Posts Tagged ‘สินค้าอ่อนไหว’

หากเปิดประตูการค้าอาเซี่ยน AEC จะกระทบกับการเกษตรบ้านเราไหม?



กระทบแน่ๆ ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นก็ว่ากันไปตามส่วนภาค
เกษตรกรหลายท่านคงเป็นกังวล (รวมถึงผู้เขียนด้วย) กับเรื่องที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ซึ่งก็คือการเปิดประเทศเข้าสู่เขตการค้าเสรีประชาคมอาเซี่ยน จริงๆ เราก็เริ่มมานานแล้วทั้งการทหารฝึกร่วม การทูตต่างๆ นาๆ แต่ปี 2558 นี้ก็จะเปิดแบบชนิด “มันแน่นอก ก็ต้องออก!” อะไรทำนองนั้น คือเปิดแบบไม่เหลือห่าอะไรไว้ป้องกันตัวเองเลยกับภาษีสูงสุด 5% สำหรับสินค้าอ่อนไหวของประเทศไทย อันได้แก่ กาแฟ มะพร้าวแห้ง ไม้ตัดดอก มันฝรั่ง (ซึ่งมันอ่อนตรงไหน ใครเป็นคนคิด -__-!!!) จะอ่อนก็มีอย่างเดียวก็คือปัญญาคนคิด ทำไมผู้เขียนถึงพูดแบบนั้นนะเหรอ หากท่านผู้อ่านได้อ่านรายการสินค้าอ่อนไหวของประเทศสมาชิกอื่นๆ แล้วก็คงจะพูดเหมือนกับผู้เขียนนั่นแหละ เชื่อเถอะ! มากทั้งจำนวนรายการและคุณภาพ
เฮ้อออ! กลุ้ม
และส่วนที่เหลือนั้นภาษีข้ามแดนจะเหลือ 0% (ศูนย์เปอร์เซนต์) ทันที เป็นไงหละ -__-!!!

ถึงแม้ว่าภาพรวมอาจจะดูดีและได้เปรียบ (เน้นคำว่าอาจจะนะ!) เพราะภาคอุตสาหกรรมของเอกชนเองก็ฝ่าฝันอุปสรรคไปตั้งรกรากอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มสิ่งทอ และอื่นๆ ซึ่งไปแบบไม่มีใครช่วยหรือไปแบบไม่มีรัฐบาลส่งเสริมนั่นแหละ! แต่กระนั้นภาพรวมก็ยังออกมาดีเพราะฟันเฟืองภาคธุรกิจต่างๆ ก็เริ่มเดินแล้วและการปรับตัวของภาคเอกชนไทยเรานั้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ

ภาคการเกษตรที่เราๆ ท่านๆ สังกัดอยู่นั้นก็โดยเต็มๆ เพราะต้นทุนทั้งด้านแรงงานและค่าใช้จ่ายต่อหน่วยของเราแพงที่สุด แล้วจะเอาอะไรไปสู่กับเขาหละเนี่ยะ! หรือท่านผู้อ่าน

IMG_3419
ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลเราจะดูทันสมัยกว่า (เมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกส่วนใหญ่) แต่ต้นทุนเราสูงมากทั้งการที่เราทำการเกษตรมาอย่างยาวนานทำให้แร่ธาตุต่างๆ ในดินเสื่อมลงเลยต้องเสียค่าทำนุบำรุงพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปอีก เมื่อเทียบกับป่าเปิดใหม่ของประเทศเพื่อนบ้านที่มั่งคั่งด้วยแร่ธาตุธรรมชาติตามประสาของใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีแบบเราแล้ว ก็คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องต้นทุน ทั้งการส่งเสริมหรือกลยุทธ์เชิงนโยบายจากภาครัฐที่…..เอิ่ม….ไม่รู้จะพูดยังไงดี ว่ามันดีหรือไม่ดีเพราะมันไม่เคยมี -__-!!!

การรับจำนำข้าว



หันไปทางไหนก็ได้ยินแต่ข่าวการรับจำนำจนน่ารำคาญใจ แต่จะทำยังไงได้เพราะเป็นเรื่องของกระแสที่เชี่ยวล้นด้วยอารมณ์ด้านการเมืองปนกับความคิดส่วนตัวของกลุ่มคนนั้นๆ ถกเถียงกันไปตั้งแต่สภากาแฟหน้าหมู่บ้านยันไปถึงในสภา จนทำให้ข้าวเป็นสินค้าอ่อนไหวของประเทศ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของนักการเมืองที่ใช้หาเสียงและใช้หาเงิน

อย่างที่ท่านทราบกันดีนั้นว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ใช้เพื่อหาเสียงกับเกษตรกรชาวไร่ชาวนาโดยเฉพาะชนิดที่แบบว่าทุมสุดตัวอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์จนเกิดความเสียหายต่างๆมากมาย แต่คงต้องหยุดอารมณ์ทางด้านการเมืองไว้เพียงเท่านี้เพราะไม่อย่างนั้นคงจะยาวไปตามน้ำ

ในฐานะชาวไร่ชาวนาคนหนึ่งที่พอจะมีไร่นาไว้ปลูกข้าวกินเองบ้างขายบ้างก็พอประมาณจึงอยากจะบอกเหลือเกินว่าไอ้ที่ท่านว่า 15,000 บาทต่อตันนั้นไม่เป็นความจริงหรือหากจะมีก็คงได้กันน้อยรายมากและโดยส่วนตัวของผู้เขียนและชาวบ้านในระแวกนั้นปรากฏว่าโดนโรงสีกดราคาโดยการใช้เหตุผลเรื่องของความชื้นมาเป็นข้ออ้างทั้งๆ ที่ข้าวของผู้เขียนนั้นก็ไม่ได้มีความชื้นสูงอย่างที่ถูกปรักปรำแต่สุดท้ายก็จำเป็นต้องปล่อยไปให้โรงสีเพราะไม่อย่างนั้นแล้วก็ไม่มีที่ให้ขาย (หรือจำนำ) จนทนสงสัยไม่ไหวว่าจะมีกี่รายกันเชียวที่ได้เต็มราคาและพื้นที่ไหนบ้างที่ได้รับเงินอย่างที่รัฐท่านว่า หากจะได้เต็มราคาก็เห็นจะเป็นโรงสีที่ได้เงินจากรัฐซึ่งนั่นก็คือภาษีของพี่น้องประชาชนอย่างเราๆ ที่ต้องเสียไป ชาวนานั้นได้ประโยชน์จากโครงการนี้แต่กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์มากสุดเห็นไม่พ้นโรงสีและโกดังเก็บข้าวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง

จะมีซักเรื่องไหมประเทศนี้ที่ฝ่ายการเมืองไม่เข้ามาหาผลประโยชน์ ในฐานะชาวไร่ชาวนาคนหนึ่งก็คงได้แต่ถอนหายใจและในฐานะผู้เสียภาษีก้ได้แต่ช้ำใจ

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน