Posts Tagged ‘สปริงเกอร์’



นานๆ ทีจะได้มีโอกาสลาหยุดวันเสาร์กับเขาเสียที ซึ่งปกติก็ทำงานเหมือนทาสอยู่ 6 วันต่อสัปดาห์ในเมืองใหญ่อันน่าเบื่อ!!
วันนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการมาบ่นและเล่าสู่กันฟัง อิอิอิ

นานๆ ทีได้โอกาสเลยไปเยี่ยมเยียนคุณลุงคุณป้าข้างบ้านที่เคยไปติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ในสวนผักให้เมื่อ 2 เดือนก่อนเพราะปกติแล้วท่านทั้งสองมักจะบ่นว่าฤดูร้อนไม่มีรายได้อะไรเลยเพราะปลูกผักไปก็ตายเกือบหมดหรือไม่ก็ดอกร่วงจนไม่ติดดอกออกผล ติดตั้งกันแบบฟรีๆ ไม่คิดค่าแรง วัสดุอุปกรณ์อันไหนเหลือใช้จากที่สวนก็ขนๆ ไปใส่ให้จนสุดท้ายก็ออกมาให้เห็นอย่างในภาพ

Picture 493

ปกติคุณลุงคุณป้ามีอาชีพหลักคือชาวสวนไร่อ้อยและมันสำปะหลังที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละครั้ง แต่ก็ประสบปัญหาขาดทุนบ้าง กำไรบ้าง เสมอตัวบ้างเรื่อยๆ มา แต่มาคราวนี้ก็ได้ยุยงส่งเสริมให้ไถอ้อยทิ้งไป 1 ไร่เพื่อทดลองเปลี่ยนเป็นแปลงผักสวนครัวที่มีลักษณะการหมุนเวียนของผลผลิตที่เร็วขึ้นซึ่งนั่นก็หมายถึงว่ารายได้เริ่มจะมีแบบรายวันเพราะได้แนะนำให้รู้จักแม่ค้าเจ้าประจำที่มารับผักที่สวนให้แวะมาเยี่ยมแปลงผักของคุณลุงคุณป้าบ้าง ผลการทดลองนี้ก็ดูจะได้ผลตามที่คาดหมายเพราะคุณลุงคุณป้าไม่บ่นเรื่องรายได้ที่ขาดมือแล้วเพราะปัจจุบันมีรายได้เสริมจากการขายพืชผักสวนครัว ผักชี แตงกวา มะเขือเทศ และถั่วฝักยาวให้กับแม่ค้าทุกๆวัน แต่หันมาบ่นเรื่องปวดหลังแทนเพราะอยู่ในสวนผักทั้งวัน หุ หุ หุ

Picture 498

คุณลุงคุณป้าพึ่งปลูกมะเขือเทศไปได้ไม่กี่อาทิตย์และกำลังรอให้มะเขือเทศโตผู้เขียนจึงแนะนำให้ปลูกแตงกวากลางร่องผักเพื่อคลุมดินรักษาความชื้นและใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์
การปลูกแตงกวานั้นทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากหรือหากจะปลูกแบบเลื้อยไปกับพื้นก็ได้เช่นกัน เพียงแค่ระยะเวลา 1 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว โดยอัตราผลผิตนั้นหากปลูกแบบจริงจังก็จะได้ประมาณ 1 – 1.5 ตันต่อไร่ หากปลูกแบบเล่นๆ โดยหวังแค่ใช้พื้นที่ในร่องผักให้เป็นประโยชน์ก็จะได้ประมาณ 400 – 600 กิโลกรัมต่อรอบ เอะ!! จะว่าไปก็เยอะเหมือนกันนะเนี่ยะ โดยแถวระแวกนั้นก็จะขายกันในราคาหน้าสวนที่กิโลกรัมละ 10 บาท

Picture 496

Picture 495

Picture 494

จะว่าไปแล้วน้ำก็จัดว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกผักในช่วงหน้าร้อนซึ่งพืชต้องการน้ำสำหรับการดำรงชีวิตและการเจริญเติบโตมากเป็นพิเศษ เพราะพืชคายน้ำและสูญเสียน้ำไปกับอากาศที่ร้อนมากกว่าปกติและลมร้อนที่พัดอยู่ตลอดเวลาทำให้ปริมาณน้ำในตัวพืชนั้นลดลงและพืชก็ต้องการน้ำเพิ่มมากกว่าปกติเพื่อนำมาทดแทน ดังนั้นการปลูกพืชหน้าร้อนในปัจจุบันจึงต้องมีการวางระบบน้ำที่ดีเพื่อผลผลิตที่คุ้มค่า และการใช้วัสดุคลุมดินต่างๆ เพื่อรักษาความชื้นในดินไว้ให้ได้มากที่สุด โลกเราร้อนขึ้นทุกทีๆ เฮ้ออออ -__-!!!



อย่างที่เราทราบกันดีแล้วครับว่าน้ำนั้นจัดได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการเกษตรเลยก็ว่าได้

เพื่อนๆ บางท่านถามหาพืชที่ปลูกแล้วใช้น้ำน้อยหรือทนแล้ง แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นคิดว่าพืชทุกชนิดต้องการน้ำแทบทั้งสิ้น จะต้องการมากน้อยก็ว่ากันไปตามแต่พันธุกรรม หรือพืชบางชนิดก็อาจจะทนแล้งได้ดีแต่เชื่อเถอะว่าผลผลิตก็ด้อยถอยลงไปตามความขาดแคลนน้ำ สุดท้ายแทนที่จะมาทนั่งคิดหาพืชที่ทนแล้งเปลี่ยนเป็นการมานั่งคิดจัดการระบบน้ำในสวนดูจะมีความหวังซะกว่า ถึงแม้ว่าการจัดการหรือติดตั้งระบบน้ำในสวนจะยุ่งยากและอาจจะต้องมีการลงทุนกันบ้าง แต่เชื่อเถอะครับว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะคุ้มค่ากับการลงทุน

วันนี้ว่ากันต่อด้วยเรื่องของการวางระบบน้ำเพื่อการเกษตรภายในสวนสำหรับท่านที่มีไฟฟ้าอยู่แล้ว ส่วนสำหรับท่านผู้อ่านที่ยังไม่มีไฟฟ้านั้นก็ขอยกเป็นตอนต่อไปครับว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีระบบน้ำใช้ในขณะที่เราไม่มีไฟฟ้า ส่วนวันนี้ก็ว่ากันด้วยเรื่องระบบน้ำสำหรับผู้ที่มีไฟฟ้าอยู่แล้วซึ่งก็สะดวกสบายไปแล้วขั้นหนึ่ง

ว่าด้วยหลักการเดินระบบน้ำเพื่อการเกษตรภายในสวนกันดีกว่า ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีหลักการอยู่ไม่กี่อย่าง

1. การเลือกขนาดปั๊มหรือประเภทของปั๊มนั้นเป็นเฉพาะตัวอย่างหนึ่ง เช่นบางท่านอาจจะเลือกใช้จากเครื่องจักรที่ตัวเองมีอยู่แล้วนำมาดัดแปลง หรือบางท่านอาจจะชอบปั๊มน้ำไฟฟ้าประเภทใดประเภทหนึ่งซึ่งก็ว่ากันไปตามความชอบส่วนบุคคล แต่ที่แน่ๆ ปั๊มน้ำที่นำมาใช้ก็ควรจะมีกำลังพอที่จะเดินระบบน้ำในสวนได้

IMG_2554

2. การเลือกขนาดท่อน้ำสำหรับท่อหลักนั้นก็ควรเป็นขนาดที่ใหญ่และเหมาะสมเพื่อการไหลเวียนของน้ำที่มากและคงสภาพแรงดันไว้ได้อย่างดี เช่นท่อน้ำ PVC ขนาด 3 นิ้วสามารถส่งน้ำได้ประมาณ 30,000 – 35,000 ลิตรต่อชั่วโมง หรือ PVC ขนาด 2 นิ้วสามารถส่งน้ำได้ประมาณ 15,000 – 18,000 ลิตรต่อชั่วโมง ดังนั้นการเลือกขนาดท่อที่เหมาะสมกับขนาดแรงขับของปั๊มน้ำและปริมาณที่ต้องการใช้จึงเป็นอีกหนึ่งความสำคัญที่ต้องใส่ใจ

003

3. การเลือกอุปกรณ์หรือท่อน้ำในการติดตั้งระบบน้ำเพื่อการเกษตรนั้นก็มีความสำคัญอย่างมากเช่นกันเพราะอุปกรณ์ต่างๆ หรือท่อน้ำนั้นก็มักจะมีราคาแพงดังนั้นการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์หรือท่อน้ำให้ถูกลักษณะจึงเป็นการลดต้นทุนและยืดอายุการใช้งานให้กับระบบน้ำในการเกษตรเช่นกัน ท่อน้ำเพื่อการเกษตรนั้นจะมีหลายราคาหลายคุณภาพสำหรับลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป หากเป็นท่อน้ำสำหรับระบบน้ำเพื่อการเกษตรแบบถาวรหรือระบบน้ำที่มีปั๊มเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นผู้เขียนก็อยากจะแนะนำว่าท่อที่สูบน้ำขึ้นมาจากแหล่งน้ำแล้วเชื่อมต่อเข้าสู่ตัวปั๊มน้ำนั้นผู้เขียนแนะนำให้ใช้ท่อน้ำหรืออุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่เสื่อมสลายง่ายหรือชำรุดง่ายเพราะอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งไว้นั้นมักจะแก้ไขหรือซ่อมแซมได้ยากในกรณีที่เกิดการชำรุด

002

001

4. การต่อท่อน้ำไปยังพื้นที่ที่ต้องการนั้นควรจะให้มีส่วนงอน้อยที่สุดเพราะความโค้งงอของท่อจะสร้างแรงเสียดทานทำให้ความแรงของน้ำลดลงและทำให้ปั๊มน้ำทำงานหนักขึ้นเช่นกัน

004

5. การวางท่อน้ำหลักนั้นต้องดูสภาพพื้นที่เป็นหลัก หากพื้นที่ที่ต้องการวางระบบน้ำเพื่อการเกษตรนั้นเป็นพื้นที่แบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือใกล้เคียงนั้นก็ควรวางท่อน้ำหลักไว้บริเวณกึ่งกลางส่วนเพื่อให้แรงดันน้ำส่งต่อไปยังท่อย่อยได้อย่างสม่ำเสมอทั้ง 2 ฝั่งแล้วจึงใช้ข้อต่อแบบ 4 ทางแยกสู่ท่อย่อยต่อไป หากพื้นที่ที่ต้องการนั้นเป็นลักษณะแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือลักษณะใกล้เคียงที่มีหน้ากว้างแคบก็อาจจะวางท่อหลักไว้ด้านใดด้านหนึ่งได้ การวางท่อน้ำหลักในลักษณะนี้ก็เพื่อกระจายแรงดันให้ได้ทั่วถึงกัน เพราะหากวางไปด้านใดด้านหนึ่งในขณะที่พื้นที่เป็นแบบลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัสแล้วก็อาจจะทำให้สปริงเกอร์หรือมินิสปริงเกอร์หรืออุปกรณ์กระจายน้ำที่ติดตั้งไว้บริเวณท้ายๆ ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเพราะแรงดันปลายแถวไม่เพียงพอ

006

005

6. หัวสปริงเกอร์หรืออุปกรณ์กระจายน้ำนั้นจะเป็นตัวชี้วัดถึงวัสดุที่จะนำมาเป็นท่อย่อย เพราะหากใช้สปริงเกอร์ตัวใหญ่นั้นท่อย่อยก็ควรจะเป็นท่อน้ำแบบ PVC หรือหากเป็นอุปกรณ์กระจายน้ำแบบมินิสปริงเกอร์หรือหัวน้ำหยดนั้นท่อย่อยก็ควรจะเป็นท่อ PE เพื่อง่ายต่อการใช้งาน ส่วนการใช้เทปน้ำหยดนั้นก็จะว่ากันในบทความต่อไป

007

008



หากจะพูดกันถึงเรื่องข้อดีและข้อเสียของระบบน้ำเพื่อการเกษตรแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์แล้วก็ต้องมาดูกันถึงรุ่นและลักษณะการทำงาน แต่ส่วนใหญ่แล้วข้อดีและข้อเสียก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่เพราะระบบสปริงเกอร์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์การให้น้ำแบบวงกว้าง

ข้อดี
ข้อดีของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของการกระจายน้ำได้ทั่วถึง และเป็นลักษณะการกระจายน้ำแบบวงกว้าง ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกที่มีพืชหนาแน่น หรือต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ปลูกแบบทั่วถึง เหมาะสำหรับท่านที่เป็นเศรษฐีน้ำแบบว่าน้ำเยอะหรือใกล้แหล่งน้ำ อิอิอิ และมีเครื่องกำเนิดแรงดันหรือปั๊มสุดเจ็งเป็นตัวขับเคลื่อน
Picture 474
ข้อเสีย
ส่วนเรื่องข้อเสียของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์นั้นหลักๆ แล้วเป็นเรื่องของแรงดันน้ำที่จะต้องได้ขนาดความแรงที่กำหนดเพื่อขับดันน้ำในแต่ละจุด โดยปกติแล้วระบบน้ำหยดเพื่อการเกษตรนั้นต้องการแรงดันน้ำขนาด 1 บาร์แต่ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์นั้นต้องการตั้งแต่ 4 บาร์เป็นต้นไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของหัวสปริงเกอร์ที่ต้องการแรงดันมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ยิ่งหัวสปริงเกอร์ใหญ่เท่าไหร่ก็ต้องการแรงดันมากขึ้นเท่านั้น และข้อเสียอีกเรื่องหนึ่งของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของจำนวนน้ำที่ต้องใช้ในปริมาณมหาศาล ซึ่งหากวางแผนหรือจัดการพื้นที่อย่างดีก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่หากไม่แล้วก็เห็นจะเป็นหมู่วัชพืชที่ได้รับประโยชน์ เคยเห็นมาแล้วหญ้าเขียวจนคลุมต้นมะม่วงเลยหละ เพราะหญ้าได้น้ำมากกว่าพืช หุหุหุ -__-!!!
Picture 514

รัศมีน้ำจากหัวมินิสปริงเกอร์ก่อนรด

Picture 516

รัศมีน้ำจากหัวมินิสปริงเกอร์หลังรด (รัศมีน้ำประมาณ 1 เมตร)

โดยส่วนตัวแล้วใช้ทั้ง 3 แบบคือระบบให้น้ำพืชแบบสปริงเกอร์ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กหรือมินิสปริงเกอร์ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่ แหล่งน้ำและสภาพของต้นพืช แต่ก็จะชอบระบบน้ำแบบมินิสปริงเกอร์มากที่สุดเพราะรูปแบบการติดตั้งที่ง่ายไม่ยุ่งยากและรัศมีน้ำที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน