรดน้ำให้ชุ่มเป็นเวลา 10 – 15 วัน เพื่อรอให้รากงอกและแทงยอดออกมาใหม่ หรือหากท่านใดนิยมการปลูกแบบบ้านๆ ก็ไม่ต้องพิถีพิถันอะไรมากก็สามารถปักลงดินแล้วรดน้ำได้เลยแต่ถ้าหากอยากให้อัตราการรอดสูงก็อาจจะต้องพึ่งพาการอนุบาลเสียเล็กน้อยเพื่อศิริมงคลแก่ชีวิต อิอิอิ

การปลูกข่า
การปลูกนั้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเกินไปกว่าการขุดหลุมให้ลึกประมาณ 10 เซนติเมตรและกว้าง 30 เซนติเมตร แล้วอาจจะรองก้นหลุมด้วยใบสะเดา ยาสูบหั่นฝอย หรือพืชที่มีกลิ่นฉุนเพื่อดักทางแมลงหรือหนอน แล้วตามด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า (หลีกเลี่ยงการใช้มูลวัวเพราะง่ายต่อการแพร่ของหนอนกอ) สำหรับการรองก้นหลุมแล้วจึงกลบดินถมให้ลึกประมาณ 20 – 25 เซนติเมตรโดยให้ตาของหน่อข่าชี้ขึ้นด้านบน โดยทิ้งระยะห่างระหว่างกอที่ 1 – 1.2 เมตร แล้วคลุมด้วยฟางหรือวัสดุที่เหลือใช้ในท้องถิ่นเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำจากการถูกแดดเผา หรือไม่ใช้ก็ได้ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของประชาชน อิอิอิ แต่ถ้าจะให้แนะนำก็อยากจะให้หาวัสดุคลุมให้เรียบร้อยเพื่อรักษาความชื้นในดินและถึงแม้จะดูยุ่งยากในช่วงแรกแต่ก็เป็นผลดีในระยะยาว
IMG_2904

IMG_2909

IMG_2911
การดูแลรักษาข่าหลังการปลูก
ถึงแม้ว่าข่าเป็นพืชที่ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากนัก โตได้ตามมีตามเกิดแต่หากต้องการผลผลิตที่ดีมีคุณภาพนั้นก็เห็นทีจะต้องบำรุงให้งาม เพื่อขายได้ราคา ท่านอื่นไม่แน่ใจว่าจะใช้อะไรแต่สำหรับผู้เขียนนั้นนิยมใช้ปุ๋ยหมักทำเองที่ได้จากการหมักผักตบชวากับมูลไก่และแกลบ โดยใส่บริเวณโคนต้นจำนวน 0.5 กิโลกรัมต่อต้นเดือนละครั้ง (ขออภัยในความขี้เกียจ -__-!!!) หากเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็คงจะใส่น้อยกว่านี้ตามอัตราส่วน ส่วนการรดน้ำนั้นหากเพื่อนๆ มีฟางหรือวัสดุคลุมไว้ก็จะช่วยรักษาความชื้นในดินได้ดีทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อยๆ โดยอาจจะรดน้ำแต่อาทิตย์ละครั้ง แต่หากไม่มีวัสดุคลุมก็ควรดูจากระดับความชื้นในดิน และสำหรับไร่ผู้เขียนเองนั้นก็เพิ่มเติมด้วยการรดน้ำหมักชีวภาพทุกอาทิตย์เพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน

IMG_2912

ประโยชน์ขางการปลูกข่า
ข่านั้นมีมูลค่าในเชิงการค้าซึ้งเป็นประโยชน์โดยตรงจากการปลูกข่าซึ่งข่านั้นขายได้ทั้งข่าอ่อนและข่าแก่ หากท่านผู้เขียนมีตลาดข่าอ่อนรองรับก็แนะนำให้เตรียมการปลูกเพื่อผลิตขิงอ่อนเพราะราคาดีและขายง่ายกว่าข่าแก่มาก และประโยชน์ทางอ้อมสำหรับการปลูกข่านั้นก็เป็นระบบการป้องกันแมลงได้อีกรูปแบบหนึ่งเพราะหากปลูกแซมหรือปลูกข่าดักทิศทางแมลงไว้แมลงก็จะช่วยลดการเข้าทำลายพืชผลอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกันเพราะแมลงไม่ถูกโรคกับพืชที่มีกลิ่นฉุน

ประโยชน์ทางยาของข่า (อันนี้ยอมรับจากใจว่าลอกเขามาจริงๆ อิอิอิ -__-!!! ขอบคุณต้นฉบับครับ)
เหง้าแก่ รสเผ็ดปร่า และรสร้อน สรรพคุณขับลมให้กระจาย แก้ฟกบวม แก้พิษไข้ ซับโลหิตร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้ รักษาโรคกลากเกลื้อน
ประโยชน์ทางอาหารการ ปรุงอาหาร คนไทยทั่วประเทศ รู้จักข่ากันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเหง้าแก่ เหง้าอ่อน และดอกข่า ถือได้ว่าเป็นผัก เหง้าแก่ใช้เป็นเครื่องปรุงรส แต่งกลิ่น และเป็นเครื่องปรุงสำคัญของต้มยำทุกชนิด และแกงบางชนิด ส่วนเหง้าอ่อน ต้นอ่อน และดอกอ่อน นำมารับประทานสดๆ หรือลวกให้สุก ใช้เป็นเครื่องจิ้มกับน้ำพริก เหง้าอ่อนสด ยังสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้อีกด้วย เช่น ต้มข่าไก่ ตำเมี่ยงข่าไก่ หรือตำเมี่ยงข่า เป็นต้น
ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายเหง้า อ่อนมีรสเผ็ด มีสรรพคุณเป็นยา ขับลมในลำไส้ แก้ปวดมวนไซ้ท้อง ดอกอ่อนก็มี รสเผ็ดกฃเช่นเดียวกัน เหง้าอ่อน 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 20 กิโลแคลอรี่ มีเส้นใย 1.1 กรัม แคลเซียม 5 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 27 มิลลิกรัม เหล็ก 0.1 มิลลิกรัม วิตามินบี 1 0.13 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.15 กรัม และวิตามินซี 23 มิลลิกรัม

การใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน


การใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน
ปุ๋ยพืชสด
พืชที่เหมาะสำหรับทำปุ๋ยพืชสดอันดับต้นๆ ที่นิยมกันเห็นจะไม่พ้นพืชตระกูลถั่ว เพราะพืชตระกูลถั่วสลายตัวเร็ว มีใบ ลำต้น รากเยอะและความพิเศากว่านั้นคือพืชตระกูลถั่วมีปมที่รากซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้มาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาและการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชให้กับดินได้ดี พืชตระกูลถั่วที่นิยมปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยสดได้แก่ ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ปอเทือง โสนอัฟริกัน และถั่วมะแฮะ

การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้คุ้มค่าที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุดนั้นควรปลูกเพื่อทำการไถกลบในช่วงระยะเวลาออกดอกเพราะพืชจะเก็บสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ไว้มากที่สุด หลังจากนั้นควรทิ้งไว้ให้เกิดกระบวนการย่อยสลายในดินตามธรรมชาติเป็นเวลา 7 – 8 วัน แล้วจึงทำการปลูกพืชที่ต้องการได้

ลักษณะเด่นของปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่ว
พืชปุ๋ยสดตระกูลถั่วนั่นมีปมที่รากและมีแบคทีเรีย Rhizobium spp. อาศัยอยู่ ซึ่งแบคทีเรียตระกูลนี้สามารถดึงไนโตรเจนจากอากาศและสะสมในลำต้นทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณไนโตรเจนให้กับดินในบริเวณรอบๆ ที่มีรากอีกด้วย
ชนิดพืช ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซี่ยม
ถั่วพร้า 2.72 0.54 3.14
ถั่วพุ่ม 2.68 0.39 2.46
ปอเทือง 2.76 0.22 2.40
โสนแอฟริกัน2.87 0.22 2.40
ถั่วมะแฮะ 1.92 0.05 0.90
IMG_1915
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดนั้นนิยมทำกันอยู่ 3 วิธีคือ
1. แบบโรยเมล็ดเป็นแถว
2. แบบหยอดเป็นหลุม
3. แบบหว่านเมล็ด ควรไถดะก่อนหว่านเมล็ดแล้วคราดกลบเมล็ด

IMG_1919

อัตราเมล็ดที่ใช้มีดังนี้
ปอเทือง 5 กิโลกรัมต่อไร่
โสนอัฟริกัน 5 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพุ่ม 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วมะแฮะ 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพร้า 10 กิโลกรัมต่อไร่
ควรปลูกก่อนพืชหลักประมาณ 2 เดือนถึง 2 เดือนครึ่ง และควรไถกลบหรือสับกลบระยะออกดอกเพราะเป็นระยะที่พืชสะสมอาหารและแร่ธาติไว้มากที่สุดจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด
1. ยกระดับความสมบูรณ์ของดิน
2. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและปริมาณไนโตรเจนรวมทั้งธาตุอาหารอื่นๆที่จำเป็นสำหรับพืชให้แก่ดิน
3. รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดินและช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
4. ลดการสูยเสียหน้าดินอันเกิดจากการชะล้าง
5. ทำใหเดินร่วนซุย ทำให้สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวนเพื่อปลูกพืชหลัก
6. ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชในทางอ้อมได้
7. ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีด้วย
8. เพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชหลักให้สูงขึ้น
*** ขอขอบคุณศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินจ้าของบทความและความรู้ เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเผยแพร่ให้ได้รับความรู้ทั่วกัน หากไม่เหมาะสมประการใดสามารถแจ้งลบได้ครับและขอรับรองว่าบทความนี้ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงการค้าแต่อย่างใด ***

ผักคะน้าราคาดี



เพื่อนๆ ผู้อ่านหลายท่านคงเริ่มสงสัยว่าทำไมอาทิตย์นี้คุยเรื่องพืชผักสวนครัวบ่อยจัง? ส่วนหนึ่งนั้นมาจากคำถามของเพื่อนๆ และอีกส่วนหนึ่งก็อยากจะกระตุ้นให้เกิดการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และก็หัดพึ่งพาตนเองให้ได้มากกว่านี้ซึ่งอย่างน้อยก็เรื่องพืชผักสวนครัวที่อยู่รอบตัวและสามารถปลูกโดยใช้พื้นที่น้อยๆ ได้ เช่น กระถางหรือขวดพลาสติกยังทำได้เลย และระยะนี้กำลังเหมาะที่จะปลูกเพื่อขายให้ได้ราคา

วันนี้ว่ากันด้วยเรื่องผักคะน้าที่ราคามีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกทีๆ มีอยู่ไม่กี่เดือนที่ราคาคะน้าจะตกลงมาแต่ที่เหลือราคาขึ้นไปเรื่อยๆ จึงนับว่าเป็นพืชผักสวนครัวอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจปลูกทานได้ปลูกขายดี และที่แน่ๆ ตลาดยังไปได้อีกไกลถ้าท่านปลูกส่งตลาดทัน -__-!!! เพราะคะน้าเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดเวลาและเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวันเรา เอาเป็นว่าทุกคนรู้จักผักคะน้าและที่สำคัญยังไม่เคยเห็นดาราคนไหนแพ้คะน้าออกข่าวหนังสือพิมพ์ -__-!!! แค่ปลูก 45 – 55 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วและปลูกได้ตลอดทั้งปีถ้ามีแรงแต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลูกได้ผลดีที่สุดคือช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน

คะน้าในมุมมองของสารอาหารและโภชนาการนั้นก็น่าสนใจเพราะมีแคลเซี่ยมสูงทั้งยังมี วิตามินซี โฟเลต เบต้าแคโรทีน วิตามินบี3 เหล็ก สารลูทีนที่ช่วยเรื่องต้อลดต้อกระจก ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในบริมาณที่มากเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มผักใบเขียว ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงสายตาและช่วยเรื่องโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี

วิธีการปลูกคะน้า
1. เตรียมแปลงปลูกโดยขึ้นรูปร่องสูง 20 ซม. จากระดับพื้นดินเพราะพืชผักสวนครัวจะไม่ชอบดินเปียกแฉะและน้ำขังเพราะจะตามมาด้วยโรคและเชื้อรามากมาย ส่วนความกว้างนั้น 1 – 1.20 เมตรตามความเหมาะสมส่วนความยาวนั้นตามลักษณะพื้นที่

2. เตรียมดินให้ละเอียดด้วยการไถพรวนคลุกกับปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก (โดยเฉพาะมูลไก่แนะนำเป็นพิเศษ) และปูนขาวเพื่อปรับสภาพแล้วตากดินไว้ 5 – 7 วันเพื่อลดการติดเชื้อและกำจัดวัชพืชในระดับหนึ่ง

IMG_3404

3. การเตรียมกล้าสำหรับปลูกนั้นมีอยู่ 3 วิธีด้วยกันคือ 1. สามารถเพาะกล้าในถาดหลุมแล้วย้ายมาปลูกลงแปลงในภายหลังโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกจำนวนน้อยหรือปลูกทานภายในครัวเรือน 2. สามารถเพาะกล้าในแปลงเพาะก่อนโดยการเตรียมดินให้ละเอียดแล้วโรยเมล็ดพร้อมทั้งคลุมด้วยวัสดุคลุมดินเช่นฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็นเป็นเวลา 7 วันก็จะเห็นการงอกแล้วจึงย้ายไปลงแปลงปลูกหลังจากต้นกล้ามีอายุประมาณ 20 – 25 วันโดยเลือกต้นที่แข็งแรงลงแปลงปลูกให้มีระยะห่าง 10 – 15 ซม. ระหว่างต้น วิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกขนาดกลาง 3. เกษตรกรที่ปลูกคะน้าเป็นอาชีพนิยมหว่านเมล็ดลงแปลงโดยตรงแล้วคลุมด้วยฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำตามจนชุ่มโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดใหญ่

IMG_3406

4. การดูแลรักษาผักคะน้าดูจะเป็นงานที่ละเอียดอ่อนทั้งเรื่องปุ๋ยและเรื่องแมลงเพราะคะน้านับว่าเป็นที่โปรดปรานของหนอนเกือบทุกประเภทจึงจำเป็นต้องป้องกันไว้โดยการฉีดพ่นยาไล่แมลงสารสะกัดจากสะเดาทุกๆ 5 – 7 วันเพื่อเคลือบใบกันแมลงวางไข่ ส่วนปุ๋ยนั้นผักคะน้าชอบไนโตรเจนมากเป็นพิเศษจึงต้องเป็นสูตร 12-8-8 หรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกที่มีส่วนผสมของใบก้ามปูหรือมูลไก่จะช่วยทดแทนได้แต่อาจจะใช้ปริมาณที่มากหน่อย

IMG_3320

5. การเก็บเกี่ยวนั้นสามารถทำได้ในระยะเวลา 45 – 55 วัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดว่าต้องการคะน้าอ่อนหรือแก่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วระยะ 45 วันถือเป็นขนาดที่ตลาดนิยม

ประโยชน์และคุณค่าของมะเขือพวง



นั่งเปิดตำรายาสมุนไพรเพื่อศึกษาวิถีชีวิตบรรพบุรุษก็ปรากฏว่าหลายต่อหลายสูตรในตำราโบราณเล่มนี้ไม่สามารถปรุงได้อีกแล้วเพราะวัตถุดิบกลายเป็นตำนานไปเสียแล้ว และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือหลายสูตรยาในตำราเขียนถึงการใช้มะเขือพวงเป็นส่วนประกอบ โอ้วว!!! สำหรับตำหรับยาที่ใช้มะเขือพวงเป็นส่วนประกอบนั้นจะเป็นยาสมุนไพรประเภทโรคตาปลา โรคฝ่าเท้าแตก โรคกระดูกพรุน ยาแก้ไอลดไข้ และขับปัสสาวะ นี่เรามีสมุนไพรในตำนานอยู่ในครอบครองด้วยหรือนี่ -__-!!! หัวไร่ปลายนาเต็มเลย ว่ากันว่าในมะเขือพวง 100 กรัมที่เราทานเข้าไปจะได้แคลเซี่ยม 158 มิลลิกรัมและฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม สารอาหารประเภทโปรตีน 2.8 กรัม คาร์โบไฮเดรต 7.4 กรัม และไฟเบอร์หรือเส้นใย 6.1 กรัมฟังดูใช้ได้เลยนะเนี่ยะ

ปัจจุบันไม่ค่อยมีเกษตรกรปลูกมะเขือพวงแบบชนิดเป็นล่ำเป็นสันซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าหาได้ทั่วๆ ไปเลยไม่ค่อยมีราคาแต่จริงๆ แล้วความต้องการของตลาดก็มีพอสมควรโดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ที่หน้าสวนผู้เขียนหายให้แม่ค้ากิโลกรัมละ 20 บาทแต่ลองไปดูแถวตลาดในเมืองราคากิโลกรัมละ 50 – 60 บาทเลยทีเดียว เห็นความต่างของช่วงราคาแล้วบางท่านคงพอจะเดาภาพออกว่าควรจะจัดการยังไง ถึงแม้ว่าแม่ค้าจะซื้อไม่เยอะในแต่ละครั้งแต่ก็จัดได้ว่าเป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่มีราคา ปลูกไว้หัวไร่ปลายนาก็ไม่เสียหลาย และวิธีการปลูกนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเพราะมะเขือพวงเป็นพืชทนทานอยู่แล้ว

มะเขือพวงจัดได้ว่าเป็นพืชป่าชนิดหนึ่งจึงมีความต้านทานโรคสูงและทนทานต่อสภาพภูมิอากาศและสามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด

1. หากปลูกไว้ทานในครัวเรือนก็สามารถขุดหลุมเตรียมดินง่ายๆ ด้วยการขุดหลุมขนาด 30 x 30 ซม.ลึก 30 ซม.แล้วรองก้มหลุมด้วยปุ๋ยคอก หรือหากจะปลูกเพื่อเป็นการค้าก็นิยมไถตากดินไว้ 1 สัปดาห์แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่าหรือปุ๋ยหมักและปูนขาวเล็กน้อยเพื่อปรับสภาพดิน

2. ขุดหลุมระยะห่างระหว่างต้น 1.5 เมตร

3. เพาะเมล็ดเตรียมปลูกโดยการแช่น้ำอุ่น 30 – 40 องศานาน 1 ชั่วโมงแล้วห่อผ้าไว้ 1 คืนแล้วจึงนำไปเพาะในแปลงเพาะหรือถาดหลุมแล้วรดน้ำวันละ 1 ครั้งพอประมาณเป็นระยะเวลา 1 เดือนก็สามารถนำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ได้

4. รดน้ำสม่ำเสมออย่าให้ขาดน้ำและใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักทุกๆ 15 วันหรือปุ๋ยยูเรียสูตร 15-15-15 จำนวน 1 ช้อนโต๊ะต่อต้นทุกๆ 30 วัน

5. ระยะเก็บเกี่ยวมะเขือพวงอยู่ที่ 80 – 90 วันหลังจากลงหลุมปลูกซึ่งสามารถเก็บได้เรื่อยๆ โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดว่านิยมผลอ่อนหรือแก่

6. เมื่อเก็บเกี่ยวได้ระยะหนึ่งโดยสังเกตได้จากจำนวนผลผลิตที่ลดลงและลำต้นแก่ ใบร่วงเหี่ยวให้ทำการตัดแต่งกิ่งจนเหลือแต่ตอแล้วบำรุงรักษาด้วยปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักเพื่อให้แตกกิ่งใหม่ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เรื่อยๆ

นับว่าเป็นพืชที่เหมาะสมกับการปลูกไว้หัวไร่ปลายนาหรือหากขายดีก็สามารถส่งเสริมหรือขยายเพื่อการค้าในระดับต่อไปเพราะปลูกครั้งหนึ่งแล้วสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลายรอบ ปัจจุบันพันธุ์มะเขือพวงที่ได้รับความนิยมจากเกษตรกรผู้ปลูกคือพันธุ์แม่โจ้นิรมิต 1 ซึ่งมีลักษณะเป็นมะเขือพวงไร้หนามและให้ผลดก
IMG_3398

คุณค่าทางโภชนาการของตำลึงและการแปรรูปลูกตำลึงสู่อาหาร



ตำลึงนั้นนับว่าอยู่คู่กับครัวไทยมานานแสนนานเพราะมีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่น รสชาติที่ถูกปากและคุณค่าทางโภชนาการสูงเช่นธาตุเหล็ก โดยเฉพาะส่วนยอดของตำลึงที่เรานิยมใช้ปรุงอาหาร ในใบตำลึง 100 กรัม ประกอบไปด้วยโปรตีน 3.3 กรัม วิตามินบี1 0.17 มิลลิกรัม แคลเซียม 126 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม ไนอาซีน 1.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 13 มิลลิกรัม ใยอาหาร 2.2 กรัม และเบต้าแคโรทีนสูงถึง 699.88 ไมโครกรัม มากกว่าฟักทองและมันเทศซึ่งมีเบต้าแคโรทีน 225 และ 175 ไมโครกรัมตามลำดับ ต่อปริมาณ 100 กรัมเหมือนกัน สุดยอดเลยไหมหละ หาง่าย ทานได้ อร่อยด้วย

เราใช้ใบตำลึงหรือยอดตำลึงเป็นส่วนประกอบของอาหารสำหรับต้ม ผัด แกง จืด ต่างๆ จนลืมไปแล้วว่ายังมีลูกตำลึงติดอยู่ ลูกตำลึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่เรานึกถึงแต่ปัจจุบันนี้ลูกตำลึงถูกนำไปแปรรูปเป็นซอส คล้ายๆ กับซอสมะเขือเทศออกวางจำหน่ายสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นอย่างมาก และดูเหมือนจะได้รับความนิยมเสียด้วยเพราะความแปลกใหม่และคุณค่าทางโภชนาการ

บางครั้งบางทีมองดูสิ่งไร้ค่าแล้วลองนำมาแปรรูปหรือดัดแปลงต่างๆ นาๆ ให้มีค่าขึ้นก็ดูเข้าท่าเหมือนกันนะครับ ^-^
คงพอจะช่วยแก้อาการอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนๆ ที่ถามผู้เขียนว่าลูกตำลึงที่บ้านมีเยอะเหลือเกินพอใช้ทำอะไรได้บ้าง? แปรรูปอะไรได้บ้าง?
IMG_3402

IMG_3400

ใช้แหนแดงลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงในนาข้าว



การปลูกข้าวในปัจจุบันใช้ต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเพราะสภาพดินที่เสื่อมโทรมลงไปมากทำให้ต้องใส่ปุ๋ยเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับระบบนิเวศน์ในนาข้าวถูกทำลายทำให้ความสมดุลต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิมทำให้แมลงศัตรูพืชหลายชนิดออกมารังควานสร้างความเสียหายโดยที่ไม่มีการควบคุมตามระบบห่วงโซ่อาหาร ทำให้เกษตรกรหลายท่านหันมาใช้วิธีธรรมชาติเพื่อลดต้นทุนโดยการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยไนโตรเจนให้กับต้นข้าวทั้งยังสามารถป้องกันศัตรูพืชประเภทหอยได้ระดับหนึ่ง

การใช้แหนแดงในนาข้าวนั้นไม่ยากเลยครับเพราะสภาพแวดล้อมในนาเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแหนแดงอยู่แล้ว คือเป็นสภาพน้ำนิ่ง ระดับน้ำไม่สูงและมีธาตุอาหารจากดินเพื่อการเจริญเติบโต ด้วยวิธีที่ง่ายๆ แต่ได้ผลทำให้เกษตรกรหลายรายใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวเพราะแหนแดงนั้นขึ้นชื่อเรื่องการดึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศมาสะสมไว้ โดยวิธีทำก็ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อนอะไร

Azolla copy

1. ปล่อยน้ำเข้านาให้ระดับความสูงประมาณ 10 – 15ซม. แล้วจึงนำแหนแดงในปริมาณ 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อใช้สำหรับขยายพันธุ์ในคราวแรก (คราวต่อไปไม่จำเป็นต้องใช้มากเพราะแหนแดงจะทิ้งสะเปิร์มไว้ในนา) แหนแดงไม่ถูกโรคกับยาฆ่าแมลงซึ่งอาจจะส่งผลให้แหนแดงตายทั้งหมดจึงควรงดเว้นการใช้ยาฆ่าแมลงช่วงระยะเวลานั้น

2. ไถกลบแหนแดงที่เลี้ยงไว้ 30 – 40 วันก่อนการปลูกข้าวเพื่อให้แหนแดงย่อยสลายและคายธาตุไนโตรเจนออกมาอย่างเต็มที่และให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เข้าสู่ขั้นตอนการปลูกข้ามตามปกติซึ่ง
4. …….เสร็จแระ -__-!!! เพราะระยะหลังปลูกข้าวแหนแดงก็จะเจริญเติบโตเองตามธรรมชาติจากสะเปิร์มที่ทิ้งไว้ก่อนการไถกลบและวนเวียนเป็นปุ๋ยให้ต้นข้าวตามธรรมชาติ การปลูกข้าวนาดำจะสามารถใช้ประโยชน์จากแหนแดงได้มากกว่านาหว่านเพราะระดับน้ำและช่องว่างระหว่างต้นข้าวเอื้อำนวยให้แหนแดงเจริญเติบโตได้ดี

นอกจากจะเป็นปุ๋ยชั้นดีแล้วแหนแดงยังสามารถป้องกันหอยได้ระดับหนึ่งเพราะการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของแหนแดงทำให้เบนความสนใจของหอยให้กินแหนแดงและลดความเสียหายของต้นข้าว ทั้งแหนแดงยังเจริญเติบโตปกคลุมผืนน้ำในนาข้าวทำให้วัชพืชบางอย่างไม่สามารถเจริญเติบโตได้เพราะขาดแสงที่เพียงพอ ด้วยประโยชน์หลายๆ อย่างของแหนแดงพร้อมด้วยปริมาณธาตุอาหารหลักไนโตรเจน 3.71%, ฟอสฟอรัส 0.25%, โปรแตสเซี่ยม 1.25% ของน้ำหนักตัวแล้วก็นับว่าแหนแดงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจในการลดต้นทุนการผลิต

Picture 265

คุณประโยชน์และสารอาหารจากปลีกล้วย



พึ่งนึกขึ้นได้ว่ารับใช้เพื่อนในเรื่องใช้พืชหาง่ายในพื้นที่เพื่อลดต้นทุนในเรื่องอาหารสัตว์มาหมาดๆ เลยนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เคยลองเอาปลีให้วัวกินเลยนี่นาเพราะที่สวนก็มีจำนวนพอสมควร เออ!! แฮะ น่าลองดูส่วนหมูคงไม่ต้องลองมั้งเพราะพี่เค้ากินทุกอย่าง -__-!!!

มาว่ากันก่อนเรื่องพื้นฐานของปลีกล้วย
ปลีกล้วยก็คือส่วนกาบสีม่วงที่ห่อหุ้มดอกกล้วยไว้ด้านใน และดอกกล้วยนั้นก็จะพัฒนาไปเป็นหวีกล้วยหากได้รับการผสมพันธุ์จากเกสรทั้งสองเพศ ส่วนใหญ่แล้วจะตัดปลีกล้วยทิ้งเพราะจะไปแย่งสารอาหารของหวีที่ติดผลแล้วทำให้เจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ขนาดของปลีกล้วยนั้นจะเล็กจะใหญ่ก็แล้วแต่พันธุ์กล้วยและความสมบูรณ์ของต้น

ว่ากันต่อด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ของปลีกล้วย
ไม่แน่ใจว่าเราไม่ได้วิจัยปลีกล้วยหรือผลงานวิจัยไม่ออกสู่สายตาประชาชนหรืออย่างใดไม่ทราบได้ เลยไม่ค่อยเจองานวิจัยเชิงลึกมากนัก แต่ก็พอจะได้ข่าวคร่าวๆ ว่ามีแคลเซี่ยมสูง มีโปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซีและเบตาแคโรทีน ทั้งยังสามารถลดน้ำตาลในหลอกเลือดได้แล้วก็มีสรรพคุณในการช่วยเพิ่มน้ำนมมารดา ลดไข้ระดู ทำให้เลือดสมบูรณ์ บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง มีกากใยอาหารมากทำให้ระบบขับถ่าย พอจะหาข้อมูลได้แค่นี้จริงๆ ซึ่งจริงๆ แล้วคิดว่าน่าจะมีประโยชน์มากกว่านี้และควรจะมีการวิจัยในเชิงลึกมากกว่านี้ โหหหห!!! เกิดเราเอาไปให้วัวนมนี่วัวเราก็จะมีฟันที่แข็งแรงปลอดจากโรคเบาหวานแถมปริมาณนมก็เพิ่มขึ้นด้วยนะสิ -___-!!! วัวเราสุขภาพดีสุดๆ ไปเลยทีนี้ วัวเราจะผิวสวยแล้ว

Picture 146

พูดเรื่องเบาหวานก็อดเป็นห่วงเรื่องโถชนาการของคนเราในปัจจุบันไม่ได้โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่ทำงานกันหัวราน้ำจนลืมคิดเรื่องโถชนาการมัวแต่เลือกกินอาหารที่ตนชอบจนโรคต่างๆ หรือโรคเบาหวานถามหาจนต้องถามหาปลีกล้วย ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะออกกำลังกายสม่ำเสมอและรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นดีที่สุดครับเพื่อพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์แต่ไอ่ที่แบบว่ากินข้าวผัดที่หมู่หนึ่ง ตอนเที่ยงกินก๋วยเตี๋ยวที่หมู่สอง เย็นกินส้มตำที่หมู่สาม ซื้อข้าวเกรียบที่หมู่สี่ แล้วไปกินเหล้าที่หมู่ห้าของอีกตำบลหนึ่งแบบนี้ไม่เอานะ -__-!!!

ประโยชน์ของแหนแดงสำหรับปุ๋ยพืชและอาหารสัตว์



ได้ยินชื่อและคุณประโยชน์ของแหนแดงมานาน จนสุดท้ายต้องหามาขยายพันธุ์และทดลองใช้งานสำหรับทำปุ๋ยและอาหารสัตว์ และก็เป็นประโยชน์จริงๆ ที่ใช้ได้ในพืชและสัตว์อย่างที่กล่าวกัน

ประโยชน์สำหรับในพืชนั้นแหนแดงจัดได้ว่ามีธาตุไนโตรเจนสูง
ผลการวิเคราะห์ปริมาณธุาตอาหารของแหนแดง (%ต่อกรัมของน้ำหนักแห้ง)
- ไนโตรเจน 3.71 %
- ฟอสฟอรัส 0.25 %
- โปรแตสเซี่ยม 1.25 %
** ขอขอบคุณข้อมูลจากท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นันทกร บุญเกิด

ส่วนการใช้แหนแดงสำหรับเป็นอาหาสัตว์นั้นก็สามารถใช้ได้ทั้ง ปลา เป็ด สุกร (หมู อู๊ๆ) ไก่ และวัว (วัวนี่ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกินจุเกิน ท่านต้องใช้เป็นกิโลๆ เพื่อให้วัวแค่ตัวเดียว ไม่ไหวๆ เกือบหมดบ่อ (-___-!!!)) เพราะมีโปรตีนสูง เป็ดชอบมากกกกกก

Azolla copy

*** เห็นอย่างนี้เค้ามีหลายบ่อนะตะเอง (-_-!!!) ***

การขยายพันธุ์แหนแดงนั้นทำได้ง่ายๆ แค่ใส่ในภาชนะหรือสภาพแวดล้อมที่อยู่ในร่มรับแสงแดด 40 – 50% และน้ำนิ่งไม่เคลื่อนไหว หรือถ้าจะเคลื่อนไหวก็คงได้นิดหน่อย แหนแดงอาศัยเป็นกลุ่มแต่พอแตกกลุ่มแล้วจะตายหรือไม่สามารถแตกตัวขยายพันธุ์ได้ (เท่าที่ทดลองดูแหนแดงไม่สามารถอาศัยหรือขยายพันธุ์ได้ในสภาวะน้ำไหลหรือมีลมพัดแรง) และควรมีสารอาหารอยู่บ้างในน้ำบ้างโดยการใส่ปุ๋ยคอกเพราะแหนแดงจะชอบฟอสฟอรัสเป็นพิเศษเพื่อใช้ในการตรึงไนโตรเจน

สำหรับการใช้แหนแดงในนาข้าวนั้นผู้เขียนยังไม่ได้ทดลองแต่ก็พอจะหยิบยืมผลงานวิชาการมาจากท่านอื่นๆ ได้บ้าง ดังนี้
การใช้แหนแดงในนาข้าว :
1. เตรียมขยายพันธุ์แหนแดงในพื้นที่ 20 -25 ตาราง เมตร เพื่อใช้สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1 ไร่
2. รักษาระดับน้ำในน่าข้าวให้ลึก 5 – 10 เซนติเมตร
3. ใช้แหนแดงในอัตรา 50 – 100 กิโลกรัม/ไร่ ในวันที่ใส่แหนแดงควรมีการใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ (มูลไก่) ที่ให้ธาตุฟอสฟอรัสอัตรา 3 กิโลกรัม/ไร่
4. ใส่ปุ๋ยมูลสัตว์อีกครั้งเมื่อแหนแดงมีอายุ 7 – 10 วัน

แหนแดงต้องการธาตุอาหารหลักเหมือนพืชสีเขียวชนิดอื่นๆ ยกเว้นไนโตรเจน รวมทั้งต้องการธาตุอาหารรองในการเจริญเติบโตด้วยในดินนาทั่วไปฟอสฟอรัสมีความจำเป็นต่อแหนแดงมาก ถ้าปริมาณฟอสฟอรัสในดินต่ำเกินไป จะส่งผลให้การเจริญเติบโต และปริมาณการตรึงไนโตรเจนลดลง

ปริมาณไนโตรเจนที่ได้จากแหนแดงแต่ละช่วงอายุ
ลักษณะการใช้ ต่อ ปริมาณไนโตรเจน (กก./ไร่)
1. เลี้ยงก่อนปักดำข้าว 20 วัน แล้วไถกลบ = 9-17
2. เลี้ยงก่อนปักดำข้าว 30 วัน แล้วไถกลบ = 12-25
3. เลี้ยงพร้อมการปักดำข้าวให้เจริญในแปลงข้าว 20 วัน = 7-15
4. เลี้ยงพร้อมการปักดำข้าวให้เจริญในแปลงข้าว 30 วัน = 12-20

ข้อสังเกต :
1. น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงแหนแดง ระดับน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงไม่ควรสูงเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือ 10- 30 เซนติเมตร และแหนแดงจะตายเมื่อในนาขาดน้ำ
2. แหนแดงจะเจริญเติบโตได้ดีน้ำนิ่ง หรือมีกระแสน้ำไหลเป็นเวลาอย่างช้าๆ บริเวณคลื่นลมจัดจะทำให้แหนแดงแตกกระจายออกจากกัน ทำให้การเจริญเติบโต และการตรึงไนโตรเจนลดลงอย่างมาก
3. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae สามารถทำได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีไนโตรเจนต่ำ
4. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae จะมีค่าสูงสุดที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส และจะหยุดกระบวนการตรึงไนโตรเจนในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส

สำหรับผู้เขียนแล้วนับว่าแหนแดงเป็นพืชในอุดมคติเลยก็ว่าได้ ขยายพันธุ์ง่าย โตเร็ว มีประโยชน์ทั้งเป็นปุ๋ยพืชและเป็นอาหารสัตว์ และตอนนี้ผู้เขียนกำลังหัดขยายพันธุ์แหนแดงในปริมาณที่มากขึ้นสำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์ที่สวน และก็กำลังทดลองเปรียบเทียบการใช้แหนแดงเป็นอาหารสัตว์กับการใช้อาหารสัตว์ทั่วๆ ไปว่าจะมีผลอย่างไรและระยะเวลาเท่าไหร่ (ซึ่งจริงๆ แล้วก็สู้อาหารสัตว์สำเร็จรูปไม่ได้อยู่แล้วเพราะมีสารอาหารครบครันและฮอโมนท์ต่างๆ แต่เราไม่ต้องเสียค่าอาหารสัตว์เลยแม้แต่น้อย และที่อยากรู้ที่สุดคือต้องใช้ในปริมาณเท่าไหร่และระยะเวลาเท่าใดถึงจะได้ผลผลิตในปริมาณที่เทียบเคียงกันได้) ได้ผลยังไงจะมาเล่าสู่กันฟังครับ และสำหรับท่านที่อยากได้แหนแดงไปทดลองขยายพันธุ์ก็อดใจรออีกพักหนึ่งครับ คาดว่าคงจะขยายพันธุ์ได้มากพอที่จะแจกจ่ายให้เพื่อนๆ นำไปรับประทาน เอ้ย… นำไปขยายพันธุ์ (-__-!!!)

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน