Posts Tagged ‘อุดตัน’



หลังจากลงบทความไปได้ไม่ถึงชั่วโมงก็คิดไว้แล้วว่าต้องมีคำถามเรื่องราคาอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายตามมา ทำไมเล่นหวยไม่แม่นแบบนี้เนี่ยะ หุหุหุ -__-!!! จริงๆ แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายนี่พูดคุยลำบากพอสมควรเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คุณภาพของสินค้า ทำเลที่ตั้งของร้านค้า และความสะดวกต่อการซื้อหรือค่าขนส่งนั่นเอง บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่าสินค้าราคาถูกนั้นอยู่ไกลเหลือกเกินจะขับรถไปซื้อโดยตรงก็ไม่ไหวจนสุดท้ายก็ต้องซื้อร้านที่ใกล้ที่สุดถึงแม้ว่าจะราคาแพงก็ตามทีเพราะขนส่งสะดวกที่สุด นั่นแหละครับปัจจัยสำคัญที่สุดในการซื้อสินค้าทางการเกษตรโดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดใหญ่ยาวเกะกะเช่นพวกท่อ PVC หรือบ่อซีเมนต์ต่างๆ นาๆ เพราะฉนั้นราคาที่จะบอกต่อไปนี้จึงเป็นราคาคร่าวๆ พอได้แนวคิดและประมาณการ

Picture 386*** ขอตั้งชื่อภาพนี้หน่อยก็แล้วกันว่าเกะกะโคตร -__-!!! เห็นไหมว่าขนย้ายลำบาก หุหุหุ  ***

ท่อ PE หรือท่อที่ผลิตจากวัสดุโพลีเอทิลีน (HDPE) เป็นวัสดุที่เป็นลักษณะพลาสติกเนื้ออ่อนสามารถยืดหยุ่นได้หรือโค้งงอได้ ท่อ PE นั้นใช้กันอย่างแพร่หลายในกิจกรรมการประปาและส่วนเกี่ยวข้องเพราะความคงทนและการดัดแปลงหรือโค้งงอได้หลายรูปแบบเพื่อเหมาะสมในการทำงาน ท่อ PE เองนั้นมีหลายขนาดและหลายมาตรฐานแต่ที่จะพูดกันในที่นี้คือท่อ PE สำหรับการเกษตรซึ่งคุณภาพก็ลดหลั่นลงมาตามความเหมาะสมด้านราคาและการใช้งาน
ท่อ PE สำหรับการเกษตรขนาด 16 มม. (ยาว 200 เมตร) ราคาประมาณ 400 – 450 บาท
ท่อ PE สำหรับการเกษตรขนาด 20 มม. (ยาว 200 เมตร) ราคาประมาณ 490 – 520 บาท (ขนาดเท่ากับท่อ 4 หุน)
ท่อ PE สำหรับการเกษตรขนาด 25 มม. (ยาว 200 เมตร) ราคาประมาณ 800 – 850 บาท (ขนาดเท่ากับท่อ 6 หุน)
ท่อ PE สำหรับการเกษตรขนาด 32 มม. (ยาว 200 เมตร) ราคาประมาณ 1,000 – 1,100 บาท (ขนาดเท่ากับท่อ 1 นิ้ว)Picture 388

ข้อต่อ PE ราคาชิ้นละ 4 – 5 บาท อันเล็ก แต่บางทีก็มีประโยชน์และความจำเป็น

IMG_2710

ไส้ไก่หรือท่อย่อยราคาประมาณม้วนละ 100 – 150 บาท หนึ่งม้วนยาวประมาณ 100 เมตร

Picture 419

หัวจุ๊บ 2 ด้านราคาประมาณถุงละ 200 บาท ในหนึ่งถุงมีอยู่ 100 ตัว

Picture 422

มินิสปริงเกอร์สำหรับเป็นตัวกระจายน้ำให้พืช ซึ่งปกติแล้วจะขายเป็นถุง โดย 1 ถุงบรรจุด้วยมินิสปริงเกอร์จำนวน 100 ตัว ราคาประมาณ 200 – 220 บาทต่อถุง (หรือเฉลี่ย 2 – 2.2 บาทต่อชิ้น)

Picture 425

ขาเสียบมินิสปริงเกอร์ราคาชิ้นละ 1.5 – 2 บาท

Picture 421

หัวน้ำหยดมีหลายคุณภาพแต่ที่แนะนำก็เป็นลักษณะสีส้มเพราะแบบอื่นจะมีอยู่ 1 รูและมักจะมีปัญหาเรื่องการอุดตัน ส่วนเรื่องราคานั้นอยู่ที่ถุงละ 200 บาท ในหนึ่งถุงมีอยู่ 100 ชิ้น ราคาประมาณ 2 บาทต่อหัว

IMG_2727

จริงๆ รายละเอียดปลีกย่อยและอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ มีอีกเยอะแยะ เช่นท่อ PVC หรือข้อต่อต่างๆนาๆ ซึ่งจะนำมาเพิ่มเติมทีหลัง เพราะจำได้อยู่แค่นี้ หุหุหุ -__-!!!



จะว่าไปแล้วการวางระบบน้ำก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเกษตรกรแต่ละรายเพราะพื้นที่แต่ละแปลงก็มีความต่างทั้ง ขนาด สั้น ยาว ลึก ใกล้ ไกล โอ้ยสารพัดอย่าง จึงเป็นเรื่องยากที่จะสรุปหรือคิดแม่แบบออกมาให้ได้ใช้งานกันเป็นมาตรฐาน และประกอบทั้งผู้เขียนก็เป็นเพียงเกษตรกรมือสมัครเล่นก็คงได้แต่เล่าให้เพื่อนๆ ฟังได้เล็กน้อยตามแต่ประสบการณ์จะพอมี ซึ่งก็อาจจะตอบคำถามเพื่อนๆ ที่ถามไถ่มาได้ไม่ครบครันนัก

น้ำถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมากอย่างหนึ่งสำหรับการเกษตร ในอดีตนั้นสภาพอากาศไม่แปรปรวน ฝนตกต้องตามฤดูกาลประกอบกับธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ทำให้แหล่งน้ำต่างๆ มีอยู่มากมาย แต่ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมและธรรมชาติต่างๆ ได้เสื่อมถอยลงไปเป็นอันมากจนส่งผลให้ฝนฟ้าต่างๆ ไม่ตกต้องตามฤดูกาลหรือบางครั้งก็ถึงขั้นแปรปรวนทำให้การจัดการเรื่องน้ำสำหรับการเกษตรในยุคปัจจุบันมีความยากลำบากและสลับซับซ้อนมากขึ้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการทรัพยากรน้ำให้เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและประหยัดมากที่สุด และการใช้ระบบน้ำหยดและการให้น้ำแบบมินิสปริงเกอร์นี้ก็ถือว่าเป็นระบบการให้น้ำพืชที่น่าสนใจเพราะประหยัดที่สุดแล้วดีที่สุดในปัจจุบัน ส่วนในอนาคตนั้นไม่รู้ อิอิอิ ซึ่งหลักการให้น้ำในแบบของระบบน้ำหยดก็คือการให้ตรงจุดและให้ในปริมาณที่พอเหมาะที่พืชสามารถดึงไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดเพราะบางครั้งบางทีการให้น้ำพืชจำนวนมากก็ใช่ว่าพืชจะสามารถดึงไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดจึงจำต้องปล่อยให้ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ไหลลงไปในชั้นดินอย่างเปล่าประโยชน์

ลักษณะข้อดีของการให้น้ำพืชด้วยระบบมินิสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของ รัศมีน้ำที่เป็นวงกว้างครอบคลุมรัศมีประมาณ 1 – 1.20 เมตรจากตัวมินิสปริงเกอร์ทำให้ดินบริเวณนั้นหรือรากพืชที่อยู่ในรัศมีนั้น ได้รับน้ำและความชื้นอย่างทั่วถึง จึงเหมาะสำหรับพืชยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่และแปลงปลูกที่มีการจัดการวัชพืชใน รัศมีต้นพืชอย่างดีเพราะไม่เช่นนั้นแล้วหญ้าท่านจะงอกงามกว่าต้นพืชของท่าน -__-!!! ส่วนข้อเสียนั้นก็เป็นเรื่องของความสิ้นเปลืองที่มีปริมาณ 70 ลิตรต่อชั่วโมง (ต่อ 1 หัวมินิสปริงเกอร์) จึงจำเป็นที่จะต้องมีแหล่งน้ำที่พอเพียงสำหรับระบบนี้ และข้อเสียอีกข้อหนึ่งคือเรื่องการกำจัดวัชพืชที่ต้องทำอยู่เป็นประจำเพื่อ ให้ต้นพืชได้รับน้ำอย่างเต็มที่ ระบบนี้เป็นระบบการให้น้ำที่ผู้เขียนชอบที่สุดเพราะโดยส่วนตัวแล้วมีความ เชื่อว่าพืชนั้นต้องการน้ำในการดำรงชีวิตและรากพืชก็ต้องการความชื้นในดิน เพื่อจะขยายออกไปได้หากให้น้ำพืชแต่ดินยังแห้งแตกระแหงรากพืชก็คงไม่สามารถ ชอนไชขยายออกไปได้ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ ^_^ ท่านอื่นคิดเห็นอย่างไรแลกเปลี่ยนกันได้

วิธีติดตั้งระบบน้ำมินิสปริง เกอร์ (การติดตั้งระบบน้ำมินิสปริงเกอร์นั้นก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากไปกว่าการติด ตั้งระบบน้ำหยดเพียงแต่มีวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเข้าไปอีกหน่อย คือ ไส้ไก่ หัวจุ๊บสีดำ 2 ด้าน และขาเสียบมินิสปริงเกอร์)

Picture 419

Picture 422

Picture 421
1. หลังจากที่เดินท่อน้ำหลักด้วยท่อ PVC แล้วก็แยกย่อยด้วยท่อ PE ไปยังต้นพืชที่ต้องการ
2. เจาะรูบนท่อ PE สำหรับเสียบจุ๊บสีดำ

Mini Springer 001
3. เสียบจุ๊บสีดำเพื่อเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างท่อ PE ตัวมินิสปริงเกอร์ด้วยไส้ไก่

Mini Springer 002

Mini Springer 003

Mini Springer 004
4. จัดเตรียมชุดมินิสปริงเกอร์ด้วยการเสียบขาและตรวจดูขั้วจุ๊บสีดำที่ติดมากับมินิสปริงเกอร์ให้พร้อม

Mini Springer 005

Mini Springer 006

Mini Springer 007
5. เสียบไส้ไก่หรือท่อเล็กเพื่อเชื่อมต่อเส้นน้ำมายังตัวมินิสปริงเกอร์แล้วนำไปปักดินในบริเวณที่ต้องการให้น้ำพืชก็เป็นอันเรียบร้อย

Mini Springer 008

Mini Springer 009

————-

ลักษณะข้อดีของการให้น้ำพืชด้วยระบบน้ำหยดนั้นก็คือความประหยัดด้วยการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะให้น้ำพืชในปริมาณที่พอเหมาะและตรงจุดหรือบริเวณที่พืชต้องการ ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีส่วนวัชพืชที่ไม่ต้องการให้เจริญเติบโตนั้นก็จะขาดแคลนน้ำไปตามสภาพ เหมาะสำหรับพืชต้นเล็กถึงปานกลางหรือเกษตรกรบางรายก็ดัดแปลงทำเป็นวงกลมแล้วปล่อยน้ำหยดหลายจุดให้กับพืชต้นเดียวสำหรับพืชยืนต้นที่มีลำต้นใหญ่และรัศมีรากกว้าง ส่วนข้อเสียของระบบน้ำหยดนั้นก็คงจะเป็นเรื่องของการกรองน้ำที่จะต้องติดตั้งระบบกรองเพื่อป้องกันสิ่งอุดตันและต้องทำความสะอาดหรือเปลี่ยนไส้กรองอยู่เรื่อยๆ

วิธีติดตั้งระบบน้ำหยด
1. หลังจากเดินท่อหลักซึ่งโดยส่วนใหญ่ใช้ท่อ PVC จากตัวปั๊มเรียบร้อยแล้ว (การเดินท่อ PVC นั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และแปลงปลูกแต่ละท่านซึ่งมีความเฉพาะตัวสูงไม่สามารถสรุปได้โดยง่าย) ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการแยกท่อย่อยสู่บริเวรที่ปลูกพืชซึ่งท่อย่อยนี้ก็จะเป็นท่อ PE ที่เป็นท่อพลาสติกอ่อนสีดำสามารถโค้งหรืองอได้

002

2. เจาะรูบนท่อ PE ขนาดพอประมาณ ซึ่งปกติจะมีตัวเจาะโดยเฉพาะราคาประมาณ 30 – 40 บาท สามารถหาได้ทั่วไปตามร้านค้าอุปกรณ์การเกษตร แต่หากไม่มีก็สามารถเจาะได้ง่ายๆ ด้วยอุปกรณ์แหลมคมทั่วๆ ไป เช่น ไขควง มีด หรือคัตเตอร์

001

2. ติดตั้งหัวน้ำหยดเข้าไปโดยตรงกับท่อ PE หากบริเวณที่ต้องการให้น้ำอยู่ในเส้นทางของท่อ PE

003

004

2.1 หรือหากบริเวณที่ต้องการให้น้ำอยู่ห่างจากเส้นทางของท่อ PE ก็สามารถใช้ไส้ไก่หรือท่อย่อยต่อขยายออกไปได้โดยอาจจะต้องเพิ่มอุปกรณ์เข้าไปอีกเล็กน้อยคือไส้ไก่ตามความยาวที่ต้องการและจุ๊บดำอีก 1 ตัวต่อไส้ไก่ 1 สายเพื่อเป็นตัวเชื่อมเส้นน้ำระหว่างท่อ PE ส่วนไส้ไก่ส่วนปลายอีกด้านนั้นก็สามารถสวมเข้ากับหัวน้ำหยดได้เลย

3. ปรับระดับความแรงข้องหัวน้ำหยดให้เป็นไปตามที่ต้องการและลักษณะความต้องการของพืชชนิดนั้นๆ ความพิเศษของหัวน้ำหยดคือการปรับระดับความแรงได้หลายระดับตามใจชอบตั้งแต่หยดน้ำช้าๆ ไปจนถึงไหลเป็นทาง และหากจะใช้ระบบน้ำหยดแบบเต็มรูปแบบนั้นควรจะมีอุปกรณ์กรองน้ำติดตั้งอยู่บริเวณท่อหลักที่ออกมาจากปั๊มน้ำด้วยเพราะจะช่วยลดปัญหาการอุดตันบริเวณปลายหัวน้ำหยด

005

006

007

 

บทความนี้ยาวไปหน่อยช่วยทนๆ อ่านหน่อยละกัน หุหุหุ -__-!!!

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน