Posts Tagged ‘วัชพืช’




เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งถามว่าแหนแดงนั้นช่วยกำจัดวัชพืชอย่างไร?
หากสังเกตให้ดีผู้เขียนไม่เคยเอ่ยถึงหรือระบุเป็นรายลักษณ์อักษรเลยว่าแหนแดงนั้นช่วยกำจัดวัชพืชในนาข้าว เพราะแหนแดงที่ใช้กันในนานั้นจะช่วยเพื่อนแร่ธาตุไนโตรเจนเสียมากกว่าเพราะแบคทีเรียที่อยู่ตามซอกใบจะดึงเอาธาตุไนโตรเจนมาเก็บไว้แล้วไนโตรเจนนั้นจะติดอยู่กับตัวแหนแดงจนย่อยไปกับดิน ส่วนเรื่องการป้องกันวัชพืชนั้นก็เป็นประโยชน์ในทางอ้อมเสียมากกว่าทางตรงเพราะเมื่อแหนแดงคลุมเต็มผืนน้ำนั้นก็จะทำให้แสงไม่สามารถส่งลงไปถึงพื้นดินที่อยู่ใต้น้ำซึ่งมีเมล็ดหญ้าหรือวัชพืชอื่นๆ สามารถงอกขึ้นมาได้

แหนแดงนั้นช่วยป้องกันวัชพืชด้วยการบังแสงแดดไม่ให้ส่งถึงเมล็ดหญ้าที่ตกอยู่ตามพื้นดินใต้น้ำ ทำให้เมล็ดหญ้าหรือวัชพืชไม่เกิดการงอกขึ้นมาจึงเป็นลักษณะการป้องกันมากกว่ากำจัดวัชพืช ^_^

ส่วนเพื่อนชาวเกษตรอีกท่านั้นก็ถามผู้เขียนว่า
แหนแดงป้องกันหอยเชอร์รี่ได้อย่างไร?
ธรรมชาติของหอยเชอร์รี่นั้นมักจะกัดกินสิ่งที่ลอยอยู่เหนือน้ำก่อนเสมอ เมื่ออาหารบนผิวน้ำหมดจึงมุดลงไปกัดกินต้นข้าวหรือพืชใต้น้ำ (แถมยังเลือกถูกอีกนะว่าอันไหนวัชพืชและอันไหนต้นข้าว ฉลาดจริงๆ -__-!!!) และเมื่อแหนแดงลอยอยู่บนผิวน้ำก็เป็นธรรมดาที่หอยเชอร์รี่จะกีดกินแหนแดงก่อนที่จะไปรังควานต้นข้าว เพราะฉนั้นการที่แหนแดงจึงป้องกันความเสียหายจากหอยเชอร์รี่ไปสู่ต้นข้าวได้ระดับหนึ่ง การใช้แหนแดงในนาข้าวจึงนับว่าเป็นการป้องกันทั้งวัชพืชและป้องกันหอยเชอร์รี่ได้ดีระดับหนึ่งโดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมี

Picture 023

*** ว่าแล้วก็มาดูพี่เค้ากินข้าวดีกว่า เห็นแล้วรู้เลยว่าทำไมข้าวหมดเป็นไร่ๆ ในเวลาข้ามคืน -__-!!! ***Picture 008

 *** ใครบอกว่าพี่หอยเชอร์รี่ไม่มีปากเนี่ยะ! -__-!!! ***



หากจะพูดกันถึงเรื่องข้อดีและข้อเสียของระบบน้ำเพื่อการเกษตรแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์แล้วก็ต้องมาดูกันถึงรุ่นและลักษณะการทำงาน แต่ส่วนใหญ่แล้วข้อดีและข้อเสียก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่เพราะระบบสปริงเกอร์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์การให้น้ำแบบวงกว้าง

ข้อดี
ข้อดีของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของการกระจายน้ำได้ทั่วถึง และเป็นลักษณะการกระจายน้ำแบบวงกว้าง ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกที่มีพืชหนาแน่น หรือต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ปลูกแบบทั่วถึง เหมาะสำหรับท่านที่เป็นเศรษฐีน้ำแบบว่าน้ำเยอะหรือใกล้แหล่งน้ำ อิอิอิ และมีเครื่องกำเนิดแรงดันหรือปั๊มสุดเจ็งเป็นตัวขับเคลื่อน
Picture 474
ข้อเสีย
ส่วนเรื่องข้อเสียของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์นั้นหลักๆ แล้วเป็นเรื่องของแรงดันน้ำที่จะต้องได้ขนาดความแรงที่กำหนดเพื่อขับดันน้ำในแต่ละจุด โดยปกติแล้วระบบน้ำหยดเพื่อการเกษตรนั้นต้องการแรงดันน้ำขนาด 1 บาร์แต่ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์นั้นต้องการตั้งแต่ 4 บาร์เป็นต้นไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของหัวสปริงเกอร์ที่ต้องการแรงดันมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ยิ่งหัวสปริงเกอร์ใหญ่เท่าไหร่ก็ต้องการแรงดันมากขึ้นเท่านั้น และข้อเสียอีกเรื่องหนึ่งของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของจำนวนน้ำที่ต้องใช้ในปริมาณมหาศาล ซึ่งหากวางแผนหรือจัดการพื้นที่อย่างดีก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่หากไม่แล้วก็เห็นจะเป็นหมู่วัชพืชที่ได้รับประโยชน์ เคยเห็นมาแล้วหญ้าเขียวจนคลุมต้นมะม่วงเลยหละ เพราะหญ้าได้น้ำมากกว่าพืช หุหุหุ -__-!!!
Picture 514

รัศมีน้ำจากหัวมินิสปริงเกอร์ก่อนรด

Picture 516

รัศมีน้ำจากหัวมินิสปริงเกอร์หลังรด (รัศมีน้ำประมาณ 1 เมตร)

โดยส่วนตัวแล้วใช้ทั้ง 3 แบบคือระบบให้น้ำพืชแบบสปริงเกอร์ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กหรือมินิสปริงเกอร์ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่ แหล่งน้ำและสภาพของต้นพืช แต่ก็จะชอบระบบน้ำแบบมินิสปริงเกอร์มากที่สุดเพราะรูปแบบการติดตั้งที่ง่ายไม่ยุ่งยากและรัศมีน้ำที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด



เห็นคำถามนี้น่าสนใจดีเลยหยิบขึ้นมาคุยกับเพื่อนๆและก็อยากรู้ว่าความคิดเห็นแต่ละท่านเป็นเช่นไร ซึ่งโดยประสบการณ์ส่วนตัวกับยาฆ่าหญ้าแล้วหละก็ต้องบอกว่าขยาดครับกับผลข้างเคียงที่ได้รับ และถ้าย้อนกลับไปดูรายงานทางการแพทย์ก็จะพบว่ามนุษย์เราตายเพราะยาฆ่าหญ้าหรือสารกำจัดวัชพืชทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจจำนวนเป็นพันรายเพราะยาฆ่าหญ้าหรือกำจัดวัชพืชส่วนใหญ่ที่ใช้ๆกันเป็นสารพาราควอทสารเคมีกำจัดวัชพืชซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไบพัยริดิล ประมาณว่าแรงว่างั้นเถอะ -__-!!!

ยาฆ่าหญ้านั้นโดยส่วนตัวเห็นว่ามีความรุนแรงกว่ายาฆ่าแมลงหลายเท่าตัวนักเพราะยาฆ่าแมลงนั้นไม่คอยแสดงอาการแพ้ทางภายนอกให้เห็นแต่ยาฆ่าหญ้านั้นแค่โดนภายนอกก็มีอาการผดผื่นคันให้เห็นกันแล้วแล้วถ้าบริโภคเข้าไปสู่ร่างกายหละจะเป็นยังไง และโดยธรรมชาติของหญ้านั้นมีหลากหลายสายพันธุ์และลักษณะทางกายภาพก็แข็งแรงกว่าแมลงและสัตว์หลายชนิดอย่างเห็นได้ชัดทำให้การกำจัดพัชพืชลงได้นั้นต้องใช้สารเคมีที่มีความรุงแรงหรือเข้มข้นสูงถึงจะทำให้หญ้าหรือวัชพืชตาย และโชคร้ายที่ยาฆ่าหญ้าส่วนใหญ่จะทำให้แมลงเล็กๆ และจุลินทรีย์ตายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

สรุปเลยละกันว่าหญ้าฆ่าหญ้าทำให้แมลงและสัตว์เล็กตาย และสัตว์ใหญ่อาจจะไม่ถึงกับเสียชีวิตแต่สารตกค้างที่อยู่ในหญ้าหรือสิ่งที่สัตว์เผลอเคี้ยวเข้าไปก็นับว่าอันตรายระดับหนึ่ง หากสัตว์นั้นรับสารตกค้างเข้าไปมากๆ ก็ไม่แน่ว่าจะเสียชีวิตได้ ถึงแม้ว่ายาฆ่าหญ้าหรือกำจัดวัชพืชจะมีการสลายตัวไปตามเวลาแต่ก็ไม่ง่ายเลยที่จะสลายสารเคมีบางชนิด คนยังตายแล้วสัตว์จะไปเหลืออะไร -__-!!! เอาง่ายๆ แบบบ้านๆ ตามประสาเราก็คือแดกเข้าไปมากๆ สัตว์ใหญ่แค่ไหนก็ตาย -__-!!!
Picture 063



เพื่อนๆ ผู้อ่านหลายท่านคงเริ่มสงสัยว่าทำไมอาทิตย์นี้คุยเรื่องพืชผักสวนครัวบ่อยจัง? ส่วนหนึ่งนั้นมาจากคำถามของเพื่อนๆ และอีกส่วนหนึ่งก็อยากจะกระตุ้นให้เกิดการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และก็หัดพึ่งพาตนเองให้ได้มากกว่านี้ซึ่งอย่างน้อยก็เรื่องพืชผักสวนครัวที่อยู่รอบตัวและสามารถปลูกโดยใช้พื้นที่น้อยๆ ได้ เช่น กระถางหรือขวดพลาสติกยังทำได้เลย และระยะนี้กำลังเหมาะที่จะปลูกเพื่อขายให้ได้ราคา

วันนี้ว่ากันด้วยเรื่องผักคะน้าที่ราคามีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกทีๆ มีอยู่ไม่กี่เดือนที่ราคาคะน้าจะตกลงมาแต่ที่เหลือราคาขึ้นไปเรื่อยๆ จึงนับว่าเป็นพืชผักสวนครัวอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจปลูกทานได้ปลูกขายดี และที่แน่ๆ ตลาดยังไปได้อีกไกลถ้าท่านปลูกส่งตลาดทัน -__-!!! เพราะคะน้าเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดเวลาและเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวันเรา เอาเป็นว่าทุกคนรู้จักผักคะน้าและที่สำคัญยังไม่เคยเห็นดาราคนไหนแพ้คะน้าออกข่าวหนังสือพิมพ์ -__-!!! แค่ปลูก 45 – 55 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วและปลูกได้ตลอดทั้งปีถ้ามีแรงแต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลูกได้ผลดีที่สุดคือช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน

คะน้าในมุมมองของสารอาหารและโภชนาการนั้นก็น่าสนใจเพราะมีแคลเซี่ยมสูงทั้งยังมี วิตามินซี โฟเลต เบต้าแคโรทีน วิตามินบี3 เหล็ก สารลูทีนที่ช่วยเรื่องต้อลดต้อกระจก ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในบริมาณที่มากเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มผักใบเขียว ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงสายตาและช่วยเรื่องโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี

วิธีการปลูกคะน้า
1. เตรียมแปลงปลูกโดยขึ้นรูปร่องสูง 20 ซม. จากระดับพื้นดินเพราะพืชผักสวนครัวจะไม่ชอบดินเปียกแฉะและน้ำขังเพราะจะตามมาด้วยโรคและเชื้อรามากมาย ส่วนความกว้างนั้น 1 – 1.20 เมตรตามความเหมาะสมส่วนความยาวนั้นตามลักษณะพื้นที่

2. เตรียมดินให้ละเอียดด้วยการไถพรวนคลุกกับปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก (โดยเฉพาะมูลไก่แนะนำเป็นพิเศษ) และปูนขาวเพื่อปรับสภาพแล้วตากดินไว้ 5 – 7 วันเพื่อลดการติดเชื้อและกำจัดวัชพืชในระดับหนึ่ง

IMG_3404

3. การเตรียมกล้าสำหรับปลูกนั้นมีอยู่ 3 วิธีด้วยกันคือ 1. สามารถเพาะกล้าในถาดหลุมแล้วย้ายมาปลูกลงแปลงในภายหลังโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกจำนวนน้อยหรือปลูกทานภายในครัวเรือน 2. สามารถเพาะกล้าในแปลงเพาะก่อนโดยการเตรียมดินให้ละเอียดแล้วโรยเมล็ดพร้อมทั้งคลุมด้วยวัสดุคลุมดินเช่นฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็นเป็นเวลา 7 วันก็จะเห็นการงอกแล้วจึงย้ายไปลงแปลงปลูกหลังจากต้นกล้ามีอายุประมาณ 20 – 25 วันโดยเลือกต้นที่แข็งแรงลงแปลงปลูกให้มีระยะห่าง 10 – 15 ซม. ระหว่างต้น วิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกขนาดกลาง 3. เกษตรกรที่ปลูกคะน้าเป็นอาชีพนิยมหว่านเมล็ดลงแปลงโดยตรงแล้วคลุมด้วยฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำตามจนชุ่มโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดใหญ่

IMG_3406

4. การดูแลรักษาผักคะน้าดูจะเป็นงานที่ละเอียดอ่อนทั้งเรื่องปุ๋ยและเรื่องแมลงเพราะคะน้านับว่าเป็นที่โปรดปรานของหนอนเกือบทุกประเภทจึงจำเป็นต้องป้องกันไว้โดยการฉีดพ่นยาไล่แมลงสารสะกัดจากสะเดาทุกๆ 5 – 7 วันเพื่อเคลือบใบกันแมลงวางไข่ ส่วนปุ๋ยนั้นผักคะน้าชอบไนโตรเจนมากเป็นพิเศษจึงต้องเป็นสูตร 12-8-8 หรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกที่มีส่วนผสมของใบก้ามปูหรือมูลไก่จะช่วยทดแทนได้แต่อาจจะใช้ปริมาณที่มากหน่อย

IMG_3320

5. การเก็บเกี่ยวนั้นสามารถทำได้ในระยะเวลา 45 – 55 วัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดว่าต้องการคะน้าอ่อนหรือแก่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วระยะ 45 วันถือเป็นขนาดที่ตลาดนิยม


เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาขี้เกียจอู้งานไม่ยอมไปที่สวน เพราะแอบหนีไปเยี่ยมเพื่อนๆ แถวราชบุรีท่านหนึ่ง เพื่อนท่านนี้ปลูกผักสวนครัวเป็นอาชีพโดยเฉพาะผักชีจะปลูกมากเป็นพิเศษเพราะเห็นว่าขายง่ายกำไรดีมีแม่ค้ามาจับจองถึงหน้าสวน

การปลูกผักชีนั้นไม่ได้มีอะไรยากไปกว่าการปลูกพืชผักสวนครัวชนิดอื่นแถมยังปลูกได้ในดินทุกชนิดเพียงแต่อาศัยการดูแลเอาใจใส่เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าผักชีนั้นเป็นพืชอายุสั้น 40 – 60 วัน แค่ปลูก 2 แปลงสลับกันไปมาๆ ก็มีผักชีไว้ขายทุกเดือน

การเตรียมดินและเตรียมเมล็ดสำหรับปลูกผักชี
1. เตรียมดินให้ร่วนซุย

2. คลุกปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเข้ากับดิน โดยเฉพาะมูลไก่หรือปุ๋ยหมักจากมูลไก่จะงามเป็นพิเศษ

3. นำเมล็ดผักชีแช่น้ำ 1 คืน หรือเติมน้ำอุ่นลงไปเล็กน้อยเพื่อให้เปลือกอ่อนนุ่มเมล็ดงอกง่ายขึ้น เพราะเมล็ดผักชีนั้นจัดได้ว่ามีเปลือกแข็ง

4. การนำเมล็ดลงหว่านบนแปลงนั้นอาจจะต้องอาศัยความชำนาญบ้างในการหว่านไม่อย่างนั้นแล้วเมล็ดจะกระจุกเป็นกลุ่มกระจายไม่ทั่วหน้าดิน หรืออาจจะผสมทรายลงไปในเมล็ดเพื่อให้การหว่านกระจายตัวได้ดีขึ้น หรือหากปลูกในจำนวนไม่มากก็สามารถเพาะเมล็ดบนถาดหลุมปลูกก่อนได้ ขั้นตอนนี้ตามความชอบและความชำนาญของผู้ปลูก

5. คลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้นด้วยวัสดุคลุม เช่น ฟางข้าว แกลบ หญ้า หรือวัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่

6. กางผ้าในกันแดดในฤดูหรือช่วงเวลาที่แดดแรงจนเกินไป โดยเกษตรกรที่ปลูกเป็นอาชีพมักจะกางผ้าใบกันแดดหรือสแลนในช่วงหน้าฝนด้วยเพื่อกันฝนตกใส่ผักชีจนช้ำเสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแดดหลังฝนจะทำให้ใบของผักชีที่เปียกน้ำช้ำเสียหายหนักจากอาการแดดเผา

7. การใส่ปุ๋ยนั้นหากเป็นปุ๋ยเคมีนิยมสูตร 15-15-15 ในอัตรา 2 – 3 ช้อนแกงต่อ 1 ตารางเมตรทุกๆ 20 วัน หรือผสมน้ำราดก็ได้ตามความสะดวก หรือหากเป็นปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกควรใส่ทุกๆ 15 วัน

8. รดน้ำอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 2 – 3 วันโดยวิธีให้น้ำต้องไม่แรงจนเกินไปจนต้นผักชีเสียหายและไม่มากจนท้วม

9. แปลงผักสวนครัวนั้นมักจะมาคู่กับวัชพืชประเภทหญ้าซึ่งควรกำจัดเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้แย่งสารอาหารของผักชี โดยแนะนำวิธีการใช้แรงงานถอนและไม่ควรใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้า

10. พอครบกำหนดเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นควรจะรดน้ำให้หมาดก่อนเพื่อง่ายต่อการเก็บหรือถอนต้นผักชี

ตลาดของผักชี
ผักชีนั้นนับว่าใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน โดยเพื่อนชาวเกษตรท่านนี้มีวิธรการหาตลาดที่น่าสนใจเพราะไม่ได้มุ่งเน้นแต่ขายเหมาให้กับแม่ค้าแต่อย่างเดียวเพราะแบ่งออกเป็นหลายส่วนการตลาดด้วยกัน
1. ขายเหมาให้แม่ค้าซึ่งติดต่อกันจนเป็นเจ้าประจำ

2. วางขายเองหน้าบ้านและวางขายตามตลาดนัดอีกด้วย อาจจะยุ่งยากเล็กน้อยไปการขายแต่เพื่อนของผู้เขียนให้เหตุผลว่าเป็นการรักษาตลาดและลูกค้ากลุ่มย่อย

3. เพื่อนของผู้เขียนท่านนี้ตัดรากผักชีแยกขายให้กับร้านขายยาจีนนับว่ากำไรดีในส่วนนี้แต่ต้องมีการจัดการเรื่องคุณภาพและความสะอาดระดับมาตรฐาน ราคาขายส่งให้แม่ค้าหน้าสวนคือกิโลกรัมละ 10 บาทแต่พอตักรากส่งร้านขายยานั้นราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท

เห็นไหมครับว่าการค้าขายนั้นไม่ได้ยุติกับการขายให้กับแม่ค้าเพียงอย่างเดียวแต่เราสามารถสร้างตลาดอื่นๆ ได้อีกด้วยหากแสวงหาทางออกย่อมไม่หมดหนทางครับและพยายามสร้างกำลังต่อรองให้ตัวเองอยู่เสมอๆ ครับ ถ้าไม่แล้วแม่ค้าก็จะกดราคาได้ครับ

IMG_3310



การปลูกข้าวในปัจจุบันใช้ต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเพราะสภาพดินที่เสื่อมโทรมลงไปมากทำให้ต้องใส่ปุ๋ยเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับระบบนิเวศน์ในนาข้าวถูกทำลายทำให้ความสมดุลต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิมทำให้แมลงศัตรูพืชหลายชนิดออกมารังควานสร้างความเสียหายโดยที่ไม่มีการควบคุมตามระบบห่วงโซ่อาหาร ทำให้เกษตรกรหลายท่านหันมาใช้วิธีธรรมชาติเพื่อลดต้นทุนโดยการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยไนโตรเจนให้กับต้นข้าวทั้งยังสามารถป้องกันศัตรูพืชประเภทหอยได้ระดับหนึ่ง

การใช้แหนแดงในนาข้าวนั้นไม่ยากเลยครับเพราะสภาพแวดล้อมในนาเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแหนแดงอยู่แล้ว คือเป็นสภาพน้ำนิ่ง ระดับน้ำไม่สูงและมีธาตุอาหารจากดินเพื่อการเจริญเติบโต ด้วยวิธีที่ง่ายๆ แต่ได้ผลทำให้เกษตรกรหลายรายใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวเพราะแหนแดงนั้นขึ้นชื่อเรื่องการดึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศมาสะสมไว้ โดยวิธีทำก็ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อนอะไร

Azolla copy

1. ปล่อยน้ำเข้านาให้ระดับความสูงประมาณ 10 – 15ซม. แล้วจึงนำแหนแดงในปริมาณ 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อใช้สำหรับขยายพันธุ์ในคราวแรก (คราวต่อไปไม่จำเป็นต้องใช้มากเพราะแหนแดงจะทิ้งสะเปิร์มไว้ในนา) แหนแดงไม่ถูกโรคกับยาฆ่าแมลงซึ่งอาจจะส่งผลให้แหนแดงตายทั้งหมดจึงควรงดเว้นการใช้ยาฆ่าแมลงช่วงระยะเวลานั้น

2. ไถกลบแหนแดงที่เลี้ยงไว้ 30 – 40 วันก่อนการปลูกข้าวเพื่อให้แหนแดงย่อยสลายและคายธาตุไนโตรเจนออกมาอย่างเต็มที่และให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เข้าสู่ขั้นตอนการปลูกข้ามตามปกติซึ่ง
4. …….เสร็จแระ -__-!!! เพราะระยะหลังปลูกข้าวแหนแดงก็จะเจริญเติบโตเองตามธรรมชาติจากสะเปิร์มที่ทิ้งไว้ก่อนการไถกลบและวนเวียนเป็นปุ๋ยให้ต้นข้าวตามธรรมชาติ การปลูกข้าวนาดำจะสามารถใช้ประโยชน์จากแหนแดงได้มากกว่านาหว่านเพราะระดับน้ำและช่องว่างระหว่างต้นข้าวเอื้อำนวยให้แหนแดงเจริญเติบโตได้ดี

นอกจากจะเป็นปุ๋ยชั้นดีแล้วแหนแดงยังสามารถป้องกันหอยได้ระดับหนึ่งเพราะการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของแหนแดงทำให้เบนความสนใจของหอยให้กินแหนแดงและลดความเสียหายของต้นข้าว ทั้งแหนแดงยังเจริญเติบโตปกคลุมผืนน้ำในนาข้าวทำให้วัชพืชบางอย่างไม่สามารถเจริญเติบโตได้เพราะขาดแสงที่เพียงพอ ด้วยประโยชน์หลายๆ อย่างของแหนแดงพร้อมด้วยปริมาณธาตุอาหารหลักไนโตรเจน 3.71%, ฟอสฟอรัส 0.25%, โปรแตสเซี่ยม 1.25% ของน้ำหนักตัวแล้วก็นับว่าแหนแดงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจในการลดต้นทุนการผลิต

Picture 265



เพื่อนๆ ถามว่า “หญ้ารกมากจัดการยังไงดี แต่ไม่อยากใช้ยาฆ่าหญ้าจะทำยังไงดี?”
“ดูแลเรื่องหญ้าในสวนยังไง?”
“ตัดหญ้าบ่อยไหม?” หุ หุ หุ ผู้เขียนตัดหญ้าทุกวันครับเท่าที่เครื่องตัดหญ้าผู้เขียนจะทำงานไหว

ผู้เขียนมีเครื่องตัดหญ้าอยู่แค่ 2 – 3 เครื่องครับแต่ที่เหลือเป็นเครื่องตัดหญ้าของข้างบ้านที่มาช่วยตัดหญ้าในนาหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ หญ้าก็เริ่มขึ้นก็เลยต้องส่งเครื่องตัดหญ้าระบบกึ่งอัตโนมัติมาจัดการ หญ้าขึ้นใหม่หลังเกี่ยวข้าวนี่เครื่องตัดหญ้าของผู้เขียนชอบนักแล สงสัยรสชาติจะถูกปาก ^-^

Picture 063

คือที่บอกว่ากึ่งอัตโนมัติเนี่ยะก็เพราะว่าต้องต้อนออกจากคอกไปไว้ในบริเวณที่อยากจะตัดหญ้า และถ้าอยากให้หญ้าเตียนงามอีกนิดก็ใช้เกลือแกงปกติๆ นี่แหละ ผสมน้ำราดบริเวณนั้น รับรองเครื่องตัดหญ้าท่านจะทำงานอย่างดี พอเสร็จจากตัดหญ้าแปลงหนึ่งก็ต้นย้ายไปอีกแปลงหนึ่ง นี่ก็ไม่รู้ตัดหญ้ากันอีท่าไหนปรากฏว่าได้เจ้าตัวเครื่องตัดหญ้าเครื่องเล็กมาอีกเครื่องหนึ่ง น่ารักเชียว ^-^

Picture 055

*** วิธีการกำจัดหญ้าหรือวัชพืชในไร่ในสวนมีหลายวิธีครับ ทั้งการตัด การเผา การใช้แรงดายหญ้า หรือใช้สัตว์ สวนผู้เขียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งแม้แต่หญ้าก็มีประโยชน์โดยนำมาทำปุ๋ยหมัก แต่วิธีที่ไม่แนะนำให้เพื่อนๆ ใช้คือการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้าครับเพราะมีผลกระทบในวงกว้างเหลือเกินทั้งระบบนิเวศและสุขภาพของเพื่อนๆ เอง ผู้เขียนเคยเดินลัดเลาะทุ่งนาไปช่วยลุงๆ ป้าๆ เกี่ยวข้าว (เกี่ยวข้าวไม่เป็นหรอกแต่กระแดะอยากไปช่วยเค้า (-__-!!!)) แล้วก็มีทุ่งหญ้าบริเวณหนึ่งที่ต้องเดินผ่าน สภาพหญ้าคือแห้งตายหมดซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้แปลกใจอะไรก็นึกว่าหญ้าแห้งตายตามธรรมชาติก็เลยเดินลุยทุ่งหญ้าไปอย่างปกติสุข ขณะเดินก็ไม่ได้ระมัดระวังอะไรมากก็เลยโดนใบหญ้าคาบาดตามเนื้อตัวพอคันๆ แล้วก็ไปช่วยเกี่ยวข้าวจนเสร็จแล้วรีบกลับมาอาบน้ำเพราะคันมากซึ่งตอนแรกก็นึกว่าคันเพราะฝุ่นข้าว แต่อาบน้ำได้ซักพักก็ปรากฏว่าผื่นเริ่มขึ้นแผลที่โดนหญ้าคาบาดเพียงเล็กน้อยเริ่มมีสีม่วงๆ ใช้แป้งทายังไงก็ไม่หายเลยต้องไปหาหมอ พอตอนเช้าไปสอบถามบ้านข้างๆ ถึงได้รู้ว่าหญ้าบริเวณนั้นตายเพราะการฉีดยาฆ่าหญ้า (-__-!!!) คนยังจะตายแล้วหญ้าจะไปเหลืออะไร! แมลงและสัตว์เล็กสัตว์น้อยไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ในบริเวณนั้นเลย***

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน