Posts Tagged ‘ลดต้นทุน’



เพื่อนท่านเดิมซื้อปั๊มน้ำไฟฟ้าแบบหอยโข่งขนาด 2 นิ้วมาแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทดลองที่ไหน สุดท้ายก็ส่งมาให้ทดลองพร้อมกับวิจารณ์ (ซื้อมาไม่ใช้แล้วมันซื้อมาทำไมนักหนาเนี่ยะ! ลำบากเพื่อนฝูงต้องมานั่งดมกาวต่อท่อน้ำเนี่ยะ เคลิ้มเลยเห็นไหม -__-!!!)

ส่งการบ้านรอบนี้ขออภัยที่ไม่สามารถถ่ายเป็นคริปวีดีโอเพื่อดูแรงดันของน้ำได้เพราะปั๊มตัวนี้ถูกติดตั้งไว้ในบ้าน จะถ่ายคริปวีดีโอก็ไม่ถนัดเลยต้องของดสำหรับการทดสอบครั้งนี้ ก็คงจะได้แต่การวิจารณ์และแสดงความเห็น

ข้อดีของปั๊มน้ำไฟฟ้าแบบหอยโข่งขนาด 2 แรงม้าคือราคาถูกกว่ามากและย่อมเยากว่าปั๊มน้ำขนาด 3 แรงม้า
จะว่าไปแล้วปั๊มน้ำไฟฟ้าแบบหอยโข่งขนาด 2 แรงกับท่อน้ำขนาด 2 นิ้วก็ถือว่าค่อนข้างจะได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคการเกษตรบ้านเรา ถึงแม้ว่าแรงดันน้ำและมวลน้ำที่ได้ต่อนาทีนั้นจะสู้ปั๊มน้ำหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าไม่ได้แต่ราคาของปั๊มน้ำขนาด 2 แรงม้าก็ถือว่าย่อมเยาลงกว่ามาก เป็นราคาที่หาซื้อได้ง่ายเพราะถ้าหันกลับไปใช้ปั๊มน้ำหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าราคาก็จะกระโดดไปไกลเกือบๆ 2 เท่าจากของราคา 2 แรง (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อด้วยนะจ๊ะ) ซึ่งจริงๆ แล้วหากจะพูดกันถึงเรื่องขนาดแรงม้าของปั๊มนั้นก็ควรจะดูความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และขนาดเป็นหลักเพราะหากพื้นที่เล็กมีการใช้น้ำไม่มากแต่ใช้ปั๊มน้ำขนาดใหญ่ก็คงจะมีปัญหาให้จัดการกันอีกนั่นแหละเพราะแรงดันน้ำที่มหาศาลก็อาจจะทำให้อุปกรณ์หรือท่อน้ำของเพื่อนๆ เสียหาย แตก หรือแม้กระทั่งระเบิดได้ก็มีเพราะการไหลเวียนและเข้าออกของมวลน้ำไม่สมดุลกัน (ใครอยากเห็นท่อน้ำระเบิดก็ลองดูกันได้ไม่ว่ากัน ถ่ายรูปมาให้ผู้เขียนดูด้วย อิอิอิ -__-!!!) เพราะฉะนั้นปั๊มน้ำขนาด 2 แรงม้าก็อาจจะเพียงพอสำหรับระบบน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ของท่านก็เป็นได้

IMG_2982

*** ตัวเเล็กไปหน่อยแต่ก็ถือว่าใช้ได้ ***

IMG_2984

*** ยี่ห้อไม่คุ้นตาเท่าไหร่แต่ก็ถือว่าไปไหว ***

Picture 620

*** ท่อน้ำ PVC ขนาด 2 นิ้วนั้นก็มีหลายราคาและระดับความหนาให้ได้เลือกใช้งานกันตามความเหมาะสม เช่นท่อน้ำอย่างดีสุดก้หนาสุด รองลงมาก็คือ 8.5 และอย่างบางสุดก็คือ 5 ซึ่งก็ว่ากันไปตามลักษณะการใช้งาน ***

ข้อดีของท่อน้ำขนาด 2 นิ้วคือราคาถูกกว่ามาก
วัสดุอุปกรณ์ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรพิจารณาเลือกใช้ปั๊มน้ำซึ่งในที่นี้อุปกรณ์หลักก็คือท่อน้ำ PVC และข้อต่อ PVC ข้องอ PVC และข้อลด PVC ต่างๆนั่นเอง ท่อน้ำขนาด 2 นิ้วเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายสำหรับภาคการเกษตรมากกว่าท่อขนาดอื่นๆทำให้อุปกรณ์เกี่ยวข้องต่างๆสามารถหาได้ง่ายตามท้องตลาดและราคาถูกตามไปด้วย ยิ่งปั๊มน้ำขนาด 2 นิ้วได้รับความนิยมแพร่หลายในตลาดเท่าไหร่ผู้ผลิตก็ยิ่งมุ่งเน้นพัฒนาเพื่อลดต้นทุนลงให้ตัวเองได้เปรียบในการแข่งขันเท่านั้นเลยเป็นผลพวงให้ราคาลดลงหรือคุณภาพดีขึ้นเช่นกัน ต่างกันมากกับท่อและอุปกรณ์ PVC บางขนาดที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม ยกตัวอย่างเช่น ข้องอ PVC ขนาด 12 นิ้วราคาแพงกว่าท่อ PVC ขนาด 12 นิ้วยาว 4 เมตรทั้งเส้น -__-!!! แถมยังหายากเพราะไม่มีใครใช้ หรือท่อขนาด 1.5 นิ้วที่ราคาพอๆ กับท่อขนาด 2 นิ้วหรืออาจจะราคาเท่ากันในบางพื้นที่ -__-!!! เพราะไม่เป็นที่นิยม คงจะดีกว่ามากหากเราสามารถซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อมาติดตั้งระบบน้ำสำหรับการเกษตรได้ในราคาประหยัดและหาซื้อเปลี่ยนได้ง่ายจากท้องตลาด ตรงกันข้ามกับท่อน้ำขนาดที่ไม่เป็นที่นิยมที่มักจะมีราคาแพงแถมยังหาวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวข้องเช่นวาล์วน้ำ ข้อต่อ ข้องอ ต่างๆยากแสนยาก เชื่อเถอะเพราะผู้เขียนโดนมาแล้วตอนวางระบบน้ำโดยใช้ท่อขนาด 3 นิ้วเพราะค่าใช้จ่ายโดยรวมในการซื้ออุปกรณ์และท่อ PVC ต่างๆ แพงกว่าการใช้ท่อขนาด 2 นิ้วอยู่ประมาณ 3 เท่าตัวแถมบางชิ้นก็หายาก

IMG_2977

*** จะว่าไปแล้วราคาของ PVC 5 (อย่างบาง) กับ PVC 8.5 (อย่างกลาง) ก็แตกต่างกันพอสมควร โดยแถวๆ สวนผู้เขียนนั้น PVC 5 อยู่ที่ 70 บาทต่อเส้นส่วน PVC 8.5 ก็ 120 บาทต่อเส้นอย่างที่เห็น ต่างกันนิดเดียวเองเนอะ -__-!!! เกือบเท่าตัว ***

IMG_2980

*** วัสดุอุปกรณ์เกี่ยวข้องนั้นก็ถูกกว่าและหาได้ง่ายกว่ามากเมื่อเทียบกับท่อ PVC ขนาด 3 นิ้ว ราคาโหดกว่านี้เยอะ -__-!!! ***

Picture 623

Picture 621

Picture 615

*** จะว่าไปแล้ว บางครั้งบางทีก็แทบจะมองไม่เห็นความต่างของความหนาระหว่าง PVC 5 กับ PVC 8.5 ***

Picture-612

*** จะให้ดีนั้นควรเลือกขนาดความหนาให้ถูกต้องกับลักษณะการใช้งาน เช่นส่วนที่ต้องการความทนทานแข็งแรงก็ต้องใช้ท่อที่มีคุณภาพ หรือส่วนที่ไม่ต้องการความทนทานหรือความเสี่ยงในการแตกหักน้อยก็ควรเลือกใช้อย่างบางเพื่อการประหยัด หรือหากสตางค์เหลือเยอะจะใช้แบบหนาสุดแพงสุดเพื่อกิจกรรมทางการเกษตรก็ไม่ว่ากันเพราะดูหรูหราและมีชาติตระกูล อิอิอิ แต่ถ้าเหลือเยอะขนาดนั้นแบ่งผู้เขียนยืมบ้างก็ได้ ^_^ ***

สุดท้ายแล้วความเหมาะสมในการใช้ปั๊มน้ำนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน ขนาดพื้นที่และสภาพพื้นที่ของเพื่อนๆ และที่สำคัญเงินในกระเป๋า (เมีย) อิอิอิ เพราะได้ข่าวว่าเพื่อนๆ หลายท่านโดน ผบ. ทบ. (ผู้บัญชาการที่บ้าน) ยึดทรัพย์ไปนานแล้ว หุหุหุ วะ ฮ่ะๆ
รอบนี้ขอส่งการบ้านแต่เพียงเท่านี้ขอรับ ^_^



วันนี้ผู้เขียนมีโครงการใหม่จะมาอวดโฉมให้เพื่อนๆ ได้ดูถึงแม้ว่ายังอยู่ในขั้นตอนศึกษาและทดลองก็ตามทีเถอะแต่ก็อยากนำมาอวด อิอิอิ โครงการนี้ผู้เขียนภูมิใจนำเสนอมากเพราะจัดได้ว่าเป็นธุรกิจที่ร้อนแรงที่ สุดแห่งปีเลยก็ว่าได้ เออ..พูดให้หรูไปงั้นแหละจริงๆ ก็เผาถ่านขายนั้นเอง อย่าเถียงนะว่าไม่ร้อน ร้อนมากเวลาเผาและเวลาใช้ อย่าเถียงนะว่าไม่แรงเพราะแบกไปเผาแต่ละทีหนักมากต้องใช้แรงมหาศาล และที่สำคัญธุรกิจนี้จัดได้ว่าเป็นธุรกิจมืดเลยหละ -__-!!! คนขน คนเผา คนแบกงี้ตัวดำมืดเชียว! เปิดตัวซะหรูเลยชั้น!

สืบเนื่องด้วยผู้เขียน แลเห็นวัสดุเหลือใช้ในชุมชุมและเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรที่ถูกทิ้งขว้าง อย่างไร้ประโยชน์เลยคิดที่จะนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเหล่านั้นมาดัด แปลงให้เกิดประโยชน์ โครงการนี้หากสำเร็จลุล่วงด้วยดีก็คาดว่าจะยกไปตั้งไว้ที่วัดให้เป็นภาระของ พระท่าน หุ หุ หุ เพื่อเป็นสวัสดิการประจำหมู่บ้านในระแวกสวนเพื่อลดต้นทุนด้านการใช้พลังงาน ในการหุงต้มอาหารและใช้เศษวัสดุที่เหลือจากชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่า ที่จะทำได้ และในอนาคตก็อาจจะจัดจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจในราคาถูกเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย ด้านสวัสดิการอื่นๆ ด้วยเช่นกัน แต่ก่อนอื่นนั้นก็ต้องทดลองและทดสอบเพื่อหาสูตรสำเร็จของวัตถุดิบและลดต้น ทุนการผลิตให้เหลือน้อยที่สุดเสียก่อนจึงจะใช้การได้ และที่สำคัญคือการหาสูตรผลิตถ่านอัดแท่งที่ไม่มีควันขณะใช้งาน

1. ถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพดและเศษไม้ยูคาฯ จากลานไม้

2. ถ่านอัดแท่งจากกะลามะพร้าว

ส่วนผลลัพธ์จะออกมายังไงนั้นก็ขอยกเป็นบทความหน้าครับ ^_^

Picture 452

รูปเครื่องอัดถ่านมือ 8 (ไปอ้อนวอนขอซื้อมาอีกที)

Picture 447

ถ่านอักแท่งจากกะลามะพร้าว

Picture 449

หลังจากอัดออกมาเป็นรูปแท่งแล้วก็นำมาตาก

Picture 450

ตากมันหน้าบ้านนี่แหละ ให้รู้ไว้ว่าเราทำธุรกิจภาคพลังงาน หุหุหุ

Picture 451

 ถ่านอักแท่งจากเศษไม้



ว่ากันด้วยเรื่องของปั๊มน้ำกันต่อเลยดีกว่าเพราะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยลดปัญหาเรื่องแรงงานการให้น้ำพืชและก็อยากจะเริ่มด้วยปั๊มน้ำแบบใช้ไฟฟ้าเพราะหากคิดเป็นอัตราต่อหน่วยแล้วค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าปั๊มน้ำแบบที่ใช้น้ำมันทั้งราคาอุปกรณ์หรือตัวปั๊มน้ำก็ยังถูกกว่าอีกด้วย ซึ่งจริงๆแล้วปั๊มน้ำมีหลายชนิดและหลายประเภทมากและก็ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและสภาพพื้นที่ด้วยว่าควรใช้ปั๊มน้ำประเภทไหนถึงจะเหมาะสม ถึงแม้ว่าปั๊มน้ำไฟฟ้าจะมีหลายแบบแต่ที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ ในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่ไม่กี่แบบ เช่น

ปั๊มน้ำแบบหอยโข่ง (Centrifugal pump) เป็นปั๊มที่เห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาดเพราะเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายใช้งานได้เกือบทุกสภาวะพื้นที่และการทำงานของปั๊มชนิดนี้ก็เรียบง่ายซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีตัวหอยโข่งติดมากับปั๊มน้ำเลย หรือมีบางรุ่นที่แยกขายเฉพาะตัวหอยโข่งเพื่อนำไปดัดแปลงหรือประยุกต์ใช้งานกับตัวขับเคลื่อนชนิดอื่น ข้อเสียของปั๊มน้ำนี้ก็คือกำลังดึงที่น้อยคือไม่เหมาะกับการดึงน้ำจากที่ลึกมากๆ โดยส่วนใหญ่จะใช้ดึงน้ำจากแหล่งน้ำบริเวณผิวดินหรือความลึกประมาณ 4 – 8 เมตรซึ่งก็แล้วแต่กำลังขับเคลื่อนของมอร์เตอร์ ข้อดีคือการซ่อมแซมบำรุงรักษาที่ง่ายเพราะปั๊มน้ำแบบหอยโขงเป็นระบบการทำงานที่เรียบง่ายที่มากับความแรงและปริมาณของน้ำที่ตัวปั๊มสามารถผลักดันออกไปได้มาก เช่น
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 1 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 200 – 300 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 2 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 500 – 600 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 900 – 1,100 ลิตรต่อนาที

IMG_2554

ปั๊มน้ำแบบจุ่มหรือไดโว่ (submersible pump) ข้อดีคือความสะดวกเหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด ตัวปั๊มจะต้องอยู่ในน้ำแล้วส่งน้ำขึ้นไปยังพื้นที่ที่ต้องการผ่านสายยางหรือท่อน้ำที่ต่อไว้ ส่วนข้อเสียนั้นก็ไม่พ้นเรื่องแรงดันน้ำที่ได้ค่อนข้างน้อย (เมื่อเทียบแรงม้ากับปั๊มน้ำชนิดอื่น) และระยะทางที่ค่อนข้างสั้นแต่ในบางสถานการณ์ปั๊มน้ำแบบนี้ก็เป็นพระเอกได้เหมือนกันซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ที่จะใช้งาน

Water Pump 004

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***

ปั๊มน้ำแบบสูบชักหรือปั๊มน้ำแบบชัก ปั๊มน้ำประเภทนี้จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือตัวมอเตอร์ที่เป็นตัวขับเคลื่อนและตัวปั๊มที่ทำหน้าที่สูบดึงน้ำ ข้อดีของปั๊มชนิดนี้คือมีกำลังในการดึงสูงหรือเหมาะสมกับการดึงน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูงหรือบ่อน้ำที่มีความลึกมาก (ประมาณ 8 – 12 เมตรจากระดับพื้นดินซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของมอเตอร์และขนาดของก้านสูบ) ส่วนกำลังหรือแรงม้านั้นก็แล้วแต่มอเตอร์ที่ท่านใส่เข้าไป อิอิอิ ประมาณว่าอยากได้แรงก็ซื้อมอเตอร์ตัวใหญ่ๆ ว่างั้นเถอะ ข้อเสียก็เป็นเรื่องของอัตราการสึกหรอที่มากกว่าปั๊มน้ำแบบหอยโข่งซึ่งต้องการดูแลบำรุงรักษาหรืออัดน้ำมันหล่อลื่นเป็นพักๆ

Water Pump 002

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***

ปั๊มน้ำแบบแรงดันหรืออัตโนมัติแบบที่ใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปตามบ้านเรือนและที่พักอาศัย ถึงแม้ว่าจะไม่เหมาะสมกับการเกษตรหรือการใช้งานที่ต้องการความแรงนักเพราะถังเก็บความดันเองจะเป็นตัวลดความแรง
ของน้ำ แต่ก็มีบางท่านดัดแปลงหรือเลือกซื้อปั๊มอัตโนมัติที่มีแรงม้าสูงๆ มาใช้ในการเกษตรซึ่งก้ได้ผลอยู่มนระดับหนึ่งแต่ข้อเสียอันใหญ่หลวงของปั๊มน้ำอัตโนมัติก็คือราคาแพงและยิ่งแรงวัตต์สูงหรือกำลังสูงๆ ก็ยิ่งแพงขึ้นไปอีก -__-!!!

Water Pump 003

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***

แต่ละประเภทแต่ละแบบก็มีข้อดีในตัว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและสภาพพื้นที่แต่ถ้าถามถึงความชอบส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบปั๊มน้ำแบบหอยโข่ง (Centrifugal pump) มากที่สุดเพราะดูแลรักษาค่อนข้างง่ายเพราะการทำงานไม่สลับซับซ้อน การเลือกใช้ปั๊มให้ถูกต้องตามลักษณะพื้นที่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ลดต้นทุนในด้านแรงงานสำหรับการเกษตร เพราะระบบน้ำถือเป็นอีกระบบหนึ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับการเกษตร



การปลูกข้าวในปัจจุบันใช้ต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเพราะสภาพดินที่เสื่อมโทรมลงไปมากทำให้ต้องใส่ปุ๋ยเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับระบบนิเวศน์ในนาข้าวถูกทำลายทำให้ความสมดุลต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิมทำให้แมลงศัตรูพืชหลายชนิดออกมารังควานสร้างความเสียหายโดยที่ไม่มีการควบคุมตามระบบห่วงโซ่อาหาร ทำให้เกษตรกรหลายท่านหันมาใช้วิธีธรรมชาติเพื่อลดต้นทุนโดยการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยไนโตรเจนให้กับต้นข้าวทั้งยังสามารถป้องกันศัตรูพืชประเภทหอยได้ระดับหนึ่ง

การใช้แหนแดงในนาข้าวนั้นไม่ยากเลยครับเพราะสภาพแวดล้อมในนาเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแหนแดงอยู่แล้ว คือเป็นสภาพน้ำนิ่ง ระดับน้ำไม่สูงและมีธาตุอาหารจากดินเพื่อการเจริญเติบโต ด้วยวิธีที่ง่ายๆ แต่ได้ผลทำให้เกษตรกรหลายรายใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวเพราะแหนแดงนั้นขึ้นชื่อเรื่องการดึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศมาสะสมไว้ โดยวิธีทำก็ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อนอะไร

Azolla copy

1. ปล่อยน้ำเข้านาให้ระดับความสูงประมาณ 10 – 15ซม. แล้วจึงนำแหนแดงในปริมาณ 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อใช้สำหรับขยายพันธุ์ในคราวแรก (คราวต่อไปไม่จำเป็นต้องใช้มากเพราะแหนแดงจะทิ้งสะเปิร์มไว้ในนา) แหนแดงไม่ถูกโรคกับยาฆ่าแมลงซึ่งอาจจะส่งผลให้แหนแดงตายทั้งหมดจึงควรงดเว้นการใช้ยาฆ่าแมลงช่วงระยะเวลานั้น

2. ไถกลบแหนแดงที่เลี้ยงไว้ 30 – 40 วันก่อนการปลูกข้าวเพื่อให้แหนแดงย่อยสลายและคายธาตุไนโตรเจนออกมาอย่างเต็มที่และให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เข้าสู่ขั้นตอนการปลูกข้ามตามปกติซึ่ง
4. …….เสร็จแระ -__-!!! เพราะระยะหลังปลูกข้าวแหนแดงก็จะเจริญเติบโตเองตามธรรมชาติจากสะเปิร์มที่ทิ้งไว้ก่อนการไถกลบและวนเวียนเป็นปุ๋ยให้ต้นข้าวตามธรรมชาติ การปลูกข้าวนาดำจะสามารถใช้ประโยชน์จากแหนแดงได้มากกว่านาหว่านเพราะระดับน้ำและช่องว่างระหว่างต้นข้าวเอื้อำนวยให้แหนแดงเจริญเติบโตได้ดี

นอกจากจะเป็นปุ๋ยชั้นดีแล้วแหนแดงยังสามารถป้องกันหอยได้ระดับหนึ่งเพราะการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของแหนแดงทำให้เบนความสนใจของหอยให้กินแหนแดงและลดความเสียหายของต้นข้าว ทั้งแหนแดงยังเจริญเติบโตปกคลุมผืนน้ำในนาข้าวทำให้วัชพืชบางอย่างไม่สามารถเจริญเติบโตได้เพราะขาดแสงที่เพียงพอ ด้วยประโยชน์หลายๆ อย่างของแหนแดงพร้อมด้วยปริมาณธาตุอาหารหลักไนโตรเจน 3.71%, ฟอสฟอรัส 0.25%, โปรแตสเซี่ยม 1.25% ของน้ำหนักตัวแล้วก็นับว่าแหนแดงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจในการลดต้นทุนการผลิต

Picture 265


เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้เดินทางไปเยี่ยมเพื่อนๆ เกษตรท่านหนึ่งแถวๆ กาญจนบุรีตามคำเชิญชวน ซึ่งระยะทางไม่ห่างจากสวนผู้เขียนเท่าไหร่ พอไปถึงก็ปรากฏว่ากำลังโค่นถางป่าต้นกระถินเป็นการใหญ่เพื่อที่จะทำเล้าไก่และปลูกพืชผักสวนครัว ไม่น่าเชื่อว่าแถวนั้นป่ากระถินเยอะมากจนน่าอิจฉา

ตกเที่ยงก็ทานข้าวทานปลาตามประสาชาวบ้าน และแล้วคำถามก็ตามมา “เราจะใช้อะไรเป็นอาหารไก่เพื่อลดต้นทุนดี?”
“อ่าว! ก็ที่กำลังไถทิ้งอยู่นั่นไง?” ผู้เขียนตอบ -__-!!!
ทีแบบนี้หละเริ่มสนใจกระถินเชียว แต่กว่าจะคุยกันได้ความก็ไถทิ้งไปครึ่งป่ากระถินแล้ว -__-!!! เสียดายของ

คุยกันไปคุยกันมาก็ปรากฏว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่ากระถินมีประโยชน์มากในภาคการปศุสัตว์ ออสเตรเลียส่งเสริมให้ปลูกและใช้กระถินสำหรับเป็นอาหารโคเนื้ออย่างจริงจังตั้งแต่ 20 – 30 ปีก่อน แต่สำหรับในประเทศไทยเรานั้นส่วนใหญ่รู้จักกันในด้านอาหารเสียมากกว่า ส่วนการใช้กระถินในด้านปศุสัตว์นั้นมีในวงแคบๆ ส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นคุ้นเคยกับกระถินมานานเพราะเห็นกระถินป่นเขียนระบุไว้ในส่วนประกอบของอาหารสัตว์มาตั้งแต่เด็กและก็ใช้อยู่ในปัจจุบันตามแต่จำนวนจะพอหาได้จากข้างรั้วแล้วมาให้ไก่บ้างวัวบ้างตามจำนวนมากน้อย เชื่อเถอะว่าวัวชอบมากเพราะกระถินนั้นมีทั้งสารอาหารประเภทโปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ เช่น ธาตุเหล็ก ไวตามินต่างๆ สำหรับสัตว์ปีกทั้งหลาย เช่น ไก่ เป็ด นกกระทา นั้นความพิเศษของใบกระถินจะช่วยเรื่องสีของไข่แดงให้สวยน่าทานและความแข็งแรงของเปลือกไข่ไก่อีกด้วยเพราะมีสารแซนโตฟิล (Xanthophyll) จากธรรมชาติในใบกระถิน เพื่อนๆ คงจะเคยได้ยินว่ามีการทดลองให้ไก่กินผงดอกดาวเรืองบดเพื่อเพิ่มความเข้มของไข่แดงและใบกระถินก็ทำได้เช่นกันครับ
Picture 066

Picture 076

อาจจะเป็นเพราะหายากหรือหาได้จากแค่บางแหล่งหรือเหตุผลอันใดก็ไม่ทราบได้ทำให้กระถินไม่ค่อยแพร่หลายนัก แต่จริงๆ แล้วถ้าย้อนไปดูก็ปรากฏว่ามีการส่งเสริมการใช้กระถินในภาคปศุสัตว์ตั้งแต่ปี 2490 และในช่วงปี 2525 ถึง 2528 ก็มีโรงงานผลิตกระถินป่นอยู่หลายโรงงานชนิดที่ประมาณการได้ว่ามีผลผลิตร่วมๆ 60,000 ตันต่อปี เพียบ! แต่ปัจจุบันก็ไม่แน่ใจว่าโรงงานเหล่านั้นยังคงอยู่หรือไม่แต่กระถินป่นในท้องตลาดก็ยังพอมีกระถินป่นขายอยู่เป็นกระสอบใหญ่ๆ -__-!!!

ถ้าอยากรู้จักลดต้นทุนในภาคการเกษตรและปศุสัตว์ก็ต้องรู้จักสรรพคุณของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราให้ดีก่อนครับ เพราะไม่แน่ว่าอาจจะเป็นพืชผักที่มีคุณค่าคุณประโยชน์ทั้งในด้านอาหาร ปุ๋ย และการปศุสัตว์ก็เป็นได้ สมัยนี้ต้องรู้จักศึกษาและอย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อยเป็นอันขาดครับ อะไรอยู่ข้างบ้านก็ดูให้ดีก่อนอย่าพึ่งเผลอไปตัดต้นทิ้งเสียหละ ^-^



ก่อนอื่น ต้องขอขอบพระคุณทุกๆท่านจากใจจริงครับ ที่คอยติดตามบล็อคบทความนี้ ไม่นึกเลยว่าบทความที่เขียนด้วยความมั่วซั่วผิดบ้างถูกบ้าง (บ่นก็เยอะ) ใน http://www.mygreengardens.com จะพอมีประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้าง รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกครับที่ความรู้เท่าหางกบของเราพอจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ แบบนี้

ขอบคุณทุกท่านจากใจจริงครับที่คอยติดตามถามไถ่กันอยู่เสมอ

มาถึงคำถามวันนี้จากเพื่อนๆ เกษตรท่านหนึ่งที่หลงไปอ่านบทความเรื่องการปลูกชะอมเข้าเลยตามมาถามว่า “ใช้อะไรทำปุ๋ยหมักถึงจะดี?” ใส่ชะอมหรือพืชอื่นๆ ถึงจะงาม

ปล* ขอขอบคุณรูปภาพจากเวปเพื่อนบ้านชาวเกษตรครับ

สำหรับนักเกษตรมืออาชีพคงจะมีสูตรเฉพาะของแต่ละท่านซึ่งล้วนแต่ดีและได้ผลทั้งสิ้น แต่สำหรับผู้เขียนเองที่เป็นเพียงเกษตรกรวันอาทิตย์ก็คงจะได้แต่ตอบแบบความรู้น้อยว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดครับ จุดประสงค์หลักของการทำปุ๋ยหมักของผู้เขียนคือ

1. การลดต้นทุนเรื่องปุ๋ย

2. ต้องการบำรุงดินเพราะดินดั้งเดิมที่สวนของผู้เขียนนั้นแย่มากเลยต้องใช้วัตถุอิทรีย์บำรุงดินให้ฟื้นคืน

3. ใช้เศษวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์

ก่อนอื่นอยากเล่าให้ฟังสักนิด

นานมาแล้วสมัยที่เรายังไม่รู้จักเอทาน่อลหรือแก๊สโซฮอล กากน้ำตาลจากโรงงานน้ำตาลหรือส่าเหล้า (กากที่เหลือจากการหมักเหล้า) เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์และเหลือใช้ชนิดที่เรียกว่าไม่รู้จะเอาไปทำอะไรจนต้องไปเทบนถนนเพื่อกันฝุ่นฟุ้งกระจาย (ขอกันฟรีๆ ไม่ต้องซื้อต้องหาเลยสมัยนั้น) ต่อมาองค์ความรู้เรื่องจุลินทรีย์ EM เข้ามาในประเทศไทยผ่านศูนย์เกษตรของญี่ปุ่นทำให้กากน้ำตาลที่เป็นของเหลือใช้กลายมาเป็นสิ่งมีค่า และยิ่งมีค่าขึ้นไปอีกเมื่อมีการส่งเสริมเทคโนโลยีการกลั่นแอลกอฮอล์จากกากน้ำตาล จากสิ่งที่เหลือใช้กลายมาเป็นสิ่งมีราคา กากน้ำตาลเริ่มหายากเพราะต้องใช้ในเชิงอุตสาหกรรมพลังงานจนบางครั้งรู้สึกว่าไปซื้อน้ำตาลทรายมาผสมจุลินทรีย์ทำปุ๋ยหมักยังจะง่ายซะกว่า

เรื่องที่สอง สมัยก่อนนั้นกากอ้อย (กากแห้งๆ ที่เหลือจากการหีบอ้อย) นั้นแทบจะไม่มีมูลค่าอะไรเลยมีอยู่เต็มไปหมดจนสามารถไปขอโรงงานน้ำตาลมาทำปุ๋ยได้อย่างง่ายๆ ราคาถูก หรือบางที่ก็ฟรีเลยก็มีให้เห็น ต่อมามีการนำกากอ้อยมาเข้าสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงจนปัจจุบันกากอ้อยมีมูลค่าขึ้นมากจนไม่เหมาะสมที่จะนำมาทำปุ๋ยอีกแล้ว

เรื่องที่สามสมัยก่อนโน้นการทำโรงไฟฟ้าจากแกลบและวัสดุเหลือใช้เป็นที่ฮือฮามากในวงการเกษตรและพลังงานเพราะแกลบจัดเป็นวัสดุเหลือใช้ไม่มีใครสนใจ มีจำนวนมหาศาลเผาทิ้งเผาขว้างก็ไม่มีวันหมดและก็มีคนนำไปทำปุ๋ยอีกเช่นกัน ต่อมาโรงไฟฟ้าพลังแกลบนั้นต้องปิดตัวไปเพราะไม่มีแกลบหรือบางที่เปลี่ยนมาใช้วัสดุอื่นเป็นเชื้อเพลิงแทนเพราะแกลบเริ่มหายาก (โรงสีบางที่ยอมสีข้าวให้ชาวนาฟรีเพื่อเอาแกลบก็ยังมีเพราะแกลบเองก็มีมูลค่า) ซึ่งปัจจุบันราคาแกลบภาคกลางแถบสุพรรณบุรีมีราคาตันละ 1,200 – 1,700 บาท ราคานี้ไม่คุ้มกับการนำมาเผาอีกแล้ว

ท่านผู้อ่านพอจะนึกออกรึยังครับว่าผู้เขียนอยากจะสื่ออะไร

(ยังไม่รู้อ่ะ……..! ทำยังไงดี…….!)

ก็นะ

วัสดุที่ทำปุ๋ยหมักได้ดีที่สุดคือวัสดุใกล้ตัวที่ไม่ต้องไปซื้อไปหาครับ เศษอาหาร เศษใบไม้ ปุ๋ยคอก มูลสัตว์ต่างๆ สามารถนำมาทำปุ๋ยหมักได้หมดครับ ไม่จำเป็นต้องไปวิ่งหาวัสดุตามสูตรนั้นสูตรนี้ให้เสียเงินเสียเวลาจนบางครั้งรู้สึกว่าได้วัสดุครบแล้วแต่ราคากลับแพงกว่าปุ๋ยเคมีเสียอีกเพราะวัสดุหลายๆ อย่างตามตำราที่ท่านๆ ว่าไว้นั้นไม่ใช่เศษวัสดุหรือสิ่งเหลือทิ้งอีกต่อไปดั่งที่เล่ามาข้างต้นถึงคุณค่าที่เปลี่ยนไปของเศษวัสดุแถมยังค่าขนส่งอีกต่างหาก และที่แนะนำที่สุดคือเศษใบไม้ที่หล่นๆ แถวบ้านกวาดกองรวมๆ กันผสมกับปุ๋ยคอกที่หาได้ในท้องถิ่นผสมกับจุลินทรีย์ EM หรือหัวเชื้อ พด 1 หรือ หัวเชื้อ พด 3 ของกรมพัฒนาที่ดินอีกเล็กน้อยเพื่อเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายให้เร็วขึ้นหมั่นกลับกองปุ๋ยเพื่อเติมอากาศให้จุลินทรีย์ทุก 3 วัน 5 วันนาน 1 เดือน ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทำปุ๋ยหมัก แล้วเราก็จะได้ปุ๋ยหมักอันเป็นอาหารอันโอชะแก่ต้นพืชได้ด้วยต้นทุนที่ถูกแสนถูก ส่วนการใช้ปุ๋ยคอกนั้นอยากจะแนะนำปุ๋ยคอกเก่าเพราะปุ๋ยคอกใหม่บางชนิดมีกรดและแมลงที่เป็นอันตรายต่อพืชทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์และการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ความธรรมชาตินั้นยังไม่ทั่วถึงทำให้พืชไม่สามารถดูดซับสารอาหารหรือแร่ธาตุได้เต็มที่เหมือนปุ๋ยหมักที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์มาแล้ว

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน