Posts Tagged ‘เกษตรกร’



คำถามโลกแตกมาแต่เช้าเลยวันนี้ -__-!!! สาเหตุที่ต้องยกมาพูดก็เพราะว่าไม่รู้องค์ไหนลงเทพไหนมาจุติจึงมาสิงสถิตเพื่อนเกษตรเราหลายท่านให้ส่งคำถามเหมือนกันมาในช่วงเวลาเดี๋ยวกัน นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะยกมาพูด

 

การกู้ ธกส ก็เรื่องหนึ่งซึ่งต้องปฏิบัติตามกติกาที่ถูกวางไว้แต่ต้องเข้าใจว่าช่วงนี้เสี่ย ธ เค้าเป็นโรคทรัพย์จางจากโครงการเลี้ยงปู เลยทำให้เฮียเครียด หน้ามืดบ้าง คลั่งบ้าง เฮี้ยนบ้างอะไรบ้าง บางทีก็ชักหน้าไม่ถึงหลังเลยต้องมีระบบต้องกันตัวด้วยการเข้มงวดในการปล่อยกู้และจำนวนสมาชิกหรือแม้แต่จำนวนสินเชื่อที่ปล่อยออกมา ซึ่งมึงก็ควรจะเข้มงวดมาตั้งนานแล้ว!!! ทีอาเสี่ยไปขอกู้หละที่ดินเท่าแมวดิ้นตายดันให้เงินเป็นโอ่ง ทีป้าใสข้างบ้านไปกู้ใช้โฉนดเป็นปึกยังได้ตังมานิดเดียว -___-!!! อันนี้แซวเล่นนะแต่เสือกเป็นเรื่องจริง วะ ฮ่ะๆ

 

ดอกดีไหม! (จะดอกเบี้ยรึดอกทองก็หยาบคายทั้งคู่ ฮ่ะๆ)

 

มาว่ากันต่อด้วยเรื่องที่เราพอจะควบคุมกันได้ดีกว่าเนอะ!

 

ไม่เข้าใจว่าทำไมแค่เลี้ยงปลายังต้องไปขอกู้ ธกส ด้วย! หรือว่าพ่อแม่พันธุ์ปลาเจอภาษีมูลค่าเพิ่มจนตัวละเป็นแสนเหมือนราคาประมูลภาครัฐ ก็ไม่น่าจะใช่! หรือคิดจะเลี้ยงปลามังกรไว้ผลิตอาหารแมว -__-!!!

 

บางครั้งบางทีธุรกิจบางอย่างก็ควรจะเริ่มต้นด้วยขนาดเล็กๆ ก่อนเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเลี้ยงปลาและศึกษาตลาด ศึกษาต้นทุนและศึกษาความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง เช่น ต้นทุนการเลี้ยง อัตราการเจริญเติบโต นิสัยการบริโภคซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากเพราะแต่ละตลาดต้องการขนาดปลาที่ไม่เหมือนกัน หากจะส่งปลาขายให้ร้านอาหารก็ขนาดหนึ่ง ส่งตลาดสดก็อีกขนาดหนึ่งหรือส่งโรงแรมก็อีกขนาดหนึ่ง ไม่รู้ว่าท่านผู้อ่านจะเชื่อไหมว่าหากเราเลี้ยงปลาบ่อเท่ากัน ขนาดลูกปลาเท่ากัน อาหารเหมือนกัน เหมือนกันทุกเงื่อนไขรวมทั้งหน้าตาคนให้อาหารเหมือนกันด้วยเอ้า! แต่บ่อหนึ่งอยู่ที่เชียงใหม่และอีกบ่อหนึ่งอยู่ที่สุพรรณบุรีผลการเจริญเติบโตออกมาจะไม่เท่ากันเพราะน้ำที่เชียงใหม่จะมีแร่ธาตุจากดินและสภาพอากาศเย็นสลับอุ่นทำให้ปลาโตช้ากว่าปลาที่เลี้ยงที่สุพรรณบุรี

 

และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราไปกู้เงินมาลงทุนขนานใหญ่แต่ไม่ได้ศึกษาตลาดจนทำให้ขายปลาไม่ได้ตามราคาหรือขนาดที่คาดหวังไว้และปลาก็กินทุกวันๆ โดยไม่สนใจว่าเจ้านายมันเสียค่าอาหารเท่าไหร่ จำนวนปลามากก็ใช่ว่าจะขายได้ง่ายๆ หากไม่จองตลาดเพื่อรองรับ ดอกเบี้ยจากการกู้ก็ไล่มาเป็นเงาตามตัวคงจะปวดใจหน้าดู

 

และจะดีกว่าไหมหากเราจะเลี้ยงปลาจำนวนน้อยๆ ก่อนเพื่อฝึกฝนและศึกษาตลาด หากประสบความสำเร็จงดงามค่อยขยายขนาดกันต่อไปก็ไม่สาย หากคิดจะเลี้ยงปลาจริงๆ หละก็เงินทุนแค่ 1,500 – 2,000 ก็เลี้ยงได้แล้วหละครับ (อันนี้หรูแล้วนะ เพราะผู้เขี้ยนเริ่มเลี้ยงปลาด้วยเงินทุนแค่ 500 (ค่าบ่อซีเมนต์) + 80 (ค่าพันธุ์ปลา) + 200 (ค่าอาหารซึ่งหลังๆ ประชดด้วยการทำเอง) ขายครั้งแรกก็ลำบากนิดหนึ่งเพราะต้องไปเสนอขายแม่ค้าแต่หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นที่รู้จักของแม่ค้าและเพื่อนบ้านจนเดี๋ยวนี้ไม่อยากเจอหน้าใครอยากมุดอยู่ในหลืบเพราะปลาไม่พอส่งจนต้องเพิ่มจำนวนบ่อขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ

 

Fish pools

*** เห็นไหม แค่นี้ก็เลี้ยงปลาได้แล้ว ใช้เงินทุนไม่เยอะ ไม่เห้นจำเป็นต้องบากหน้าไปกู้ให้เหนื่อยเลย ***

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***

*** หรือจะเลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์เหมือนผู้เขียนก็ได้ ใช้ทุนไม่เยอะ ***

Tilapia fish - Azolla-003

ทดลองเลี้ยงปลานิลด้วยแหนแดงในวงบ่อซีเมนต์ ตอนที่ 2 ปล่อยปลานิลในบ่อเลี้ยงแหนแดง

สำคัญที่สุดอยากจะบอกเหลือกเกินว่านิสัยธนาคารยังไงก็เป็นธนาคารอยู่วันยังค่ำ ต่อให้เป็น ธกส ก็เถอะก็มักจะเชื่อตัวเลข เชื่อในสิ่งที่เห็นหรืออนุมัติสินเชื่อให้กับธุรกิจหรือโครงการเกษตรที่เริ่มไปแล้วเพราะมีความน่าเชื่อถือกว่าและมีการดำเนินการจริง มากกว่าปล่อยกู้ให้กับใครก็ไม่รู้ที่มีแค่เอกสารหรือคำพูดลอยๆว่าจะทำอย่างนี้จะทำอย่างนั้น ความน่าเชื่อถือมันต่างกันครับระหว่างคนที่เริ่มทำไปแล้วกับคนที่กำลังจะทำ ลองนึกภาพว่าเราเป็นคนปล่อยกู้สิเราจะให้ใครหละระหว่างคนที่ดีแต่พูดเพ้อฝันถึงโครงการในอนาคตกับคนที่เริ่มเลี้ยงปลาไปแล้วแต่บ่อเล็ก เราคิดยังไงธนาคารก็คิดแบบนั้นครับเพราะธนาคารเป็นพ่อค้าเงิน

 

ร้อยละ 70 ของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในด้านการเกษตรคือกลุ่มคนที่เริ่มมาจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยขยายตัวไปเรื่อยๆ ครับ เพราะเมื่อไหร่ที่ท่านเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วประสบความสำเร็จแล้วก้าวต่อไปในจุดที่ใหญ่กว่าท่านจะรู้ว่าเงินทุนเป็นสิ่งจำเป็นน้อยกว่าการตลาดครับ และการกู้เงินก็อาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้เมื่อวงจรธุรกิจของท่านเริ่มเดินอย่างมีประสิทธิภาพจากจุดเล็กๆ  (ซึ่งควบคุมง่ายกว่าเยอะ)

 

หากคิดจะกู้ ธกส หรือธนาคารใดก็แล้วแต่ให้สำเร็จจริงๆ ก็อยากจะแนะนำให้เริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวท่านและสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนาคารว่า “เฮ้ย! ไอ่นี่มันเอาจริงว่ะ เงินชั้นไม่ปลิวหายไปกับสายลมแน่ -__-!!!”

 

แต่โดยส่วนตัวแล้วไม่อยากให้กู้เลยเพื่อนเอ๋ย!

ขอให้โชคดีสมหวังในจริงที่ตั้งใจครับ

 

เอะ! สำนวนการเขียนดัดจริตแบบนี้เราได้แต่ใดมา ผู้เขียนว่าคนที่องค์ลงไม่ใช่เพื่อนๆ ที่ถามเข้ามาแล้วหละ สงสัยจะเป็นผู้เขียนเสียเอง!

(หนูไม่รู้ หนูเมา!)



แตงกวานับเป็นพืชล้มลุกอีกอย่างหนึ่งที่อยากแนะนำให้ปลูกเป็นพืชเสริมเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างเราๆ เพราะราคาดีมีความต้องการจากตลาด ทั้งสำหรับทานสดและเป็นส่วนประกอบของอาหาร แถมยังใช้พื้นที่ในการปลูกน้อยหรือปลูกปนไปกับพืชหลักก็ได้ไม่ว่ากันและแม้ว่าจะดูรกรุงรังเพราะใบปกคลุมไปทั่ว แต่จริงๆ แล้วบริเวณต้นหรือบริเวณที่รากหยั่งลงดินก็มีเพียงบริเวณเล็กๆ อาจจะทำค้างให้เลื้อยหรือไม่ก็ได้ซึ่งก็แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ โดยส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นปลูกแค่เป็นรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ แปลงเล็ก 2 แปลงแต่ก็ยังไม่เคยปลูกเป็นพืชหลักหรือปลูกจำนวนเยอะๆ เพราะแตงกวานั้นเป็นพืชล้มลุกอายุสั้นที่โตเร็วมากชนิดข้ามคืนและอายุสั้น ที่สำคัญเมล็ดพันธุ์มีราคาค่อนข้างแพง ผู้เขียนจึงไม่แนะนำเกษตรกรที่ไม่มีประสบการณ์หรือพึ่งเริ่มต้นทำการปลูกแตงกวาแบบเป็นอาชีพหลักหรือพืชหลักในสวนหรือไม่แล้วก็ควรจะศึกษาหาความรู้ให้ดีเสียก่อน ขออภัยหากผู้เขียนตอบคำถามได้ไม่ดีนักเพราะไม่ค่อยมีประสบการณ์การปลูกแตงกวาเท่าไหร่ก็คงตอบเท่าที่พอรู้

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้เจอกับตัวเองคือเรื่องปัญหาด้านแรงงานที่เก็บไม่ทันช่วงขนาดแตงกวาที่พอดีกับความต้องการของตลาด แค่ชั่วข้ามคืนก็อาจจะได้ขนาดที่ต่างกัน ทำให้แตงกวาโตหรือแก่เกินพอดีเลยส่งผลให้ราคาตกหรือหากแก่เกินแกงก็จะขายไม่ได้เลย เศร้า -__-!!!  แตงกวาอ่อนราคาดีที่สุด รองลงมาคือแตงกวาขนาดกลางและที่ถูกที่สุดคือแตงกวาใหญ่หรือแก่ แถมแตงกวาก็ยังเป็นพืชที่ขี้โรคต้องการการเอาใจใส่อย่างดี ทั้งเรื่องปุ๋ย น้ำและการกำจัดหนอน แมลง ศัตรูพืช โดยเฉพาะประเภทแมลงวันทองหรือแมลงวางไข่ที่มักจะสร้างความเสียหายให้กับแตงกวาเสมอ แถมยังเชื้อราต่างๆจากดินที่มักจะส่งผลให้แตงกวาที่นอนอยู่กับดินเสียหายได้ หากท่านใช้สารสกัดจากธรรมชาติก็ต้องฉีดกันบ่อยหน่อยเพราะแมลงศัตรูพืชของแตงกวาชอบดื้อยา -__-!!!

Cucumber

** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตครับ **



ปัจจุบันความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในภาคการเกษตรนั้นมีมากแต่กำลังการผลิตหรือการเพาะปลูกในประเทศมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงมีการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านจากลาวและเขมร ซึ่งล่าสุดก็ได้มีการอนุมัตินำเข้าเป็นปริมาณกว่า 54700 ตันจากประเทศเพื่อนบ้านเรา และเพื่อเป็นการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดและแปรรูปข้าวโพดให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทาง ธกส (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) จึงมีนโยบายปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการลงทุนเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

 

วัตถุประสงค์

1. เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เป้าหมาย ได้กู้เงินเพื่อการผลิตอย่างเพียงพอต่อความต้องการใช้ และอัตราดอกเบี้ยต่ำ

2.  เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานตรงความต้องการของตลาด ควบคู่กับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต โดยการให้ความรู้ด้านการผลิต และการจัดการผลผลิตแก่ลูกค้าในโครงการ

 

คุณสมบัติผู้กู้

เป็นลูกค้าตามข้อบังคับฉบับที่ 44 ประจำสาขาที่เพาะปลูกข้าวโพด

 

อัตราดอกเบี้ย

กำหนดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR

 

เงื่อนไข

1. พื้นที่ดำเนินการ  พื้นที่ 20 จังหวัด คือ

เพชรบูรณ์, นครราชสีมา, ตาก, เลย,น่าน, เชียงราย, นครสวรรค์,ลพบุรี, พิษณุโลก, พะเยา, สระแก้ว, สระบุรี อุทัยธานี, แพร่, กำแพงเพชร, เชียงใหม่, อุตรดิตถ์, ลำพูน, ชัยภูมิ และสุโขทัย

2. กำหนดระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้กรณีค่าใช้จ่ายหมุนเวียนไม่เกิน 12 เดือน กรณีเงินลงทุนไม่เกิน 15 ปี

 

หลักประกันเงินกู้

การกำหนดหลักประกันเงินกู้ ให้ถือปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติปกติของธนาคาร กรณีวัตถุประสงค์การกู้เงินเพื่อเป็นค่าลงทุน โดยจำนองที่ดินเป็นประกันผ่อนผัน ให้ใช้หลักประกันจำนองที่ดินพร้อม   สิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักรอุปกรณ์ ค้ำประกันเงินกู้ได้ไม่เกินหนึ่งเท่าของราคาประเมินวงเงินตามสัญญาจำนอง

IMG_3303



อากาศดีๆ แบบนี้มาคุยกันเรื่องบัตรเครดิตเกษตรกรดีกว่า หุหุหุ

อย่างที่ท่านผู้อ่านทราบกันดีว่ารัฐบาลมีนโยบายจัดทำบัตรเครดิตให้เกษตรกรเพื่อใช้เป็นทุนหรือเพิ่มสภาพคล่องในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อกิจกรรมทางการเกษตร

 

ส่วนเงื่อนไขและข้อตกลงของบัตรสินเชื่อเกษตรกรนั้นได้แก่

 

1. บัตรเครดิตเกษตรกรนี้ไม่สามารถกดเป็นเงินสดได้

 

2. ใช้ซื้อปัจจัยการผลิตโดยไม่ต้องจ่ายเงินสด เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ยใส่นาข้าว และยากำจัดศัตรูพืชในนาข้าวเป็นต้น แต่เดิมนั้นการใช้บัตรนี้จำกัดความแค่ชาวนาแต่ปัจจุบันได้ขยายความครอบคลุมไปสู้อาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรด้วย เช่น ชาวสวนยางพารา ชาวไร่อ้อย ชาวไร่มันสำปะและชาวสวนหลังเป็นต้น

 

3. ใช้ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่ไม่เกินวงเงินที่กำหนด ซึ่งแต่ละรายจะมีวงเงินที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสาขาอาชีพ กระแสเงินสดในบัญชี และความเหมาะสมของผู้ถือบัตร

 

3. สามารถใช้บัตรเครดิตเกษตรกรนี้ซื้อสินค้าทางการเกษตรและอุปกรณ์ทางการเกษตรต่างๆ ได้กับร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนกับ ธกส ในจังหวัดนั้นและร้านที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็ใช้ไม่ได้ อิอิอิ

ปลอดดอกเบี้ย 30 วันแรกเมื่อใช้บัตรแต่ละครั้งและจะปิดยอดทุกๆ วันที่ 30 ธันวาคมของทุกปีโดยนำสมุดเหลือง และบัตรประชาชนติดต่อขอรับบัตรได้ที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ท่านสังกัดอยู่

*** ตามความเห็นส่วนตัวนั้นบัตรเครดิตเกษตรกรนั้นคล้ายกับสินเชื่อเพื่อการเกษตรที่ทาง ธกส เคยมีโดยจะโอนเงินเข้าบัญชีให้กับเกษตรกรแล้วไปจัดซื้อจัดหากันเองตามอัธยาศัยก็ปรากฏว่ามีการใช้จ่ายกันอย่างผิดจุดประสงค์ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการชำระหนี้และกระแสเงินที่ไหลไปทางอื่น เห็นว่าไหลลงไปในขวด อิอิอิ -__-!!! ทาง ธกส ก็เลยออกมาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยยังคงการให้สินเชื่อกับเพื่อเป็นทุนกับเกษตรกรอยู่เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้นเอง นับว่าเป็นนวัฒกรรมทางสินเชื่อของ ธกส ก็ว่าได้และก็หวังว่าจะแก้ปัญหาการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของเกษตรกรได้ ***

Credit Card*** ขอขอบคุณรูปภาพจากทาง ธกส ครับ ***



อ่านข่าวเพื่อเตรียมตัวรับมือกับภัยแล้งปี 2556 ซึ่งต่อไปในอนาคตก็จะเป็นสิ่งที่แวะเวียนมาหาเราทุกปี หน้าฝนก็เจอภัยน้ำท้วม หน้าร้อนก็เจอภัยแล้งคงจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงกันไม่ได้เสียแล้ว

อ่านไปอ่านมาจนสะดุดอยู่ข้อความหนึ่งที่ว่า

“จุด จุด จุด (ก็ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเรานั่นแหละ) แนะให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชทนแล้งได้ดี เช่น ดอกดาวเรือง ผักหวาน กระเจี๊ยบแดง มันฝรั่ง หรือพืชยืนต้น อย่างเช่น ไผ่ เป็นต้น”

บ้านเราแปลกอยู่อย่างคือผู้มีความรู้เป็นใหญ่เป็นโตมักไม่เคยเป็นชาวนา และชาวนาไม่เคยเป็นใหญ่เป็นโต ซึ่งก็เป็นแต่การเปรียบเปรยไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นซะเลยทีเดียวก็คงจะหมายถึงการที่ไม่มีองค์ประกอบครบทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัตินั่นเอง

Picture 031

ครั้งหนึ่งรัฐฯเคยประกาศภาวะภัยแล้ง ห้ามชาวปลูกข้าวนาปรังเพราะไม่มีน้ำเพื่อการเกษตรเพียงพอและกลัวจะกระทบกับปริมาณการใช้น้ำดิบเพื่อผลิตเป็นน้ำประปา ผลก็คือชาวนาก็ยังปลูกข้าวเหมือนเดิมเพราะ!! ไม่รู้จะปลูกอะไร!! ไม่มีใครแนะนำว่าควรจะปลูกอะไรถึงจะดี สุดท้ายก็เกิดการแย่งชิงน้ำถึงขนาดยิงกันตายออกข่าวหนังสือพิมพ์

แล้วก็มาอีกครั้งหนึ่งที่รัฐฯ ประกาศภาวะภัยแล้ง แต่คราวนี้ดีหน่อยที่แนะนำชนิดพืชที่ควรปลูกมาบ้างแต่ก็ควรทำการบ้านมามากกว่านี้เพราะพืชแต่ละชนิดที่แนะนำนี่มันสุดจะทนจริงๆ แล้วปลูกเสร็จจะเอาไปขายให้ใครหละ พืชที่แนะนำก็ไม่ถนัดทั้งนั้น ผลสุดท้ายชาวนาก็ปลูกข้าวเหมือนเดิมคราวนี้ถึงขั้นซื้อน้ำทำนา

และก็มาครั้งนี้ที่รัฐฯ กำลังจะประกาศภาวะภัยแล้ง แล้วก็แนะนำพืชที่ควรปลูกแต่ก็ไม่เคยที่จะแนะนำตลาดให้กับเกษตรกร หรือหาคำตอบให้เกษตรว่าปลูกแล้วขายให้ใคร คงไม่ต้องถึงกับรับจำนำข้าวแบบที่เห็นๆ กันอยู่ในปัจจุบัน แต่แค่ดำเนินการจัดแจงเอกชนให้มาพบกับเกษตรกรก็เท่านั้น แล้วที่เหลือพวกเขาก็คุยกันเองได้ เพราะนิสัยที่ขาดการชี้นำเชิงนโยบายจากภาครัฐฯ จึงทำให้ภาคการเกษตรมีปัญหาเรื่องการตลาดมาหลายต่อหลายครั้ง อย่าคิดเองสิว่าให้เกษตรกรหาตลาดเองหรือขายเองเพราะถ้าทำได้แบบนั้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีภาครัฐฯแล้ว จริงไหม!!!



การเกษตรในปัจจุบันต่างไปจากอดีตพอสมควร ที่เน้นเพื่อการดำรงชีพเป็นหลักมาสู่การผลิตเชิงการค้าหรือจำนวนที่มากขึ้นโดยใช้เครื่องจักรเข้ามาแทนที่กำลังคน เพราะได้ประสิทธิผลที่มากกว่าและกำลังคนที่จะใช้ในภาคเกษตรกรรมก็หายากด้วยเช่นกัน (สงสัยคนหนุ่มสาววัยทำงานคงจะเข้าเมืองกันหมดเพราะไม่ชอบงานด้านการเกษตรที่ดูแล้วเหนื่อย และไม่มีความมั่นคงซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาคิดแบบนั้นเพราะมันก็คือความเป็นจริงในประเทศนี้)

 

หากเป็นต่างประเทศในยุโรปหรืออเมริกาคงไม่เป็นปัญหาเพราะเทคโนโลยีสามารถทดแทนกำลังคนได้เนื่องจากมีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและวิชาการเป็นของตนเองจึงง่ายที่จะพัฒนา แต่สำหรับประเทศไทยแล้วดูจะเป็นปัญหาเพราะวิชาการและเทคโนโลยียังจำกัดอยู่ในวงแคบและเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ดีเท่าที่ควรหรือต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงแสนแพง เช่นรถเกี่ยวข้าว ท่านผู้อ่านนึกออกไหมว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่เพื่อจะได้เทคโนโลยีแบบนี้มาใช้ (1 ล้านกว่าบาทสำหรับรถเกี่ยวข้าวและอีก 1 ล้านกว่าบาทสำหรับรถบรรทุกรถเกี่ยวข้าว) เป็นยังไงหละประเทศเกษตรกรรมที่มีวิทยาลัยเทคโนโลยีอยู่เกือบทุกจังหวัด และวิทยาลัยเกษตรอยู่หลายสิบแห่ง  ช่วยอะไรได้บ้างหละ รถเกี่ยวข้าวที่เห็นวิ่งๆ กันในปัจจุบันนี้โครงสร้างและระบบการทำงานยังเป็นแบบที่เหมาะสมกับภูมิประเทศอมเริการครับที่เป็นพื้นราบโล่งกว้าง ซึ่งมันคนละอย่างกับพื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เรานำเข้าเทคโนโลยีนี้มาหลายสิบปีแต่แทบจะไม่มีการลอกเลียนแบบ ปรับปรุง หรือพัฒนาต่อยอดจากต้นฉบับเลย นี่ตัวอย่างแค่เรื่องเดียวนะเนี่ยะ

machine

ปล* ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต

ที่น่าคิดก็คือถ้าเป็นประเทศอื่นหละ เค้าจะแก้ปัญหายังไง เคยได้ข่าวที่จีนซื้อรถไฟฟ้ามาจากเยอรมันแล้วเรียกวิศวกรกับฝ่ายเทคนิคหลายร้อยคนมาดูการแกะชิ้นส่วนกันไหม ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นจีนมีเทคโนโลยีรถไฟฟ้าเป็นของตนเอง ไงหละ น่าคิดไหม แล้วเราทำอะไรกันอยู่

 

ด้วยความที่เทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ขยายไปได้ไม่ทั่วถึงทำให้เกิดเป็นเหมือนสูญญากาศในภาคการเกษตรที่ดูแล้วจะพัฒนาก็ไม่เชิงจะแบบดั่งเดิมก็ไม่ใช่ สุดท้ายก็ผสมๆ กันไปแบบบ้านๆกันไปตามมีตามเกิด เรื่องนี้จะโทษผู้ใช้งานอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะเกี่ยวเนื่องกับภาควิชาการและเทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนเกินกว่าเกษตรกรรายย่อยทั่วๆ ไปจะเข้าถึงก็ต้องโทษแต่ฝ่ายรัฐที่มีสิทธิ์ อำนาจ งบประมาณและศักยภาพที่จะทำได้แต่ไม่เคยคิดจะทำ

 

แต่ก็อย่างว่าหละนะ  เอาอะไรมากมายกับประเทศที่เปลี่ยนรัฐมนตรีทุกๆ 1 ปี 2 เดือนหละ

เป็นอะไรเนอะ  วันนี้ บ่นแต่เช้า (หุหุหุ  มีบล็อคเป็นของตัวเองก็ดีแบบนี้แหละ)



น่าอายจัง ทำบลอคบทความเกษตรแต่กลับมีแต่เรื่องที่ดินซะส่วนใหญ่ หุ หุ หุ แต่ก็อย่างว่าแหละนะ ถ้าไม่มีที่ดินการเกษตรก็ไม่บังเกิดเพราะเป็นเรื่องสัมพันธุ์กัน

 หลังตรวจงานที่สวนผลไม้ของญาติที่ผู้เขียนช่วยวางผังและระบบน้ำให้เสร็จก็พอจะมีเวลาเดินดูรอบๆ สวนเที่ยวชมภูมิประเทศรอบๆ เดินเล่นในหมู่บ้านอย่างตื่นตากับผู้คนกลุ่มใหม่ๆ วิวทิวทัศน์แปลกตาตามประสาคนต่างพื้นที่ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่ก็มากพอจะสังเกตเห็นว่าพื้นที่การเกษตรแถวนี้เต็มไปด้วยพืชเศรษฐกิจ เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ที่เข้ามาแทนที่พืชผักสวนผลไม้ประจำถิ่น และน่าแปลกใจอย่างยิ่งกับเสียงพูดคุยสนทนาที่มีแต่เรื่องปัญหาราคาตกต่ำของยางพาราและปาล์มน้ำมันไปทั่วตลาด

 ไม่แน่ใจว่าพี่น้องชาวเกษตรกรของเรานั้นเข้าใจหลักเศษฐกิจแบบพอเพียงมากน้อยแค่ไหนเพราะมีเพียงไม่กี่ท่านที่นำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ทั้งๆที่มีวิชาการด้านเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น การประชาสัมพันธุ์ล้นบ้านล้นเมืองแต่ก็ยังมีเกษตรกรไม่น้อยที่ยังปลูกพืชตามกระแส แห่กันไปปลูกพืชเศรษฐกิจกันแบบไม่คิดหน้าคิดหลังเพราะเห็นว่ารายได้งามทั้งๆ ที่ความเหมาะสมด้านการตลาด สภาพแวดล้อมอาจจะไม่มีเลยก็ได้  และสุดท้ายแล้วไม่ว่าอะไรก็ตามเมื่อมากกว่าความต้องการหรือการบริโภคแล้วราคาจะตกต่ำอย่างน่าใจหายและยิ่งเป็นพืชผลทางการเกษตรที่มีความเสื่อมสูงอยู่แล้วยิ่งไปกันใหญ่ เช่นว่าหักป่าถางดินแห่กันปลูกปาล์มน้ำมันโดยที่ไม่ได้ศึกษากันก่อนเลยว่าปาล์มน้ำมันนั้นเมื่อตัดแล้วต้องส่งโรงหีบถายใน 24 ชั่วโมงถ้าไม่แล้วความเป็นกรดในผลปาล์มจะสูงขึ้นแล้วจะถูกโรงหีบปาล์มกดราคาอย่างหนัก หรือโค่นต้นมะม่วงแล้วแห่กันปลูกยางพาราโดยที่ไม่ได้ศึกษาดินและสภาพอากาศก่อนจนท้ายที่สุดแล้วผลผลิตไม่ได้อย่างที่คาดหวัง จะว่าไปแล้วจะตำหนิติเตียนชาวบ้านเสียทีเดียวก็ไม่ถูกนักเพราะหากมีการวางแผนการจัดการ วางโครงร่างการตลาดจากหน่วยงานของรัฐที่มองเห็นภาพรวมได้ดีกว่า และมองได้มุมกว้างกว่าชาวบ้านที่ถนัดงานด้านเพาะปลูก สถานการณ์คงจะดีกว่านี้ หากแต่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยหรือเกิดขึ้นน้อยมากในบางพื้นที่ของประเทศนี้จนพี่น้องชาวเกษตรที่เหลือต้องดิ้นรนขวนขวายเห่อแหนไปปลูกพืชกันตามกระแสจนบางครั้งตกเป็นเหยื่อของพ่อค้าไร้จรรยาบรรณที่หลอกขายต้นพันธุ์ หลอกขายปุ๋ย หลอกขายยาฆ่าแมลง จนบางครั้งทำให้เกิดความรู้สึกว่าการมีภาครัฐกับไม่มีภาครัฐอาจจะให้สถานการณ์ไม่ต่างกันเพราะประชาชนต้องช่วยเหลือตนเองตลอดในขณะที่ภาครัฐมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับตำแหน่งของตนเอง จนลืมหน้าที่ไป เฮ้ออออออ ถอนหายใจยาวๆ เพราะสุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นเรื่องการเมืองไปเสียทีเดียวทั้งๆ ที่ไม่อยากจะพูดถึง เฮ้ออออ

 

 กลับมาเรื่องเกษตรของเรากันต่อ

ในขณะที่พืชกระแสหรือพืชเศรษฐกิจบางตัวราคาตกต่ำลงอย่างน่าใจหายทั้งจากปัจจัยราคาตลาดโลกและปริมาณการปลูกภายในประเทศที่มากขึ้น และในขณะเดียวกันพืชผักสวนครัว ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักชีกลับมีความต้องการที่มากขึ้นและราคาพุ่งสูงขึ้น ปลูกกันเท่าไหร่ก็ไม่พอบริโภคแล้วทำไมเราต้องไปปลูกพืชตามกระแสในขณะที่ความต้องการของตลาดวิ่งสวนทางกันไปมา สมาคมอาเซี่ยนกำลังจะมาและจะเป็นปัญหามากกว่าประโยชน์สำหรับสังคมเกษตรกรไทยเราเพราะประเทศสมาชิกอาเซี่ยนนั้นส่วนใหญ่มีพื้นฐานประเทศเป็นแบบกสิกรรม ด้านอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวไม่แน่ใจแต่การเกษตรบ้านเราคงมีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ทำสวนทำไร่ตามแบบฉบับชาวเกษตรการวันหยุดระบบเสาร์อาทิตย์อย่างไร

ลงบทความได้ไม่กี่วันก็มีคนไถ่ถามเกี่ยวกับเรื่องเกษตรกรวันหยุดระบบเสา-อาทิตย์เยอะเหลือเกิน ว่าทำอย่างไรบ้าง “เริ่มต้นเป็นเกษตรกรยังไงดี”, “ปลูกผักอะไรดี”, “อยากปลูกผักไว้กินเอง”, “ปลูกผักหลังบ้างยังไงดี” คำถามต่างๆมากมายเต็มไปหมด แต่ก็สรุปสั้นๆ ได้ความโดยรวมว่าทุกๆ คน (โดยเฉพาะพนักงานบริษัทหรือมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ) อยากจะหนีจากชีวิตที่จำเจออกไปสัมผัสกับธรรมชาติบ้าง หนีจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่บ้าง บางท่านถึงกับยอมขับรถ 3 ชั่วโมงเพื่อไปทำสวนเพื่อไปอยู่กับธรรมชาติและอีก 3 ชั่วโมงเพื่อขับรถกลับมาเมืองกรุง

ผู้เขียนเองไม่ทราบว่าท่านอื่นๆ มีเคล็ดลับยังไงกับการเกษตรระบบเสาร์-อาทิตย์แต่ของผู้เขียนเองเน้นไปที่ 2 เรื่องหลักใหญ่ๆ คือ
1. การเลือกพันธุ์พืชที่จะนำมาปลูกซึ่งควรจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย, ทนทานทั้งจากโรค, แมลงศัตรูพืช และทนแล้งได้เป็นอย่างดี (แต่สมัยนี้บางพื้นที่ต้องเลือกแบบที่ทนน้ำท้วมเป็นหลัก หุหุหุ ทันสมัยจริงๆ)
เราๆ ท่านๆ คงไม่อยากจะหนีมลพิษจากเมืองใหญ่เพื่อไปสูดสารพิษอีกประเภทหนึ่งจากการทำไร่ทำสวน จริงไหม

2. คือการเน้นด้านการดูแลรักษาความชื้นในดิน เพราะอย่าลืมว่าเกษตรกรวันหยุดอย่างเราๆ ท่านๆ นั้นมีเวลาดูแลรดน้ำพืชผักที่เราปลูกแค่วันเสาร์-อาทิตย์ (นอกเสียจากว่าจะมีคนดูแลไร่สวนให้ท่าน) ผู้เขียนนับว่าเป็นคนที่ขี้เกียจมากถึงมากที่สุด คือขี้เกียจรดน้ำ ขี้เกียจดายหญ้าและขี้เกียจฉีดยาฆ่าหญ้ายาฆ่าแมลง เลยหาฝางข้าวมาคลุมดินเพื่อเก็บความชื้นไว้ในดินให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจเพราะอาทิตย์หนึ่งรดน้ำ 1 ครั้งเปิดฟางดูดินก็ยังชุ่มชื้นดี แถมข้อดีอีกอย่างหนึ่งของวัสดุคลุมดินประเภทฟางข้างคือเมล็ดหญ้าที่ปลิวมากับอากาศจะไม่ตกถึงพื้นดินทำให้ไม่งอกเงยขึ้นมาให้รกแปลงผักเหมือนแต่ก่อน แน่สบายละงานนี้ แค่ลำบากทีแรกครั้งเดียวตอนปูฟางนั้นแหละ หุหุหุ

ส่วนเรื่องการตลาดหรือการขายพืชผักตามที่เพื่อนๆ หลายๆ ท่านถามไถ่มานั้น ผู้เขียนคิดว่าเป็นประเด็นหลังสุดที่จะต้องคิดเพราะถ้าพืชมันไม่โตแล้วจะเอาอะไรขาย หุหุหุ บางท่านเลวร้ายกว่านั้นคือเพลี้ยกระสอบคือโจรขโมยมาหิ้วไปเป็นกระสอบๆ  (หนักกว่าเพี้ยกระโดอีก) ยังไม่ทันได้ขายก็ปรากฏว่าหมดสวนเสียแล้ว เศร้านะ ปลูกไว้ให้คนอื่นเนี่ยะ หุ หุ หุ



ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ที่อ่านบทความนี้จะเป็นเกษตรกรสมัครเล่น คือ ทำงานประจำแล้วไปทำสวนวันเสาอาทิตย์ ก้จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงเงินหมุนเวียนบ้าง  อย่าคิดว่าการกู้ ธกส จะง่ายดายเสมอไป เพราะเท่าที่ผู้เขียนได้สัมผัสนั้นมีเงื่อนไขเยอะแยะมากมาย บางธนาคารเอาที่ดินไปจำนองแล้วยังต้องชี้แจงแสดงหลักฐานด้วยว่านำเงินที่ได้จากการจำนองนั้นไปทำอะไร ประเภทที่ว่านำที่ดินไปจำนองแล้วนำเงินสดออกมาใช้จ่ายนั้นเห็นจะยากแล้วในปัจุบัน จะว่าไปแล้วอะไรๆ มันก็ยากเสมอสำหรับผู้มีฐานะน้อย ไม่มีอำนาจบารมี ตรงกันข้ามกับคนเหล่านั้นคิดจะเสกจะเนรมิตอะไรก็ดูจะง่ายดายไปเสียหมดเพราะอำนาจเงินและบารมี
ธนาคารเพื่อการเกษตรหรือ ธกส นั้นนับว่าอยู่คู่กับเกษตรกรไทยมาแบบเคียงบ่าเคียงไหล่ (ไม่ได้ชมนะแต่เป็นแบบนั้นจริงๆ) เพราะถึงแม้ว่าจะเกิดอาการเป็นหนี้อย่างมโหฬารแต่ก็ยังยืดหยัดช่วยเหลือเกษตรกรกันต่อไป นับว่าเป็นสิ่งที่น่าดีใจและน่าชมเชย เพราะหากขาด ธกส ไปผู้เขียนคงลำบากอีกไม่น้อย

ว่ากันต่อด้วยวิธีการกู้เงินจาก ธกส เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรซึ่งในบรรดาเหล่าธนาคารทั้งหลายผู้เขียนกล้าพูดได้เลยว่า ธกส ใกล้ชิดกับเกษตรกรอย่างเราๆ เป็นที่สุดและเอื้อประโยชน์กับวัตถุประสงค์ด้านการเกษตรชัดเจนที่สุด ที่สำคัญดอกเบี้ยน่ารักเชียวหละท่าน
โดยจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองนั้น ธกส ในอดีตเคยปล่อยกู้แบบง่ายๆ เงื่อนไขไม่เยอะเลยทำให้มีคนอาศัยช่องว่างนั้นทำประโยชน์แต่ในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขหลายอย่างให้ตรงตามเจตนาของ ธกส มากขึ้น โดยส่วนใหญ่ (เพราะยังไม่เคยไปสัมผัสมาทุกจังหวัด) ธนาคาร ธกส จะปล่อยกู้ให้กับ
กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ และมีการทำการเกษตรชัดเจน
1.เป็นผู้มีภูมิลำเนาทะเบียนอยู่ที่พื้นที่นั้นๆ ไม่น้อยกว่า 1 ปี
2.เป็นผู้มีอาชีพเกษตรกรอย่างแท้จริงและมีกิจกรรมทางการเกษตรหรือเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน
3.เป็นเกษตรที่รวมตัวจัดจั้งกลุ่มเกษตรโดยมีจำนวน 5 คนขึ้นไป
4.มีที่ดินหรือทรัพย์สินค้ำประกัน โดยข้อนี้ไม่แน่นอนเสมอไปเพราะกลุ่มเกษตรบางกลุ่มสามารถกู้เงินได้โดยการใช้สมาชิกท่านอื่นๆ ในกลุ่มค้ำประกัน แต่การมีทรัพย์สินค้ำประกันจะทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้นอีกเยอะ
ปล* อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และกรณีแต่ก็ไม่หลุดจากเงื่อนไขเหล่านี้เท่าไหร่นัก และเจ้าหน้าที่ในสาขานั้นๆ จะให้คำตอบได้ดีที่สุด

หากได้ตามเงื่อนไขเหล่านี้ท่านก็สามารถขอสินเชื่อกับ ธกส ได้ไม่ยาก และธกส เองก็มีสินค้าประเภทสินเชื่อไว้หลายรายการตามความเหมาะสมโดยติดตามได้ที่ http://www.baac.or.th/content-product.php?content_group_sub=2  และมันเป็นเรื่องไม่เสียหลายหากท่านๆ ผู้อ่านที่อยากจะไปใช้ชีวิตชาวเกษตรแบบพอเพียงจะวางแผนลงพื้นที่กันตั้งแต่เนิ่นๆ  เพื่อประโยชน์ในระยะยาวต่ออาชีพเกษตรกร
หากไม่รังเกียจสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ทาง MSN ที่ volnofroyana@hotmail.com หรือทาง Facebook ได้ที่http://www.facebook.com/laokhwan.kanchanaburi
ขอให้เพื่อนๆโชคดีและสมปรารถนาครับ



อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดอาชีพหนึ่งในโลกกลมๆ ใบนี้ และก็เหมือนอีกหลายๆ อาชีพที่ต้องการความชำนาญ ความเอาใจใส่และการพัฒนา ทุกๆ คนสามารถปลุกผักได้แค่หย่อนลงดินแล้วรดน้ำแต่ใครหละที่จะปลุกให้ได้ผลดีในขณะที่ใช้ปุ๋ย ใช้แรงงาน ใช้ทรัพยากรและเวลาเท่ากัน ดังที่ความต่างระหว่างไทยกับเวียดนามปรากฏออกมา

อาชีพเกษตรกรนั้นต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจอย่างสูงทั้งจากสภาพธรรมชาติของพืชแต่ละชนิด ความลำบากจากสภาพงาน สภาพดินฟ้าอากาศ ความผันผวนด้านราคา และการตลาด เป็นที่น่าดีใจว่าการเกษตรบ้านเราก้าวไปหลายขั้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจที่ไม่พัฒนาไปเท่าที่ควรเพราะติดอุปสรรคหลายประการทั้งด้าน วิชาการ การตลาด และเงินทุนที่เกษตรกรมักเข้าไม่ถึง

แต่ก็ยังมีหลายๆ คนใฝ่ฝันอยากจะทิ้งงานจากเมืองกรุงไปสู่ไร่นาตามแบบฝัน โดยผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้นที่อยากจะทิ้งชีวิตอันจำเจกดดันจากงานประจำไปสู่ภาคเกษตรที่อยู่กับธรรมชาติ แต่ชีวิตเราก็มักจะไม่เป็นดังฝันเพราะทุกอย่างมักจะมีปัญหาและอุปสรรคเสมอ หลายๆ ท่านมักจะคิดว่างานเกษตรนั้นง่ายดายไร่อุปสรรคแต่สุดท้ายก็ล้มเลิกเพราะทนความลำบากไม่ไหว ออกไปทำทั้งๆ ที่ไม่ได้วางแผนการอะไรไว้ดีพอ ดังที่ผู้เขียนได้เห็นมากับตาตนเอง บางท่านลงทุนไปเป็นล้านแต่สุดท้ายก็ล้มเลิก บางท่านซื้อที่ทิ้งร้างไว้นับ 100 ไร่แต่ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อันใดเลย บางท่านจับจอบได้ 3 ชั่วโมงเปลี่ยนใจซะแล้ว

ผู้เขียนตระหนักอยู่เสมอถึงอุปสรรคต่างๆ นาๆ ที่จะเกิดขึ้นจึงได้ฝึกฝนวิธีคิดและวิธีจัดการ รวมถึงการวางแผนใช้การใช้พื้นที่ โดยใช้พื้นที่อันน้อยนิดหลังห้องพักที่มีพื้นที่เพียง 2 ตารางเมตรจัดแจงให้กลายเป็นสวนขนาดย่อมๆ เพื่อดูความพร้อมด้านการจัดการของตนเอง หากเมื่อไหร่เราประยุกต์ใช้พื้นที่อันน้อยนิดให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ก้เป็นอันว่าผ่านเรื่องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่  เชื่อไหมว่าพื้นที่เล็กๆ ปลูกพริกได้หลายต้น

ลองนึกถึงสภาพที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยขนาดที่ตะปูแท่งหนึ่งยังต้องเดินไปซื้อ ไม้ไผ่หนึ่งเล่มยังต้องไปตัด (ถ้าหากมีให้ตัดนะ) หรือซื้อทุกอย่างจะต้องเตรียมหามาเพื่อประกอบให้เป็นรูปเป็นร่างสำหรับท่านที่มีวัตถุดิบอยู่ในพื้นที่แล้วก็ถือว่าโชคดี แต่สำหรับท่านที่มีไม่ครบก็ต้องวิ่งหากันให้วุ่น  ผู้เขียนเคยทำการทดลองในพื้นที่แห้งแล้งเพื่อวิจัยและทดสอบพืชจึงทำให้รู้ว่าทุกสิ่งอันดุมีคุณค่าเสียเหลือเกิน น้ำเพียงหยดเดียวยังต้องคำนึงถึงเพราะทุกอย่างต้องขนมาทำให้เกิดค่าใช้จ่ายและต้นทุน จึงเห็นคุณค่าของทรัพยากรต่างๆ เป้นพิเศษ

เพราะฉนั้นจะทำอะไรก็ควรวางแผนการจัดการไว้ดีๆ

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน