Posts Tagged ‘อาหารสัตว์’





อย่างที่คุยกันบ่อยๆ แล้วนะครับ ว่าผู้เขียนใช้แหนแดงเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารไก่และเป็ดที่สวน เพราะการขยายตัวที่รวดเร็วทำให้ประหยัดค่าอาหารสัตว์ไปได้มากโข โดยแต่เดิมนั้นผู้เขียนใช้แต่แหนแดงสดเป็นอาหารไก่และเป็ด ซึ่งก็ได้ผลตามสภาพคือไก่และเป็ดก็โตตามมีตามเกิด -__-!!!
แหนแดงถึงจะเป็นพืชที่มีโปรตีนอยู่บ้าง แต่พืชก็ยังเป็นพืชอยู่วันยังค่ำ (ซึ่งก็คือมีโปรตีนอยู่น้อย) หากเพื่อนๆ อยากจะใช้แหนแดงเป็นอาหารสัตว์นั้นก็ควรจะมีส่วนผสมอย่างอื่นลงไปด้วยเพื่อผลเชิงการค้าที่น่าพอใจยิ่งขึ้นสัตว์ที่เลี้ยงไว้โตไวขึ้น โดยผู้เขียนก็อยากจะแนะนำให้ใช้ร่วมกับไส้เดือนและหอยเชอร์รี่ (หรือสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีโปรตีนในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งก็ว่ากันไปตามแต่พื้นที่) สำหรับเป็นอาหารสัตว์
แต่หากเพื่อนๆ ท่านไหนไม่สะดวกหาแหล่งโปรตีนมาเพิ่มให้กับอาหารสัตว์ก็สามารถนำวิธีของผู้เขียนไปใช้ได้ครับ ไม่ว่ากัน หรือหากท่านไหนมีวิธีการลดต้นทุนอาหารสัตว์ด้วยแหนแดงที่ดีกว่านี้ หรือเข้าท่ากว่านี้ก็สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ครับ นัยว่าหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวเป็นแน่แท้ โดยจุดประสงค์หลักของผู้เขียนก็คงเป็นการเผยแพร่และประยุกต์ใช้แหนแดงในภาคการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นเคยครับ จะได้ต่อยอดพัฒนากันไปเรื่อยๆ ของมีมูลค่านะมันมีมูลค่าอยู่แล้ว ลองมาคิดวิธีดัดแปลงใช้ประโยชน์จากสิ่งวัสดุที่ไม่มีค่าให้เกิดประโยชน์จะเป็นไรไป ผู้เขียนว่ามันดูน่าสนุกดีนะ!
แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลในทุกพื้นที่รึเปล่า เพราะปัจจุบันผู้เขียนได้แต่ทดลองในเขตภาคตะวันตก กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี โดยวิธีการเพิ่มโปรตีนของผู้เขียนวิธีนี้ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากครับ เรียบง่ายมาก แค่เพื่อนๆ หาหลอดไฟล่อแมลงมาไว้ใกล้ๆ บ่อหรือสถานที่เพาะเลี้ยงแหนแดงเพื่อดึงดูดแมลงกลางคืนชนิดหนึ่ง ให้มาวางไข่ แมลงชนิดนั้น (หรือหลายชนิดก็ไม่รู้ -__-!!!) จะวางไข่และจะใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์เจริญเติบโตเป็นหนอนลักษณะคล้ายๆ หนอนกินผักขึ้นมาเยอะแยะ พอได้ปริมาณที่ต้องการก็จะเก็บไปบดทำอาหารไก่ ด้วยวิธีนี้เพื่อนๆ ก็จะสามารถเพิ่มโปรตีนให้กับแหนแดงที่จะใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์ได้อย่างไม่ยุ่งยากอะไรเลยครับ (ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยเห็นหนอนตัวเกือบเท่านิ้วชี้ด้วยนะ แต่ก็เห็นได้ไม่บ่อย ส่วนที่เห็นประจำนั้นจะเป็นหนอนตัวเล็ก หากเพื่อนๆ ท่านไหนทดลองในพื้นที่อื่นแล้วพบหนอนตัวโตๆ ก็รบกวนช่วยศึกษาแทนผู้เขียนด้วยครับ ว่ามันคือหนอนจากตัวอะไร ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นประโยชน์ได้ในอนาคต)
 

Picture 011

** **

Picture 007

** **

Picture 009


หาแหนแดงจากธรรมชาติได้ที่ไหน? เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งถามผู้เขียน

 

ฟังดูน่าเศร้าเพราะแต่เดิมนั้นแหนแดงมีอยู่ทั่วไปตามทุ่งนาแหล่งน้ำนิ่งตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันแหนแดงตามธรรมชาติเหล่านั้นได้ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย จากหลายปัจจัยและหลายสาเหตุทั้งจากการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช สารพิษต่างๆในน้ำ หรือแม้แต่สถาวะน้ำท้วมน้ำหลากที่พัดพาพืชหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ พลัดถิ่นไปอยู่ที่อื่นจนไม่สามารถดำรงชีพตามแบบดั้งเดิมได้จนสุดท้ายก็สูญสลายไป และแหนแดงก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ซึ่งแต่เดิมนั้นแหนแดงมีอยู่ตามธรรมชาติอย่างมากมาย (รึอย่างน้อยก็มากกว่าที่เราเป็นปัจจุบันหลายเท่าตัว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบพื้นที่ราบภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นครนายก ลพบุรี สระบุรี อยุธยา ต่างๆ นาๆ ที่เป็นแหล่งอาหารแหล่งปลูกข้าวหลักของประเทศไทย แต่ปัจจุบันกลับหาแหนแดงได้ยากในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ

 

น่าเศร้าไหมหละ!

 

เออ! คือ….แต่ที่น่าใจหายกว่านั้นคือเกษตรกรชาวนาส่วนใหญ่ในประเทศไทยเรานี้พึ่งจะมารู้จักประโยชน์ของแหนแดงกันได้ไม่กี่ปี ทั้งๆ ที่รอบบ้านเราเช่น เวียดนาม จีนตอนใต้ หรือแม้กระทั่งสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป) ได้ใช้แหนแดงในการเกษตรในลักษณะการเสริมธาตุอาหารให้กับต้นข้าวมาอย่างช้านาน หรือแม้กระทั่งการใช้แหนแดงสำหรับเป็นอาหารสัตว์ก็มีให้เห็นอย่างแพร่หลายเพราะอัตราการเจริญเติบโตของแหนแดงที่รวดเร็วและสารอาหารที่ได้ก็ถือว่าไม่เลวนัก หากแต่ประเทศไทยนั้นมีการเผยแพร่องค์ความรู้กันน้อยมากและการใช้ประโยชน์หรือดัดแปลงใช้แหนแดงในการเกษตรยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่

 

เอะ! กรมส่งเสริมการเกษตรไปไหนเนี่ยะ! เออ….สมละที่เพื่อนชาวเกษตรของผู้เขียนมักจะพูดว่า “กรมส่งเสริมการเกษตรก็เหมือนผี รู้ว่ามีแต่ไม่เคยเห็น” เออ แฮะ! จริงอย่างที่ท่านว่าเพราะเห็นแต่ที่ทำการที่เหมือนศาลเจ้า แต่ตัวเจ้าหน้าที่ไปไหน? อันนี้ไม่รู้? (ผู้เขียนไม่ได้พูดเองนะแค่จำจากเพื่อนมา -__-!!!) ซึ่งหากจะดูจากงบประมาณหรือเครือข่ายความเป็นภาครัฐก็ควรจะทำได้ดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่าการพัฒนาบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณอะไรมากมายไม่ใช่หรือ? แค่การถ่ายทอดหลักวิชาการก็ช่วยได้มากโข!

 

เอะ! สรุปว่าจะมาคุยตอบคำถามเรื่องแหนแดงหรือว่ามาบ่นเรื่องความสามารถของภาครัฐกันแน่เนี่ยะ! -__-!!!

Picture 905

*** เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่ผู้เขียนนำแหนแดงที่เพาะเลี้ยงไว้ทยอยออกปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ตามแหล่งน้ำนิ่งต่างๆ ตามเส้นทางจาก กทม ไปที่สวนของผู้เขียนที่กาญจนบุรี ***

Picture 903

*** ปล่อยแหนแดงคืนสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติหลายๆ แห่งแล้วก็เก็บรายละเอียดการเจริญเติบโตและอัตราการรอด ***

Picture 912

*** จุดไหนที่ดูอัตราการรอดสูงหน่อยก็จะปล่อยมากหน่อย ***

*** จริงๆ แล้ว ก็มีหลายกิจกรรมที่ผู้เขียนส่งเสริมอยู่และก็ส่งเสริมมานานแล้ว เช่น ปลูกป่า (หลอกเด็กไปปลูกป่า) ปล่อยปลา ปล่อยแหนแดง ส่งเสริมการปลูกพืชสวนครัวเพื่อเป็นรายได้เสริม (หลอกคนแก่ไปปลูกผัก) โดยผู้เขียนรับผิดชอบในการหาตลาดให้ โครงการอาหารกลางวันเด็ก (แมร่งมั่วไปหมด -__-!!!) ซึ่งก็สุดแท้แต่กำลังและทรัพยากรของผู้เขียนจะเอื้ออำนวย จ้างบ้าง แลกบ้าง ขอบ้าง (หลอกบ้าง -__-!!!) ก็ว่ากันไปตามกรณีแต่ก็ไม่เคยเอะใจที่จะเก็บรูปไว้ประชาสัมพันธ์หรือเก็บไว้เป็นข้อมูลในการศึกษา (พึ่งมาเริ่มเก็บรูปได้ไม่นานนี่แหละ -__-!!!) ก็ได้แต่ดูด้วยตาเปล่าแล้วก็จำไว้แบบง่ายๆ เลยทำให้ผลทางการปฏิบัติดำเนินไปอย่างช้าๆ จนสุดท้ายต้องมานั่งทบทวนและปรับแผนใหม่เพื่อให้ได้ผลทางการปฏิบัติมากกว่านี้ซึ่งแต่เดิมนั้นทำอยุ่คนเดียวเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ไปตามประสาจนลืมคิดไปว่ามีเพื่อนๆ ชาวเกษตรเราอีกหลายท่านที่มีแนวคิดเหมือนกันและพร้อมจะออกแรงร่วมด้วยช่วยกันให้งานลุล่วงได้ไวขึ้น จึงฝากข้อความนี้ไว้เพื่อแจ้งให้เพื่อนๆ ทราบว่าไม่ช้าไม่นานอาจจะมีคนส่งข้อความไปขอแรงหรือขอความร่วมมือท่าน หรืออะไรซักอย่าง ฮ่ะๆ ให้เพื่อนๆ ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า หุหุหุ ***

***เกริ่นมาซะนาน อ้อมโลกไปซะไกล สุดท้ายก็จะขอแรงเพื่อนๆ มาช่วยงานนะเอง  หุหุหุ -__-!!! เตรียมตัวไว้เถอะท่านๆ ทั้งหลาย***



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งได้ส่งข้อความมาถามผู้เขียนว่า “ที่บ้านมีแกลบดิบเยอะ จะนำมาทำปุ๋ยได้อย่างไร?”
ก็นั่นแหละนะ ตอบมั่วๆ ตามประสาผู้เขียนให้รอดไปวันๆ อิอิอิ ไม่รู้ว่าท่านอื่นทำอย่างไรบ้างแต่ผู้เขียนก็มีแต่วิธีบ้านๆ หากพอจะมีประโยชน์ก็ยินดีเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเศษวัสดุเหลือใช้ (แต่เดี๋ยวนี้มีราคาแล้ว อิอิอิ) จากการสีข้าวนั้นมีอยู่ 2 อย่างคือรำละเอียดที่สามารถนำไปทำส่วนผสมอาหารสัตว์หรือใช้เป็นอาหารได้โดยตรงเพราะมีสารอาหารพอสมควรและหากสังเกตดีๆ จะเห็นจมูกข้าวปนอยู่เป็นจำนวนมาก และอย่างที่สองที่ได้จากกระบวนการสีข้าวก็คือแกลบดิบหรือแกลบหยาบ อันนี้ก็แล้วแต่จะเรียกกันตามภูมิภาคซึ่งจะมีราคาค่างวดถูกกว่ารำละเอียดอยู่มาก แต่ก็ยังมีราคาอยู่ดี (แถวบ้านขายตันละ 1,200 บาท) เพราะนิยมนำไปทำวัสดุปูพรมเล้าไก่ หรือบางที่รวยจัดเหลือเยอะจัดก็นำไปทำเป็นเชื้อเพลิงชีวะมวล หรือโรงสีบางที่ก็นำไปเป็นเชื้อเพลิงซะเลย นัยว่าประโยชน์หลากหลายและยิ่งเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีดีขึ้นและอาหารสัตว์แพงขึ้นมากจนทำให้เราได้เห็นเครื่องบดแกลบเป็นรำละเอียดเพื่อทำเป็นอาหารสัตว์

แกลบดิบเป็นวัสดุที่ไม่ค่อยอุ้มน้ำและมักจะลอยน้ำ (นอกเสียจากว่าจะแช่น้ำไว้นานจริงๆ -__-!!!) ทำให้จุลินทรีย์ไม่ค่อยชอบเลยย่อยสลายได้ช้า ยิ่งแกลบใหม่ๆ ที่พึ่งเสร็จจากการสีข้าวหมาดๆ ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ผู้เขียนเลยนิยมผสมอย่างอื่นเข้าไปด้วย เช่น ดิน ปุ๋ยคอก หรือเศษพืชเพื่อเร่งการย่อยสลายของแกลบดิบแล้วตามด้วยน้ำพรมให้ชุ่มก็จะทำให้การย่อยสลายแกลบดิบที่จุลินทรีย์ย่อยลำบากดีขึ้น (จุลินทรีย์ไม่มีฟันมั้งเลยเคี้ยวลำบาก)

Soil-001

*** คลุกดินกับแกลบดิบตามอัตราส่วนที่พอดีกับฐานะ มีมากใส่มากมีน้อยใส่น้อยเดี๋ยวดีเอง วะ ฮ่ะๆ -__-!!!***

Soil-002

*** ใส่เศษพืชลงไปเพื่อช่วยในการย่อยสลาย เศษผัก เศษหญ้าอะไรก็ได้ เผอิญว่าผู้เขียนติดหรูเลยใส่แหนแดงลงไปกลัวว่าปุ๋ยจะไม่มีในโตรเจน อุ อุ อุ -__-!!!***

Soil-003

*** ใส่ปุ๋ยคอกลงไปหน่อยเพื่อสารอาหารและแร่ธาตุที่ครบสมบูรณ์ ใส่ก็ได้หรือไม่ใส่ก็ได้ ตำรวจไม่จับ***

Soil-004

*** เสร็จแล้วก็กองไว้กับพื้นดินแต่เผอิญว่าไก่บ้านผู้เขียนอย่างอัธพาลเลยต้องใส่ในบ่อซีเมนต์ให้มิดชิด -__-!!!***

Soil-005

*** อาจจะเพิ่มความหรูหราหรือไฮโซอีกนิดด้วยการราดด้วย พด ผสมน้ำเพื่อเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในการย่อยสลาย ใส่ก็ดีไม่ใส่ก็ได้ผู้ใหญ่บ้านไม่ด่า -__-!!!***

Soil-006

*** เสร็จแล้วก็อาจจะหาวัสดุคลุมเพื่อรักษาความชื้น***

ปุ๋ยหมักไม่ได้เน้นไปที่วัสดุแบบใดแบบหนึ่งแต่ผู้เขียนอยากให้เพื่อนๆ มองหาวัสดุเหลือใช้ในชุมชน ที่ไม่มีราคาค่างวดมาเป็นปุ๋ยหมัก เช่น เศษผักจากตลาด เศษวัชพืช เศษขยะสด หรือผักตบชวามาทำเป็นปุ๋ยหมักซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งจากการทดขยะในชุมชนและเพิ่มแร่ธาตุบำรุงดินไปในตัว

*** ปล. วันนี้หากอ่านไปแล้วรู้สึกหมั่นไส้ในอาหารดัดจริตของผู้เขียนก้ขออภัยไว้ล่วงหน้าเพราะออกจะมีอาการเมากาว -__-!!! ***



หลังจากโดดไปขโมยพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 กับเนเปียร์จักรพรรดิมาจากเพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งแถวราชบุรีมาแอบเพาะขยายพันธุ์ได้พักใหญ่ๆ ต้นพันธุ์หญ้าเนเปียร์ก็แตกดอกออกกอเพิ่มจำนวนมาให้ได้ขยายพันธุ์มากขึ้นและจะมากกว่านี้ต่อไปในอนาคต และก็หวังว่าวันหนึ่งคงจะมากพอที่จะแจกจ่ายเพื่อนๆ ได้นำไปทำพันธุ์ต่อไป

001

*** จากกิ่งเดียวก็ได้แตกตัวเป็นกอในกระถาง ***

 

003

*** จากกระถางเดียวก็ได้ขยายตัวออกเป็นพื้นที่ 1 งานในเวลา 6 เดือน ***

004

*** ด้านซ้ายงอๆ คือหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ส่วนอีก 3 ลำตรงๆ คือหญ้าเนเปียร์จัรกพรรดิที่อายุเท่ากัน แต่หญ้าเนเปียร์จัรกพรรดิโตกว่าและลำต้นใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด และตอนนี้ผู้เขียนกำลังทดลองพิสูจน์ถึงความแตกต่างของทั้ง 2 สายพันธุ์ว่าอะไรดีกว่ากัน แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ที่มหาลัยเกษตรส่งเสริมอยู่มันต้องมีเหตุผลอะไรซักอย่างสิน่า ***

สาเหตุที่ต้องทดลองปลูกหญ้าเนเปียร์นั้นก็เป็นเพราะว่าผู้เขียนต้องการพิสูจน์ประโยชน์ของหญ้าเนเปียร์และทำการทดลองถึงคุณสมบัติบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อตอบสนองนิสัยความอยากรู้อยากเห็น (นิสัยอะไรก็ไม่รู้ เปลืองตังค์ -__-!!!) และต้องการที่จะสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเองหลังจากพบว่าตัวเองตกอยู่ในสภาพวิกฤติเสื่อมศรัทธาในผลงานวิชาการแบบตลาดๆหรือแบบลวกๆ อย่างที่พบเห็นได้ตามสื่อต่างๆ จนสุดท้ายต้องสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเองถึงแม้ว่าจะต้องเริ่มจากการนับหนึ่งใหม่ก็เถอะ

 

ไม่แน่ใจว่าหญ้าเนเปียร์มีทั้งหมดกี่สายพันธุ์แต่ที่ผู้เขียนได้มานั้นเป็นหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ที่ทางมหาลัยเกษตรส่งเสริมและพันธุ์เนเปียร์จักรพรรดิที่ดูจะคล้ายคลึงจนบางทีแยกไม่ออก แต่หากสังเกตลักษณะทางกายภาพดีๆ แล้วจะพบว่าหญ้าเนเปียร์จักรพรรดิจะลำต้นใหญ่กว่าและใบหนากว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนคุณสมบัติด้านเคมีนั้นว่ากันอีกทีหนึ่ง เพราะหากจะให้ได้สารอาหารในช่วงที่ดีที่สุดต้องมีอายุ 60 วันขึ้นไป โดยจะได้โปรตีนถึง 13-17% และคาร์โบไฮเดรตที่ละลายน้ำได้ (WSC) 11-12 % ซึ่งปัจจุบันผู้เขียนได้ส่งไปให้เพื่อนที่เกษตรศาสตร์เพื่อตรวจวัดออกมาเป็นตัวเลขให้ได้เห็นกันแน่ชัดอีกครั้งหนึ่งถึงคุณประโยชน์ด้านสารอาหารและความแตกต่างของปริมาณสารอาหารของหญ้าเนเปียร์ทั้ง 2 สายพันธุ์ (เนเปียร์ปากช่องและเนเปียร์จัรพรรดิ)

 

หากคุณสมบัติดีดังที่ท่านว่าไว้จริงก็เหมาะสมที่จะส่งเสริมเป็นอาหารสัตว์ในชุมชมของผู้เขียนเพราะโชคดีที่มีการเลี้ยงวัวกันเยอะมาก และโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าประโยชน์ของหญ้าเนเปียร์นั้นเหมาะสำหรับภาคปศุสัตว์มากกว่า ส่วนการนำไปหมักแก็สเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้านั้นควรจะเป็นมูลสัตว์มากกว่าเพราะการบ่มตัวหรือการเกิดแก็สนั้นย่อมดีกว่าหญ้าสดอยู่แล้ว

 

หญ้าเนเปียร์นั้นมีลักษณะเด่นคือเติบโตเร็ว แตกกอดี วิธีปลูกก็ไม่ได้ยุ่งยากสลับซับซ้อนอะไรเลยก็เหมือนการปลูกอ้อยหนือมันสำปะหลังทั่วๆ ไป จะต่างกันก็ตรงที่ความพิถีพิถันที่น้อยกว่าเพราะยังคงติดนิสัยเสมอว่ามันก็คือหญ้า ฮ่ะๆ!!

006

*** เอออ!! คือ มันไม่ใช่อ้อยนะ ถึงจัคล้ายก็เถอะ -__-!!! ***

008

*** วิธีขยายพันธุ์นั้นก็ไม่ยาก แค่ตัดท่อนพันธุ์จากต้นแม่แบบที่เห็นด้านบนแล้วก็ขุดหลุมกลบ แค่นั้นจริงๆ ***

009

*** ปกติข้อเดียวแบบมีรากติดก็งอกแล้วนะ แต่กลัวไม่รอด อิอิอิ ***

010

*** ขุดหลุมแล้วดินกลบ แค่นั้นแหละ ส่วนระยะห่างก็ 70 x 70cm. เป็นใช้ได้ ***

 

ส่วนเพื่อนๆ ที่ถามถึงข่าวคราวเรื่องการนำหญ้าเนเปียร์ไปหมักเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่ผู้เขียนตามข่าวอยู่เนืองๆ นั้น แฮะๆ !!! อยากจะขอตอบแบบที่ใจคิดก็คือว่าอย่าไปคาดหวังอะไรกับมันเลย เอาเฉพาะการนำหญ้าเนเปียร์มาเป็นอาหารสัตว์สำหรับภาคเกษตรเราให้รอดก่อนเถอะ เห็นว่าจะสร้างโน้นสร้างนี่ (สร้างหนี้) แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นแม้แต่ผลสรุปจากโรงงานต้นแบบที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ควรจะเปิดไปตั้งแต่เดือนมกราที่ผ่านมา (ปี 2556) จนมาถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นอะไรสรุปออกมาชัดเจน แถมยังชงเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจากหญ้าเนเปียร์ขึ้นอีกหลายจุดที่ดีดตัวเลขคำนวณออกมาสวยหรู ตัวเลขเยอะจนจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ (ขี้เกียจจำด้วยแหละ -__-!!! รู้แต่ว่าเห็นตัวเลยแล้วคิดอยู่อย่างเดียวว่าพวกมึงตื่นเถอะ) กลัวเหลือเกินว่าสุดท้ายจะกลายเป็นโครงการเหมือนสบู่ดำที่ล้มไม่เป็นท่าได้แต่ผลาญงบไปวันๆ ไม่ไหวจะเพลียจริงๆ เรื่องแบบนี้ -__-!!!

ไม่ใช่ว่าไม่ดี มันดีเลยทีเดียวแหละ แต่การติดตามการใส่ใจ การคิดพัฒนา ความบริสุทธ์ใจในการทำงาน (โกงพลาญงบรึเปล่าพูดง่ายๆ) และความตั้งใจ ในแบบราชการไทยนี่ไม่ไหวจะเพลียนะ

 

ไว้ได้เรื่องยังไงจะมาเล่าสู่กันฟังอีกทีหนึ่ง ส่วนเพื่อนๆ ที่รอท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์อยู่ รออีกนิด อดทนอีกหน่อยไว้พร้อมแล้วจะรีบแจกจ่าย



พึ่งนึกขึ้นได้ว่ารับใช้เพื่อนในเรื่องใช้พืชหาง่ายในพื้นที่เพื่อลดต้นทุนในเรื่องอาหารสัตว์มาหมาดๆ เลยนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เคยลองเอาปลีให้วัวกินเลยนี่นาเพราะที่สวนก็มีจำนวนพอสมควร เออ!! แฮะ น่าลองดูส่วนหมูคงไม่ต้องลองมั้งเพราะพี่เค้ากินทุกอย่าง -__-!!!

มาว่ากันก่อนเรื่องพื้นฐานของปลีกล้วย
ปลีกล้วยก็คือส่วนกาบสีม่วงที่ห่อหุ้มดอกกล้วยไว้ด้านใน และดอกกล้วยนั้นก็จะพัฒนาไปเป็นหวีกล้วยหากได้รับการผสมพันธุ์จากเกสรทั้งสองเพศ ส่วนใหญ่แล้วจะตัดปลีกล้วยทิ้งเพราะจะไปแย่งสารอาหารของหวีที่ติดผลแล้วทำให้เจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ขนาดของปลีกล้วยนั้นจะเล็กจะใหญ่ก็แล้วแต่พันธุ์กล้วยและความสมบูรณ์ของต้น

ว่ากันต่อด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ของปลีกล้วย
ไม่แน่ใจว่าเราไม่ได้วิจัยปลีกล้วยหรือผลงานวิจัยไม่ออกสู่สายตาประชาชนหรืออย่างใดไม่ทราบได้ เลยไม่ค่อยเจองานวิจัยเชิงลึกมากนัก แต่ก็พอจะได้ข่าวคร่าวๆ ว่ามีแคลเซี่ยมสูง มีโปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซีและเบตาแคโรทีน ทั้งยังสามารถลดน้ำตาลในหลอกเลือดได้แล้วก็มีสรรพคุณในการช่วยเพิ่มน้ำนมมารดา ลดไข้ระดู ทำให้เลือดสมบูรณ์ บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง มีกากใยอาหารมากทำให้ระบบขับถ่าย พอจะหาข้อมูลได้แค่นี้จริงๆ ซึ่งจริงๆ แล้วคิดว่าน่าจะมีประโยชน์มากกว่านี้และควรจะมีการวิจัยในเชิงลึกมากกว่านี้ โหหหห!!! เกิดเราเอาไปให้วัวนมนี่วัวเราก็จะมีฟันที่แข็งแรงปลอดจากโรคเบาหวานแถมปริมาณนมก็เพิ่มขึ้นด้วยนะสิ -___-!!! วัวเราสุขภาพดีสุดๆ ไปเลยทีนี้ วัวเราจะผิวสวยแล้ว

Picture 146

พูดเรื่องเบาหวานก็อดเป็นห่วงเรื่องโถชนาการของคนเราในปัจจุบันไม่ได้โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่ทำงานกันหัวราน้ำจนลืมคิดเรื่องโถชนาการมัวแต่เลือกกินอาหารที่ตนชอบจนโรคต่างๆ หรือโรคเบาหวานถามหาจนต้องถามหาปลีกล้วย ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะออกกำลังกายสม่ำเสมอและรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นดีที่สุดครับเพื่อพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์แต่ไอ่ที่แบบว่ากินข้าวผัดที่หมู่หนึ่ง ตอนเที่ยงกินก๋วยเตี๋ยวที่หมู่สอง เย็นกินส้มตำที่หมู่สาม ซื้อข้าวเกรียบที่หมู่สี่ แล้วไปกินเหล้าที่หมู่ห้าของอีกตำบลหนึ่งแบบนี้ไม่เอานะ -__-!!!



อั้นแน่ๆ สนใจกระถินขึ้นมาทันทีทันใด ^-^

จริงๆ แล้วยังมีหญ้าหรือพืชผักอีกหลายชนิดครับที่สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ซึ่งก็แล้วแต่การประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม แต่ถ้าหากเพื่อนต้องการจะเพาะต้นกระถินเพื่อปลูกเป็นอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุนนั้นก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับและวิธีการปลูกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยเลยครับ คนทานได้สัตว์ทานดีมีวิตามินและแร่ธาตุสูงและกระถินนั้นจัดได้ว่าเป็นพืชลูกดกคือติดฝักง่ายและติดหลายฝักด้วยเพราะฉะนั้นไม่ต้องซื้อต้องหา เจอแถวไหนขโมยมันตรงนั้นเลย อุ อุ อุ -_-!!!
Picture 072
วิธีการก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย
1. เลือกฝักที่แก่จัดแต่ไม่แตกเพราะถ้าแตกแล้วท่านจะไม่ได้เมล็ด มันจะหล่นลงพื้นหมด -__-!!! เมื่อ (ขโมย) ได้แล้วก็นำมากแกะเอาเมล็ดข้างในออก หากเมล็ดก่อนเกินไปจะทำให้อัตราการงอกน้อยโดยจะสังเกตได้จากฝักแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นน้ำตาลและเลือกแบบที่ฝักมีการปริเล็กน้อย

Picture 070

2. ถ้าใจเย็นก็สามารถหยอดเมล็ดในถุงชำแล้วรดน้ำเป็นเวลา 3 – 4 วันก็จะเห็นงอกออกมาแต่ถ้าหากท่านใจร้อนก็อยากจะแนะนำให้แช่น้ำอุ่น 1 คืน (น้ำอุ่นอีกแล้วครับท่าน -__-!!!) แล้วจึงนำไปหยอดในถุงชำแล้วรดน้ำก็จะทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนนุ่มและงอกเร็วขึ้น

3. นำไปตั้งไว้ในบริเวณที่มีแดดรำไรจะช่วยให้การงอกเร็วขึ้น แต่ไม่ควรไว้กลางแดดจ้าเพราะคนไปรดน้ำจะร้อน -__-!!!

เท่านี้ท่านก็จะได้ต้นกล้ากระถินไว้ปลูกตามรั้วหรือในสวนเพื่อลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์แล้วหละครับ ปลูกง่ายใช้ประโยชน์ได้เยอะตามหลักนิยมของเราชาวเกษตรแล้วหละครับ



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งถามว่า “รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจะคุ้มค่าไหม?”

น่าคิดครับ บอกตรงๆ
ที่น่าคิดนั้นก็คือว่ามันจะไปรอดไหม? ถ้ารอดก็ดีมีไฟฟ้าใช้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มเพราะปลูกง่ายโตไว แต่ถ้ามองในรายละเอียดเชิงลึกแล้วยุ่งยากพอสมควร

โดยปกติแล้วผู้เขียนรู้จักหญ้าเนเปียร์ในฐานะอาหารสัตว์และก็ส่วนประกอบของปุ๋ยหมัก และหญ้าเนเปียร์นี้เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวและกระบือหรือสัตว์ใหญ่เพราะหญ้าเนเปียร์มีความหวานสูงเมื่อเทียบกับหญ้าทั่วๆไป (ไม่ได้แอบชิมนะ เค้าว่าอย่างนั้น (-_-!!!)) และมีธาตุอาหารเหมาะสมสำหรับเลี้ยงสัตว์ เขตที่ผู้เขียนทำสวนอยู่นั้นมีการเลี้ยงวัวกันมาก หญ้าเนเปียร์ขายกันตันละ 500 – 600 บาท แต่ที่ได้ข่าวมาคือรัฐบาลรับซื้อในราคาตันละ 300 บาท อื้มนะ! ก็ไม่แน่ใจว่าภาคอื่นจะคุ้มค่าหรือไม่แต่สำหรับพื้นที่แถบตะวันตกของประเทศไทยเห็นจะไม่คุ้มค่าเพราะปัจจุบันยังไม่พอสำหรับเป็นอาหารสัตว์เลย ความต้องการในภาคปศุสัตว์ยังมีอีกมากในแถบบริเวณ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี รัฐคงต้องศึกษาเรื่องนี้ด้วยเช่นกันหรือไม่ก็ต้องส่งเสริมกันอย่างจริงจังเพื่อให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้นเพื่อป้อนทั้งภาคปศุสัตว์และภาคพลังงาน และก็เห็นได้ข่าวแว่วๆ ว่าจะเริ่มโรงไฟฟ้าต้นแบบกันที่เชียงใหม่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีผลปรากฏออกมาเช่นไรเพราะนี่ก็มกราคมตามที่แถลงข่าวออกมาแล้ว คงต้องรอดูกันต่อไป จริงๆ กระทรวงพลังงานควรจะคุยกับกระทรวงเกษตรซักนิดมหาลัยเกษตรศาสตร์ซักหน่อยในฐานะผู้ศึกษาและใช้ประโยชน์หญ้าเนเปียร์มาอย่างยาวนานในภาคเกษตรและปศุสัตว์ว่าคุ้มค่าหรือไม่ หรือมีพืชอื่นแนะนำไหมก่อนที่จะสรุปออกมาถึงแม้ว่าจะยกเหตุผลเรื่องของความเหมาะสมในการเพาะขยายตัวของจุลินทรีย์ในการบ่มแก๊สก็เถอะแต่ราคารับซื้อไม่สอดคล้องกับราคาตลาด แต่ช่างเถอะคุยเรื่องแบบนี้ไม่เคยจบซักที – __-!!!

Farming001*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตเป็นอย่างสูงครับ ***

เบื่อขี้เกียจยุ่งเรื่องแบบนี้แล้วมารู้จักหญ้าเนเปียร์กันในภาคปศุสัตว์และภาคเกษตรกันดีกว่า
สายพันธุ์หญ้าเนเปียร์ที่ปรับปรุงแล้วและกำลังได้รับความนิยมคือหญ้าเนเปียร์ปากช่อง1 โดยลักษณะของหญ้าเนเปียร์นั้นเหมือนต้นอ้อยน้อยๆ สูงใหญ่จนคนตั้งชื่อให้ต่างๆ นาๆ ว่าหญ้าอวกาศบ้าง หญ้าเทวดาบ้างหละตามแต่จะจินตนาการกันไปเพราะลักษณะลำต้นตั้งตรงสูง 2.5-3.5 เมตร ใบและลำต้นอ่อนนุ่ม การเก็บเกี่ยวผลผลิตสามารถทำได้ทุกๆ 60 วัน ให้ผลผลิตน้ำหนักสดประมาณ 12-15 ตันต่อไร่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดินและการให้น้ำ ส่วนผลผลิตน้ำหนักแห้งจะได้ประมาณ 2-2.5 ตันต่อไร่ สารอาหารที่ได้จากหญ้าเนเปียร์นั้นนับว่าน่าสนใจเพราะมีโปรตีนถึง13-17% หญ้าเนเปียร์นั้นมีลักษณะเด่นคือเติบโตเร็ว เติบโตดี ทนแล้งและให้ผลผลิตต่อไร่สูงให้ผลผลิตตลอดทั้งปี มีโปรตีนสูงและแร่ธาตุต่างๆ หลากหลายทำให้เหมาะสำหรับการใช้เป็นอาหารสัตว์ใหญ่ ทั้งยังมีปริมาณน้ำตาลในใบและลำต้นสูงซึ่งง่ายต่อการนำไปหมักทำอาหารสัตว์
*** สรุปเลยละกันว่า การปลูกหญ้าเนเปียร์นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับภาคปศุสัตว์ แต่ภาคพลังงานหนูไม่รู้ หนูเมา -__-!!! ***


เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้เดินทางไปเยี่ยมเพื่อนๆ เกษตรท่านหนึ่งแถวๆ กาญจนบุรีตามคำเชิญชวน ซึ่งระยะทางไม่ห่างจากสวนผู้เขียนเท่าไหร่ พอไปถึงก็ปรากฏว่ากำลังโค่นถางป่าต้นกระถินเป็นการใหญ่เพื่อที่จะทำเล้าไก่และปลูกพืชผักสวนครัว ไม่น่าเชื่อว่าแถวนั้นป่ากระถินเยอะมากจนน่าอิจฉา

ตกเที่ยงก็ทานข้าวทานปลาตามประสาชาวบ้าน และแล้วคำถามก็ตามมา “เราจะใช้อะไรเป็นอาหารไก่เพื่อลดต้นทุนดี?”
“อ่าว! ก็ที่กำลังไถทิ้งอยู่นั่นไง?” ผู้เขียนตอบ -__-!!!
ทีแบบนี้หละเริ่มสนใจกระถินเชียว แต่กว่าจะคุยกันได้ความก็ไถทิ้งไปครึ่งป่ากระถินแล้ว -__-!!! เสียดายของ

คุยกันไปคุยกันมาก็ปรากฏว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่ากระถินมีประโยชน์มากในภาคการปศุสัตว์ ออสเตรเลียส่งเสริมให้ปลูกและใช้กระถินสำหรับเป็นอาหารโคเนื้ออย่างจริงจังตั้งแต่ 20 – 30 ปีก่อน แต่สำหรับในประเทศไทยเรานั้นส่วนใหญ่รู้จักกันในด้านอาหารเสียมากกว่า ส่วนการใช้กระถินในด้านปศุสัตว์นั้นมีในวงแคบๆ ส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นคุ้นเคยกับกระถินมานานเพราะเห็นกระถินป่นเขียนระบุไว้ในส่วนประกอบของอาหารสัตว์มาตั้งแต่เด็กและก็ใช้อยู่ในปัจจุบันตามแต่จำนวนจะพอหาได้จากข้างรั้วแล้วมาให้ไก่บ้างวัวบ้างตามจำนวนมากน้อย เชื่อเถอะว่าวัวชอบมากเพราะกระถินนั้นมีทั้งสารอาหารประเภทโปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ เช่น ธาตุเหล็ก ไวตามินต่างๆ สำหรับสัตว์ปีกทั้งหลาย เช่น ไก่ เป็ด นกกระทา นั้นความพิเศษของใบกระถินจะช่วยเรื่องสีของไข่แดงให้สวยน่าทานและความแข็งแรงของเปลือกไข่ไก่อีกด้วยเพราะมีสารแซนโตฟิล (Xanthophyll) จากธรรมชาติในใบกระถิน เพื่อนๆ คงจะเคยได้ยินว่ามีการทดลองให้ไก่กินผงดอกดาวเรืองบดเพื่อเพิ่มความเข้มของไข่แดงและใบกระถินก็ทำได้เช่นกันครับ
Picture 066

Picture 076

อาจจะเป็นเพราะหายากหรือหาได้จากแค่บางแหล่งหรือเหตุผลอันใดก็ไม่ทราบได้ทำให้กระถินไม่ค่อยแพร่หลายนัก แต่จริงๆ แล้วถ้าย้อนไปดูก็ปรากฏว่ามีการส่งเสริมการใช้กระถินในภาคปศุสัตว์ตั้งแต่ปี 2490 และในช่วงปี 2525 ถึง 2528 ก็มีโรงงานผลิตกระถินป่นอยู่หลายโรงงานชนิดที่ประมาณการได้ว่ามีผลผลิตร่วมๆ 60,000 ตันต่อปี เพียบ! แต่ปัจจุบันก็ไม่แน่ใจว่าโรงงานเหล่านั้นยังคงอยู่หรือไม่แต่กระถินป่นในท้องตลาดก็ยังพอมีกระถินป่นขายอยู่เป็นกระสอบใหญ่ๆ -__-!!!

ถ้าอยากรู้จักลดต้นทุนในภาคการเกษตรและปศุสัตว์ก็ต้องรู้จักสรรพคุณของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราให้ดีก่อนครับ เพราะไม่แน่ว่าอาจจะเป็นพืชผักที่มีคุณค่าคุณประโยชน์ทั้งในด้านอาหาร ปุ๋ย และการปศุสัตว์ก็เป็นได้ สมัยนี้ต้องรู้จักศึกษาและอย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อยเป็นอันขาดครับ อะไรอยู่ข้างบ้านก็ดูให้ดีก่อนอย่าพึ่งเผลอไปตัดต้นทิ้งเสียหละ ^-^



อย่าพึ่งด่านะ ฟังผู้เขียนอธิบายก่อน -_-!!!

ของบางอย่างมีค่าไม่ต้องไปเจียระไนมันก็มีค่าแต่ของบางอย่างไร้ค่าเลยต้องหาวิธีเจียระไนให้เลอค่า แต่ข้อดีของมันคือ “เราเจอก่อนใครและไม่มีใครมาแย่ง”

สุดยอดนวัตกรรมทางความคิดในโลกนี้ที่ผู้เขียนชื่นชอบคือการเปลี่ยนจากขยะหรือสิ่งไร้ค่ามาสู่สิ่งที่มีมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ ผักตบชวาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนแอบมองมานาน แล้วก็แอบขโมยจากบึงสาธารณะบ้าง ข้างบ้านบ้าง หนองน้ำบ้างตามแต่จะมีให้ขโมย กล่าวเปิดตัวซะหรูที่แท้ก็โจรขโมยผักตบชวา (-_-!!!)

ว่ากันด้วยประวัติผักตบชวาก่อนเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
ก็อย่างที่เพื่อนๆ ทราบนั่นแหละครับผักตบชวามีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำอะเมซอน ประเทศบลาซิลในอเมริกาใต้ ผักตบชวานั้นอยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก อยู่ได้ทั้งน้ำไหลและชอบมากในน้ำนิ่ง เฮ้ย!! มันอยู่ได้หมดเลยนี่ ผักตบชวามีเอกลักษณ์เรื่องการขยายพันธุ์ที่รวดเร็วเพราะได้ทั้งขยายจากเมล็ดและการแตกหน่อ และจะโตไวเป็นพิเศษในหน้าฝน

ปัจจุบันเราคิดวิธีใช้ประโยชน์จากผักตบชวาได้น้อยเหลือเกินคงจะเหมือนขยะที่คิดอะไรไม่ออกก็เอาไปกองทิ้งไว้อย่างนั้นเพราะเท่าที่เห็นการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาก็เป็นเครื่องจักรสาน หรือทำเป็นสิ่งของตกแต่งบ้านแต่นั่นยังไม่สามารถลดจำนวนผักตบชวาไปได้เลย สิ่งของหลายอย่างในประเทศนี้ถูกทิ้งขว้างไปอย่างไร้คุณค่าไม่ว่าจะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลออกสู่อ่าวไทยโดยไร้ซึ่งประโยชน์อันใดนอกจากใช้ดันน้ำเค็มให้ไปห่าง ขยะถูกกองให้เป็นภูเขาในขณะที่หลายประเทศเห็นขยะเป็นขุมทรัพย์และแหล่งพลังงาน ไม่ใช่ว่าไม่มีเทคโนโลยีเพียงแต่เราไม่คิดจะทำมันอย่างจริงจังต่างหาก

ทุกวันนี้ผู้เขียนได้วัตถุดิบมาทำปุ๋ยหมักเพื่อนำมาใช้ในการเกษตรเป็นตันๆ โดยไม่ต้องลงทุนมาก อาจจะลงทุนด้วยหน้าตาทางสังคมบ้างเพราะต้องทนอายเก็บผักตบชวาข้างทาง (ไม่ค่อยมีหน้ามีตาอยู่แล้วให้มันหมดๆ ไปเถอะ) แล้วถ้าหากผู้เขียนนำปุ๋ยหมักนั้นมาขายตันละ 1,000 หละจะสามารถทำเงินได้เท่าไหร่? แถมผู้เขียนยังได้อาหารมาป้อนหมูน้อยได้อย่างไม่ขาดปากโดยไม่ต้องลงทุนมากอีกเช่นกัน และดูเหมือนหมูน้อยจะชอบเสียด้วยสิ -_-!!! อย่าให้กูคิดสูตรผักตบชวาผัดน้ำมันหอยได้นะมึง ไม่งั้นโดนแย่งแน่ (-__-!!!)

ทีนี้เพื่อนๆ เริ่มจะคิดออกบ้างรึยังครับว่าพอจะนำผักตบชวามาดัดแปลงทำอะไรได้บ้างให้เกิดประโยชน์
Useful01

Useful04

Useful02

Useful03



ได้ยินชื่อและคุณประโยชน์ของแหนแดงมานาน จนสุดท้ายต้องหามาขยายพันธุ์และทดลองใช้งานสำหรับทำปุ๋ยและอาหารสัตว์ และก็เป็นประโยชน์จริงๆ ที่ใช้ได้ในพืชและสัตว์อย่างที่กล่าวกัน

ประโยชน์สำหรับในพืชนั้นแหนแดงจัดได้ว่ามีธาตุไนโตรเจนสูง
ผลการวิเคราะห์ปริมาณธุาตอาหารของแหนแดง (%ต่อกรัมของน้ำหนักแห้ง)
– ไนโตรเจน 3.71 %
– ฟอสฟอรัส 0.25 %
– โปรแตสเซี่ยม 1.25 %
** ขอขอบคุณข้อมูลจากท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นันทกร บุญเกิด

ส่วนการใช้แหนแดงสำหรับเป็นอาหาสัตว์นั้นก็สามารถใช้ได้ทั้ง ปลา เป็ด สุกร (หมู อู๊ๆ) ไก่ และวัว (วัวนี่ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกินจุเกิน ท่านต้องใช้เป็นกิโลๆ เพื่อให้วัวแค่ตัวเดียว ไม่ไหวๆ เกือบหมดบ่อ (-___-!!!)) เพราะมีโปรตีนสูง เป็ดชอบมากกกกกก

Azolla copy

*** เห็นอย่างนี้เค้ามีหลายบ่อนะตะเอง (-_-!!!) ***

การขยายพันธุ์แหนแดงนั้นทำได้ง่ายๆ แค่ใส่ในภาชนะหรือสภาพแวดล้อมที่อยู่ในร่มรับแสงแดด 40 – 50% และน้ำนิ่งไม่เคลื่อนไหว หรือถ้าจะเคลื่อนไหวก็คงได้นิดหน่อย แหนแดงอาศัยเป็นกลุ่มแต่พอแตกกลุ่มแล้วจะตายหรือไม่สามารถแตกตัวขยายพันธุ์ได้ (เท่าที่ทดลองดูแหนแดงไม่สามารถอาศัยหรือขยายพันธุ์ได้ในสภาวะน้ำไหลหรือมีลมพัดแรง) และควรมีสารอาหารอยู่บ้างในน้ำบ้างโดยการใส่ปุ๋ยคอกเพราะแหนแดงจะชอบฟอสฟอรัสเป็นพิเศษเพื่อใช้ในการตรึงไนโตรเจน

สำหรับการใช้แหนแดงในนาข้าวนั้นผู้เขียนยังไม่ได้ทดลองแต่ก็พอจะหยิบยืมผลงานวิชาการมาจากท่านอื่นๆ ได้บ้าง ดังนี้
การใช้แหนแดงในนาข้าว :
1. เตรียมขยายพันธุ์แหนแดงในพื้นที่ 20 -25 ตาราง เมตร เพื่อใช้สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1 ไร่
2. รักษาระดับน้ำในน่าข้าวให้ลึก 5 – 10 เซนติเมตร
3. ใช้แหนแดงในอัตรา 50 – 100 กิโลกรัม/ไร่ ในวันที่ใส่แหนแดงควรมีการใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ (มูลไก่) ที่ให้ธาตุฟอสฟอรัสอัตรา 3 กิโลกรัม/ไร่
4. ใส่ปุ๋ยมูลสัตว์อีกครั้งเมื่อแหนแดงมีอายุ 7 – 10 วัน

แหนแดงต้องการธาตุอาหารหลักเหมือนพืชสีเขียวชนิดอื่นๆ ยกเว้นไนโตรเจน รวมทั้งต้องการธาตุอาหารรองในการเจริญเติบโตด้วยในดินนาทั่วไปฟอสฟอรัสมีความจำเป็นต่อแหนแดงมาก ถ้าปริมาณฟอสฟอรัสในดินต่ำเกินไป จะส่งผลให้การเจริญเติบโต และปริมาณการตรึงไนโตรเจนลดลง

ปริมาณไนโตรเจนที่ได้จากแหนแดงแต่ละช่วงอายุ
ลักษณะการใช้ ต่อ ปริมาณไนโตรเจน (กก./ไร่)
1. เลี้ยงก่อนปักดำข้าว 20 วัน แล้วไถกลบ = 9-17
2. เลี้ยงก่อนปักดำข้าว 30 วัน แล้วไถกลบ = 12-25
3. เลี้ยงพร้อมการปักดำข้าวให้เจริญในแปลงข้าว 20 วัน = 7-15
4. เลี้ยงพร้อมการปักดำข้าวให้เจริญในแปลงข้าว 30 วัน = 12-20

ข้อสังเกต :
1. น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงแหนแดง ระดับน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงไม่ควรสูงเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือ 10- 30 เซนติเมตร และแหนแดงจะตายเมื่อในนาขาดน้ำ
2. แหนแดงจะเจริญเติบโตได้ดีน้ำนิ่ง หรือมีกระแสน้ำไหลเป็นเวลาอย่างช้าๆ บริเวณคลื่นลมจัดจะทำให้แหนแดงแตกกระจายออกจากกัน ทำให้การเจริญเติบโต และการตรึงไนโตรเจนลดลงอย่างมาก
3. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae สามารถทำได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีไนโตรเจนต่ำ
4. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae จะมีค่าสูงสุดที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส และจะหยุดกระบวนการตรึงไนโตรเจนในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส

สำหรับผู้เขียนแล้วนับว่าแหนแดงเป็นพืชในอุดมคติเลยก็ว่าได้ ขยายพันธุ์ง่าย โตเร็ว มีประโยชน์ทั้งเป็นปุ๋ยพืชและเป็นอาหารสัตว์ และตอนนี้ผู้เขียนกำลังหัดขยายพันธุ์แหนแดงในปริมาณที่มากขึ้นสำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์ที่สวน และก็กำลังทดลองเปรียบเทียบการใช้แหนแดงเป็นอาหารสัตว์กับการใช้อาหารสัตว์ทั่วๆ ไปว่าจะมีผลอย่างไรและระยะเวลาเท่าไหร่ (ซึ่งจริงๆ แล้วก็สู้อาหารสัตว์สำเร็จรูปไม่ได้อยู่แล้วเพราะมีสารอาหารครบครันและฮอโมนท์ต่างๆ แต่เราไม่ต้องเสียค่าอาหารสัตว์เลยแม้แต่น้อย และที่อยากรู้ที่สุดคือต้องใช้ในปริมาณเท่าไหร่และระยะเวลาเท่าใดถึงจะได้ผลผลิตในปริมาณที่เทียบเคียงกันได้) ได้ผลยังไงจะมาเล่าสู่กันฟังครับ และสำหรับท่านที่อยากได้แหนแดงไปทดลองขยายพันธุ์ก็อดใจรออีกพักหนึ่งครับ คาดว่าคงจะขยายพันธุ์ได้มากพอที่จะแจกจ่ายให้เพื่อนๆ นำไปรับประทาน เอ้ย… นำไปขยายพันธุ์ (-__-!!!)

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน