Posts Tagged ‘สารเคมี’



น้ำส้มควันไม้ (Wood Vinegar)
จัดทำโดยศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน

น้ำส้มควันไม้ (Wood Vinegar) เป็นของเหลวที่เป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่านไม้ในสภาพอับอากาศ (Airless Condition) โดยได้จากแก๊สหรือควันที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเผาไหม้และเมื่อผ่านความเย็นจะรวมตัวกลั่นเป็นของเหลวมีสีน้ำตาลอ่อนปนแดง มีกลิ่นควันไฟ เป็นกรดจนมีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ค่า พีเอช (pH) ประมาณ 3.0 และมีค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) ประมาณ 1.015 และมีสารประกอบทางเคมีมากกว่า 200 ชนิด โดยมีองค์ประกอบหลักคือ กรดอะซีติก ฟอร์มัลดีไฮด์ เมทานอล อะซิโตน เป็นต้น
Picture 154
ประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้
1. เป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
2. เป็นสารช่วยในการปรับปรุงดิน
3. เป็นตัวช่วยดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคต่างๆ
4. เป็นสารควบคุมพืชทางอ้อม
5. มีความปลอดภัยต่อสัตว์และสิ่งแวดล้อม

อัตราการใช้น้ำส้มควันไม้
1. อัตราส่วน 1 : 20 (ผสมน้ำ 20 เท่า) พ่นลงดินเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่เป็นประโยชน์และแมลงในดิน

2. อัตราส่วน 1 : 50 (ผสมน้ำ 50 เท่า) พ่นลงดินเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำลายพืช

3. อัตราส่วน 1 : 100 (ผสมน้ำ 100 เท่า) ราดโคนต้นไม้รักษาโรคราและโรคเน่า รวมทั้งป้องกันแมลงมาวางไข่

4. อัตราส่วน 1 : 200 (ผสมน้ำ 200 เท่า) พ่นใบไม้รวมทั้งพื้นดินรอบๆ ต้นพืชทุกๆ 7 – 15 วัน เพื่อขับไล่แมลงและป้องกันเชื้อรา และรดโคนต้นไม้เพื่อเร่งการเจริญเติบโต

5. อัตราส่วน 1 : 500 (ผสมน้ำ 500 เท่า) พ่นผลอ่อนหลังจากติดผลแล้ว 15 วัน ช่วยขยายผลให้โตขึ้นและพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 20 วัน เพื่อเพิ่มน้ำตาลในผลไม้

6. อัตราส่วน 1 : 1,000 (ผสมน้ำ 1,000 เท่า) เป็นสารจับใบช่วยเสริมประสิทธิภาพของสารเคมีทำให้สามารถลดการใช้สารเคมีมากกว่าครึ่งด้วย

ข้อควรระวังในการใช้น้ำส้มควันไม้
1. ก่อนนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องทิ้งให้ตกตะกอนก่อนเก็บอย่างน้อย 3 เดือน
2. เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ควรระวังอย่าให้เข้าตาอาจจะทำให้ตาบอดหรือเกิดการระคายเคืองได้
3. น้ำส้มควันไม้ไม่ใช่ปุ๋ยแต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ดังนั้นการนำไปใช้ทางการเกษตรจะเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพให้กับพืชแต่ไม่สามารถใช้แทนปุ๋ยได้
4. การใช้เพื่อฆ่าจุลินทรีย์และแมลงในดิน ควรทำก่อนการเพาะปลูกอย่างน้อย 10 วัน
5. การใช้น้ำส้มควันไม้ต้องผสมน้ำให้เจือจางตามอัตรส่วนที่เหมาะสมก่อนที่จะนำไปใช้
6. การฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้เพื่อให้ดอกติดผลควรจะพ่นก่อนที่ดอกจะบาน หากฉีดพ่นหลังจากดอกบานแมลงจะไม่เข้าไปผสมเกสรเพราะกลิ่นฉุนของน้ำส้มควันไม้และอาจจะทำให้ดอกร่วงง่าย
*** ขอขอบคุณศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินจ้าของบทความและความรู้ เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเผยแพร่ให้ได้รับความรู้ทั่วกัน หากไม่เหมาะสมประการใดสามารถแจ้งลบได้ครับและขอรับรองว่าบทความนี้ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงการค้าแต่อย่างใด ***



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งถามถึงสูตรยาคุมหญ้าและสูตรกำจัดหญ้าในนาข้าวแบบที่ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้าที่เป็นอันตรายทั้งคนพ่นและสิ่งที่สัมผัสแบบชนิดไม่นับสารตกค้างเป็นทอดๆ ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าสารที่ได้จากธรรมชาตินั้นคงจะไม่มีประสิทธิภาพเฉียบขาดเท่ากับยาฆ่าแมลงที่เป็นสารเคมี แต่ไม่มีสารพิษตกค้างให้เป็นพิษเป็นภัยทั้งคนใช้และคนทาน เพราะฉนั้นการใช้ซ้ำกันหลายๆ ครั้งในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกันจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้สารธรรมชาติ

สูตรกำจัดหญ้าในนาข้าว จากที่อาจารย์ท่านแนะนำมาก็มีส่วนประกอบคือเหล้าขาว 1 ขวด, ผงซักฟอก 1 กล่อง (ประมาณ 10 บาทนั่นแหละ) เกลือแกง 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 16 ลิตร ฉีดพ่นหญ้าในนาข้าวให้ทั่วทุกๆ 7 – 10 วันนานประมาณ 1 เดือน เน้นย้ำเรื่องเหล้าขาวระวังอย่าให้คุณพ่อบ้านไปซื้อเองเพราะจะได้เหล้ามาไม่ครบขวด -__-!!! ส่วนผสมล่อตาล่อใจเหลือเกินวุ้ย
———————————-
สูตรยาฆ่าหญ้า
ส่วนผสม
1.สับปะรด 30 กก.
2.กากน้ำตาล 1 แก้ว
3.จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว (หมักไว้ 10 วัน)
4.ดินปะสิว 1 กก.

วิธีทำ
1.นำดินปะสิวมาบดให้ละเอียด
2.นำมาผสมกับจุลินทรีย์ EM ที่หมักไว้
3.กรองเอาเฉพาะน้ำ
ส่วนวิธีวิธีใช้ ยาฆ่าหญ้า 1 ส่วน ผสมน้ำ 50 ส่วน นำมาราดบริเวณที่ต้องการฆ่าหญ้า
———————————-

วิธีการทำน้ำหมักเพื่อใช้คุมหญ้า
ส่วนประกอบ
1.ผักแว่นสด 5 กิโลกรัม
2. น้ำซาวข้าว 5 ลิตร
3.แป้งข้าวหมากหวาน 1 ก้อน ครึ่ง
4. กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
วิธีการทำ ล้างผักให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1 ข้อมือ เทลงถังหมัก ใส่น้ำซาวข้าว บดแป้งข้าวหมากให้ละเอียดใส่ลงในถังหมัก หมักไว้ 1 เดือน

วิธีการนำไปใช้
1.ใส่น้ำหมัก 4 ลิตร ต่อ 1 ไร่ เทให้ทั่วแปลง ระวังอย่าปล่อยน้ำลงมากเกินไป ให้ใส่น้ำพอไถคราดได้เท่านั้น
2.สูตรนี้สามารถใช้คุมหญ้าได้ทุกชนิด

อย่างที่ทราบกันดีว่าการใช้สมุนไพรหรือพืชพื้นบ้านต่างๆ มาใช้เป็นยาฆ่าหญ้านั้นมีด้วยกันหลายสูตรและต่างก็เน้นการใช้พืชที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ให้เกิดประโยชน์ไม่ต้องไปซื้อหาให้เสียเงิน ประมาณว่ามีอันไหนก็ใช้อันนั้น และก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของสูตรหลายๆ ท่านครับที่ได้นำมาเผยแพร่ให้ได้นำไปประยุกต์ใช้งานกันต่อไป ภูมิปัญญาไทยที่ทิ้งไว้ให้เกษตรกรรุ่นหลังนับว่าเป็นมรดกอย่างหนึ่งที่ล้ำค่าและควรค่าแก่การรักษาไว้

Picture-267



หอยเชอรี่นับว่ามีความโด่งดังในหมู่เกษตรกรที่ทำนาเพราะแพร่ขยายไปได้เร็วเหลือเกิน กัดกินต้นข้าวเสียหายไปก็เยอะจนต้องใช้สารเคมีกำจัดกันให้วุ่นวายไปหมด เอาเป็นว่าไม่มีใครไม่รู้จัก -__-!!!

หอยเชอรี่นับว่าเป็นสัตว์แมลงต่างถิ่นที่เข้ามาเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ของเราเบียดเบียนหอยด้วยกันไม่พอยังเบียดเบียนต้นข้าวและพืชน้ำอีกต่างหาก หอยเชอรี่มีต้นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ เช่น ประเทศชิลี อาร์เจนตินา สุรินัม โบลิเวีย บราซิล ปารากวัย อุรุกวัย ในทวีปอเมริกาเหนือ เช่น มลรัฐฟลอริด้าและเทกซัสของสหรัฐอเมริกา ในแถบอเมริกากลาง เช่น จาไมก้า คิวบา ทรินิแดด โดมินิกัน เป็นต้น และเข้ามาในประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2525 – 2526 ในฐานะหอยสวยงาม -__-!!! เพราะลักษณะสีสันของเปลือกหรือกระดองที่สวยงามและไข่เป็นสีชมพูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับคนในยุคนั้น และได้แพร่ขยายไปทั่วประเทศเพียงเพราะการทิ้งหอยไม่กี่ตัวลงในแม่น้ำจนส่งผลเสียอย่างมหาศาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแทบที่ลุ่มภาคกลางที่เป็นแหล่งปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยก็ถูกเจ้าหอยเชอรี่ยึดครองและสร้างความเสียหายเป็นอันมาก เกษตรกรหลายรายใช้สารเคมีในการกำจัดหอยเชอรี่ซึ่งก็ได้ผลพอสมควรแต่ผลกระทบต่อระบบนิเวศน์นั้นเสียหายเป็นวงกว้างเพราะทำให้กุ้ง หอย ปู ปลาสัมผัสสารเคมีจนตายตามหอยเชอรี่ไปด้วย จึงมีแนวคิดที่ว่าจะใช้พืชหรือสมุนไพรที่มีอยู่มาใช้กำจัดหอยเชอรี่เพื่อลดปัญหาด้านผลกระทบต่อนะบบนิเวศน์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในน้ำ

วิธีกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าวโดยไม่ใช้สารเคมี
มีส่วนผสมดังนี้
1.ฝักคูนแก่ 10 กิโลกรัม
2.กากน้ำตาล 2 ลิตร
3.น้ำส้มสายชู 1 ลิตร
4.น้ำส้มควันไม้ 1 ลิตร
5.ถังหมัก ขนาด 50 ลิตร

ขั้นตอน/วิธีการทำ
โดยการตัดฝักคูณเป็นท่อนขนาดประมาณ 1-2 นิ้ว จากนั้นทุบให้แตกไม่ต้องละเอียดมากนักใส่ลงในถังหมักเติมกากน้ำตาล น้ำส้มควันไม้และน้ำส้มสายชูตามลงไปจากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากันปิดฝาให้สนิทเก็บไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 1 เดือน

การนำไปใช้งาน
เนื่องจากยางมะละกอจะมีกลิ่นหอมสามารถดึงดูดให้หอยเชอรี่เข้ามาได้โดยใช้ใบมะละกอเป็นตัวล่อนำมาห่อกับฝักคูณหมักวางตามจุดที่หอยเชอรี่ชุมหรือวางไว้ในนาข้าวที่มีน้ำขัง หอยเชอรี่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นยางมะละกอแล้วก็เข้ามากินฝักคูณหมักที่เป็นอาหารที่หอยเชอรี่ชื่นชอบ หลังจากกินแล้วไม่เกิน 3 วัน หอยเชอรี่ลอยขึ้นมาตายจากการได้รับสารพิษ

หมายเหตุ
– พืชหลายชนิดที่สามารถกำจัดหอยเชอรี่ ได้แก่ สาบเสือ ฟ้าทลายโจร ฝักคูนแก่
– เหยื่อล่อจะต้องเป็นพืชที่หอยชอบกิน เช่น ใบผัก ใบมันเทศ ใบมันสำปะหลัง ใบมะละกอ หรือพืชอื่น ๆ ที่มียางขาวคล้ายน้ำนมครับ

*** ขอขอบคุณสูตรกำจัดหอยจาก http://blog.msu.ac.th ที่ได้ให้ความรู้ ***
Picture-287



เพื่อนๆ ถามว่า “หญ้ารกมากจัดการยังไงดี แต่ไม่อยากใช้ยาฆ่าหญ้าจะทำยังไงดี?”
“ดูแลเรื่องหญ้าในสวนยังไง?”
“ตัดหญ้าบ่อยไหม?” หุ หุ หุ ผู้เขียนตัดหญ้าทุกวันครับเท่าที่เครื่องตัดหญ้าผู้เขียนจะทำงานไหว

ผู้เขียนมีเครื่องตัดหญ้าอยู่แค่ 2 – 3 เครื่องครับแต่ที่เหลือเป็นเครื่องตัดหญ้าของข้างบ้านที่มาช่วยตัดหญ้าในนาหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ หญ้าก็เริ่มขึ้นก็เลยต้องส่งเครื่องตัดหญ้าระบบกึ่งอัตโนมัติมาจัดการ หญ้าขึ้นใหม่หลังเกี่ยวข้าวนี่เครื่องตัดหญ้าของผู้เขียนชอบนักแล สงสัยรสชาติจะถูกปาก ^-^

Picture 063

คือที่บอกว่ากึ่งอัตโนมัติเนี่ยะก็เพราะว่าต้องต้อนออกจากคอกไปไว้ในบริเวณที่อยากจะตัดหญ้า และถ้าอยากให้หญ้าเตียนงามอีกนิดก็ใช้เกลือแกงปกติๆ นี่แหละ ผสมน้ำราดบริเวณนั้น รับรองเครื่องตัดหญ้าท่านจะทำงานอย่างดี พอเสร็จจากตัดหญ้าแปลงหนึ่งก็ต้นย้ายไปอีกแปลงหนึ่ง นี่ก็ไม่รู้ตัดหญ้ากันอีท่าไหนปรากฏว่าได้เจ้าตัวเครื่องตัดหญ้าเครื่องเล็กมาอีกเครื่องหนึ่ง น่ารักเชียว ^-^

Picture 055

*** วิธีการกำจัดหญ้าหรือวัชพืชในไร่ในสวนมีหลายวิธีครับ ทั้งการตัด การเผา การใช้แรงดายหญ้า หรือใช้สัตว์ สวนผู้เขียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งแม้แต่หญ้าก็มีประโยชน์โดยนำมาทำปุ๋ยหมัก แต่วิธีที่ไม่แนะนำให้เพื่อนๆ ใช้คือการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้าครับเพราะมีผลกระทบในวงกว้างเหลือเกินทั้งระบบนิเวศและสุขภาพของเพื่อนๆ เอง ผู้เขียนเคยเดินลัดเลาะทุ่งนาไปช่วยลุงๆ ป้าๆ เกี่ยวข้าว (เกี่ยวข้าวไม่เป็นหรอกแต่กระแดะอยากไปช่วยเค้า (-__-!!!)) แล้วก็มีทุ่งหญ้าบริเวณหนึ่งที่ต้องเดินผ่าน สภาพหญ้าคือแห้งตายหมดซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้แปลกใจอะไรก็นึกว่าหญ้าแห้งตายตามธรรมชาติก็เลยเดินลุยทุ่งหญ้าไปอย่างปกติสุข ขณะเดินก็ไม่ได้ระมัดระวังอะไรมากก็เลยโดนใบหญ้าคาบาดตามเนื้อตัวพอคันๆ แล้วก็ไปช่วยเกี่ยวข้าวจนเสร็จแล้วรีบกลับมาอาบน้ำเพราะคันมากซึ่งตอนแรกก็นึกว่าคันเพราะฝุ่นข้าว แต่อาบน้ำได้ซักพักก็ปรากฏว่าผื่นเริ่มขึ้นแผลที่โดนหญ้าคาบาดเพียงเล็กน้อยเริ่มมีสีม่วงๆ ใช้แป้งทายังไงก็ไม่หายเลยต้องไปหาหมอ พอตอนเช้าไปสอบถามบ้านข้างๆ ถึงได้รู้ว่าหญ้าบริเวณนั้นตายเพราะการฉีดยาฆ่าหญ้า (-__-!!!) คนยังจะตายแล้วหญ้าจะไปเหลืออะไร! แมลงและสัตว์เล็กสัตว์น้อยไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ในบริเวณนั้นเลย***



ข่าวดีคือลักษณะของหนอนชอนใบหรือหนอนม้วนใบนั้นเป็นแมลงชนิดอ่อนแอไม่ค่อยพบเห็นอาหารดื้อยาหรืออาจจะใช้แค่ยาฉุนหรือยาเส้นต้มกับผงซักฟอกก็จะสามารถกำจัดได้ถ้าโดนตัวหนอน แต่ข่าวร้ายก็คือหนอนชอบในมักจะสร้างเยื่อหุ้มป้องกันตัวไว้ชั้นหนึ่งแล้วจึงเคลื่อนไหวไปมาภายในเยื่อหุ้มนั้นหรือเลวร่ายกว่านั้นก็มักจะชอนไชอยู่ใต้ใบมะนาวทำให้กำจัดได้ยากเพราะหลบหลีกสารไล่แมลงที่เกษตรกรพ่นได้

หนอนชอนใบนั้นชอบดูดกินน้ำเลี้ยงบนใบอ่อนมะนาวหรือใบอ่อนของพืชตละกูลส้มแต่จะไม่เสียหายโดยตรงเหมือนหนอนตระกูลอื่นๆ ที่กินหมดเป็นใบๆ แต่จะค่อยๆ แทะทำลายใบมะนาวทีละนิดและแผลที่ดูดกินสารอาหารจากใบมะนาวจะเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas Camprestris pv. Citri แทรกซึมเข้าทำลายซ้ำและทำลายในทางอ้อมการสร้างฝ้าขาวๆเคลือบใบมักจะทำให้พืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้แล้วหนอนชอนใบก็จะม้วนใบมะนาวจนผิดรูปปกติทำให้ใบมะนาวใบนั้นไม่สามารถใช้สังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารให้ต้นมะนาวต้นนั้นได้อีกเลย ไม่เหมือนหนอนชนิดอื่นที่กัดกินใบจนสังเกตได้อย่างชัดเจนทำให้กำจัดได้ง่าย หากมาเพียงตัวเดียวก็คงไม่ต้องรำคาญใจแต่ส่วนใหญ่พี่เค้ามาเป็นครอบครัวเลย (-__-!!!)

การกำจัดอย่างได้ผลนั้นเห็นจะเป็นการเด็ดใบเผาทิ้งทำลายเพื่อตัดวงจรชีวิตและฉีดพ่นยากำจัดหนอนที่มีขายตามต้องตลาด (ขออภัยผู้เขียนไม่ค่อยรู้จักชื่อสารเคมีหรือยากำจัดแมลงเท่าไหร่ ปกติใช้แต่วิธีบ้านๆ) แต่หากชอบแนวเกษตรปลอดสารพิษก็สามารถใช้ยาฉุนหรือสารสกัดจากสะเดาฉีดพ่นทุกๆ 5 – 7 วันจนกว่าจะพ้นฤดูวางไข่เพื่อเป็นการป้องกัน แต่ก็นะเห็นมันวางไข่เกือบตลอดทั้งปีเลยผีเสื้อกลางคืนชนิดนี้ -__-!!!
Picture 178

เชื่อเถอะ! ผลงานพี่เค้าเยอะ -_-!!!

Picture 177

Picture 173

บางทีใบแก่ๆ ก็ยังอุตสาหะชอนไช เค้าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ -__-!!!

Picture 164

มาตัวเดียวไม่พอพาโรคอื่นมาด้วย -_-!!!

Picture 021

Picture 016

Picture 013

นี่ก็อาการของแบคทีเรียเข้าทำลายหลังจากโดนหนอนชอบใบแทะ -__-!!!



อิจฉาชีวิตบรรพบุรุษจริงๆ ที่มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่ค่อนข้างจะสมดุล มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายหรือวิถีชีวิตเพื่อการยังชีพเท่านั้น สิ่งต้องการพื้นฐานก็มีแค่ปัจจัย 4 คือ ยา อาหาร เครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัย ลองนึกดูสิว่าออกไปยิงนก ตกปลาทั้งวันเพื่อหาอาหารแล้วก็เข้าบ้าน นับว่าเป็นวิถีชีวิตที่น่าสนุกและน่าอิจฉาในสายตาของผู้เขียน ส่วนของผู้อ่านคงไม่สามารถทราบได้เพราะต่างคนก็ต่างมุมมอง และบางท่านก็ยังอยากใช้ไอโฟนอยู่ หุ หุ หุ ขอกัดหน่อยเถอะตามประสาคนไม่มีใช้

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาหลังจากได้ยินคำถามจากเพื่อนๆ ชาวเกษตรด้วยกันว่า “ทำไมแต่ก่อนไม่เห็นต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลงให้เสียสุขภาพก็ได้ผลผลิตที่ดี” เป็นคำถามที่ได้คำตอบเป็นความเงียบจากผู้เขียน

เพราะอะไรนะหรือ?

นั่นก็เพราะว่าพวกเรานั่นแหละที่ไปตัดวงจรชีวิตตามธรรมชาติของสัตว์ แมลง หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กแบบแบคทีเรียและจุลินทรีย์ ด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามทีแต่กิจกรรมของเราก็ส่งผลกระทบให้วงจรชีวิตตามธรรมชาติอ่อนแอลงหรือบางอย่างก็ถูกทำลายสมดุลลงไป

ธรรมชาติมีระบบควบคุมความสมดุลในตัวเอง 2,000 – 3,000 ปีถึงจะมีการสูญพันธุ์ซักชนิดหรือ 2 ชนิดแต่นับแต่มนุษย์มีวิวัฒนาการเกินพอดีจนไปกระทบกับความสมดุลของธรรมชาติก็คงไม่ต้องบอกว่าสูญพันธุ์ไปแล้วกี่ชนิดและใกล้สูญพันธุ์อีกเท่าไหร่

แต่ก็เป็นที่หน้าดีใจว่าปัจจุบันมีเกษตรกรหลายๆ ท่านหันมาให้ความสำคัญกับความสมดุลของธรรมชาติมากขึ้น หันมาใช้สารเคมีที่สกัดมาจากธรรมชาติมากขึ้นซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้มาจากความตั้งใจจริงแต่มาจากผลพวงของการเกษตรที่ใช้สารเคมีอย่างหนักใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่ลืมหูลืมตาทำให้ถึงทางตันจนต้องมาฟื้นฟูธรรมชาติทีหลัง (-_-!!!)

ที่สวนของผู้เขียนเองก็ใช้ความพยายามอย่างหนักในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ความสมดุลกลับคืนมาแต่อยากจะบอกเหลือเกินว่ายากลำบากแสนสาหัสเพราะที่สวนเป็นแค่วงรอบวัถจักรเล็กๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศ
จนสุดท้ายต้องสร้างธรรมชาติเทียมขึ้นมาสนับสนุนความสมดุลของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ลงไปในดินเพื่อการย่อยสลายที่ดีขึ้นส่งผลให้พืชดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้นซึ่งเดิมนั้นจุลินทรีย์มีอยู่ในดินอยู่แล้วแต่ก็ถูกกำจัดไปโดยยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีต่างๆ การใช้สารสกัดจากสะเดาหรือการใช้น้ำต้มใบยาสูบแทนยาฆ่าแมลงทำให้สัตว์บางประเภทอยู่ได้และคอยกำจัดแมลงในสวนเป็นระบบห่วงโซ่อาหารขนาดย่อย การใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกแทนการใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ทำให้ดินมีอินทรีย์วัตถุจุลินทรีย์ตามธรรมชาติก็เริ่มกลับมาส่งผลให้สภาพดินดีขึ้นตามลำดับ การใช้พืชคลุมหน้าดินให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อพืช แมลงที่มีประโยชน์และจุลินทรีย์อยู่ได้ พอความสมดุลเริ่มกลับมาธรรมชาติเริ่มฟื้นคืน ปู ปลา กา กุ้ง ตั๊กแตนและแมลงต่างๆ ก็เริ่มกลับมา

Natural Circles01.jpg

Natural Circles02.jpg

Natural Circles03.jpg

Picture 067

Picture 069

แต่ก็นะ!! ใช่ว่าจะง่ายสำหรับการเริ่มต้น ลองนึกภาพดูนะว่าเป็นยังไงในเมื่อสวนข้างๆ ไร่แถวๆ นั้นใช้ยาฆ่าแมลงกันหมดทำให้แมลงศัตรูพืชเกิดอาการดื้อยา แถมยังบินมาชุมนุมกันที่สวนผู้เขียนซึ่งใช้แต่สารสกัดที่อ่อนๆ (เมื่อเทียบกับยาฆ่าแมลง) ลาภปากพวกเค้าเลยหละ สงสัยคงต้องขับเขี้ยวกันอีกนานเลย (-__-!!!) แต่ก้ชื้นใจขึ้นเป็นระยะเพราะหลังจากความพยายามอย่างหนักก็พอจะเห็นผลบ้าง เดี๋ยวนี้ปุ๋ยแทบไม่ต้องซื้อ ยาไล่แมลงแทบไม่ต้องพ่นเพราะธรรมชาติจัดการเองได้ ผลผลิตปลอดภัยจากสารเคมี

*** เพิ่มเติม 16/1/2556

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผู้เขียนต้มใบยาสูบผสมกับผงซักฝอกเพื่อจะไปกำจัดเจ้าเพลี้ยตัวแสบที่คอยรบกวนต้นมะม่วงอยู่เป็นประจำ

แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนสุดท้ายก็มาเจอภาพนี้เข้าเลยทำให้รู้ว่านี่คือก็เป็นผลดีอีกอย่างหนึ่งของการไม่ใช้ยาฆ่าแมลงมาฉีดต้นมะม่วงเลยทำให้มดรอดชีวตมาแล้วก็คอยกำจัดเพลี้ยที่กำลังจะแพร่ขยายเป็นการควบคุมแบบวงจรชีวิตตามธรรมชาติ

และแล้วเราก็มีเจ้าหน้าที่กำจัดเพลี้ยมาอีกหลายตำแหน่งงาน ทุกต้นมีเจ้ามดพวกนี้เฝ้าอยู่แต่ก็ถ่ายรูปมาได้แค่ 2 ต้นเพราะที่เหลืออยู่สูงถ่ายรูปไม่ไหว -__-!!!

Picture 226

Picture 232



สิ้นปีเก่า 2555 เริ่มต้นทีใหม่ 2556 จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำภาพวายร้ายประจำสวนมาเผยแพร่ให้ท่านๆ ได้รับทราบตามธรรมเนียมปฏิบัติของสวน….เออ แฮะ ยังไม่ได้ตั้งชื่อสวนเลย ไว้คิดออกแล้วจะมาบอกท่านผู้อ่าน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะต้องนำแมลงศัตรูพืชตัวร้ายมาประจานผ่านสื่อ ชนิดไม่มีเซนเซอร์ ไม่สวมแว่น ไม่สวมไอ้โม่งคลุมหัว และไม่ต้องให้จาพนมมาช่วย ซึ่งปกติแล้วจะเก็บบันทึกไว้เป็นการส่วนตัวแต่หลังๆ ชักไม่ไหวจึงต้องนำมาประจานผ่านสื่อให้ได้รับทราบกันถ้วนหน้าเพราะเอื่อมระอากับพฤติกรรมเหลือเกิน

ไล่เรียงมาจากอันดับท้ายสุดก็นี่เลย หนอนอะไรไม่รู้ซักอย่าง หนอนชนิดนี้น่าจะเป็นผลผลิตมาจากแมลงปีกแข็งซักอย่างนี่แหละ พยายามหาตัวแม่เหมือนกันแต่หาไม่เจอเลยต้องเอาตัวลูกที่เป็นด้วงมาประจาน โดยหนอนชนิดนี้จะฝังตัวอยู่ในดินแล้วก็บินจากไปเมื่ออายุครบเกณฑ์กำหนด ศักยภาพการทำลายพืชพันธุ์นั้นก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเลยต้องยกประโยชน์ให้จำเลยว่ามีความผิดน้อยจึงได้ห้อยอยู่อันดับ 5 ใน TOP FIVE ของเรา ที่น่ากลัวก็คือมันมักจะพบอยู่แถวๆ ใกล้ต้นมะพร้าวนี่สิ และถ้าตัวขนาดนี้กัดกินมะพร้าวแล้วหละก็คงจะกัดกินข้างในเป็นโพรงแน่ๆ เลย

Top Five 5

 

ส่วนอันดับ 4 ใน TOP FIVE ของเราก็ได้แก่หนอนกินใบ โชคดีที่หนอนชนิดนี้กัดกินแต่เฉพาะไม้ประดับ เช่น ต้นวาสนา ดอกรัก ดอกกุหลาบ ดอกโป๊ยเซียน แต่ดอกเบี้ยเงินกู้เสือกไม่รู้จักกิน (-_-!!!) ท่านๆ ว่าเราควรจะเรียกหนอนชนิดนี้ว่าอะไรดี “หนอนนางแบบ” หรือ “หนอนไฮโซ” ดี เพราะจากอาหารการกินแล้วดูดีมีระดับนะเนี่ยะ ส่วนการกำจัดนั้นก็สามารถใช้สารสกัดจากสะเดาก็พอเพราะหนอนชนิดนี้ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่

Top Five 4

 

อันดับ 3 ใน TOP FIVE ก็หนอนกัดกินใบมะม่วง ก็ไม่รู้จักชื่ออีกเหมือนกัน เออ….ต้องขออภัยจริงๆ ครับ พอดีผู้เขียนไม่ใช่คนในวงการหนอนเลยไม่มีความรู้เรื่องหนอนเท่าไหร่ (-__-!!!) เจ้าตัวที่ท่านผู้อ่านเห็นเนี่ยะมองในแง่ดีคือหนอนชนิดนี้มักจะกัดกินแต่ใบมะม่วง ไม่ค่อยเห็นกัดกินใบไม้ต้นอื่นๆ แต่ศักยภาพและประสิทธิภาพการทำลายก็พอตัวเลยทีเดียว ชอบมากโดยเฉพาะยอดอ่อนมะม่วงขนาดเดินไปใกล้ๆ แล้วก็ยังไม่สะดุ้งสะเทือน แถมยังแหงนหน้ามอง ประหนึ่งว่า “มองทำไม!! กูจะกิน” แล้วก็หันไปกินต่อ แหม่…… มันน่าโดนยาสูบซักรอบไหมเนี่ยะ การกำจัดหนอนชนิดนี้ามารถใช้สารสะกัดจากสะเดาหรือต้มใบยาสูบก็พอจะเห็นผล

Top Five 3

 

อันดับ 2 ใน TOP FIVE ปลายปี 2555 คลาดสายตาไม่ได้เลยกับมะนาวที่สวน เผลอแล้วต้องมีเจ้าหนอนมะนาวพวกนี้มาเกาะกินใบมะนาว เจ้าพวกนี้มากันเป็นทีมงานและส่วนใหญ่ชอบ Featuring พาหนอนม้วนใบมาผสมโรงด้วย สนุกเลยพวกแก น่าโดนสารสกัดจากสะเดาซักรอบจริงๆ พวกนี้ (-__-!!!) การกำจัดไม่ยากเท่าไหร่เพราะยาสูบหรือสารสกัดจากสะเดาก็พอไหวแต่วงรอบการวางไข่กับการเจริญเติบโตนับว่าน่ากลัวเพราะโตไวมากและมักจะเจอหลายตัวในหนึ่งต้น และที่สำคัญเกิดอาการดื้อยาเอาได้ง่ายๆ เพราะที่สวนต้องเพิ่มปริมาณความเข้มข้นของสารสกัดจากสะเดาเพิ่มขึ้นทุกทีๆ

Top Five 2

โฉมหน้าวายร้ายอันดับหนึ่งประจำปี 2555 ก็นี่เลย แมงนูน ประจานผ่านสือกันเลยทีเดียว ประสิทธิภาพการทำลายล้างเหลือร้ายเกิดมาก็พึ่งเคยเห็นแมลงที่กินใบมะพร้าวนี่แหละ แหว่งเป็นแถบๆ กินมันทุกใบที่อยู่ในสวน ทั้งใบมะนาว ใบมะกรูด ใบข่า (อื้อหือ….ครบเลยชุดเครื่องแกงกู) ใบกล้วย ใบสะเดามันยังกินเป็นรูๆเลย ก็เหลือแต่ไบก้อนนะเเหละที่ไม่กิน การกำจัดแมงนูนนั้นค่อนข้างจะลำบากเพราะสารสกัดจากสะเดาใช้ไม่ได้ผล และการใช้ใบยาสูบสูตรพิเศษประจำสวนก็อาจจะได้ผลแค่ช่วงแรกๆ ซึ่งกำลังดูท่าทีอยู่ว่ามีอาการดื้อยามากน้อยแค่ไหน และในอนาคตอาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้สารเคมีก็เป็นได้ กำจัดยากนะเนี่ยะ (-__-!!!)

Top Five 1 copy

***  เฮ้ย!!! นี่มันเข้าขั้นสวิงกิ้งแล้วนะเนี่ยะ!!! ดูมันทำ -_-!!! ***

เพิ่มเติม 24/1/2556

นี่ก็โฉมหน้าวายร้ายตัวใหม่อีกเหมือนกัน ตะกละสุดๆ กินไม่เลือกเลยจริงๆ ลักษณะจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าตัวที่แกะใบมะม่วง  -__-!!!

Picture 273 copy



ที่สวนผู้เขียนมีทั้งกล้วยที่ปลูกจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและก็ขยายด้วยการขุดหน่อจากกอที่เป็นเนื้อเยื่อมาปลูกขยายเพิ่ม
การปลูกกล้วยโดยการใช้หน่อก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากครับ ออกจะง่ายไปเสียด้วยซ้ำเนื่องจากไม่ต้องดูแลรักษาต้นอ่อนเหมือนต้นจากเนื้อเยื่อที่ต้องกันลมกันแดดในช่วงแรกๆ เพราะอ่อนแอมากบางต้นถึงกับโดนแดดเผาตายก็มี

1. คัดเลือกหน่อกล้วยที่ดูแข็งแรง ล่ำๆ อวบๆ ยาวๆ ใหญ่ๆ อิอิอิ และที่สำคัญไม่เป็นโรคหนอนกอ โดยให้ดูบริเวณรอยตัดตอกล้วยหากเป็นสีดำจุดๆ คล้ายจะมีหนอนเจาะหรืออะไรผิดสังเกตหลายๆ จุดให้คัดออกแล้วนำไปเผาทิ้งทันที (ขออภัยจริงๆ ไม่มีตัวอย่างที่เป็นให้ดูเพราะที่สวนไม่มีหนอนกอและภาวนาเป็นอย่างยิ่งว่าพี่เค้าจะไม่มาเยือน (-__-!!!)a)

banana tree00

banana tree02

2. เตรียมหลุมปลูกขนาด 50ซม. X 50ซม. ลึก 50ซม. (ถ้าขี้เกียจแบบผู้เขียนก็ทำมึนวัดผิดวัดถูกไปมั่งก็ได้) ระยะห่างตามใจชอบแต่ปกติของกล้วยน้ำว้าจะประมาณ 3 x 3เมตร ครับเพราะกล้วยลำต้นใหญ่และสูง ถี่กว่านี้ก็นี้ก็ได้แต่ปรากฏว่าไม่ค่อยดกเท่าที่ควร สวนท่านอื่นๆ อาจจะดกก็เป็นได้แต่สวนผู้เขียนปลูกถี่แล้วไม่ดก เพราะกล้วยเองก็ต้องการแสงแดดที่เพียงพอ

banana tree01

3. ราดด้วยแคปแทน 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรเพื่อป้องกันเชื้อราของโรคตายพราย โรยปูนมานเพื่อปรับสมดุลของดิน โรยฟูราดานหรือยาฆ่าหนอนประมาณครึ่งช้อนโต๊ะ แล้วถ้มด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า แต่ไม่แนะนำปุ๋ยคอกใหม่เพราะอาจจะนำมาซึ่งเชื้อรา หรือแก๊ส หรือหนอนกอ (มูลวัว) ก็เป็นได้ซึ่งไม่เป็นประโยชน์และไม่เหมาะแก่การนำมารองก้นหลุมปลูก จริงๆ แล้วผู้เขียนก็ไม่อยากใช้สารเคมีประเภทนี้ครับแย่ผลกระทบจากหนอนกอรุนแรงมากถึงขั้นอาจจะต้องโค่นทั้งสวนทิ้งหากหนอนกอเข้าทำลายเพราะแพร่ขยายเร็วมาก หนอนกอนั้นเมื่อเจาะเข้าไปในลำต้นกล้วยแล้วจะวางไข่แล้วไข่ก็จะฟักเป็นตัวหนอนวิ่งลงสู่รากแล้วจะติดไปกับหน่อที่ขุดไปปลูกที่อื่น การโรยยาฆ่าหนอนจึงเป็นการป้องกันวิธีหนึ่งที่ได้ผลเพราะเมื่อหนอนเจาะลงไปถึงรากแล้วก็จะโดนยา วะฮ่ะๆ (ทำหน้าตาสะใจ)

4. นำต้นกล้วยลงปลูกและกลบดินให้ทั่วโดยอาจารย์ท่านว่าไว้ว่า หากต้องการให้กล้วยตกเครือทิศไหนก็ให้หันปลูกด้านตรงข้ามกับรอยตัดโคนหน่อแล้วกล้วยจะตกทิศที่ว่านั้น เออ!! แฮะ!! เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะกว่าร้อยละ 80 ของต้นกว้ยที่ปลูกตกเครือในทิศนั้นจริงๆ โอ้วววว!!! ไสยศาสตร์มีจริง (-__-!!!) และหากเป็นไปได้ก็ควรหาวัสดุมาคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น

banana tree03

5. หากท่านใดปลูกแล้วยังมีใบติดมาด้วยแนะนำให้ตัดใบทิ้งแล้วปาดหน่อตามรูป ส่วนสาเหตุที่ต้องปาดหน่อและตัดใบทิ้งนั้นเพราะใบกล้วยจะทำหน้าที่คายน้ำซึ่งในขณะที่รากยังไม่สามารถดูดน้ำได้เพราะพึ่งลงปลูกแต่ใบกล้วยก็ยังคายน้ำได้เรื่อยๆ ซึ่งไม่ดีแน่ ไม่ต้องไปเสียดายเดี๋ยวก็ออกมาใหม่ ส่วนการปาดหน่อนั้นจะช่วยให้กล้วยแตกยอดใหม่ง่ายขึ้นเพราะไม่มีอะไรไปหุ้มตรงปลายนั้นเอง (ความเชื่อส่วนบุคคลนะจ๊ะ เด็ก สตรีมีครรภ์ห้ามเลียนแบบ) และควรจะปาดเฉียงให้ตรงข้ามกับทิศที่โดนแสงแดดเพราะจะช่วยลดอาการโดนเผาได้บ้าง

banana tree04

6. รดน้ำซักนิดเพื่อความเป็นศิริมงคล

7…….กลับบ้านซิ….อยู่ทำไมหละ เสร็จแล้วนิ

IMG_2025



ปอเทืองนะครับ  ปอเทือง ไม่ใช่ประเทือง หุหุหุ อย่าอ่านผิดหละ

 

สงสัยคงต้องตั้งสมาคม“ชาวสวนดินเสีย” ให้เป็นเรื่องเป็นราวซะทีหลังจากมีเพื่อนๆ หลายท่านถามไถ่ถึงการปรับปรุงบำรุงดินเพราะเนื่องจากสภาพดินที่สวนของเพื่อนๆ หลายท่านถูกใช้งานมาอย่างหนักก่อนหน้านี้โดยไม่ได้บำรุงรักษา บ้างก็ใช้สารเคมีจนเสียสภาพ สำหรับผู้เขียนแล้วแร่ธาติในดินก็คงเหมือนน้ำในโอ่ง หากเราใช้ไปจนหมดก็คงจะไม่เหลือให้ใช้แต่ถ้าเราตักคืนบ้างก็จะพอมีใช้ แต่ที่แน่ๆ ดินมีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน

 

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบปรับปรุงดินด้วยการปลูกพืชตละกูลถั่วคลุมแล้วไถกลบ หรือบางแปลงก็ปลูกให้คลุมหน้าดินอยู่แบบนั้นเลย และพืชที่ได้รับความนิยมสำหรับการปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดก็คือปอเทือง โดยวิธีปลูกก็ง่ายแสนง่ายไม่ได้พิเศษไปกว่าการเพาะปลูกพืชถั่วๆ ไป แต่จะให้ดีก็ควรปลูกช่วงหน้าฝนเพราะการงอกสูงสุดและประหยัดแรงงานในการรดน้ำ

 

ว่าด้วยเรื่องลักษณะทางกายภาพของปอเทืองก่อน ปอเทืองนั้นเป็นพืชตละกูลถั่ว  เป็นไม้พุ่มความสูง  100 – 300  เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง  ฝักเป็นรูปทรงกระบอก  เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้าตาล ความยาวประมาณ  6  มิลลิเมตร มี 10 -20  เมล็ด / ฝัก

IMG_1915

การปลูกปอเทืองนั้นทำได้ทั้งแบบเตรียมดินและแบบไม่เตรียมดิน แต่หากต้องการให้ได้ประสิทธิผลสูงสุดผู้เขียนขอแนะนำว่าให้ไถเตรียมดินเล็กน้อยแล้วหว่านปอเทือง 5 – 8 กิโลกรัมให้ทั่วพื้นที่ แล้วไถกลบเพื่อการงอกที่มีประสิทธิภาพและควรจะปลูกช่วงหน้าฝนเพื่อให้ความชื้นในดินเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ดปอเทือง เมื่อครบ 45 – 50 วันพอเริ่มออกดอกก็สามารถไถกลบเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้กับดิน หรือหากต้องการเมล็ดก็สามารถทิ้งไว้ 120 – 130 วัน ด้วยปริมาณธาตุไนโตรเจนขนาด ให้น้ำหนักสดประมาณ 1.5- 5 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 8.7 ถึง 28.9 กิโลกรัมต่อไร่

001

ส่วนเมล็ดปอเทืองนั้นท่านสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด หรือ…. อันนี้แนะนำเลยนะขอรับว่า…ให้ไปลองติดต่อขอรับที่สถานีกรมพัฒนาที่ดินประจำท้องที่นั้นๆ เพราะเขามีแจกให้ฟรี จุ..จุ…จุ… แต่รีบหน่อยเพราะอาจจะหมด นอกจากนี้กรมพัฒนาที่ดินยังมี พด.1, พด.3 เป็นหัวเชื่อสำหรับทำปุ๋ยต่างๆแจกอีกต่างหาก หน่วยงานดีๆ แบบนี้ต้องส่งเสริมและประชาสัมพันธ์

IMG_1919

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน