Posts Tagged ‘ย่อยสลาย’


การใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน
ปุ๋ยพืชสด
พืชที่เหมาะสำหรับทำปุ๋ยพืชสดอันดับต้นๆ ที่นิยมกันเห็นจะไม่พ้นพืชตระกูลถั่ว เพราะพืชตระกูลถั่วสลายตัวเร็ว มีใบ ลำต้น รากเยอะและความพิเศากว่านั้นคือพืชตระกูลถั่วมีปมที่รากซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้มาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาและการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชให้กับดินได้ดี พืชตระกูลถั่วที่นิยมปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยสดได้แก่ ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ปอเทือง โสนอัฟริกัน และถั่วมะแฮะ

การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้คุ้มค่าที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุดนั้นควรปลูกเพื่อทำการไถกลบในช่วงระยะเวลาออกดอกเพราะพืชจะเก็บสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ไว้มากที่สุด หลังจากนั้นควรทิ้งไว้ให้เกิดกระบวนการย่อยสลายในดินตามธรรมชาติเป็นเวลา 7 – 8 วัน แล้วจึงทำการปลูกพืชที่ต้องการได้

ลักษณะเด่นของปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่ว
พืชปุ๋ยสดตระกูลถั่วนั่นมีปมที่รากและมีแบคทีเรีย Rhizobium spp. อาศัยอยู่ ซึ่งแบคทีเรียตระกูลนี้สามารถดึงไนโตรเจนจากอากาศและสะสมในลำต้นทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณไนโตรเจนให้กับดินในบริเวณรอบๆ ที่มีรากอีกด้วย
ชนิดพืช ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซี่ยม
ถั่วพร้า 2.72 0.54 3.14
ถั่วพุ่ม 2.68 0.39 2.46
ปอเทือง 2.76 0.22 2.40
โสนแอฟริกัน2.87 0.22 2.40
ถั่วมะแฮะ 1.92 0.05 0.90
IMG_1915
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดนั้นนิยมทำกันอยู่ 3 วิธีคือ
1. แบบโรยเมล็ดเป็นแถว
2. แบบหยอดเป็นหลุม
3. แบบหว่านเมล็ด ควรไถดะก่อนหว่านเมล็ดแล้วคราดกลบเมล็ด

IMG_1919

อัตราเมล็ดที่ใช้มีดังนี้
ปอเทือง 5 กิโลกรัมต่อไร่
โสนอัฟริกัน 5 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพุ่ม 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วมะแฮะ 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพร้า 10 กิโลกรัมต่อไร่
ควรปลูกก่อนพืชหลักประมาณ 2 เดือนถึง 2 เดือนครึ่ง และควรไถกลบหรือสับกลบระยะออกดอกเพราะเป็นระยะที่พืชสะสมอาหารและแร่ธาติไว้มากที่สุดจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด
1. ยกระดับความสมบูรณ์ของดิน
2. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและปริมาณไนโตรเจนรวมทั้งธาตุอาหารอื่นๆที่จำเป็นสำหรับพืชให้แก่ดิน
3. รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดินและช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
4. ลดการสูยเสียหน้าดินอันเกิดจากการชะล้าง
5. ทำใหเดินร่วนซุย ทำให้สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวนเพื่อปลูกพืชหลัก
6. ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชในทางอ้อมได้
7. ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีด้วย
8. เพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชหลักให้สูงขึ้น
*** ขอขอบคุณศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินจ้าของบทความและความรู้ เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเผยแพร่ให้ได้รับความรู้ทั่วกัน หากไม่เหมาะสมประการใดสามารถแจ้งลบได้ครับและขอรับรองว่าบทความนี้ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงการค้าแต่อย่างใด ***



สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 1
วัสดุที่ใช้
ไข่ไก่ 5 กิโลกรัม, แป้งลูกหมาก 1 ลูก, นมเปรี้ยว 1 ขวด, กากน้ำตาล 5 กิโลกรัมและน้ำ 20 ลิตร
วิธีการทำ
นำไข่ไก่มาบดพร้อมเปลือกใส่ลงในถังแล้วตามด้วยแป้งข้าวหมากจากนั้นเทนมเปรี้ยว กากน้ำตาลและน้ำใส่ตามลงไปในถังหรือภาชนะที่เตรียมไว้แล้วคนให้เข้ากัน หลังจากนั้นปิดฝาถังแต่ไม่ต้องสนิทและตั้งทิ้งไว้ในร่ม หมักทิ้งไว้ 15-20 วันและแนะนำให้คนเป็นระยะเพื่อที่จุลินทรีย์จะได้อากาศทำให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อหมักได้นานตามระยะเวลาที่กำหนดแล้วควรกรองเอาน้ำแล้วแยกกากออกแล้วจึงนำมาใช้งานได้
การนำไปใช้
ใช้กับพืชผักในอัตราไม่เกิน 5 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตรแล้วฉีดพ่นหรือรดบริเวณลำต้นจะทำให้เจริญเติบโตได้ดีและดินจะปรับสภาพให้เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะเนื่องจากจุลินทรีย์จะช่วยให้การย่อยสลายอินทรีย์วัตถุบริเวณที่รดดีขึ้นทำให้พืชดูดซึมสารอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ดี
———————————-
สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 2

วัสดุที่ใช้
รกหมู-รกวัว, เศษผัก, กากน้ำตาล 10 กิโลกรัมและพด.2 จำนวน 1 ซองเพื่อเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์
วิธีการทำ
นำรกหมูหรือรกวัวต้มสับให้ละเอียดแล้วเทลงในถังตามด้วยเศษผัก กากน้ำตาลและพด.2 แล้วใส่น้ำพอท่วม หลังจากนั้นคนให้ทั่วแล้วปิดฝาแต่ไม่ต้องสนิทแล้วตั้งทิ้งไว้ในร่ม คนเป็นระยะเพื่อให้จุลินทรีย์โดนอากาศบ้าง หมักทิ้งไว้ 15 – 20 วันแล้วกรองเอาน้ำมาใช้งานได้
การนำไปใช้
ใช้กับพืชผักในอัตรา 2 – 3 ช้องแกงต่อน้ำ 10 ลิตร
———————————-
สูตรน้ำหมักชีวภาพ : สูตรที่ 3
วัสดุที่ใช้
โครงไก่ดิบ 50 กิโลกรัม , ไข่ (ทั้งเปลือก) จำนวน 12 ฟอง, สับปะรด 2 ลูก, รำละเอียด 5 กิโลกรัม, นมสด 2 กิโลกรัม, ข้าวสุก 5 กิโลกรัม, น้ำมะพร้าว 20 ลิตร, กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม, พด.2 จำนวน 1 ซอง
วิธีการทำ
สับโครงไก่ดิบใส่ลงในถังที่เตรียมไว้ (ถ้าต้องการหมักเพียง 1 เดือนต้องสับไก่ให้ละเอียด ถ้าระยะยาวไม่ต้องสับให้ละเอียด การสับเศาวัสดุเหล่านี้ให้ละเอียดมีผลต่อระยะเวลาการหมักเพราะจุลินทรีย์สามารถย่อยสลายแล้วใช้เป็นอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเศาวัสดุที่เป็นชิ้นใหญ่) ตามด้วยไข่ดิบทั้งเปลือกที่บดแล้ว สับปะรด รำละเอียด นมสด ข้าวสุก น้ำมะพร้าว กากน้ำตาลและพด.2 สำหรับเป็นหัวเชื้อเร่ง (โดยปกติแล้วจุลินทรีย์จะมีอยู่แล้วตามธรรมชาติแต่ถ้าหากมีสารตั้งต้นเป็นตัวเร่งก็จะทำให้ทำงานได้ดีขึ้นและลดระยะเวลาลง) แล้วใส่น้ำลงในถังหรือภาชนะพอท่วมแล้วคนให้ทั่วหลังจากนั้นจึงปิดฝาไม่ต้องสนิทแล้วตั้งทิ้งไว้ในร่ม คนเป็นระยะเพื่อให้จุลินทรีย์ได้รับอากาศ หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือนก็สามารถนำไปใช้งาน หรืออาจจะเก็บใส่ขวดพลาสติกไว้ใช้งานในเวลาต่อไป การเก็บลักษณะนี้สามารถเก็บไว้ได้นาน 2 – 3 เดือน
การนำไปใช้งาน
ใช้กับพืชผักสวนครัวในอัตราไม่เกิน 5 ช้อนแกงผสมน้ำ 20 ลิตรแล้วพ่นหรือราดบริเวณเพาะปลูกจะทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและดินจะปรับสภาพโดยจุลินทรีย์ให้เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะเนื่องจากจุลินทรีย์จะช่วยให้การย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินบริเวณที่รดให้ดีขึ้นส่งผลให้พืชดูดซึมสารอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ดี

หากสังเกตดีๆจะเห็นได้ว่าการเลือกใช้วัสดุสำหรับนำมาทำน้ำหมักชีวภาพนั้นจะเน้นไปที่วัสดุเหลือใช้ที่มีในท้องถิ่นนั้นๆ หรือที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นแล้วนำมาประยุกต์ตามความเหมาะสม ซึ่งท่านผู้อ่านก็สามารถหาวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ได้เช่นกันโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อหรือเสาะหาให้ยุ่งยาก ซึ่งก็ตรงตามจุดประสงค์ที่ได้คาดหวังไว้คือใช้เศษวัสดุในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ต้องกล่าวขอบพระคุณ คุณวิเชียร สุขขี ผู้ให้สูตรน้ำหมักชีวภาพมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
004



การปลูกข้าวในปัจจุบันใช้ต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเพราะสภาพดินที่เสื่อมโทรมลงไปมากทำให้ต้องใส่ปุ๋ยเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับระบบนิเวศน์ในนาข้าวถูกทำลายทำให้ความสมดุลต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิมทำให้แมลงศัตรูพืชหลายชนิดออกมารังควานสร้างความเสียหายโดยที่ไม่มีการควบคุมตามระบบห่วงโซ่อาหาร ทำให้เกษตรกรหลายท่านหันมาใช้วิธีธรรมชาติเพื่อลดต้นทุนโดยการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยไนโตรเจนให้กับต้นข้าวทั้งยังสามารถป้องกันศัตรูพืชประเภทหอยได้ระดับหนึ่ง

การใช้แหนแดงในนาข้าวนั้นไม่ยากเลยครับเพราะสภาพแวดล้อมในนาเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแหนแดงอยู่แล้ว คือเป็นสภาพน้ำนิ่ง ระดับน้ำไม่สูงและมีธาตุอาหารจากดินเพื่อการเจริญเติบโต ด้วยวิธีที่ง่ายๆ แต่ได้ผลทำให้เกษตรกรหลายรายใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวเพราะแหนแดงนั้นขึ้นชื่อเรื่องการดึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศมาสะสมไว้ โดยวิธีทำก็ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อนอะไร

Azolla copy

1. ปล่อยน้ำเข้านาให้ระดับความสูงประมาณ 10 – 15ซม. แล้วจึงนำแหนแดงในปริมาณ 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อใช้สำหรับขยายพันธุ์ในคราวแรก (คราวต่อไปไม่จำเป็นต้องใช้มากเพราะแหนแดงจะทิ้งสะเปิร์มไว้ในนา) แหนแดงไม่ถูกโรคกับยาฆ่าแมลงซึ่งอาจจะส่งผลให้แหนแดงตายทั้งหมดจึงควรงดเว้นการใช้ยาฆ่าแมลงช่วงระยะเวลานั้น

2. ไถกลบแหนแดงที่เลี้ยงไว้ 30 – 40 วันก่อนการปลูกข้าวเพื่อให้แหนแดงย่อยสลายและคายธาตุไนโตรเจนออกมาอย่างเต็มที่และให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เข้าสู่ขั้นตอนการปลูกข้ามตามปกติซึ่ง
4. …….เสร็จแระ -__-!!! เพราะระยะหลังปลูกข้าวแหนแดงก็จะเจริญเติบโตเองตามธรรมชาติจากสะเปิร์มที่ทิ้งไว้ก่อนการไถกลบและวนเวียนเป็นปุ๋ยให้ต้นข้าวตามธรรมชาติ การปลูกข้าวนาดำจะสามารถใช้ประโยชน์จากแหนแดงได้มากกว่านาหว่านเพราะระดับน้ำและช่องว่างระหว่างต้นข้าวเอื้อำนวยให้แหนแดงเจริญเติบโตได้ดี

นอกจากจะเป็นปุ๋ยชั้นดีแล้วแหนแดงยังสามารถป้องกันหอยได้ระดับหนึ่งเพราะการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของแหนแดงทำให้เบนความสนใจของหอยให้กินแหนแดงและลดความเสียหายของต้นข้าว ทั้งแหนแดงยังเจริญเติบโตปกคลุมผืนน้ำในนาข้าวทำให้วัชพืชบางอย่างไม่สามารถเจริญเติบโตได้เพราะขาดแสงที่เพียงพอ ด้วยประโยชน์หลายๆ อย่างของแหนแดงพร้อมด้วยปริมาณธาตุอาหารหลักไนโตรเจน 3.71%, ฟอสฟอรัส 0.25%, โปรแตสเซี่ยม 1.25% ของน้ำหนักตัวแล้วก็นับว่าแหนแดงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจในการลดต้นทุนการผลิต

Picture 265



ปกติผู้เขียนได้แต่ปลูกกล้วยทั้งต้นเพื่อปรับปรุงบำรุงดินเพราะรากและหน่อของต้นกล้วยมีจุลินทรีย์กลุ่มแอ็คติโนมัยซิสซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายสูงทำให้ดินที่อยู่บริเวณรอบๆ ปรับสภาพดีขึ้น แต่ก็ไม่เคยเฉลียวใจคิดเลยว่าถ้าเรากลั่นหรือนำจุลินทรีย์จากหน่อกล้วยมาใช้โดยตรงหรือในปริมาณเยอะๆ จะให้ผลยังไง

ก็เลยไปลองค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เนตเอยจากผลงานวิชาการด้านการเกษตรเอยก็ปรากฏว่ามีหลายวิธีตั้งแต่พื้นฐานจนไปถึงการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง -__-!!! แล้วซื่อบื้อๆ อย่างเราจะไหวไหมเนี่ยะ! โชคยังดีที่เจอการหมักซึ่งพอจะเห็นความเป็นไปได้เพราะเป็นวิธีที่ทำง่ายๆ เกษตรบ้านๆ อย่างเราก็พอไหว เลยลองดูกับเขาเสียหน่อยว่าผลจะออกมาเยี่ยงไร

วิธีทำนั้นก็ง่ายๆ เลยครับ
1. ขุดหน่อกล้วยที่คัดแล้วว่าสมบูรณ์ไม่เป็นโรคมาจำนวนหนึ่ง (มากน้อยตามฐานะ อิอิอิ) แล้วตัดเอาแต่เหง้าหรือมีตอติดมาด้วยนิดหน่อย

2. สับให้ละเอียดหรือบดเลยก็ยิ่งดีถ้าทำให้เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้ดีขึ้น

3. คลุกเคล้ากับกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดงเพื่อให้เป็นอาหารของจุลินทรีย์ โดยสัดส่วนปกติคือหน่อกล้วยสับ 3 ส่วนต่อกากน้ำตาล 1 ส่วน (มากน้อยตามฐานะ อิอิอิ! เดี๋ยวดีเอง) แล้วหมักไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดเป็นเวลา 10 – 15 วัน

4. นำมาคั้นเอาน้ำออกโดยน้ำที่ได้นี้ก็คือจุลินทรีย์หน่อยกล้วยที่มีจุลินทรีย์กลุ่มแอ็คติโนมัยซิสอยู่อย่างเข้มข้น แล้วจึงนำน้ำที่ได้นี้ไปผสมน้ำรดต้นไม้หรือบริเวณที่ต้องการปรับปรุงดินอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้คุณภาพของดินดีขึ้นตามลำดับ ส่วนกากที่เหลือนั้นก็สามารถใส่เป็นปุ๋ยคุณภาพให้ต้นไม้ได้

IMG_2055



ว่าแล้วจะต้องมีคนถามคำถามนี้ตามมาหลังจากคุยกันเรื่องการปลูกพืชบนดินลูกรัง

ดินเหนียวเป็นดินที่มีลักษณะเนื้อละเอียด น้ำซึมผ่านได้ยากบางครั้งรดน้ำข้างบนจนเละเป็นโคลนแต่ด้านใต้ผิวดินยังเป็นผงฝุ่นอยู่เลย ดังนั้นหากจะต้องใช้ปลูกพืชก็ควรปรับปรุงดินโดยการใส่อินทรีย์วัตถุที่มีลักษณะละเอียดและอุ้มน้ำได้ดี เช่นฟางข้าว แกลบ ขี้เลื่อยต่างๆ ผสมคลุกเคล้าไปกับดินเพื่อให้คุณลักษณะทางกายภาพของดินเปลี่ยนไปให้การดูดซึมน้ำและน้ำไหลผ่านได้ดีขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปอินทรีย์วัตถุเหล่านี้ก็จะสลายตัวและรวมตัวเข้ากับดินเหนียวทำให้ดินมีคุณลักษณะที่ดีขึ้นจนสามารถปลูกพืชได้ตามปกติ

โดยที่สวนต้องเจอกับปัญหาดินเหนียวจากก้นบ่อที่พอโดนแดดหน่อยก็จะแข็งเป็นหินแต่พอโดนน้ำก็จะเหนียวติดจอบ เอะ! ทำไมดินคุณถาพแย่ๆ มาอยู่ที่สวนเราหมดเลยเนี่ยะ! เกือบครบชุดปัญหาเรื่องดินเลยนะเนี่ยะ -__-!!! และหากต้องการเร่งปฏิกิริยาให้การย่อยสลายตัวของอินทรีย์วัตถุที่ผสมคลุกเคล้ากับดินเหนียวย่อยสลายเร็วขึ้นก็สามารถนำน้ำหมักชีวภาพมาผสมน้ำในอัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 30 ลิตรราดลงบนดินที่ผสมอินทรียวัตถุแล้วทุกๆ 5 – 7 วันก็จะสามารถย่นระยะเวลาการย่อยสลายตัวของอินทรียวัตถุได้ วิธีนี้ใช้ได้ผลกับที่สวนผู้เขียนหากเพื่อนๆ อยากจะเอาไปทดลองแก้ปัญหาดินเหนียวที่สวนของเพื่อนๆ ก็สามารถทำได้ไม่หวงห้ามขอรับ ^-^
Picture 208

Picture 201



เพื่อนๆ ชาวเกษตรท่านหนึ่งได้เห็นวิธีทำปุ๋ยหมัก เห็นซอง พด.1 แล้วรีบไปสำนักงานพัฒนาที่ดินเพื่อขอมาใช้บ้าง แต่ก็ปรากฏว่าหมดไปแล้ว และต้องลงชื่อรอแบบที่ไม่รู้ว่าจะรอไปจนถึงเมื่อไหร่ (แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ภายในเดือนหรือ 2 เดือน)

แล้วทำยังไงหละทีนี้
ทำหัวเชื้อจุลินทรีย์เองสิ
อ่าว?
แล้วทำยังไงหละ?

การทำหัวเชื้อจุลินทรีย์หรือถ้าจะเรียกชื่อเต็มๆ ก็คือจุลินทรีย์ EM (Effective Microorganisms) หรือจุลินทรีย์ในเชิงสร้างสรรค์ไว้ใช้ทำปุ๋ยหมักนั้นไม่ยากครับ เพียงแค่ท่านมี
1. ภาชนะแบบที่สามารถปิดฝาได้มิดชิด
002
2. กากน้ำตาล (น้ำตาลโมลาทหรือสุดแท้แต่จะเรียกต่างกันไปตามภูมิภาค บางภาคก็เรียกส่าน้ำตาล)

003
3. เศษผัก เศษผลไม้ สุดแท้แต่จะหาได้ตามท้องถิ่นนั้นๆ เพราะไม่อยากให้ต้องเสียเงินซื้อหา แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะแนะนำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเพราะเท่าที่ทดลองใช้มาหลายๆ อย่างก็ปรากฏว่าผลไม้ที่มีผลเปรี้ยวสามารถเร่งการเกิดจุลินทรีย์ได้ดี (สงสัยจุลินทรีย์ชอบ)

001

 

วิธีการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์
1. เทผักหรือผลไม้ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ในปริมาณ 3 – 4 กิโลกรัมต่อน้ำตาล 1 กิโลกรัม ถ้าขี้เกียจคลุกเคล้ากันก็สามารถเทเศษผักหรือผลไม้กับกากน้ำตาลสลับกันไปเป็นชั้นๆ ก็ได้
2. เทกากน้ำตาลลงไป

004
3. คลุกเคล้าให้เข้ากัน (ณ ขั้นตอนนี้ ผมว่าผมเข้าใจชีวิตป้าเชงน้ำหมักมากขึ้นนะ หุ หุ หุ)

005
4. ปิดฝาภาชนะให้มิดชิด

006
5. หมั่นกวนให้เข้ากันเพื่อจุลินทรีย์ได้รับอากาศ จริงๆ แล้วจุลินทรีย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตแบบหนึ่งที่มีความต้องการพื้นฐานในเรื่อง อากาศ และอากาศจากธรรมชาติ เช่น รำข้าว น้ำตาล และการกวนทุกๆ 5 – 7 วันจะทำให้การย่อยสลายดีขึ้น
** การทำหัวเชื้อจุลินทรีย์สำหรับนำไปเป็นส่วนผสมทำปุ๋ยหมักจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน – 2 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับเศษวัสดุ หรืออินทรียวัตถุที่ใส่ลงไป เมื่อจุลินทรีย์ย่อยสลายได้ที่แล้วจะมีน้ำออกมาซึ่งน้ำตัวนี้แหละคือหัวเชื้อจุลินทรีย์ชั้นยอดที่สามารถนำไปเป็นหัวเชื้อทำปุ๋ยหมัก ส่วนกากที่เหลือจากการย่อยสลายนั้นก็อย่าทิ้งครับเพราะนั่นคือปุ๋ยชั้นดีที่สามารถนำไปใส่ต้นไม้ได้

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน