Posts Tagged ‘ราก’


การใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน
ปุ๋ยพืชสด
พืชที่เหมาะสำหรับทำปุ๋ยพืชสดอันดับต้นๆ ที่นิยมกันเห็นจะไม่พ้นพืชตระกูลถั่ว เพราะพืชตระกูลถั่วสลายตัวเร็ว มีใบ ลำต้น รากเยอะและความพิเศากว่านั้นคือพืชตระกูลถั่วมีปมที่รากซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้มาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาและการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชให้กับดินได้ดี พืชตระกูลถั่วที่นิยมปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยสดได้แก่ ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ปอเทือง โสนอัฟริกัน และถั่วมะแฮะ

การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้คุ้มค่าที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุดนั้นควรปลูกเพื่อทำการไถกลบในช่วงระยะเวลาออกดอกเพราะพืชจะเก็บสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ไว้มากที่สุด หลังจากนั้นควรทิ้งไว้ให้เกิดกระบวนการย่อยสลายในดินตามธรรมชาติเป็นเวลา 7 – 8 วัน แล้วจึงทำการปลูกพืชที่ต้องการได้

ลักษณะเด่นของปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่ว
พืชปุ๋ยสดตระกูลถั่วนั่นมีปมที่รากและมีแบคทีเรีย Rhizobium spp. อาศัยอยู่ ซึ่งแบคทีเรียตระกูลนี้สามารถดึงไนโตรเจนจากอากาศและสะสมในลำต้นทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณไนโตรเจนให้กับดินในบริเวณรอบๆ ที่มีรากอีกด้วย
ชนิดพืช ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซี่ยม
ถั่วพร้า 2.72 0.54 3.14
ถั่วพุ่ม 2.68 0.39 2.46
ปอเทือง 2.76 0.22 2.40
โสนแอฟริกัน2.87 0.22 2.40
ถั่วมะแฮะ 1.92 0.05 0.90
IMG_1915
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดนั้นนิยมทำกันอยู่ 3 วิธีคือ
1. แบบโรยเมล็ดเป็นแถว
2. แบบหยอดเป็นหลุม
3. แบบหว่านเมล็ด ควรไถดะก่อนหว่านเมล็ดแล้วคราดกลบเมล็ด

IMG_1919

อัตราเมล็ดที่ใช้มีดังนี้
ปอเทือง 5 กิโลกรัมต่อไร่
โสนอัฟริกัน 5 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพุ่ม 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วมะแฮะ 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพร้า 10 กิโลกรัมต่อไร่
ควรปลูกก่อนพืชหลักประมาณ 2 เดือนถึง 2 เดือนครึ่ง และควรไถกลบหรือสับกลบระยะออกดอกเพราะเป็นระยะที่พืชสะสมอาหารและแร่ธาติไว้มากที่สุดจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด
1. ยกระดับความสมบูรณ์ของดิน
2. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและปริมาณไนโตรเจนรวมทั้งธาตุอาหารอื่นๆที่จำเป็นสำหรับพืชให้แก่ดิน
3. รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดินและช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
4. ลดการสูยเสียหน้าดินอันเกิดจากการชะล้าง
5. ทำใหเดินร่วนซุย ทำให้สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวนเพื่อปลูกพืชหลัก
6. ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชในทางอ้อมได้
7. ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีด้วย
8. เพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชหลักให้สูงขึ้น
*** ขอขอบคุณศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินจ้าของบทความและความรู้ เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเผยแพร่ให้ได้รับความรู้ทั่วกัน หากไม่เหมาะสมประการใดสามารถแจ้งลบได้ครับและขอรับรองว่าบทความนี้ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงการค้าแต่อย่างใด ***



น้ำเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับการเกษตรเลยก็ว่าได้ ซึ่งโดยปกติแล้วพืชดูดซึมน้ำด้วยรากฝอยหรือบางชนิดก็สามารถดูดซับน้ำทางปากใบได้ (ใต้ใบ) แต่ส่วนใหญ่ก็ดูดซับทางรากเป็นหลัก พืชจะเจริญเติบโตได้นั้นก็ด้วยระบบรากพืชที่ดีมีประสิทธิภาพเพราะเป็นตัวดูดซับอาหารและน้ำขึ้นไปเลี้ยงลำต้น และการที่รากจะเจริญเติบโตหรือแผ่ขยายไปได้นั้นก็ต้องอาศัยน้ำในดินหรือความชื้นเพราะรากพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการความชื้นทั้งความชื้นจากรากเองและความชื้นในดิน หากเป็นพืชต้นเล็กนั้นการให้น้ำแบบน้ำหยดก็เหมาะสมแต่หากเป็นพืชที่มีรากแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างการให้น้ำก็คงต้องขยายออกไปตามรัศมีรากเพื่อให้รากสามารถดูดซับน้ำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ระบบน้ำหยดสำหรับการเกษตรเป็นระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งเพราะประหยัดน้ำเหมาะสำหรับพืชที่มีขนาดเล็กหรือรัศมีรากไม่กว้างมาก หรือเกษตรกรบางรายใช้ระบบน้ำหยดหลายจุดสำหรับพืชที่มีลำต้นใหญ่ซึ่งก็แล้วแต่การประยุกต์ใช้งาน ข้อเสียของการให้น้ำระบบหยดก็คือการมีระบบกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพหรือไม่แล้วระบบน้ำหยดก็จะติดขัดได้หากมีเศษตะกอนไปอุดตัน

Water Filter

*** ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***Water Dripping

*** ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***

การใช้ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์หรือมินิสปริงเกอร์เป็นระบบที่นิยมมากสำหรับพืชที่มีรัศมีรากกว้างหรือพืชขนาดเล็กที่มีระยะชิดทำให้การกระจายน้ำเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งสำหรับรากพืชและเพิ่มความชื้นในดิน ส่วนข้อเสียนั้นก็คงเป็นเรื่องของแรงดันน้ำที่ต้องใช้ปั๊มน้ำในการทำงานเพราะสปริงเกอร์แต่ละตัวนั้นใช้แรงดันน้ำค่อนข้างมากในการทำงานPicture 300

*** ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ ***

การให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นต้องคำนึงถึงลักษณะของต้นพืชเป็นหลัก เพราะหากให้น้ำพืชจำนวนเท่ากันแต่เทลงจุดเดียวเหมือนการทำงานของระบบน้ำหยดแล้วก็คงไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าไหร่นักเพราะถึงแม้ว่าพืชจะได้น้ำในปริมาณที่เพียงพอแต่การดูดซึมไปใช้งานอาจจะไม่ดีเท่ากับการกระจายอย่างทั่วถึง และหากดินไม่มีความชื้นที่เพียงพอรากก็ไม่สามารถแผ่ขยายออกไปได้เช่นกันทำให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่มีเท่าที่ควร


กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 นับว่าเป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้เพราะเป็นกล้วยน้ำว้าไส้เหลืองที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์และให้ผลผลิตที่มีลูกใหญ่จำนวน ลูกดก เครือมากและคุ้มค่าในเชิงการค้า การขยายพันธุ์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ในปัจจุบันขยายพันธุ์ด้วยหน่อนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงนิยมใช้แบบเพาะเนื้อเยื่อเสียส่วนใหญ่เพราะว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถทำได้ในจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดอยู่ดีแม้กระทั่งสถานีวิจัยที่ปากช่องจังหวัดโคราชเองก็ไม่สามารถจัดหาให้ได้ทันกับความต้องการที่มหาศาลของตลาดในปัจจุบัน

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการขยายพันธุ์หรือปลูกกล้วยน้ำว้าด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ปลอดโรค ได้สายพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการ หรือขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาสั้นกว่า แต่การปลูกกล้วยน้ำว้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นก็มีข้อเสียอยู่บ้างเช่นกัน เช่น ต้องการการเอาดูแลรักษาอย่างดีในช่วงแรกที่ลงปลูกใหม่เพราะต้นยังเล็กและไม่แข็งแรง หากต้นเล็กเกินไปรากจะติดเชื้อได้ง่าย เป็นต้น ถึงแม้ว่ากล้วยน้ำว้าจะทนและแข็งแรงกว่าเมื่อเทียบกับกล้วยสายพันธุ์อื่นๆ เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า แต่หากต้นยังเล็กเกินไปก็ถือว่ายังอ่อนแอจึงทำให้ตายได้ง่ายๆ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผู้ปลูกที่ไม่มีความชำนาญหรือไม่มีประสบการณ์ในการปลูกกล้วยประสบความล้มเหลวในการปลูกและต้นกล้วยแสนรักที่พึ่งได้มากลับตายจากไปก่อนวัยอันควร -__-!!! โธ่ พึ่งจะได้มาก็ตายเสียแล้ว

การปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้น
1. หลังจากที่ได้ต้นกล้วยมาแล้วก็สมควรที่จะพักต้นหรืออนุบาลต่อระยะหนึ่งเพื่อให้ต้นกล้วยฟื้นจากความบอบช้ำที่ได้รับจากการขนส่งและจะให้ดีก็ควรอนุบาลเพิ่มเติมอีก 1 เดือนเพื่อให้ระบบรากแข็งแรงขึ้นและลำต้นแข็งแรงพอที่จะเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ต้นกล้วยน้ำว้าที่ได้จากศูนย์วิจัยหรือที่จำหน่ายกันจะมีความสูงแค่ 20 – 25 ซม. จึงยังไม่ค่อยแข็งแรงพอที่จะทนแดดหรือลม หากจะให้ดีควรปลูกเมื่อระบบรากแข็งแรงดีแล้วจึงนำไปปลูกได้

banana trees (3)

2. ขุดหลุมขนาด 50x 50 ลึก 50 ซม. แล้วตากหลุมไว้ 1 อาทิตย์แล้วรองก้นหลุมปลูกด้วยปูนขาวหรือปูนมานเล็กน้อยเพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อ

3. ควรรองก้นปลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่าหรือถ้าจะให้ดีควรเป็นปุ๋ยหมักเพราะปุ๋ยเคมีอาจจะทำให้ต้นกล้วยน้ำว้าต้นอ่อนตายได้เพราะความเข้มข้นที่มากเกินไป

4. ไม่ควรวางต้นกล้วยลึกเกินไปและควรให้ระดับดินในถุงเท่ากับขอบคันดินที่จะปลูก หากตื้นเกินไปก้อาจจะทำให้ลอยกอได้ง่ายในอนาคต หรือหากปลูกลึกเกินไปก็จะทำให้โคนต้นกล้วยที่กำลังอ่อนอาจจะเน่าได้ แล้วจึงกลบด้วยดินให้รอบหลุม

banana trees (2)

5. คลุมด้วยวัสดุคลุม เช่น ฟาง แกลบ หรือขุยมะพร้าวเพื่อรักษาความชื้นในดินให้มีอยู่ตลอดเวลา เพราะรากต้องการความชื้นอย่างสูงในระยะนี้จึงจะสามารถชอนไชออกจากบริเวณถุงไปสู่ดินใหม่ได้

banana trees

6. ปักไม้แล้วพูกต้นกล้วยไว้เพื่อป้องกันลมพัดแรงจนรากเคลื่อนที่ทำให้การเจริญเติบโตชะงัก

7. รดน้ำเช้า – เย็นอย่างสม่ำเสมออย่างพอดีๆ ไม่ควรแห้งไปและไม่ควรแฉะจนเกินไปอาจจะทำให้รากเน่าได้

เพียงเท่านี้ก็จะทำให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเรามากขึ้นหลายเท่า ทำให้พออุ่นใจได้ว่าจะเจริญเติบโตได้อย่างดีและออกดอกออกผลให้เราได้เห็นในอนาคตอันใกล้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเพื่อนๆ มากขึ้นกว่าเดิมจะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นว่าต้นกล้วยปลูกแล้วตายให้ผู้เขียนฟัง หุ หุ หุ -__-!!!
banana trees (1)



ว่ากันว่าหญ้าแฝกแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือหญ้าแฝกหอมและหญ้าแฝกลุ่ม โดยจำแนกย่อยออกเป็นสายพันธุ์ต่างๆ ได้ดังนี้
1. กลุ่มหญ้าแฝกหอม เช่น กำแพงเพชร 2 , เชียงราย , สงขลา 1 , สงขลา 2 , สงขลา 3 , สุราษฎร์ธานี , ตรัง 1 , ตรัง 2 , ศรีรังกา , เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน (รวม 11 พันธุ์) หญ้าแฝกที่พบในจังหวัดเหล่านี้ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มแฝกหอม โดยมีลักษณะเด่นคือกอจะมีลักษณะเป็นพุ่ม ใบยาวตั้งตรงขึ้นสูงประมาณ 150-200 ซม.และมีการแตกแขนงตามสำต้น ใบยาว 45-100 ซม.ขนาดความกว้าง 0.6-1.2 ซม.มีสีเขียวเข้ม หลังใบโค้งและเนื้อใบเนียน มีไขเคลือบมาก ส่วนรากนั้นจะมีกลิ่นหอมเย็นและสามารถหยั่งลึกลงไปในดินได้ 100-300 ซม.

Picture 044

2. กลุ่มหญ้าแฝกลุ่ม เช่น สายพันธุ์อุดรธานี 1 , อุดรธานี 2 , นครพนม 1 , นครพนม 2, ร้อยเอ็ด , ชัยภูมิ , เลย , สระบุรี 1 , สระบุรี 2 , ห้วยขาแข้ง , กาญจนบุรี , นครสวรรค์ , ราชบุรี , ประจวบคีรีขันธ์ ,จันทบุรี , พิษณุโลกและกำแพงเพชร หญ้าแฝกที่พบในจังหวัดเหล่านี้จะจัดอยู่ในกลุ่มหญ้าแฝกลุ่มซึ่งมีลักษณะเล็กกว่าหญ้าแฝกหอมคือลักษณะกอเป็นพุ่ม ใบยาวปลายจะโค้งลงคล้ายกอตะไคร้มีความสูงโดยประมาณ 100-150 ซม แต่จะไม่พบการแตกแขนงตามลำต้น ส่วนใบมีความยาว 35-80 ซม.และกว้าง 0.4-0.8 ซม.มีสีขาวซีด หลังใบพับเป็นสันแข็งสามเหลี่ยมและเนื้อใบหยาบ มีไขเคลือบน้อยส่วนรากนั้นก็มีความตื้นกว่าหญ้าแฝกหอมคือหยั่งลึกลงดินประมาณ 80 – 100 ซม.และความต่างอีกข้อคือไม่มีกลิ่นหอม

Picture 038

หญ้าแฝกนั้นควรปลูกในหน้าฝนเพราะถึงแม้ว่าหญ้าแฝกจะทนทานขนาดไหนน้ำท้วมงอกใหม่ ไฟไหม้ถ้ายังเหลือตอก็ยังงอกมาได้แต่เวลาปลูกลงดินก็ต้องการความชื้นเป็นปกติวิสัยของพืช ส่วนประโยชน์ของหญ้าแฝกนั้นก็มีหลากหลายขึ้นอยู่กับการนำไปประยุกต์ใช้งาน บ้างก็ปลูกกันดินทลาย บ้างก็ปลูกเพื่อให้รากเจาะทะลุชั้นดินดาน และบ้างก็ปลูกรอบต้นไม้ยืนต้นเพื่อรักษาความชื้นในดินเพราะรากหญ้าแฝกจะหยั่งลึกลงดินไม่แผ่ขยายออกด้านข้างจึงไม่รบกวนพืชยืนต้นนัก ส่วนผู้เขียนนั้นก็ปลูกหญ้าแฝกเพื่อกันดินทลายลงสระน้ำก็นับว่าได้ผลดีเพราะรากหยั่งลึกลงดินสานกันเป็นแพทำให้ชลอการพังทลายของดินเวลาฝนตก
และสำหรับคำถามจากเพื่อนๆ ชาวเกษตรที่ว่า “ปลูกหญ้าแฝกพันธุ์ไหนดีสุด” นั้นผู้เขียนก็อยากจะตอบว่าดีทุกพันธุ์ครับสิ่งที่อยู่ใกล้มือไม่ต้องซื้อต้องหา หรือสั่งมาจากแดนไกลถือเป็นสิ่งที่ควรเลือกใช้งานที่สุดและสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการนำไปประยุกต์ใช้งานครับ ^_^

Picture 037



กล้วยน้ำว้านับเป็นพืชที่คนไทยเรารู้จักและนิยมใช้ประโยชน์สารพัดอย่างกันมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นลำต้นที่นำมาเป็นอาการสัตว์ กาบกล้วยที่สามารถนำว่าทำเป็นเชือกได้ รากที่สามารถนำมาทำเป็นยา หยวกกล้วยที่นำมาเป็นอาหาร ใบที่ใช้ประโยชน์ได้สารพัดและโดยเฉพาะผลกล้วยที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ทั้งคาวและหวาน หรือจะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถนอมอาหารต่างๆ ได้มากมาย
นับว่าประโยชน์ครอบจักรวาล และส่วนในเรื่องราคานั้นก็นับว่าดีวันดีคืนซึ่งล่าสุดนั้นเราก้ได้เห็นกล้วยน้ำว้าราคาจากหน้าสวนหวีละ 20 บาทมาแล้ว อีกทั้งความต้องการของตลาดก็เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ในบางพื้นที่อาจจะล้นตลาดแต่ภาพรวมนั้นยังถือว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค

กล้วยนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ปลูกกันอย่างแพร่หลายในทั่วทุกภาคของประเทศไทยเพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตดี ศัตรูและโรคพืชมีน้อย โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าที่นำมาเป็นอาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้สารพัด และที่สำคัญการปลูกหรือการขยายพันธุ์นั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย และอย่างยิ่งที่ปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นยุคที่มีเทคโนโลยีทางการเกษตรมากขึ้นจึงทำให้มีการขยายพันธุ์กล้วยด้วยการเพาะเนื้อเยื่อที่สามารถขยายพันธุ์ได้จำนวนเยอะในเวลาอันสั้น และมีข้อดีหลายอย่าง อาธิเช่น
1.ขนาดต้นกล้วยที่ปลูกในแปลงจะเท่ากันทำให้ผลผลิตออกมาในเวลาที่ไล่เลี่ยกันจึงทำให้จัดการง่าย
2.ระบบรากที่แข็งแรงกว่าการขุดหน่อมาปลูก ถึงแม้ต้นพันธุ์จากการขุดหน่อจะต้นใหญ่กว่าแต่ความจริงแล้วต้องใช้เวลาสร้างระบบรากขึ้นมาใหม่
3.ปลอดโรคเพราะต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะปลอดโรคเป็นอย่างมาก

และการขยายพันธุ์อีกแบบหนึ่งที่ผู้เขียนนิยมชมชอบเป็นการส่วนตัว คือการขยายพันธุ์จากตอกล้วยด้วยการปลูกกลับหัวโดยหันรากขึ้นด้านบนแล้วกลบด้วยดินซึ่งได้ทำการทดลองขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้มาระยะหนึ่ง ผลปรากฏว่าสนุกดี ประหนึ่งความรู้สึกเหมือนปลูกเห็ดเพราะต้องคอยลุ้นว่าจะออกมากี่หน่อ (เอะ ยังไง) และผลที่ได้ก็มักจะน่าตื่นตาตื่นใจเพราะเป็นการรังแกกล้วยการวิธีการปลูกแบบผิดธรรมชาติทำให้รีบแตกหน่อออกกอมาเป็นจำนวนมาก (คนสมัยนี้ทารุณจริงๆ ขนาดกล้วยยังโดนรังแกคิดดูเถอะ) โดยวิธีการนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยแค่การขุดตอกล้วยจากต้นแม่แล้วนำมาปลูกใหม่ด้วยการหันด้านลำต้นลงดินและหันตอชี้ฟ้าแล้วจึงกลบด้วยดินพร้อมทั้งรดน้ำให้ชุ่ม หรืออาจจะมีฟางหรือวัสดุคลุมเพื่อความชุมชื้นและสิริมงคล -_-!!!

เพิ่มเติม (3/12/2555)
รีบโผล่มารับแดดกันใหญ่ หุหุหุ
ด้วยความที่ผิดธรรมชาติต้นกล้วยเลยเกิดความสับสนและเครียดว่าชีวิตเราจะเป็นเยี่ยงไร จะรอดไหม เลยต้องรีบแทงหน่อออกมารับแดดเพื่อให้รอดชีวิตต่อไปในโลกใบนี้ (ไม่แน่ใจว่าจะทะลึ่งออกปลีกลับด้านอีกรึเปล่า ได้ผลยังไงจะมารายงานให้ท่านผู้อ่านได้ทราบอีกที) เท่าที่สังเกตดูและจากบันทึกส่วนตัวของผู้เขียนการปลูกด้วยวิธีนี้กล้วยจะแทงหน่อขึ้นมาใหม่ทุกๆ 7 วันจนกระทั่งต้นแรกที่ออกมากางใบได้ 3 – 4 ใบจึงจะหยุดแทงหน่อขึ้นมา ซึ่งทั้งนี้อาจจะเป็นด้วยความสมบูรณ์ของตอกล้วย สภาพแวดล้อม (ความชื้น) และอัตราการงอก (ประมาณว่ายิ่งสดยิ่งดีหากตากแดดไว้หลายวันหรือขุดขึ้นมาได้หลายวันแล้วแต่ไม่ได้นำปลูกอัตราการงอกก็จะลดลงตามนั้น)

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน