Posts Tagged ‘สารอาหาร’



หลังจากโดดไปขโมยพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 กับเนเปียร์จักรพรรดิมาจากเพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งแถวราชบุรีมาแอบเพาะขยายพันธุ์ได้พักใหญ่ๆ ต้นพันธุ์หญ้าเนเปียร์ก็แตกดอกออกกอเพิ่มจำนวนมาให้ได้ขยายพันธุ์มากขึ้นและจะมากกว่านี้ต่อไปในอนาคต และก็หวังว่าวันหนึ่งคงจะมากพอที่จะแจกจ่ายเพื่อนๆ ได้นำไปทำพันธุ์ต่อไป

001

*** จากกิ่งเดียวก็ได้แตกตัวเป็นกอในกระถาง ***

 

003

*** จากกระถางเดียวก็ได้ขยายตัวออกเป็นพื้นที่ 1 งานในเวลา 6 เดือน ***

004

*** ด้านซ้ายงอๆ คือหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ส่วนอีก 3 ลำตรงๆ คือหญ้าเนเปียร์จัรกพรรดิที่อายุเท่ากัน แต่หญ้าเนเปียร์จัรกพรรดิโตกว่าและลำต้นใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด และตอนนี้ผู้เขียนกำลังทดลองพิสูจน์ถึงความแตกต่างของทั้ง 2 สายพันธุ์ว่าอะไรดีกว่ากัน แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ที่มหาลัยเกษตรส่งเสริมอยู่มันต้องมีเหตุผลอะไรซักอย่างสิน่า ***

สาเหตุที่ต้องทดลองปลูกหญ้าเนเปียร์นั้นก็เป็นเพราะว่าผู้เขียนต้องการพิสูจน์ประโยชน์ของหญ้าเนเปียร์และทำการทดลองถึงคุณสมบัติบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อตอบสนองนิสัยความอยากรู้อยากเห็น (นิสัยอะไรก็ไม่รู้ เปลืองตังค์ -__-!!!) และต้องการที่จะสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเองหลังจากพบว่าตัวเองตกอยู่ในสภาพวิกฤติเสื่อมศรัทธาในผลงานวิชาการแบบตลาดๆหรือแบบลวกๆ อย่างที่พบเห็นได้ตามสื่อต่างๆ จนสุดท้ายต้องสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเองถึงแม้ว่าจะต้องเริ่มจากการนับหนึ่งใหม่ก็เถอะ

 

ไม่แน่ใจว่าหญ้าเนเปียร์มีทั้งหมดกี่สายพันธุ์แต่ที่ผู้เขียนได้มานั้นเป็นหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ที่ทางมหาลัยเกษตรส่งเสริมและพันธุ์เนเปียร์จักรพรรดิที่ดูจะคล้ายคลึงจนบางทีแยกไม่ออก แต่หากสังเกตลักษณะทางกายภาพดีๆ แล้วจะพบว่าหญ้าเนเปียร์จักรพรรดิจะลำต้นใหญ่กว่าและใบหนากว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนคุณสมบัติด้านเคมีนั้นว่ากันอีกทีหนึ่ง เพราะหากจะให้ได้สารอาหารในช่วงที่ดีที่สุดต้องมีอายุ 60 วันขึ้นไป โดยจะได้โปรตีนถึง 13-17% และคาร์โบไฮเดรตที่ละลายน้ำได้ (WSC) 11-12 % ซึ่งปัจจุบันผู้เขียนได้ส่งไปให้เพื่อนที่เกษตรศาสตร์เพื่อตรวจวัดออกมาเป็นตัวเลขให้ได้เห็นกันแน่ชัดอีกครั้งหนึ่งถึงคุณประโยชน์ด้านสารอาหารและความแตกต่างของปริมาณสารอาหารของหญ้าเนเปียร์ทั้ง 2 สายพันธุ์ (เนเปียร์ปากช่องและเนเปียร์จัรพรรดิ)

 

หากคุณสมบัติดีดังที่ท่านว่าไว้จริงก็เหมาะสมที่จะส่งเสริมเป็นอาหารสัตว์ในชุมชมของผู้เขียนเพราะโชคดีที่มีการเลี้ยงวัวกันเยอะมาก และโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าประโยชน์ของหญ้าเนเปียร์นั้นเหมาะสำหรับภาคปศุสัตว์มากกว่า ส่วนการนำไปหมักแก็สเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้านั้นควรจะเป็นมูลสัตว์มากกว่าเพราะการบ่มตัวหรือการเกิดแก็สนั้นย่อมดีกว่าหญ้าสดอยู่แล้ว

 

หญ้าเนเปียร์นั้นมีลักษณะเด่นคือเติบโตเร็ว แตกกอดี วิธีปลูกก็ไม่ได้ยุ่งยากสลับซับซ้อนอะไรเลยก็เหมือนการปลูกอ้อยหนือมันสำปะหลังทั่วๆ ไป จะต่างกันก็ตรงที่ความพิถีพิถันที่น้อยกว่าเพราะยังคงติดนิสัยเสมอว่ามันก็คือหญ้า ฮ่ะๆ!!

006

*** เอออ!! คือ มันไม่ใช่อ้อยนะ ถึงจัคล้ายก็เถอะ -__-!!! ***

008

*** วิธีขยายพันธุ์นั้นก็ไม่ยาก แค่ตัดท่อนพันธุ์จากต้นแม่แบบที่เห็นด้านบนแล้วก็ขุดหลุมกลบ แค่นั้นจริงๆ ***

009

*** ปกติข้อเดียวแบบมีรากติดก็งอกแล้วนะ แต่กลัวไม่รอด อิอิอิ ***

010

*** ขุดหลุมแล้วดินกลบ แค่นั้นแหละ ส่วนระยะห่างก็ 70 x 70cm. เป็นใช้ได้ ***

 

ส่วนเพื่อนๆ ที่ถามถึงข่าวคราวเรื่องการนำหญ้าเนเปียร์ไปหมักเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่ผู้เขียนตามข่าวอยู่เนืองๆ นั้น แฮะๆ !!! อยากจะขอตอบแบบที่ใจคิดก็คือว่าอย่าไปคาดหวังอะไรกับมันเลย เอาเฉพาะการนำหญ้าเนเปียร์มาเป็นอาหารสัตว์สำหรับภาคเกษตรเราให้รอดก่อนเถอะ เห็นว่าจะสร้างโน้นสร้างนี่ (สร้างหนี้) แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นแม้แต่ผลสรุปจากโรงงานต้นแบบที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ควรจะเปิดไปตั้งแต่เดือนมกราที่ผ่านมา (ปี 2556) จนมาถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นอะไรสรุปออกมาชัดเจน แถมยังชงเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจากหญ้าเนเปียร์ขึ้นอีกหลายจุดที่ดีดตัวเลขคำนวณออกมาสวยหรู ตัวเลขเยอะจนจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ (ขี้เกียจจำด้วยแหละ -__-!!! รู้แต่ว่าเห็นตัวเลยแล้วคิดอยู่อย่างเดียวว่าพวกมึงตื่นเถอะ) กลัวเหลือเกินว่าสุดท้ายจะกลายเป็นโครงการเหมือนสบู่ดำที่ล้มไม่เป็นท่าได้แต่ผลาญงบไปวันๆ ไม่ไหวจะเพลียจริงๆ เรื่องแบบนี้ -__-!!!

ไม่ใช่ว่าไม่ดี มันดีเลยทีเดียวแหละ แต่การติดตามการใส่ใจ การคิดพัฒนา ความบริสุทธ์ใจในการทำงาน (โกงพลาญงบรึเปล่าพูดง่ายๆ) และความตั้งใจ ในแบบราชการไทยนี่ไม่ไหวจะเพลียนะ

 

ไว้ได้เรื่องยังไงจะมาเล่าสู่กันฟังอีกทีหนึ่ง ส่วนเพื่อนๆ ที่รอท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์อยู่ รออีกนิด อดทนอีกหน่อยไว้พร้อมแล้วจะรีบแจกจ่าย



เพื่อนผู้เขียนเป็นคนเลี้ยงวัวมือสมัครเล่น หุหุหุ ^_^ เพราะพึ่งจะซื้อวัวน้อยที่พึ่งหย่านมมาหนึ่งคู่ตัว

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนครับว่าลักษณะการเจริญเติบโตของวัวนั้นจะแตกต่างจากสัตว์ที่เราเห็นทั่วๆ ไปคือวัวนั้นจะกินอาหารเพื่อสร้างโครงสร้างร่างกายก่อนพอได้ขนาดแล้วจึงสร้างเนื้อและไขมันทีหลัง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นวัวน้อยผอมกร่องดูไม่มีเรี่ยวแรง เพราะกำลังใช้สารอาหารต่างๆ ในการสร้างโครงสร้างหลักของร่ายกาย เช่นกระดูกสันหลัง กระดูกขาและซี่โครง ต่างๆ นั่นเอง

โดยปกติแล้วแม่วัวจะให้ลูกวัวกินน้ำนมเหลืองในช่วง 2 – 3 วันแรกหลังจากคลอดซึ่งน้ำนมเหลืองนี้จะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินและสารอาหารสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันต่างๆ แต่หากลูกวัวไม่ได้กินน้ำนมเหลืองในช่วงเวลานี้ก็อาจจะทำให้ลูกวัวขาดสารอาหารและวิตามินสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเป็นและอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกวัวแคระแกรนเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่

ส่วนการกระทำให้วัวน้อยอ้วนนั้นหากเป็นฟาร์มใหญ่ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้ฮอร์โมนต่างๆ เร่งกล้ามเนื้ออะไรประเภทนั้นหรือเปล่าเพราะเห็นบางฟาร์มที่ขายลูกวัวเป็นหลักใช้วิธีนี้ ไม่แน่ใจ หุหุหุ เพราะไม่ค่อยได้ไปดูงานที่ฟาร์มวัว แต่หากเป็นวัวที่บ้านผู้เขียนก็จะบำรุงวัวน้อยด้วยกล้วยน้ำว้าสุกงอมที่เหลือจากการคัดขาย ก็จะช่วยให้วัวน้อยได้สารอาหารและวิตามินพิเศษที่มากกว่าการกินหญ้าปกติ และก็ดูเหมือนว่าวัวน้อยจะชอบเสียด้วยสงสัยเป็นเพราะความหวาน หอม อร่อย บางครั้งบางทีแค่อาหารที่มีประโยชน์วิตามินเยอะๆ ก็ทำให้วัวน้อยที่ผอมกร่องกลับมาอ้วนพีได้เหมือนกันโดยที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมีอะไรเลย ออกจะเป็นวิธีบ้านๆ ไปซักหน่อยแต่วัวน้อยก็อ้วนนะเออ!!! ^_^

Picture-342

Picture-340

 



เพื่อนๆ ผู้อ่านหลายท่านคงเริ่มสงสัยว่าทำไมอาทิตย์นี้คุยเรื่องพืชผักสวนครัวบ่อยจัง? ส่วนหนึ่งนั้นมาจากคำถามของเพื่อนๆ และอีกส่วนหนึ่งก็อยากจะกระตุ้นให้เกิดการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และก็หัดพึ่งพาตนเองให้ได้มากกว่านี้ซึ่งอย่างน้อยก็เรื่องพืชผักสวนครัวที่อยู่รอบตัวและสามารถปลูกโดยใช้พื้นที่น้อยๆ ได้ เช่น กระถางหรือขวดพลาสติกยังทำได้เลย และระยะนี้กำลังเหมาะที่จะปลูกเพื่อขายให้ได้ราคา

วันนี้ว่ากันด้วยเรื่องผักคะน้าที่ราคามีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกทีๆ มีอยู่ไม่กี่เดือนที่ราคาคะน้าจะตกลงมาแต่ที่เหลือราคาขึ้นไปเรื่อยๆ จึงนับว่าเป็นพืชผักสวนครัวอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจปลูกทานได้ปลูกขายดี และที่แน่ๆ ตลาดยังไปได้อีกไกลถ้าท่านปลูกส่งตลาดทัน -__-!!! เพราะคะน้าเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดเวลาและเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวันเรา เอาเป็นว่าทุกคนรู้จักผักคะน้าและที่สำคัญยังไม่เคยเห็นดาราคนไหนแพ้คะน้าออกข่าวหนังสือพิมพ์ -__-!!! แค่ปลูก 45 – 55 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วและปลูกได้ตลอดทั้งปีถ้ามีแรงแต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลูกได้ผลดีที่สุดคือช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน

คะน้าในมุมมองของสารอาหารและโภชนาการนั้นก็น่าสนใจเพราะมีแคลเซี่ยมสูงทั้งยังมี วิตามินซี โฟเลต เบต้าแคโรทีน วิตามินบี3 เหล็ก สารลูทีนที่ช่วยเรื่องต้อลดต้อกระจก ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในบริมาณที่มากเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มผักใบเขียว ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงสายตาและช่วยเรื่องโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี

วิธีการปลูกคะน้า
1. เตรียมแปลงปลูกโดยขึ้นรูปร่องสูง 20 ซม. จากระดับพื้นดินเพราะพืชผักสวนครัวจะไม่ชอบดินเปียกแฉะและน้ำขังเพราะจะตามมาด้วยโรคและเชื้อรามากมาย ส่วนความกว้างนั้น 1 – 1.20 เมตรตามความเหมาะสมส่วนความยาวนั้นตามลักษณะพื้นที่

2. เตรียมดินให้ละเอียดด้วยการไถพรวนคลุกกับปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก (โดยเฉพาะมูลไก่แนะนำเป็นพิเศษ) และปูนขาวเพื่อปรับสภาพแล้วตากดินไว้ 5 – 7 วันเพื่อลดการติดเชื้อและกำจัดวัชพืชในระดับหนึ่ง

IMG_3404

3. การเตรียมกล้าสำหรับปลูกนั้นมีอยู่ 3 วิธีด้วยกันคือ 1. สามารถเพาะกล้าในถาดหลุมแล้วย้ายมาปลูกลงแปลงในภายหลังโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกจำนวนน้อยหรือปลูกทานภายในครัวเรือน 2. สามารถเพาะกล้าในแปลงเพาะก่อนโดยการเตรียมดินให้ละเอียดแล้วโรยเมล็ดพร้อมทั้งคลุมด้วยวัสดุคลุมดินเช่นฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็นเป็นเวลา 7 วันก็จะเห็นการงอกแล้วจึงย้ายไปลงแปลงปลูกหลังจากต้นกล้ามีอายุประมาณ 20 – 25 วันโดยเลือกต้นที่แข็งแรงลงแปลงปลูกให้มีระยะห่าง 10 – 15 ซม. ระหว่างต้น วิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกขนาดกลาง 3. เกษตรกรที่ปลูกคะน้าเป็นอาชีพนิยมหว่านเมล็ดลงแปลงโดยตรงแล้วคลุมด้วยฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำตามจนชุ่มโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดใหญ่

IMG_3406

4. การดูแลรักษาผักคะน้าดูจะเป็นงานที่ละเอียดอ่อนทั้งเรื่องปุ๋ยและเรื่องแมลงเพราะคะน้านับว่าเป็นที่โปรดปรานของหนอนเกือบทุกประเภทจึงจำเป็นต้องป้องกันไว้โดยการฉีดพ่นยาไล่แมลงสารสะกัดจากสะเดาทุกๆ 5 – 7 วันเพื่อเคลือบใบกันแมลงวางไข่ ส่วนปุ๋ยนั้นผักคะน้าชอบไนโตรเจนมากเป็นพิเศษจึงต้องเป็นสูตร 12-8-8 หรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกที่มีส่วนผสมของใบก้ามปูหรือมูลไก่จะช่วยทดแทนได้แต่อาจจะใช้ปริมาณที่มากหน่อย

IMG_3320

5. การเก็บเกี่ยวนั้นสามารถทำได้ในระยะเวลา 45 – 55 วัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดว่าต้องการคะน้าอ่อนหรือแก่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วระยะ 45 วันถือเป็นขนาดที่ตลาดนิยม



พึ่งนึกขึ้นได้ว่ารับใช้เพื่อนในเรื่องใช้พืชหาง่ายในพื้นที่เพื่อลดต้นทุนในเรื่องอาหารสัตว์มาหมาดๆ เลยนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เคยลองเอาปลีให้วัวกินเลยนี่นาเพราะที่สวนก็มีจำนวนพอสมควร เออ!! แฮะ น่าลองดูส่วนหมูคงไม่ต้องลองมั้งเพราะพี่เค้ากินทุกอย่าง -__-!!!

มาว่ากันก่อนเรื่องพื้นฐานของปลีกล้วย
ปลีกล้วยก็คือส่วนกาบสีม่วงที่ห่อหุ้มดอกกล้วยไว้ด้านใน และดอกกล้วยนั้นก็จะพัฒนาไปเป็นหวีกล้วยหากได้รับการผสมพันธุ์จากเกสรทั้งสองเพศ ส่วนใหญ่แล้วจะตัดปลีกล้วยทิ้งเพราะจะไปแย่งสารอาหารของหวีที่ติดผลแล้วทำให้เจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ขนาดของปลีกล้วยนั้นจะเล็กจะใหญ่ก็แล้วแต่พันธุ์กล้วยและความสมบูรณ์ของต้น

ว่ากันต่อด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ของปลีกล้วย
ไม่แน่ใจว่าเราไม่ได้วิจัยปลีกล้วยหรือผลงานวิจัยไม่ออกสู่สายตาประชาชนหรืออย่างใดไม่ทราบได้ เลยไม่ค่อยเจองานวิจัยเชิงลึกมากนัก แต่ก็พอจะได้ข่าวคร่าวๆ ว่ามีแคลเซี่ยมสูง มีโปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซีและเบตาแคโรทีน ทั้งยังสามารถลดน้ำตาลในหลอกเลือดได้แล้วก็มีสรรพคุณในการช่วยเพิ่มน้ำนมมารดา ลดไข้ระดู ทำให้เลือดสมบูรณ์ บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง มีกากใยอาหารมากทำให้ระบบขับถ่าย พอจะหาข้อมูลได้แค่นี้จริงๆ ซึ่งจริงๆ แล้วคิดว่าน่าจะมีประโยชน์มากกว่านี้และควรจะมีการวิจัยในเชิงลึกมากกว่านี้ โหหหห!!! เกิดเราเอาไปให้วัวนมนี่วัวเราก็จะมีฟันที่แข็งแรงปลอดจากโรคเบาหวานแถมปริมาณนมก็เพิ่มขึ้นด้วยนะสิ -___-!!! วัวเราสุขภาพดีสุดๆ ไปเลยทีนี้ วัวเราจะผิวสวยแล้ว

Picture 146

พูดเรื่องเบาหวานก็อดเป็นห่วงเรื่องโถชนาการของคนเราในปัจจุบันไม่ได้โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่ทำงานกันหัวราน้ำจนลืมคิดเรื่องโถชนาการมัวแต่เลือกกินอาหารที่ตนชอบจนโรคต่างๆ หรือโรคเบาหวานถามหาจนต้องถามหาปลีกล้วย ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะออกกำลังกายสม่ำเสมอและรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นดีที่สุดครับเพื่อพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์แต่ไอ่ที่แบบว่ากินข้าวผัดที่หมู่หนึ่ง ตอนเที่ยงกินก๋วยเตี๋ยวที่หมู่สอง เย็นกินส้มตำที่หมู่สาม ซื้อข้าวเกรียบที่หมู่สี่ แล้วไปกินเหล้าที่หมู่ห้าของอีกตำบลหนึ่งแบบนี้ไม่เอานะ -__-!!!



กล้วยนับว่าเป็นพืชที่ทนโรคระดับหนึ่ง ยิ่งในกลุ่มบรรดากล้วยด้วยกันแล้ว กล้วยน้ำว้าถือว่าเป็นพันธุ์ที่อึด ถึก ทน ปลูกได้ในเกือบจะทุกสภาพดินฟ้าอากาศ แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีโรคที่ทำให้กล้วยเสียหายได้ กล้วยในปัจจุบันถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้มีภูมิต้านทานมากขึ้นกว่าเดิมแต่ก็เป็นตลกร้ายเพราะโรคพืชเองก็พัฒนาตัวเองตามเช่นกัน

โรคที่พบบ่อยๆ ในพืชกล้วยนั้นได้แก่
1. โรคตายพราย (Panama disease หรือ Fusarium wilt)
เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. Cubense เข้าทำลายราก และมีการเจริญเข้าไปในท่อน้ำ ท่ออาหาร ทำให้เกิดอุดตัน ใบจึงมีอาการขาดน้ำ เหี่ยวเฉา และเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หักพับ การเจริญจะชะงักงัน และตายในที่สุด โรคนี้สามารถระบาดไปทางดิน ดังนั้นต้นที่อยู่ในบริเวณนั้นจะถูกโรคนี้ทำลายหมด จึงควรทำความสะอาดโคนกอกล้วย อย่าให้รก ทำทางระบายน้ำให้ดี และราดด้วยแคปแทน ๔๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร โดยเหล่านักวิชาการเกษตรท่านว่าโรคนี้จะฝังตัวอยู่ในดินเป็นเวลานาน หากพบแล้วให้รีบกำจัดแล้วปลูกพืชชนิดอื่นแทนเพื่อตัดวงจรชีวิตของโรค แต่ก็อาจจะใช้เวลานานเป็น 2 – 3 ปีแล้วจึงสามารถกลับมาใช้พื้นที่เดิมเพาะปลูกกล้วยได้

Disease002

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต

 

2. โรคใบจุด (Leaf spot)
โรคใบจุด มีหลายชนิด เช่น โรคซิกาโตกาสีเหลือง เฟโอเซปทอเรียใบจุด ใบจุดสีดำ ใบจุดสีน้ำตาล ใบจุดสีกระ แต่ละโรคเกิดจากเชื้อราต่างชนิดกัน ส่วนใหญ่โรคที่พบในกล้วยหอมทอง คือ โรคเฟโอเซปทอเรียใบจุด เกิดจากเชื้อราPhaeoseptoria musae ลักษณะอาการคือ ใบเกิดเป็นจุดเล็กขนาดเท่าหัวเข็มหมุด สีน้ำตาลดำ รูปร่างยาวรี เมื่อความชื้นเหมาะสมแผลตรงกลางจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา ขอบแผลเป็นแถบสีน้ำตาลเข้ม และรอบนอกเป็นสีเหลือง เมื่อเริ่มมีโรคระบาด ควรพ่นด้วยเบนโนมิล ๑๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ที่ใบ โรคใบจุดที่พบอีกชนิด คือ โรคซิกาโตกาสีเหลือง เกิดจากเชื้อรา Cercospora musae มีลักษณะอาการ คือ เกิดจุดเล็กๆ สีเหลือง ต่อมาจุดนี้ขยายใหญ่ เป็นขีดสีเหลืองขนานไปตามเส้นใบขนาดของแผลโตขึ้น มีรูปร่างเหมือนไข่ ตรงกลางแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา ถ้าพบโรคใบจุดเหล่านี้ ควรตัดใบที่แสดงอาการของโรคมาเผาทิ้ง และพ่นใบที่เหลือด้วยคาร์เบนดาซิม ๑๖ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

Disease001

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต

 

3. โรคหนอนกอ เกิดจากการที่แมลงศัตรูพืชหรือด้วงงวง (stock weevil) เจาะเข้าลำต้นแล้ววางไข่เป็นหนอนเจาะแกนกลางหรือบางครั้งลึกไปถึงรากแล้วดูดกินสารอาหารในลำต้นทำให้พืชเหี่ยวเฉาจนตาย โรคนี้มักจะติดต่อไปยังหน่อเมื่อมีการย้ายไปปลูกแหล่งใหม่ โดยเกษตรกรที่ใช้หน่อปลูกมักจะใช้ฟูลาดานหรือยาฆ่าหนอนโรยก้นหลุมที่จะทำการเพาะปลูกเพื่อเป็นการป้องกันและยับยั้งการลุกลามของโรค

 

ปล*** เพื่อนๆ ถามมาไม่ตอบก็ไม่ได้เดี๋ยวจะเสียน้ำใจเลยต้องไปอาศัยรูปจากอินเตอร์เนต เพราะที่สวนยังไม่เป็นโรคอะไร และภาวนาเหลือเกินว่าอย่าเป็นโรคอะไรเลย (-__-!!!)

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน