Posts Tagged ‘สมุนไพร’





ก่อนอื่นต้องกล่าวขออภัยเพื่อนๆ ชาวเกษตรทุกท่านที่ประสบปัญหาความยากลำบากในการเข้าถึงเวปไซด์ http://www.mygreengardens.com เนื่องด้วยปัญหาทางด้านเทคนิคของตัว server ที่ผู้เขียนเก็บข้อมูลเวปไว้และ ISP บ้านเราคือ True เชื่อมต่อกันไม่ได้ เลยทำให้เข้าไปเยี่ยมชมเวปไซด์ไม่ได้อยู่เกือบ 2 อาทิตย์

พอกลับมาเลยต้องรีบมาตอบคำถามที่เพื่อนๆ ฝากไว้
เพื่อนๆ หลายท่านฝันอยากจะเปลี่ยนไปทำการเกษตรอินทรีย์ หลายๆ ท่านฝันถึงการที่มีผักปลอดสารพิษไว้บริโภค และหลายๆ ท่านผันตัวจากอาชีพลูกจ้างบริษัทออกมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์โดยเฉพาะ
เป็นแนวคิดที่น่ายกย่องครับแต่ในความเป็นจริงของโลกเรานั้นมักจะมีอุปสรรคเสมอ การเกษตรก็เช่นเดียวกับธุรกิจประเภทอื่นๆ ที่มักจะเจอปัญหาในเชิงรายละเอียด หากท่านไม่มีสภาพแวดล้อมแบบปิดหรือโรงเรือนแบบปิดก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนรอบข้างเป็นอย่างมาก เพราะหากท่านทำเกษตรแบบอินทรีย์ท่ามกลางสวนแปลงอื่นๆ ที่ยังใช้สารพิษสารเคมี ยาฆ่าแมลงแบบปกติอยู่หละก็ สวนของท่านก็คงเหมือนโรงอาหารของเหล่าแมลงศัตรูพืชต่างๆ ที่มีภูมิต้านทานยาฆ่าแมลงชนิดดื้อยาสุดๆ คิดดูเถอะว่าสารสกัดจากธรรมชาติหรือสมุนไพรสูตรไหนก็แล้วแต่ ก็คงเอาไม่อยู่หรอก -__-!!! อย่าคิดอะไรแบบง่ายๆ จงคิดไว้ว่ามีอุปสรรคเสมอแล้วเราจะตื่นตัวสำหรับการเรียนรู้และศึกษาครับ

แมลงศัตรูพืชตามปกติที่ผ่านกระบวนการใช้ยาฆ่าแมลงนั้นจะสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองขึ้นมา มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดตามธรรมชาติ เลยเกิดอาการดื้อยาเอาได้ง่ายๆ และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำไมเกษตรกรถึงต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีที่แรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่มีเพียงมนุษย์เราเท่านั้นหรอกที่ปรับตัวเพื่อความอยู่รอดตามสภาพแวดล้อมนั้นๆ แมลงหรือเชื้อโรคเองก็เช่นกันPicture 027

ตัวนี้ชอบเป็นการส่วนตัว และเห็นเยอะขึ้นเรื่อยๆ ในฤดูนี้ ^_^

ผู้เขียนเองใช้เวลานานพอสมควรในการปรับสภาพแวดล้อมภายในสวนให้เอื้อประโยชน์ต่อการทำเกษตรแบบอินทรีย์ ทั้งในเชิงป้องกัน และเชิงปราบปราม เช่น การปลูกตะไคร้ไว้รอบสวน ปลูกต้นชะอม ปลูกต้นสะเดาป่าและพืชที่มีกลิ่นฉุนอีกหลายชนิดที่แมลงเกลียดเพื่อการป้องกันแมลงศัตรูพืช ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะกันได้ไม่มากแต่ก็ได้ผลในระดับหนึ่ง การไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงในแปลงสวนนั้นก็จะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศได้ส่วนหนึ่งเพราะแมลงเล็กๆ หรือจุลินทรีย์ต่างๆ จะไม่ถูกทำลายโดยสารเคมี จนผ่านมาระยะเวลาหนึ่งก็พอจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตแปลกๆ เข้ามาอาศัยและเข้ามาพักพิง บางชนิดก็เป็นที่ต้องการและบางชนิดก็ไม่ได้ต้องการแต่อย่างน้อยก็ได้เห็นระบบนิเวศขนาดเล็กในสวนเริ่มฟื้นสภาพ เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา

Picture 005

ส่วนไอ่เจ้านี่ ไม่ได้ต้องการเอาซะเลย แต่ก็ถือวิสาสะเข้ามานอนปลายเตียงอยู่หนึ่งคืนเต็มๆ สยองนะเนี่ยะ -__-!!!

เล่ามาซะนานจนสุดท้ายก็อยากจะบอกว่า “เกษตรอินทรีย์ไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง” และในระยะยาวนั้นถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อการลงทุนครับ ^_^ (อยากบอกแค่นี้แหละ จริงๆ อิอิอิ)



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งถามถึงสูตรยาคุมหญ้าและสูตรกำจัดหญ้าในนาข้าวแบบที่ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้าที่เป็นอันตรายทั้งคนพ่นและสิ่งที่สัมผัสแบบชนิดไม่นับสารตกค้างเป็นทอดๆ ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าสารที่ได้จากธรรมชาตินั้นคงจะไม่มีประสิทธิภาพเฉียบขาดเท่ากับยาฆ่าแมลงที่เป็นสารเคมี แต่ไม่มีสารพิษตกค้างให้เป็นพิษเป็นภัยทั้งคนใช้และคนทาน เพราะฉนั้นการใช้ซ้ำกันหลายๆ ครั้งในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกันจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้สารธรรมชาติ

สูตรกำจัดหญ้าในนาข้าว จากที่อาจารย์ท่านแนะนำมาก็มีส่วนประกอบคือเหล้าขาว 1 ขวด, ผงซักฟอก 1 กล่อง (ประมาณ 10 บาทนั่นแหละ) เกลือแกง 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 16 ลิตร ฉีดพ่นหญ้าในนาข้าวให้ทั่วทุกๆ 7 – 10 วันนานประมาณ 1 เดือน เน้นย้ำเรื่องเหล้าขาวระวังอย่าให้คุณพ่อบ้านไปซื้อเองเพราะจะได้เหล้ามาไม่ครบขวด -__-!!! ส่วนผสมล่อตาล่อใจเหลือเกินวุ้ย
———————————-
สูตรยาฆ่าหญ้า
ส่วนผสม
1.สับปะรด 30 กก.
2.กากน้ำตาล 1 แก้ว
3.จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว (หมักไว้ 10 วัน)
4.ดินปะสิว 1 กก.

วิธีทำ
1.นำดินปะสิวมาบดให้ละเอียด
2.นำมาผสมกับจุลินทรีย์ EM ที่หมักไว้
3.กรองเอาเฉพาะน้ำ
ส่วนวิธีวิธีใช้ ยาฆ่าหญ้า 1 ส่วน ผสมน้ำ 50 ส่วน นำมาราดบริเวณที่ต้องการฆ่าหญ้า
———————————-

วิธีการทำน้ำหมักเพื่อใช้คุมหญ้า
ส่วนประกอบ
1.ผักแว่นสด 5 กิโลกรัม
2. น้ำซาวข้าว 5 ลิตร
3.แป้งข้าวหมากหวาน 1 ก้อน ครึ่ง
4. กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
วิธีการทำ ล้างผักให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1 ข้อมือ เทลงถังหมัก ใส่น้ำซาวข้าว บดแป้งข้าวหมากให้ละเอียดใส่ลงในถังหมัก หมักไว้ 1 เดือน

วิธีการนำไปใช้
1.ใส่น้ำหมัก 4 ลิตร ต่อ 1 ไร่ เทให้ทั่วแปลง ระวังอย่าปล่อยน้ำลงมากเกินไป ให้ใส่น้ำพอไถคราดได้เท่านั้น
2.สูตรนี้สามารถใช้คุมหญ้าได้ทุกชนิด

อย่างที่ทราบกันดีว่าการใช้สมุนไพรหรือพืชพื้นบ้านต่างๆ มาใช้เป็นยาฆ่าหญ้านั้นมีด้วยกันหลายสูตรและต่างก็เน้นการใช้พืชที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ให้เกิดประโยชน์ไม่ต้องไปซื้อหาให้เสียเงิน ประมาณว่ามีอันไหนก็ใช้อันนั้น และก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของสูตรหลายๆ ท่านครับที่ได้นำมาเผยแพร่ให้ได้นำไปประยุกต์ใช้งานกันต่อไป ภูมิปัญญาไทยที่ทิ้งไว้ให้เกษตรกรรุ่นหลังนับว่าเป็นมรดกอย่างหนึ่งที่ล้ำค่าและควรค่าแก่การรักษาไว้

Picture-267



หอยเชอรี่นับว่ามีความโด่งดังในหมู่เกษตรกรที่ทำนาเพราะแพร่ขยายไปได้เร็วเหลือเกิน กัดกินต้นข้าวเสียหายไปก็เยอะจนต้องใช้สารเคมีกำจัดกันให้วุ่นวายไปหมด เอาเป็นว่าไม่มีใครไม่รู้จัก -__-!!!

หอยเชอรี่นับว่าเป็นสัตว์แมลงต่างถิ่นที่เข้ามาเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ของเราเบียดเบียนหอยด้วยกันไม่พอยังเบียดเบียนต้นข้าวและพืชน้ำอีกต่างหาก หอยเชอรี่มีต้นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ เช่น ประเทศชิลี อาร์เจนตินา สุรินัม โบลิเวีย บราซิล ปารากวัย อุรุกวัย ในทวีปอเมริกาเหนือ เช่น มลรัฐฟลอริด้าและเทกซัสของสหรัฐอเมริกา ในแถบอเมริกากลาง เช่น จาไมก้า คิวบา ทรินิแดด โดมินิกัน เป็นต้น และเข้ามาในประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2525 – 2526 ในฐานะหอยสวยงาม -__-!!! เพราะลักษณะสีสันของเปลือกหรือกระดองที่สวยงามและไข่เป็นสีชมพูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับคนในยุคนั้น และได้แพร่ขยายไปทั่วประเทศเพียงเพราะการทิ้งหอยไม่กี่ตัวลงในแม่น้ำจนส่งผลเสียอย่างมหาศาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแทบที่ลุ่มภาคกลางที่เป็นแหล่งปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยก็ถูกเจ้าหอยเชอรี่ยึดครองและสร้างความเสียหายเป็นอันมาก เกษตรกรหลายรายใช้สารเคมีในการกำจัดหอยเชอรี่ซึ่งก็ได้ผลพอสมควรแต่ผลกระทบต่อระบบนิเวศน์นั้นเสียหายเป็นวงกว้างเพราะทำให้กุ้ง หอย ปู ปลาสัมผัสสารเคมีจนตายตามหอยเชอรี่ไปด้วย จึงมีแนวคิดที่ว่าจะใช้พืชหรือสมุนไพรที่มีอยู่มาใช้กำจัดหอยเชอรี่เพื่อลดปัญหาด้านผลกระทบต่อนะบบนิเวศน์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในน้ำ

วิธีกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าวโดยไม่ใช้สารเคมี
มีส่วนผสมดังนี้
1.ฝักคูนแก่ 10 กิโลกรัม
2.กากน้ำตาล 2 ลิตร
3.น้ำส้มสายชู 1 ลิตร
4.น้ำส้มควันไม้ 1 ลิตร
5.ถังหมัก ขนาด 50 ลิตร

ขั้นตอน/วิธีการทำ
โดยการตัดฝักคูณเป็นท่อนขนาดประมาณ 1-2 นิ้ว จากนั้นทุบให้แตกไม่ต้องละเอียดมากนักใส่ลงในถังหมักเติมกากน้ำตาล น้ำส้มควันไม้และน้ำส้มสายชูตามลงไปจากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากันปิดฝาให้สนิทเก็บไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 1 เดือน

การนำไปใช้งาน
เนื่องจากยางมะละกอจะมีกลิ่นหอมสามารถดึงดูดให้หอยเชอรี่เข้ามาได้โดยใช้ใบมะละกอเป็นตัวล่อนำมาห่อกับฝักคูณหมักวางตามจุดที่หอยเชอรี่ชุมหรือวางไว้ในนาข้าวที่มีน้ำขัง หอยเชอรี่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นยางมะละกอแล้วก็เข้ามากินฝักคูณหมักที่เป็นอาหารที่หอยเชอรี่ชื่นชอบ หลังจากกินแล้วไม่เกิน 3 วัน หอยเชอรี่ลอยขึ้นมาตายจากการได้รับสารพิษ

หมายเหตุ
– พืชหลายชนิดที่สามารถกำจัดหอยเชอรี่ ได้แก่ สาบเสือ ฟ้าทลายโจร ฝักคูนแก่
– เหยื่อล่อจะต้องเป็นพืชที่หอยชอบกิน เช่น ใบผัก ใบมันเทศ ใบมันสำปะหลัง ใบมะละกอ หรือพืชอื่น ๆ ที่มียางขาวคล้ายน้ำนมครับ

*** ขอขอบคุณสูตรกำจัดหอยจาก http://blog.msu.ac.th ที่ได้ให้ความรู้ ***
Picture-287


เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งท้วงติงผู้เขียนว่าไม่เล่าเรื่องพริกซักหน่อยเหรอ? อยากจะปลูกพริกเพื่อการค้า -__-!!!
สาเหตุที่ไม่ค่อยคุยเรื่องพริกก็เพราะเรื่องการตลาดและราคาของพริกค่อนข้างผันผวน โชคดีก็เหมือนถูกหวยหากซวยขึ้นมาก็ขาดทุน หากคิดจะปลูกไว้ทานเล่นหรือใช้ประโยชน์ในครัวเรื่อนก็อยากจะสนับสนุนเพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและใช้เวลาว่างให่เกิดประโยชน์แต่ถ้าหากปลูกเพื่อการค้าก็ต้องศึกษาตลาดกันดีๆ ข้อสำคัญของการปลูกพริกก็คือการคาดการณ์ตลาดเพราะการปลูกพริกเพื่อการค้านั้นหากไม่มีตลาดรองรับหรือโรงงานรับซื้อประจำแล้วก็ควรจะศึกษาตลาดดูก่อนเพราะพริกมีราคาที่ผันผวนและเกี่ยวข้องกับฤดูเกี่ยวข้าวเนื่องจากชาวนาภาคกลางหลายรายนิยมปลูกพริกหลังจากเกี่ยวข้าวทำให้ผลผลิตออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในเวลาพร้อมกัน

พริกนั้นนับเป็นพืชผักสวนครัวสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาชั้นเลิศชนิดหนึ่งเพราะพริกทุกชนิดจะมีสาร ” แคปไซซิน ” มีสรรพคุณช่วยระบบทางเดินหายใจ ความดันโลหิตและหัวใจ ช่วยขับเหงื่อมีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็งได้ แต่ไม่ควรทานเยอะและบ่อยเพราะจะทำให้ระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารทำได้ไม่ดี และควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะทำให้เลือดไม่จับตัวเป็นก้อนและเลือดไหลเวียนได้ดี

พริกในด้านการค้านั้นมีอยูาหลายชนิดและแต่ละชนิดก็ราคาแตกต่างกันตามลักษณะพันธุ์และการใช้งาน แต่วันนี้คงจะมาพูดกันถึงการปลูกพริกเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนซึ่งไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมากมายแต่หากปลูกเพื่อการค้าจะต้องอาศัยการดูแลอย่างดีจึงจะได้ผลผลิตคุ้มค่า

วิธีปลูกพริก
1. เตรียมหลุมปลูกขนาด 20 x 20 ซม. และลึก 20 ซม. แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก

2. นำเมล็ดพริกมาแช่น้ำอุ่น 3 – 4 ชั่วโมงหรือน้ำธรรมดา 1 คืน

3. เตรียมเพาะกล้าพริกในแปลงเพาะหรือถาดหลุมโดยหย่อนลงไปประมาณ 2 – 3 เมล็ดต่อหลุมเพื่อคัดต้นที่สมบูรณ์ในภายหลัง แล้วรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็นเป็นเวลาประมาณ 10 – 15 วันแล้วจึงย้ายลงหลุมปลูกที่เตรียมไว้

4. ย้ายกล้าพริกลงหลุมปลูกที่เตรียมไว้แล้วรดน้ำให้ชุ่ม อาจจะเห็นว่าต้นพริกดูเหี่ยวเฉาในช่วงแรกเพราะรากยังไม่ได้ปรับสภาพแต่จะดีขึ้นในระยะ 3 – 4 วันให้หลัง หากพื้นที่ปลูกมีแดดจีดควรหาวัสดุคลุมแปลงเพื่อลดความแรงของแดดในช่วงแรก

5. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักทุกๆ 10 – 15 วันเพื่อการบำรุงลำต้นและแตกดอกที่เร็วขึ้น

chilly-(1)

6. พริกจะเริ่มให้ผลผลิตช่วงระยะเวลาประมาณ 75 – 90 วันหลังจากย้ายลงหลุมปลูกโดยจะสามารถเก็บผลผลิตได้เรื่อยๆ จนกว่าจะเริ่มแก่ที่อายุ 7 – 8 เดือนแต่หากบำรุงรักษาต้นพริกอย่างดีจะสามารถยืดอายุการให้ผลผลิตได้ถึง 1 ปี

*** เพียงขั้นตอนสำหรับปลูกพริกเกือบทุกชนิดง่ายๆ เพื่อนๆ ก็จะมีพริกสดปลอดสารพิษไว้รับประทานโดยไม่ต้องซื้อหาให้เสียเงิน หลายๆ ท่านนำไปปฏิบัติแล้วบอกว่าลืมราคาพริกที่ตลาดไปเลย หุหุหุ ***

chilly



โลกในปัจจุบันพัฒนาไปมากกว่าครั้งโบราณการแต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์เราควรจะฉุดคิดขึ้นได้คือไม่ใช่แต่เพียงมนุษย์เราเท่านั้นที่มีวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นมีความฉลาดมากขึ้นเพื่อความอยู่รอดในสภาพแวดล้อมปัจจุบันแต่เชื้อโรคและโรคต่างๆก็มีพัฒนาการเพื่อความอยู่รอดด้วยเช่นกัน และนั่นก็เป็นสาเหตุที่เราต่อสู้กับโรคร้ายมานับพันปีแต่ที่กำจัดอย่างได้อย่างสมบูรณ์นั้นมีอยู่เพียงไม่กี่อย่าง และทั้งเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นมาจากมนุษย์เองทั้งด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจจึงทำให้เชื้อโรคหรือโรคต่างๆ ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกับเรามากขึ้นและสลับซับซ้อนกว่าเดิมอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุผลว่าทำไมมนุษย์เราต้องแสวงหายารักษาโรคต่างๆ เพิ่มมากขึ้นทั้งในเชิงป้องกันและเชิงรักษาเพื่อสุขภาพที่ดีและภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

สมุนไพรเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มนุษย์เรานั้นเสาะแสวงหามาเพื่อใช้ต่อสู้และป้องกันโรคร้ายตางๆ ที่เกิดขึ้น

แต่ถึงกระนั้นสนุนไพรก็หาใช่พืชวิเศษเฉกเช่นเดียวกับโอสถทิพย์ในหนังจีนกำลังภายในที่จะรักษาได้ภายในพริบตาและกลับมามีชีวิตอยู่ได้ในไม่กี่ชั่วยาม ถึงแม้ว่าสมุนไพรจะไม่มีสรพพคุณดั่งยาเทพเจ้าเหมือนในหนังแต่สมุนไพรมีสรรพคุณในเชิงบวกที่ช่วยรักษาความสมดุลในร่างการมนุษย์เราให้สมบูรณ์และพร้อมสำหรับป้องกันโรคต่างๆ ที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันและโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาสมุนไพรที่เป็นยิ่งกว่าชา ซึ่งโดยองค์ประกอบทางเคมีของชานั้นก็นับได้ว่าเป็นยาประเภทหนึ่งที่มีสรรพคุณหลากหลายดั่งที่เห็นในรายงานวิชาการปัจจุบันแต่ชาสมุนไพรเจียวกู้หลานที่พึ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้นับว่ามีสรรพคุณที่มากกว่าชาปกติคือเป็นสนุนไพรที่มากด้วยคุณประโยชน์ในด้านควบคุมสมดุลและเสริมภูมิค้มกันของร่างการ โดยชาเจียวกู่หลานนั้นพบได้ไม่กี่แห่งในเขตภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และบ้านเกิดของผู้เขียนซึ่งเป็นแหล่งปลูกที่ว่ากันว่าดีที่สุดเพราะสภาพอากาศและสภาพของแร่ธาติในดินที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสารตัวยาในชาสมุนไพรเจียวกู่หลานมากที่สุด อุ้ย อธิบายมารู้หมดว่าเราเป็นเด็กบ้านนอกหลังเขา หุ หุ หุ

 เกริ่นมาตั้งนาน สุดท้ายก็ขายของ ฮ่ะๆ ฮ่ะๆ สารภาพบาปเลยละกันว่าโดยปกติแล้วจะไม่ค่อยโฆษณาอะไรกับสินค้าและไม่ค่อยจะชอบขายสินค้าประเภทนี้แต่นี่ต้องยอมรับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่อยากจะโฆษณาเพราะ ชาสมุนไพรเจียวกู่หลาน (เจียวกู้หลาน) นี้เป็นผลิตภัณฑ์จากบ้านเกิดเมืองนอนของผู้เขียนแต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับเจตนาที่ต้องการให้ท่านๆ ทั้งหลาย ได้รับทราบและรับประโยชน์ของชาสมุนไพรเจียวกู่หลานทั้งจากรสชาติชาแบบสมุนไพรที่มีความหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสรรพคุณทางยาที่ช่วยรักษาสมดุลของร่างกายเป็นอย่างดีทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้ดีขึ้นและป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดั่งโบราณว่า “ยาดีมีหรือจะสู้ยาบำรุง” ถึงแม้ชาสมุนไพรเจียวกู่หลาน (เจียวกู้หลาน) จะไม่ใช่ยาวิเศษแต่ก็นับว่ามีประโยชน์มากในด้านเวชศาสตร์และเป็นยาบำรุงชั้นเลิศที่หาได้ยากในพืชสมุนไพรและที่สำคัญมีสรรพคุณทางยามากกว่าโสมหลายเท่าตัวที่ช่วยป้องกันมะเร็งหรือฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี

 สรรพคุณ

“งานวิจัยในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า ในใบชาเจียวกู้หลานมีสาระสำคัญชื่อ Gypenosides ถึง 82 ชนิด ซึ่งมากกว่าที่มีในโสม 3 – 4 เท่า ผลการวิจัยของจีนและญี่ปุ่นพบสรรพคุณของเจียวกู้หลานตรงกันว่ามีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้นอนหลับ ลดระดับไขมันในเลือด เสริมระบบภูมิคุ้นกัน ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิด ต้านการอักเสบ และลดระดับความดันโลหิตสูงรวมทั้งลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยส่วนประกอบที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ ซาโปนิน ที่มีอยู่ในเจียวกู้หลาน มีคุณสมบัติในการลดอาการป่วยจากโรคตับอักเสบและโรคเบาหวานโดยเข้าไปกระตุ้นการสร้างอินซูลินจากตับอ่อนจึงช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือดได้ ข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ที่มีการเผยแพร่ผ่านเอกสารวิชาการจำนวนมากยืนยันว่าเจียวกู้หลานสามารถป้องกันโรคเบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด โรคมะเร็งในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยลดอาการไตวายและอาการปวดหัวข้างเดียวหรือไมเกรนได้” ขอบคุณหนังสือพิมพิ์ไทยรัฐสำหรับบทความ

 วิธีบริโภค

“เคล็ดลับการชงชาเจียวกู้หลานควรชงด้วยน้ำร้อนจัดหรือเดือดจัด 100 องศาเซลเซียสเพื่อให้ใบชาคลายรสชาติที่ดีและสารที่มีสรรพคุณทางยาออกมาทำให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากใบชา และการดื่มชาเจียวกู้หลานเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นควรดื่มหลังอาหารและก่อนนอนเพื่อช่วยทำลายสารอาหารตกค้าง อาหารที่ไม่สะอาด ย่อยสลายไม่หมด ขับสารพิษในกระเพาะอาหารและลำไส้”

 

ราคา : ——- (รวมค่าจัดส่ง)

สนใจสั่งซื้อสินค้า ติดต่อ : 084-3552442 (ดิเรก)

อีเมล : teatime108@hotmail.com

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน