Posts Tagged ‘เชิงการค้า’



ข้อพิจารณาก่อนการปลูกกล้วยไข่และกล้วยหอมทอง

เพื่อนๆ ชาวเกษตรหลายท่านถามผู้เขียนว่าทำไมไม่ปลูกกล้วยกล้วยหอมหรือกล้วยไข่บ้างหรือ?

ทำไมเพื่อนเราขี้สงสัยกันจัง เจ้าหนูจำไมเยอะนะเนี่ยะ (-_-!!!) หุ หุ หุ

แต่เอะ!! รู้สึกว่าเช้านี้จะเจอแต่คำถามกล้วยๆ นะเนี่ยะ คุยเรื่องกล้วยกันไปครึ่งวัน -__-!!! ชักไม่กล้วยซะแล้ว

จริงๆ แล้วผู้เขียนก็อยากปลูกทั้งกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไขนะแหละ แต่สุดท้ายก็เลือกปลูกแค่กล้วยน้ำว้า ส่วนเหตุผลนั้นก็มีหลายอย่างครับ ซึ่งก็จะว่ากันดังต่อไปนี้
1. การใช้ประโยชน์และการแปรรูปจากผลผลิต
อย่างที่ท่านๆ ทราบกันดีครับว่ากล้วยน้ำว้ามาเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องการแรรูป ด้วยองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมานานทำให้การใช้ประโยชน์จากกล้วยน้าว้านั้นทำได้หลากหลายกว่าทั้งอาหารคาว หวาน ส่วนกล้วยไข่กับกล้วยหอมนั้นการแปรรูปก็มีให้เห็นบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราจะขายผลสดเสียมากกว่าสำหรับกล้วยหอมและกล้วยไข่

banana01

**  ขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต **

2. ตลาดรับซื้อ
เราคงจะเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่ากล้วยหอมทองส่งออกนอกไปญี่ปุ่น กล้วยไข่ส่งไปไต้หวัน ข้อนี้เป็นข้อด้อยของกล้วยน้ำว้าเพราะการส่งออกกล้วยน้ำว้าไปต่างประเทศไม่มีเลย มีแต่บริโภคภายในประเทศแต่พอดีกันระดับภาพรวมอีกทีก็ปรากฏว่ากล้วยน้ำว้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ถึงต้องนำเข้าจากลาวอยู่ทุกวันนี้
แต่…แต่…แต่.. การส่งออกไปต่างประเทศก็ใช่จะเป็นเรื่องสวยหรูง่ายๆ เหมือนส่งไปขายตลาดนัดเพราะต้องผ่านมาตรฐานตามที่กำหนด ทั้งขนาด อายุ การใช้สารเคมีที่ควบคุม ไหนจะจำนวนที่ต้องได้ตามข้อตกลงซึ่งว่ากันเป็นร้อยๆ ตันต่อเดือน หากรวมกลุ่มกันได้หรือมีกลุ่มเกษตรช่วยกันปลูกก็คงไม่ใช่ปัญหาหากแต่ปลูกอยู่แค่เจ้าสองเจ้าในพื้นที่นั้นๆ ก็คงไม่สามารถทำได้ ซึ่งในระแวกนั้นมีผู้เขียนปลูกกล้วยอยู่เจ้าเดียวที่เหลือปลูกอ้อยกันหมด (ไม่มีเพื่อนปลูกอะ ทำไงดี (-__-!!!))

ส่วนตลาดภายในประเทศสำหรับกล้วยไข่และกล้วยหอมทองนั้นก็มีอยู่เรื่อยๆ ไม่ขาดสายแต่ต้องรู้จักเข้าถึงตลาดเพราะกล้วยหอมและกล้วยไข่มีความเสื่อมสูงมาก หากจำหน่ายผลผลิตไม่ทันอาจจะถูกกดราคาลงอย่างน่าใจหาย
*** ปล. ขอแสดงความคิดเรื่องการส่งออกเล็กน้อย ถือเป็นความคิดส่วนบุคคลของผู้เขียน
2.1. เห็นมาหลายรายเหมือนกันที่มีบริษัทต่างๆ มาหลอกขายต้นพันธุ์โดยสัญญาจะรับซื้อคืนราคางาม แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ให้เหตุผลว่าผลผลิตไม่ได้ขนาดทำให้เกษตรกรหลายรายเสียโอกาสและประสบปัญหาขาดทุน ไม่เพียงแต่เฉพาะกล้วยเท่านั้นที่ได้ยินข่าวแบบนี้ ทั้ง มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไยก็มีข่าวออกมาให้เห็นกันบ่อยครั้ง

2.2. เท่าที่สัมผัสวงการส่งออกผลไม้มาบ้างก็ปรากฏว่าการส่งออกที่เกิดขึ้นในบ้านเราในขณะนี้เกิดจากการที่ผู้บริโภควิ่งเข้าหาผู้ผลิตเป็นส่วนใหญ่ซึ่งเราไม่ได้หาตลาดเอง อย่างเช่น กรณีของกล้วยไข่ที่ชาวไต้หวันมาชิมแล้วติดใจกล้วยไข่จึงหาหนทางนำกล้วยไข่ไปขายที่ไต้หวันจนเกิดการส่งออกกันขนานใหญ่อย่างที่ท่านๆ เห็น เพราะหากเป็นการส่งเสริมการตลาดส่งออกแบบที่เคยเป็นมานั้นเรายังคงจะเจอกับปัญหาการต่อต้านของตลาดในประเทศนั้นๆ อยู่ (มันไม่เคยเสรีอย่างที่เราคิดหรอก) และในความเป็นจริงแล้วอำนาจเรื่องราคาต่อรองและข้อตกลงผู้ผลิตหรือผู้ปลูกอย่างเราก็ยังเสียเปรียบอยู่พ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นชาวต่างชาติเสียมากกว่า และข้อสำคัญคือเกษตรกรบ้านเรายังเก่งเรื่องการผลิตแต่ก็ยังไม่ถนัดเรื่องการตลาดเหมือนเดิม

banana02

**  ขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต **

3. การดูแลรักษา
ต้นกล้วยน้ำว้านั้นนับว่าแข็งแรงทนทานต่อโรคต่อสภาพอากาศที่สุด ส่วนกล้วยหอมและกล้วยไข่นั้นค่อนข้างจะต้องการการดูแลเอาใจใส่ ทั้งเรื่องของโรคและศัตรูพืช หรือแม้กระทั่งเรื่องน้ำเรื่องปุ๋ย และตัวผู้เขียนเองคงไม่เหมาะที่จะปลูกกล้วยแบบนี้ (ขี้เกียจดูแลว่างั้นเถอะ (-__-!!!))

4. อายุของผลผลิต
ตระกูลกล้วยนั้นขึ้นชื่อเรื่องการเสื่อมสภาพที่เร็ว หรือพูดง่ายๆ ก็คือเน่าเสียเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยหอม เพียงเวลาแค่ไม่กี่วันก็อาจจะเปลี่ยนจากกล้วยดิบเป็นกล้วยสุกเกินพอดีได้เลยทีเดียว

5. ดินหรือพื้นที่ปลูก
บอกตรงๆ เลยว่าดินที่สวนผู้ปลูกไม่ได้เป็นดินชั้นดีอะไรเลยซึ่งถ้านำต้นกล้วยไข่หรือกล้วยหอมทองมาปลูกต่อให้พันธุ์สวรรค์ประทานแค่ไหนก็คงไม่ได้ผลดีเท่าไหร่นัก

นี่คือสภาพแวดล้อมที่สวนผู้เขียนซึ่งไม่เหมาะสำหรับการปลูกกล้วยหอมและกล้วยไข่ในเชิงการค้า แต่บางท่านอาจจะเหมาะสมที่จะปลูกมากกว่านี้ด้วยข้อพิจารณาหลายๆ ข้อ หากท่านไหนมีเวลาและการเอาใจใส่ที่ดีและตลาดรองรับพร้อมก็สนับสนุนให้ปลูกครับ และก็ขอบอกอย่างหนึ่งครับว่ารวยกันมาหลายรายแล้วกับกล้วยหอมและกล้วยไข่เพียงแต่ผู้เขียนปลูกไม่ได้เท่านั้นเอง

ก็คงทราบเหตุผลกันไปแล้วว่าทำไมผู้เขียนถึงเลือกปลูกกล้วยน้ำว้ามากกว่า จริงๆ แล้วผู้เขียนก็มีปลูกกล้วยไข่กับกล้วยอยู่บ้าง 2 – 3ต้นแต่ก็ปลูกไว้ทานเอง ไว้ดูเล่น ไว้ให้เพื่อนบ้านได้มาขอหวย (-__-!!!) กันเป็นงวดๆ ไป



เพื่อนๆ หลายท่านถามไถ่มาว่าผู้เขียนเอาเรื่องราวมาจากไหนเยอะแยะมาเล่าสู่กันฟัง

ตอบเลยครับว่าเรื่องราวเหล่านี้คลุกคลีกับชีวิตประจำวันของผู้เขียนที่ต้องพูดคุยกับผู้คนมากหน้าหลายตาในแต่ละวัน แถมยังต้องออกต่างจังหวัดไปทำสวนทำไร่ใช้แรงงานในช่วงเสาร์อาทิตย์ กิจกรรมที่ไร่ก็มีไม่ซ้ำกันแต่ละวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นวัตถุดิบทางความคิดชั้นดีของผู้เขียนครับที่สามารถนำมากลั่นกรองเป็นถ้อยความแล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง ถามว่าอีกเยอะไหมจะได้ติดตามถูก หุ หุ หุ อันนี้สงสัยคงต้องตามอ่านกันทั้งชีวิตครับเพราะชีวิตเราในแต่ละวันมีอะไรหลายอย่างผ่านเข้ามาไม่ซ้ำกันเลย และก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านว่าจะจับใจความสิ่งเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน

 

และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่อยากจะเสนอวิถีชีวิตเกษตรกรรมแบบน่ารักๆ กับที่ดินแปลงเล็กๆ แต่สร้างรายได้แบบไม่เล็กมาเล่าสู่กันฟัง

Picture 041

การปลูกว่านหางจระเข้แต่เดิมเราก็คงเคยเห็นแบบที่ขึ้นกันตามมีตามเกิดแล้วก็ใช้เพื่อเป็นสมุนไพรหรือมากสุดก็เครื่องสำอางแบบแชมพู (บ้านๆ ประมาณนั้น) ผู้เขียนเองก็ติดภาพลักษณะของว่านหางจระเข้แบบนั้นมานานแสนนานหารู้ไม่ว่าโลกเราหมุนไปไกลแล้ว จนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเดินทางออกนอกเส้นทางและด้วยความบังเอิญได้สังเกตเห็นสวนเล็กๆ ข้างทางที่ปลูกว่านหางจระเข้ไว้จนเต็ม แถมว่านหางจระเข้ที่เห็นนั้นก็อันใหญ่มากขนาดเกือบเท่าแขนเห็นจะได้ (ยังแอบคิดเล่นๆในใจว่านี่คงเป็นว่านหางไดโนเสาร์แล้วหละ ใหญ่โคตร) เคยเห็นแต่ปลูกตามบ้านและก็เรื่องราวถึงคุณประโยชน์นิดหน่อยของว่านหางจระเข้แต่ไม่เคยเห็นกับตาในการปลูกเชิงการค้าแบบนี้มาก่อน

 

หุ หุ หุ

 

อยากรู้ก็ลงไปถามสิครับ  ไม่ใช่เรื่องยาก  ลงไปคุยกับเจ้าของสวนนั่นแหละได้ความรู้และได้ความเป็นจริงมากสุด

 

การปลูกว่านหางจระเข้ในเชิงการค้านั้นส่วนใหญ่ใช้พันธุ์ใบใหญ่ (วิชาการรึเปล่าไม่รู้แต่เห็นลุงแกบอกแบบนั้น) และส่วนใหญ่ใช้การปลูกโดยหน่ออ่อน ดูแลช่วง 1 – 2 เดือนแรกแล้วที่เหลือก็แค่ใส่ปุ๋ยรดน้ำเป็นธรรมดาไม่ต้องมากเพราะว่านหางจระเข้เป็นพืชอวบน้ำและไม่ชอบน้ำขัง ในพื้นที่หนึ่งไร่ปลูกว่านหางขระเข้ได้ประมาณ 5,000 – 6,000 ต้นขนาดระยะ 0.5ม. x 0.5ม. (เยอะโคตร) เก็บทีหละเมื่อยหลังแน่

 

การเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นเริ่มได้ตั้งแต่เดือนที่ 8 เป็นต้นไปโดยตัดใบที่ใหญ่ที่สุดหรือใหญ่ตามความต้องการของตลาด แต่ของลุงแกส่งเข้าโรงงานเครื่องดื่มอย่างเดียวเลย ว่านหางจระเข้นั้นใช้ได้ทั้งในอุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอุตหากรรมอาหาร-เครื่องดื่มโดยใช้ได้ทั้งโดยตรงแบบเนื้อหรือสกัดสาร ส่วนเรื่องราคานั้นหน้าสวนลุงขายกันที่ราคากิโลกรัมละ 12 บาท และ 1 กิโลกรัมได้ประมาณ 2 ใบ (เฮ้ยยยย 12 บาทเลยเหรอ แค่ใบว่านหางจระเข้ 2 ใบเนี่ยะนะ) ต้องทำความเข้าใจกันก่อนครับว่าว่านหางจระเข้มีตลาดเฉพาะของมันอยู่ซึ่งหากจับตลาดได้ก็จะสามารถสร้างรายได้แบบไม่ธรรมดาเลยทีเดียวครับ (คิดเห็นว่ายังไงครับกับรายได้ 30,000 – 35,000 บาททุกเดือนกับพื้นที่ 1 ไร่ -_-!!!) นี่ยังไม่นับขายต้นพันธุ์จากต้นแม่พันธุ์ว่านหางจระเข้แตกหน่อออกมาอีก ส่วนทิศทางตลาดนั้นยังไปได้ดีครับเพราะความต้องการยังมีอยู่พอสมควร เห็นไหมครับพืชในตลาดเฉพาะก็น่าสนใจไม่น้อย



ในปัจจุบันกล้วยเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอีกปรเภทหนึ่งที่นำเม็ดเงินเข้าประเทศได้ไม่น้อย เช่นกล้วยหอมที่ส่งออกไปญี่ปุ่น กล้วยไข่ที่ส่งออกไปไต้หวัน หรือกล้วยน้ำว้าที่สามารถทานผลสดหรือนำมาแปรรูปได้หลากหลายจนเป็นที่นิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภาควิชาการจะมุ่งเน้นวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ หรือแม้แต่รูปแบบการปลูกเพื่อผลประสิทธิผลสูงสุดในเชิงการค้า ลักษณะทั่วไปของพืช

กล้วย น้ำว้าเป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ สูงประมาณ 2-5 เมตร ชอบอากาศร้อนชื้นและอบอุ่น อุณหภูมิที่เหมาะไม่สมควรต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่ต่ำทำให้กล้วยแทงปลี(การออกดอก) ช้า ควรมีความชื้นสัมพัทธ์อย่างน้อย 60% ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 200-220 มม./เดือน ส่วนดินที่เหมาะสมควรเป็นดินที่มีความสมบูรณ์ การระบายน้ำดี และหมุนเวียนอากาศดี มีความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 4.5-7 แต่ที่ดีควรอยู่ในระดับ 6 ซึ่งจะพบทั่วๆไป ในพื้นที่แถบเอเชีย แต่ถ้าพื้นที่นั้นมีอากาศร้อนยาวนาน แต่มีการชลประทานที่ดี คือ มีน้ำสม่ำเสมอจะสามารถปลูกกล้วยได้ดี และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ กล้วยน้ำว้าจะใช้ระยะเวลาการปลูกถึงเก็บเกี่ยวผลใช้ระยะเวลาประมาณ1 ปี จำนวน 10 หวี/เครือ ตั้งแต่ปลูกจนถึงแทงปลีใช้ระยะเวลา 250-260 วัน แทงปลีถึงระยะเก็บเกี่ยว 110-120 วัน

การปลูกกล้วยในปัจจุบันต่างออกไปมากจากอดีตที่ปลูกกันตามมีตามเกิด เปลี่ยนมาเป็นเชิงการค้าที่มีการจัดระเบียบแปลงปลูกไปจนถึงการจัดระเบียบผลผลิตให้ออกมาได้ตรงจังหวะความต้องการของตลาดหรือออกมาในเวลาใกล้เคียงกันเพื่อง่ายต่อการจัดการผลผลิต เป็นต้น

1. การขยายพันธุ์

จากเดิมที่ขยายพันธุ์ด้วยหน่อแต่ในปัจจุบันนิยมการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเนื้อเยื่อซึ่งดีกว่าการขยายพันธุ์ด้วยหน่อกล้วยหลายอย่าง เช่น ขยายพันธุ์จำนวนมากได้ในเวลาอันสั้น ปลอดโรคหนอนกอซึ่งเป็นโรคติดต่อและทำลายยาก ระบบรากดีกว่าหน่อกล้วยและที่สำคัญผลผลิตออกมาในเวลาเดียวกันซึ่งง่ายต่อการจัดการ

2. ตกแต่งต้นพืช

จากเดิมที่ปล่อยให้กล้วยแตกหน่อขยายกอเองจนใหญ่ทึบกลายมาเป็นการปรับแต่งจำนวนหน่อเพื่อความเป็นระเบียบ ลดโรค เพิ่มผลผลิตเพราะหน่อเยอะมักจะแย่งสารอาหารกันเองและที่สำคัญคือการวางแผนผลผลิต เช่นการปล่อยหน่อให้โตในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อผลผลิตชุดใหม่ให้ออกมาเรื่อยๆคือทุกๆ 4 เดือน ส่วนที่เกินคือต้องตัดทิ้ง หรือการตัดปลีทิ้งเพื่อไม่ให้แย่งสารอาหาร

2. แปลงปลูกและระยะปลูก

ปัจจุบันนิยมปลูกในระยะ 2.5 x 3 เมตร (ประมาณ 213 ต้นต่อไร่) หรือ 2.5 x 2.5 เมตร (ประมาณ 256 ต้นต่อไร่)

3. การจัดการเรื่องน้ำ

น้ำถือเป็นปัจจัยหลักของพืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยเป็นพืชชุ่มน้ำจากที่เคยพึ่งพาน้ำฝนจากธรรมชาติอย่างเดียวปัจจุบันการให้น้ำพืชด้วยระบบน้ำหยดกำลังเป็นที่แพร่หลายเพราะเนื่องจากประหยัดน้ำกว่า ประหยัดแรงงานกว่า (เหนื่อยตอนเดินระบบท่อครั้งเดียว) ทำให้การการจัดการด้านน้ำง่ายขึ้นและสะดวกสบายมากขึ้น

4. การเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเก็บเกี่ยวปัจจุบันนั้นใช้ระยะทางจากสวนถึงแหล่งจำหน่ายเป็นตัวกำหนด ซึ่งแหล่งจำหน่ายอยู่ไกลก็อาจจะต้องตัดเมื่อความแก่อยู่ประมาณ 70 – 75% เพื่อให้พอดีกับการจำหน่ายและความสุกงอมพอดีกับความต้องการของผู้บริโภค โดยความแก่หรือสุกของผลกล้วยนั้นสามารถดูได้จากขนาด เปลี่ยมของผลกล้วย สีของผลกล้วย เป็นต้น

ปล* ขอขอบพระคุณเจ้าของภาพอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน