Posts Tagged ‘เกษตร’




พักนี้ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนๆ บ่อยเป็นพิเศษเนื่องจากเริ่มมีฝนตกลงมาในบางพื้นที่ (จะด้วยฝนหลงฤดู พายุ รึอะไรก็แล้วแต่)ทำให้เพื่อนๆ หลายท่านมองหาเมล็ดปอเทืองเพื่อที่จะนำไปปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ของตน

ต้องขออภัยด้วยที่โทรมาแล้วต้องเจอเสียงอ่อยๆ ลักษณะเหม่อ ลอยๆ (เหมือนพึ่งตื่น!) ฮ่ะๆ

ขอบอกก่อนเลยนะครับว่าไม่ได้รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับรู้สึกแย่ที่ทำให้หลายๆ ท่านผิดหวัง ที่ไม่เหลือเมล็ดปอเทืองไว้แจก แต่ละรอบผมเก็บเมล็ดปอเทืองได้แค่ 80 – 100 กิโลกรัม ซึ่งไม่พอแจกและไม่เคยจะพอ (แต่ก็จำเป็นต้องแจก) เพราะความต้องการพืชสำหรับบำรุงดินที่ทรุดโทรมและถูกใช้มาอย่างยาวนานของพื้นที่เพาะปลูกในประเทศไทยนั้นดูจะมีมากขึ้นทุกทีๆ ดูจะสวนทางกับการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านเมล็ดพันธุ์และองค์ความรู้ที่น้อยลงทุกทีๆ ฮ่ะๆ (อันนี้พูดเอาฮานะ แต่น้ำตาไหล ทำไมก็ไม่รู้ -_-!!!)

IMG_1915

จากการเฝ้าดู (ดูบ้าง ไม่ดูบ้าง!) ลักษณะพฤติกรรมของภาครัฐมาพักใหญ่ๆ อย่างน้อยก็ช่วง 3 – 4 ปีนี้ ผมเห็นความผิดพลาดอย่างหนึ่งของนโยบายจากภาครัฐ (จริงๆ ก็ผิดหลายเรื่องอะน่ะ -_-!!!) คือการแจกโดยที่ไม่มีกุศโลบายแอบแฝง (หรือแฝงด้วยผลประโยชน์ของใครก็ไม่รู้) หรือแจกอย่างไม่มีเหตุไม่มีผล “แจกนะดีแล้ว แต่ควรจะแจกอย่างฉลาด!” ยกตัวอย่างเมล็ดปอเทืองที่เป็นหัวข้อหลักของเราในวันนี้ ซึ่งผู้เขียนเองหรือเพื่อนๆ ก็คงจะรู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่มีทางเพียงพอต่อความต้องการ แถมความต้องการยังขยายตัวเพิ่มออกไปตามข่าวการประชาสัมพันธ์แบบน้ำไหลไฟดับของภาครัฐ ที่พยายามออกข่าวเอาหน้าแต่ทางปฏิบัติกลับสวนทาง คือสิ่งของหรือเมล็ดพันธุ์ในที่นี้ที่จะมีไว้แจก น้อยลง น้อยลง ทุกที ยิ่งข่าวทึกกระทึกครึกโครมมากเท่าไหร่ สิ่งที่จะมีไว้แจกก็ยิ่งหดหายไปเรื่อยๆ ทั้งแจกทั้งประชาสัมพันธ์จนคนคิดว่ามีแต่ปอเทืองอย่างเดียวที่ใช้บำรุงดิน ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วมีพืชอีกหลายชนิดที่สามารถบำรุงดินได้ หรือแม้แต่หญ้าวัชพืช หากไถกลบและหมักบ่มในดินด้วยระยะเวลาอันเหมาะสม (คือให้มันเน่าตายสนิทอะน่ะ) ก็สามารถเป็นอินทรีย์วัตถุบำรุงดินได้เช่นกัน

แจกน่ะแจกได้ แต่ควรจะมีเป้าหมายในการแจก (เพราะไม่อย่างนั้นก็ต้องแจกกันยันชาติหน้า ซึ่งก็ไม่พออยู่ดี -__-!!!) แต่ควรจะให้วิธีคิดด้วยว่าหากมันหมดแล้วหรือไม่มี เราจะใช้อะไรทดแทน? หรือใช้พืชที่มีในท้องถิ่นทดแทนได้ไหม? แจกและประชาสัมพันธ์ในลักษณะการบำรุงดินที่ใช้เมล็ดปอเทืองแล้วไถกลบช่วงออกดอกให้หมดไปเป็นรอบๆ แล้วจะไปแจกพอได้ยังไง กลายเป็นวัสดุสิ้นเปลืองไปซะงั้น -__-!!
แทนที่จะส่งเสริมหรือให้องค์ความรู้ในการขยายพันธุ์ด้วยการทิ้งระยะการไถกลบหลังจากปอเทืองติดฝักจนเก็บเมล็ดไว้ใช้งานแล้วค่อยไถกลบก็ได้ แหม่! ธาตุอาหารมันจะต่างกันเท่าไหร่เชียว!

001

Picture 030

ด่าถาครัฐฯนี่ เป็นปีก็ไม่จบนะ!
เพราะมันมีเรื่องให้ด่ากันเพิ่มเรื่อยๆ ฮ่ะๆ -__-!!!
ตลกฝันร้ายชัดๆ

ตกผลึกวิธีคิดง่ายๆ คือใช้อะไรก็ได้ที่หาง่าย! ราคาถูกหรือสมเหตุสมผล! มีธาตุอาหารที่ช่วยบำรุงดินได้ ก็แค่นั้นแหละ!

ในที่นี้ผู้เขียนแนะนำพืชตระกูลถั่ว ทั่วๆไปใช้ทดแทนเมล็ดปอเทือง บางชนิดราคาอาจจะเท่ากันแต่อย่างน้อยก็ยังหาได้ง่ายตามท้องตลาด หรือหญ้าปศุสัตว์บางชนิดก็น่าสนใจ คือมีแร่ธาตุสำหรับบำรุงดินน้อยกว่า แต่ก็หาได้ง่ายและดูแลรักษาง่าย เช่น หญ้าตระกูลหญ้าขนต่างๆ หากเป็นไปได้สำหรับบางพื้นที่ก็อยากจะให้มองหาผักตบชวาที่อยู่ในหนองคลองบึง (อันนี้ยากนิดหนึ่ง -__-!!! แต่หากเป็นไปได้ก็อยากให้ช่วยกัน)

จากเมื่อก่อนที่เมล็ดปอเทืองไม่มีค่าอะไร ยังไม่รู้จัก ราคากิโลกรัมละ8 – 9 บาท ตอนนี้ 32 บาทแถมยังไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน

หากถามความคิดส่วนตัวผู้เขียนก็อยากจะแนะนำให้ลองศึกษาเมล็ดหญ้าของกลุ่มปศุสัตว์ดูครับ น่าสนใจอยู่หลายตัว ทั้งหญ้าขนและหญ้ารูซี่ ทั้งถูกกว่าและหาได้ง่ายกว่าตามท้องตลาด ขึ้นชื่อว่าหญ้าแต่หากได้รับการปฏิบัติอย่างถูกวิธีก็เป็นวัตถุอินทรีย์ชั้นดีได้เหมือนกันครับ หรือเป็นอาหารวัวสัตว์เคี้ยวเอื้องก่อนไถกลบก็ดีไม่น้อย

ที่พูดนี่ไม่ได้อยากจะโอ่อวดหรืออวดดีอวดเก่งอะไรหรอกนะครับ (เพราะมันไม่มีให้อวด -__-!!!) ผมไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลย ตรงข้ามกลับมีน้อยกว่าหลายๆ ท่านด้วยซ้ำไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าผมมีมากชนิดประเมินไม่ได้ก็คือจิตสำนึกความเป็นชาตินิยม และจิตอาสาที่อยากจะแบ่งปันเพื่อนๆ ติดก็แต่ปัญญากับทุนทรัพย์ที่น้อยนิดเลยทำอะไรได้ไม่มาก ที่เหลือได้แต่นั่งมองทั้งน้ำตา

รักและเคารพทุกๆ ท่านครับ
ผู้เขียน





พักนี้ผู้เขียนเดินทางบ่อยครับเพราะต้องไปดูที่ดินเพื่อนการเกษตรให้กับเพื่อนๆ หลายท่านและก็ต้องไปช่วยเพื่อนๆ อีกหลายท่านในเรื่องของการหาตลาดขายสินค้าทางการเกษตร ช่วยได้ไม่มากก็น้อยแต่ก็ต้องช่วยๆ กันไป ลำพังจะหวังพึ่งภาครัฐก็ดูจะไม่ทันการ (เพราะรัฐเองก็ยังเอาตัวไม่รอด ฮ่ะๆ) สถานะผู้เขียนช่วงนี้หนักไปทางเจ้าไม่มีศาลค่ำไหนนอนนั่น นอนวัดบ้าง อะไรบ้าง อิ อิ อิ บางทีกินข้าวเช้าจังหวัดหนึ่ง ข้าวเที่ยงอีกจังหวัดหนึ่งแล้วก็ไปนอนอีกจังหวัดหนึ่ง (พักนี้รับจ้างขับสิบล้อ ฮ่ะๆ) เลยไม่ค่อยมีเวลาได้ตอบคำถามของเพื่อนๆ ทั้งทางอีเมลและทางข้อความหน้าเวป

 

ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ครับ

 

เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งซึ่งทำงานประจำเป็นงานหลักอยู่เกิดรู้สึกเหนื่อยหน่าย ท้อแท้กับงานประจำที่ทำอยู่เลยอยากจะออกมาทำการเกษตรแบบเต็มตัวโดยที่ไม่มีได้การเตรียมการอะไรไว้ล่วงหน้า ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเป็นห่วง

งานด้านการเกษตรนับว่าเป็นอีกงานหนึ่งครับที่มีอุปสรรคมากและต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างสูง ทั้งจากสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนขึ้นทุกวัน ทั้งสภาพการตลาดที่ผกผัน ทั้งจากาสภาพสังคมของแต่ละท่าน และสุดท้ายจากตัวของพวกเราเองที่คอยแต่ละยอมแพ้อย่างง่ายๆ

 

ไม่ง่ายนะครับ งานด้านการเกษตร!

 

งานด้านการเกษตรนั้นไม่ง่ายเหมือนกับที่เราๆ ท่านๆ เห็นกันตามสื่อออนไลน์ต่างๆ ทั้ง facebook Youtube และสื่อออนไลน์อีกมากมายที่พร่ำพรรณนาถึงแต่วิธีการและความสำเร็จที่ดูสวยงามไปหมด ทำให้เราหลงไปกับความสวยงามเหล่านั้นจนลืมดูอุปสรรคและวิธีทำที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะทาง facebook นั้นแหละตัวดีเลย บางคนไม่เคยแม้แต่จะลงไปเหยียบผืนนาแต่ก็มีรูปมาลงให้คนอื่นดูตื่นเต้นคล้อยตามกันไปเพื่อหวังผลทางการค้ากับผลิตภัณฑ์ของตน ต่างๆ นาๆ

 

หากเพื่อนๆ ที่ทำงานประจำแล้วเหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่จำเจจริงๆ หละก็ ผู้เขียนอยากให้เพื่อนๆ อดทนและอดกลั้น ซึ่งอย่างแรกที่อยากให้อดทนและอดกลั้นก็คือความน่าเบื่อของงานประจำ สภาพสังคมที่ทำงานของท่านให้ได้เสียก่อน เพราะงานด้านการเกษตรเป็นงานที่ต้องอาศัยการเตรียมการและการเรียนรู้เช่นกัน หากเพื่อนๆ ตัดสินใจอะไรด้วยอารมณ์แล้วก็มักจะผิดพลาดเสมอ

 

อดทนกับสภาพดินฟ้าอากาศร้อน ที่แผดเผาเวลาเที่ยงวันปานกับว่าเราจะละลายเป็นไอติม

 

ใช่สิ!

 

เพื่อนๆ หลายท่านเสพสื่อผ่านจอคอมจากที่ทำงานในเมืองซึ่งอยู่ในห้องปรับอุณหภูมิจนลืมความร้ายกาจของแดดตอนเที่ยงไปแล้ว หลายๆ ท่านไม่เคยเจอแดดด้วยซ้ำเพราะเข้าที่ทำงานแต่เช้าและกลับบ้านตอนอาทิตย์ตกดิน อิ อิ อิ จนลืมไปว่าแดดร้อนๆ มันร้ายกาจแค่ไหน หากคิดจะทำการเกษตรจริงๆ ต้องเตรียมตัวก่อนครับ และควรจะเตรียมตัวให้ดีในหลายๆ ด้าน

 

ท่านทนกับความร้อนระอุแบบนั้นได้มากน้อยแค่ไหน!

ทนกับการดูถูกดูแคลนจากคนรอบข้างได้มากแค่ไหน!

ความอดทนนับเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของความสำเร็จครับ!

 

โดยเฉพาะงานด้านการเกษตรที่ต้องอาศัยทั้งความอดทนด้านกายภาพ ร่างกาย การเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์ ความชำนาญ และทุนทรัพย์จำนวนไม่น้อย อดทนกับงานประจำเพื่อเตรียมงานด้านเกษตรให้พร้อมก่อนแล้วค่อยออกมาทำก็ยังได้ แต่อย่าออกมาทำการเกษตรเพราะท่านเบื่องานประจำเลยครับ แล้วท่านจะรู้ว่าสิ่งทีเลวร้ายกว่างานงานประจำที่ทำอยู่คืองานด้านการเกษตรตอนเริ่มต้นนี่แหละครับ ไม่เห็นดอกออกผล เหนื่อย ท้อ ครบทุกอารมณ์!

 

ยกเว้นเสียแต่ว่าเพื่อนๆ มีฐานะร่ำรวยใช้เงินบันดาลทุกอย่าง แล้วชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง!

 

แต่หากจนแบบผู้เขียนแล้วหละก็…… ต้องอดทนเป็นพิเศษครับ!

 

ผู้เขียนไม่มีอะไรจะมอบให้เพื่อนๆ นอกจากกำลังใจอันบริสุทธ์และความเป็นห่วงด้วยความจริงใจครับ!

Picture 033

ปล** ภาพนี้ผู้เขียนส่งมาเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ครับ เป็นภาพที่ผู้เขียนมองจากมุมดาดฟ้าของห้องพักที่ต่างจังหวัด ข้างโรงแรมที่พักมีตึกกำลังก่อสร้างอยู่ และเห็นแปลงผักปลูกอยู่กลางระหว่างคานปูนที่กำลังก่อสร้างฐานตึก เห็นแล้วชวนอมยิ้มครับว่าคนขยันนี่ ขยันได้ทุกที่จริงๆ พวกเขาสู่ชีวิตกันอย่างสุดกำลัง และผู้เขียนก็อยากให้เพื่อนๆ สู้ชีวิตกันอย่างสุดกำลังเช่นกัน!

Picture 032

ฝนตกดีนักปลูกผักแมร่งเบย!


กล่าวขออภัยเพื่อนๆ และพี่ๆ หลายท่านที่ต้องการแหนแดงไว้ใช้สำหรับใส่ในนาข้าวและเป็นอาหารสัตว์แต่ผู้เขียนกลับไม่สามารถจัดส่งให้ได้เพราะอุปสรรคจากฝนฟ้าอากาศ (ไม่รู้จะแก้ตัวยังไงสุดท้ายก็ได้แต่โทษฟ้าโทษฝน อิอิอิ) ทำให้เก็บแหนแดงได้ปริมาณที่น้อยกว่าเดิมแถมปริมาณส่วนใหญ่ยังถูกส่งไปเป็นอาหารเป็ด ไก่และปลาที่สวนอีก จริงๆ แล้วฝนไม่ได้มีผลกับแหนแดงหรืออาจจะเป็นผลดีด้วยซ้ำไปเพราะในน้ำฝนมีไนโตรเจนแต่ฝนเป็นปัญหากับวิธีเพราะเลี้ยงของผู้เขียนที่เพราะเลี้ยงแหนแดงไว้ในบ่อซีเมนต์กลางแจ้งแล้วฝนตกใส่อย่างหนักจนน้ำล้นจากบ่อ แหนเลยล้นออกไปด้วย จะเก็บไว้ในร่มก็ไม่โตอีก -___-!!!

 

จนสุดท้ายต้องปิดการขายชั่วคราวเพื่อปรับปรุงกันขนานใหญ่ ทั้งการขยายบ่อเพาะเลี้ยงและการล้างบ่อเพื่อเพาะแหนแดงใหม่ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาซักพักแต่คงไม่นานเกินกว่าวันที่ 25/6/2556 หรือหากปรับปรุงเสร็จเร็วกว่านั้นก็จะขอแจ้งให้ทราบเป็นระยะ

Picture 738

*** บางบ่อก็ไหลออกจนไม่เหลือแหนแดงให้เห็นเลย -__-!!! ***Picture 734

 

ส่วนแหนแดงที่ค้างส่งจะขอส่งให้เรียบร้อยในอาทิตย์หรือสองอาทิตย์นี้

เออ!  คือ คือ…. คือว่า แฮะๆ…… จริงๆ แล้วผู้เขียนมีเรื่องจะสารภาพผิดนิดหน่อยกับแหนแดงชุดที่ค้างส่งซึ่งปกติแล้วผู้เขียนเก็บแหนแดงได้อาทิตย์ละประมาณ 80 กิโลกรัมในช่วงปกติและใช้สำหรับเป็นอาหารเป็ดและอาหารไก่ประมาณ 60 กิโลกรัมต่ออาทิตย์จึงเหลืออยู่ประมาณ 20 กิโลกรัมเพื่อส่งให้กับเพื่อนๆ ชาวเกษตร แต่เพราะช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาผู้เขียนแอบขโมยแหนแดงจำนวนนั้นส่งให้กับศูนย์การเรียนรู้เกษตรต่างจังหวัดและนักศึกษาที่นำแหนแดงไปทำการวิจัยและทดลองต่างๆ ทั้งๆที่ไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียวแต่ผู้เขียนได้จัดความสำคัญกลุ่มเกษตรและวิจัยกลุ่มนี้มาเป็นอันดับแรกด้วยเหตุผลของการพัฒนาองค์ความรู้และการวิจัยซึ่งไม่แน่ว่าเราอาจจะได้รับอะไรดีๆ กลับมาสู่วงการเกษตรบ้านเราก็เป็นได้ ประกอบกับฝนฟ้าอากาศที่เทลงมาใส่บ่อซีเมนต์แบบไม่บันยะบันยังจนทำให้น้ำล้นแหนแดงไหลออกไปกองแห้งกับพื้นดิน ปริมาณที่เคยเก็บได้จึงน้อยลง (แต่เป็ดกับไก่กินเท่าเดิม -__-!!!) เลยเป็นสาเหตุทำให้แหนแดงขาดส่งและหลายๆ ท่านโดนโรคเลื่อนจากผู้เขียน อิอิอิ บางท่านเลื่อนมาเกือบเดือนก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ขออภัยจริงๆ

 

หากจะด่าหรือตำหนิผู้เขียนก็ยินดีรับฟังโดยดีแต่คงต้องรอนานหน่อยเพราะคนรอด่ากันเยอะมาก ฮ่ะๆ ต้องเข้าแถวรอด่าผู้เขียนกันเลยทีเดียว แถวยาวด้วยนะเออ หุหุหุ -__-!!! คนอะไรจะด่ายังต้องให้เข้าแถวรอ อื้มมม -__-!!!



ว่ากันด้วยเรื่องของปั๊มน้ำกันต่อเลยดีกว่าเพราะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยลดปัญหาเรื่องแรงงานการให้น้ำพืชและก็อยากจะเริ่มด้วยปั๊มน้ำแบบใช้ไฟฟ้าเพราะหากคิดเป็นอัตราต่อหน่วยแล้วค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าปั๊มน้ำแบบที่ใช้น้ำมันทั้งราคาอุปกรณ์หรือตัวปั๊มน้ำก็ยังถูกกว่าอีกด้วย ซึ่งจริงๆแล้วปั๊มน้ำมีหลายชนิดและหลายประเภทมากและก็ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและสภาพพื้นที่ด้วยว่าควรใช้ปั๊มน้ำประเภทไหนถึงจะเหมาะสม ถึงแม้ว่าปั๊มน้ำไฟฟ้าจะมีหลายแบบแต่ที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ ในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่ไม่กี่แบบ เช่น

ปั๊มน้ำแบบหอยโข่ง (Centrifugal pump) เป็นปั๊มที่เห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาดเพราะเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายใช้งานได้เกือบทุกสภาวะพื้นที่และการทำงานของปั๊มชนิดนี้ก็เรียบง่ายซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีตัวหอยโข่งติดมากับปั๊มน้ำเลย หรือมีบางรุ่นที่แยกขายเฉพาะตัวหอยโข่งเพื่อนำไปดัดแปลงหรือประยุกต์ใช้งานกับตัวขับเคลื่อนชนิดอื่น ข้อเสียของปั๊มน้ำนี้ก็คือกำลังดึงที่น้อยคือไม่เหมาะกับการดึงน้ำจากที่ลึกมากๆ โดยส่วนใหญ่จะใช้ดึงน้ำจากแหล่งน้ำบริเวณผิวดินหรือความลึกประมาณ 4 – 8 เมตรซึ่งก็แล้วแต่กำลังขับเคลื่อนของมอร์เตอร์ ข้อดีคือการซ่อมแซมบำรุงรักษาที่ง่ายเพราะปั๊มน้ำแบบหอยโขงเป็นระบบการทำงานที่เรียบง่ายที่มากับความแรงและปริมาณของน้ำที่ตัวปั๊มสามารถผลักดันออกไปได้มาก เช่น
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 1 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 200 – 300 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 2 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 500 – 600 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 900 – 1,100 ลิตรต่อนาที

IMG_2554

ปั๊มน้ำแบบจุ่มหรือไดโว่ (submersible pump) ข้อดีคือความสะดวกเหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด ตัวปั๊มจะต้องอยู่ในน้ำแล้วส่งน้ำขึ้นไปยังพื้นที่ที่ต้องการผ่านสายยางหรือท่อน้ำที่ต่อไว้ ส่วนข้อเสียนั้นก็ไม่พ้นเรื่องแรงดันน้ำที่ได้ค่อนข้างน้อย (เมื่อเทียบแรงม้ากับปั๊มน้ำชนิดอื่น) และระยะทางที่ค่อนข้างสั้นแต่ในบางสถานการณ์ปั๊มน้ำแบบนี้ก็เป็นพระเอกได้เหมือนกันซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ที่จะใช้งาน

Water Pump 004

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***

ปั๊มน้ำแบบสูบชักหรือปั๊มน้ำแบบชัก ปั๊มน้ำประเภทนี้จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือตัวมอเตอร์ที่เป็นตัวขับเคลื่อนและตัวปั๊มที่ทำหน้าที่สูบดึงน้ำ ข้อดีของปั๊มชนิดนี้คือมีกำลังในการดึงสูงหรือเหมาะสมกับการดึงน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูงหรือบ่อน้ำที่มีความลึกมาก (ประมาณ 8 – 12 เมตรจากระดับพื้นดินซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของมอเตอร์และขนาดของก้านสูบ) ส่วนกำลังหรือแรงม้านั้นก็แล้วแต่มอเตอร์ที่ท่านใส่เข้าไป อิอิอิ ประมาณว่าอยากได้แรงก็ซื้อมอเตอร์ตัวใหญ่ๆ ว่างั้นเถอะ ข้อเสียก็เป็นเรื่องของอัตราการสึกหรอที่มากกว่าปั๊มน้ำแบบหอยโข่งซึ่งต้องการดูแลบำรุงรักษาหรืออัดน้ำมันหล่อลื่นเป็นพักๆ

Water Pump 002

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***

ปั๊มน้ำแบบแรงดันหรืออัตโนมัติแบบที่ใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปตามบ้านเรือนและที่พักอาศัย ถึงแม้ว่าจะไม่เหมาะสมกับการเกษตรหรือการใช้งานที่ต้องการความแรงนักเพราะถังเก็บความดันเองจะเป็นตัวลดความแรง
ของน้ำ แต่ก็มีบางท่านดัดแปลงหรือเลือกซื้อปั๊มอัตโนมัติที่มีแรงม้าสูงๆ มาใช้ในการเกษตรซึ่งก้ได้ผลอยู่มนระดับหนึ่งแต่ข้อเสียอันใหญ่หลวงของปั๊มน้ำอัตโนมัติก็คือราคาแพงและยิ่งแรงวัตต์สูงหรือกำลังสูงๆ ก็ยิ่งแพงขึ้นไปอีก -__-!!!

Water Pump 003

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***

แต่ละประเภทแต่ละแบบก็มีข้อดีในตัว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและสภาพพื้นที่แต่ถ้าถามถึงความชอบส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบปั๊มน้ำแบบหอยโข่ง (Centrifugal pump) มากที่สุดเพราะดูแลรักษาค่อนข้างง่ายเพราะการทำงานไม่สลับซับซ้อน การเลือกใช้ปั๊มให้ถูกต้องตามลักษณะพื้นที่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ลดต้นทุนในด้านแรงงานสำหรับการเกษตร เพราะระบบน้ำถือเป็นอีกระบบหนึ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับการเกษตร



วันนี้ไม่มีอะไรจะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังนอกจากวิธีใช้ชีวิตของผู้เขียน

ผู้เขียนทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ 6 วันตามแบบฉบับชีวิตทุนนิยมเต็มขั้น ทุกอย่างต้องซื้อด้วยเงินแม้แต่อากาศหากต้องการอากาศบริสุทธิ์ก็ต้องซื้อเครื่องปรับอากาศมาใช้ ก็เงินอีกนั่นแหละ! ซ้ำยังเจอกับสภาพการทำงานแบบทุนนิยมซึ่งเอาเงินเป็นที่ตั้งทุกอย่างดูเร่งรีบไปหมดเพราะเวลาเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งเช่นกันและทุกอย่างต้องได้ผลผลิตตามกำหนด ความเครียดและกดดันแทบจะกลายเป็นอารมณ์ปกติของชาวทุนนิยมไปแล้ว ทำงานเพื่อจะให้หมดวันและนอนฝันเพื่อให้ได้เวลาตื่น -__-!!! เป็นอย่างนี้จริงๆ ชีวิตทุนนิยม จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมผู้เขียนถึงเฝ้าถวิลหาวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดเพียงวันเดียวที่เหลืออยู่เพื่อจะได้หนีออกไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง (ยังไม่หลุดโลกนะ แค่เปรียบเทียบเฉยๆ) และเชื่อแน่ว่าเพื่อนๆ หลายท่านก็มีชีวิตประจำวันที่คล้ายแบบนี้

ประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือเมืองหลวงเป็นสวรรค์รอบปริมณฑลเป็นรองส่วนต่างจังหวัดนั้นแตกต่างกันสิ้นเชิงเพราะการกระจายความเจริญกระจุกอยู่แค่ในเมืองหลวง ทุกครั้งที่ผ่านพ้นปริมลฑลไปจะรู้สึกโล่งใจมากเพราะมันเหมือนเป็นอีกมิติหนึ่งเลยทีเดียว อาจจะรู้สึกร้อนแห้งแล้งหรือสิ่งอำนวยความสะดวกหาได้ไม่ง่ายเลยแต่ก็ทำให้รู้สึกโล่งใจ ได้หายใจอย่างเต็มปอดถึงแม้จะสูดฝุ่นเข้าไปด้วยก็ตาม -_-!!! นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่บ้านเมืองเราจะด้อยก็ไม่ด้อยจะกำลังพัฒนาก็ไม่ชัดเจนเพราะความต่างมันมากเกินไป

ผู้เขียนใช้เวลากับทรัพยากรพอสมควรกว่าจะได้สวนอย่างที่ใจหวังต้องลงทุนทั้งเงิน แรงงาน และเวลา ซึ่งทุกอย่างตอนเริ่มต้นนั้นไม่ง่ายเอาซะเลยแต่สุดท้ายก็เกือบเสร็จ (คาดว่าอาจจะไม่มีวันเสร็จเพราะมันขยายออกไปเรื่อยๆ -__-!!!) แต่นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความพยายามได้อย่างดีและเป็นหลักฐานว่าความพยายามของมนุษย์นั้นชนะเลิศเป็นที่หนึ่ง หุหุหุ ที่นี่ผู้เขียนสามารถใช้ชีวิตอย่างช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบอยากกินอะไรก็แค่เดินไปเด็ดมากิน ผักไม่ต้องซื้อต้องหา จะกินปลาก็ไม่ต้องไปตลาด เข้าขั้นว่าครบในด้านพื้นฐานของการดำรงชีพแบบชีวิตพอเพียง และตัวผู้เขียนเองก็นั่งพิมพ์งานตอบคำถามเพื่อนๆ ไปด้วยในขณะที่อยู่กลางป่ากลางเขานี่แหละ
Picture 219
ต้องขอขอบคุณเพื่อนผู้แสนดีที่เดินมาด้วยกันตั้งแต่ต้นและช่วยผสมผสานให้เทคโนโลยีกับชีวิตแบบเกษตรไปด้วยกันได้อย่างลงตัว ลงตัวยังไงนะเหรอ? ท่านผู้อ่านนึกถึงสวนที่เกือบจะทุกอย่างทำงานด้วยระบบอัติโนมัติไหม? อาจจะไม่ทุกอย่างแต่ส่วนใหญ่ก็ทำงานของมันไปเรื่อยๆ ระบบน้ำที่ถูกตั้งเวลาให้ทำงานเอง อาหารและน้ำไก่ที่กำหนดเวลาได้ด้วยเครื่องตั้งเวลา แล้วก็นั่งชื่นชมกับผลงานไปเรื่อยๆ อาหารปลาที่ให้เป็นเวลาด้วยการตั้งเวลา ความสุขคงจะอยู่ตรงนี้หละมั้งเห็นพัฒนาการและการทำงานโดยที่เราไม่ได้ออกแรง อิอิอิ ^-^
แต่ก็โชคร้ายเหลือเกินที่เวลาดีๆ แบบนี้มีแค่วันเดียวต่อสัปดาห์ -__-!!!

Picture 217



ช่วงนี้ปลูกผักอะไรถึงจะขายได้ราคาดี

เช้ามกราคมกับอากาศแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็นตามแบบฉบับภูมิอากาศของ กทม. แต่ส่วนอื่นของประเทศก็ร้อนบ้างหนาวบ้างแตกต่างกันไป

เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งถามว่า “ช่วงนี้ปลูกอะไรดี”

ด้วยความรู้อันน้อยนิดและความเห็นส่วนตัวก็อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆชาวเกษตรดูว่าพืชล้มลุก หรือพืชผักสวนครัวอะไรราคาแพงในช่วงหน้าร้อน จริงๆ แล้วช่วงหน้าร้อนก็แพงเกือบทุกอย่างด้วยสาเหตุหลายปัจจัย เช่น คนหยุดงานช่วงสงกรานต์ทำให้การขนส่งหยุดชะงัก ช่วงภัยแล้งมาเยือนทำให้ขาดน้ำในการเกษตร อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้พืชพันธุ์ต่างๆ ติดดอกออกผลน้อยลง ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างเหล่านี้ทำให้สินค้าการเกษตรประเภทพืชผักมีราคาที่แพงขึ้นอย่างน่าตกใจ

เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาราคาถั่วฝักยาวที่ขายหน้าสวนผู้เขียนสูงถึงกิโลกรัมละ 20 บาท หน้าสวนนะ ถ้าถึงมือผู้บริโภคเท่าไรห่ก็บวกไปเถอะ ค่าการตลาดเอย ค่าขนส่งเอย ส่วนต่างกำไรแม่ค้าเอย ส่วนต่างกำไรแผงผักเอย คิดแล้วเครียดแทนผู้บริโภคจริงๆ (-__-!!!) แต่โชคร้ายไม่มีส่งให้แม่ค้าเพราะอากาศร้อนจนดอกถั่วฝักยาวร่วงและไม่ติดผล

เมื่อเดือนต้นพฤษภาคมปีที่แล้วชะอมราคาหน้าสวนผู้เขียนกิโลกรัมละ 70 บาท แม่ค้าใจดี สปอร์ต กทม. ให้ราคากิโลกรัมละ 150 บาท แต่โชคร้ายไม่พอส่งอีกเหมือนกันเพราะอากาศร้อน ขาดน้ำผลผลิตออกน้อยไม่พอส่งแม่ค้าที่มานั่งเฝ้าหน้าสวน ทั้งรู้สึก เสียดาย เสียดายและโคตรเสียดายในเวลาเดียวกัน

ส่วนปีนี้นะหรือ หุ หุ หุ
เตรียมตัวหาผ้าในกันแดดมาคลุมแปลงเรียบร้อย ติดตั้งระบบน้ำเรียบร้อย แล้วเจอกันแม่ค้าทั้งหลาย หุ หุ หุ

Picture 044

ปลูกอะไรดีนะเหรอ? หุ หุ หุ
ถ้าเพื่อนๆอยากจะได้เงินใช้ในช่วงนี้ก็ควรศึกษาพืชพันธุ์ต่างๆ ได้เลยครับว่ามีผักชนิดไหนที่ดูแลรักษาไม่ยากเกินไป ปลูกง่ายและโตทันพอที่จะเก็บผลผลิตในอีก 3 เดือนข้างหน้าซึ่งก็คือเมษายนเพราะแพงแน่ๆ เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักชี ถั่วฝักยาว ต่างๆ นาๆ จะสังเกตได้ว่าผู้เขียนแนะนำผักสวนครัวและพืชล้มลุกเสียมากกว่าซึ่งพืชผักเหล่านี้สามารุปลูกแซมในสวน ในไร่ ในแปลงพืชหลักของเพื่อนๆ ได้ และพืชเหล่านี้ไม่ได้ใช้พื้นที่มโฬารอย่างที่คิดแค่เพียงพื้นที่แปลงเล็กๆ ก็ใช้ได้แล้ว พืชผักแบบนี้คาดคะเนตลาดได้ครับ โดยส่วนตัวผู้เขียนแล้วคิดว่าจัดการเรื่องการตลาดได้สะดวกกว่า

อ่อ!!! เมื่อซักครู่น้องชาวเกษตรสมัครเล่นแบบเราๆ ท่าหนึ่งโทรมาโม้ให้ฟังว่าพึ่งถอนขายผักชีได้แปลงละ 2,500 บาท แปลงเล็กๆ นั่นแหละ 4 แปลง……. เฮ้ย…. 4 แปลงก็ ก็ ก็ 10,000 บาทหละสิ ไม่เลวเลยใช่ไหมครับสำหรับการปลูกครั้งแรก (สมควรจะลงไปไถสตางค์ถึงหน้าบ้านเป็นอย่างยิ่ง)

ผู้เขียนไม่ได้อยากให้ท่านผู้อ่านและเพื่อนเกษตรทั้งหลายดูเงินเป็นหลักเกณฑ์ครับ ถ้าจับใจความดีๆ จะเห็นว่าผู้เขียนพยายามพูดถึงเรื่อง “การทำนายตลาด” ในช่วงระยะเวลาอันใกล้ที่จะถึงนี้เป็นหลัก “ดูให้เป็น” และ “ดูให้ออก” ครับแล้วเงินจะไม่หนีท่านไปไหน

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน