Posts Tagged ‘แกลบ’



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งได้ส่งข้อความมาถามผู้เขียนว่า “ที่บ้านมีแกลบดิบเยอะ จะนำมาทำปุ๋ยได้อย่างไร?”
ก็นั่นแหละนะ ตอบมั่วๆ ตามประสาผู้เขียนให้รอดไปวันๆ อิอิอิ ไม่รู้ว่าท่านอื่นทำอย่างไรบ้างแต่ผู้เขียนก็มีแต่วิธีบ้านๆ หากพอจะมีประโยชน์ก็ยินดีเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเศษวัสดุเหลือใช้ (แต่เดี๋ยวนี้มีราคาแล้ว อิอิอิ) จากการสีข้าวนั้นมีอยู่ 2 อย่างคือรำละเอียดที่สามารถนำไปทำส่วนผสมอาหารสัตว์หรือใช้เป็นอาหารได้โดยตรงเพราะมีสารอาหารพอสมควรและหากสังเกตดีๆ จะเห็นจมูกข้าวปนอยู่เป็นจำนวนมาก และอย่างที่สองที่ได้จากกระบวนการสีข้าวก็คือแกลบดิบหรือแกลบหยาบ อันนี้ก็แล้วแต่จะเรียกกันตามภูมิภาคซึ่งจะมีราคาค่างวดถูกกว่ารำละเอียดอยู่มาก แต่ก็ยังมีราคาอยู่ดี (แถวบ้านขายตันละ 1,200 บาท) เพราะนิยมนำไปทำวัสดุปูพรมเล้าไก่ หรือบางที่รวยจัดเหลือเยอะจัดก็นำไปทำเป็นเชื้อเพลิงชีวะมวล หรือโรงสีบางที่ก็นำไปเป็นเชื้อเพลิงซะเลย นัยว่าประโยชน์หลากหลายและยิ่งเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีดีขึ้นและอาหารสัตว์แพงขึ้นมากจนทำให้เราได้เห็นเครื่องบดแกลบเป็นรำละเอียดเพื่อทำเป็นอาหารสัตว์

แกลบดิบเป็นวัสดุที่ไม่ค่อยอุ้มน้ำและมักจะลอยน้ำ (นอกเสียจากว่าจะแช่น้ำไว้นานจริงๆ -__-!!!) ทำให้จุลินทรีย์ไม่ค่อยชอบเลยย่อยสลายได้ช้า ยิ่งแกลบใหม่ๆ ที่พึ่งเสร็จจากการสีข้าวหมาดๆ ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ผู้เขียนเลยนิยมผสมอย่างอื่นเข้าไปด้วย เช่น ดิน ปุ๋ยคอก หรือเศษพืชเพื่อเร่งการย่อยสลายของแกลบดิบแล้วตามด้วยน้ำพรมให้ชุ่มก็จะทำให้การย่อยสลายแกลบดิบที่จุลินทรีย์ย่อยลำบากดีขึ้น (จุลินทรีย์ไม่มีฟันมั้งเลยเคี้ยวลำบาก)

Soil-001

*** คลุกดินกับแกลบดิบตามอัตราส่วนที่พอดีกับฐานะ มีมากใส่มากมีน้อยใส่น้อยเดี๋ยวดีเอง วะ ฮ่ะๆ -__-!!!***

Soil-002

*** ใส่เศษพืชลงไปเพื่อช่วยในการย่อยสลาย เศษผัก เศษหญ้าอะไรก็ได้ เผอิญว่าผู้เขียนติดหรูเลยใส่แหนแดงลงไปกลัวว่าปุ๋ยจะไม่มีในโตรเจน อุ อุ อุ -__-!!!***

Soil-003

*** ใส่ปุ๋ยคอกลงไปหน่อยเพื่อสารอาหารและแร่ธาตุที่ครบสมบูรณ์ ใส่ก็ได้หรือไม่ใส่ก็ได้ ตำรวจไม่จับ***

Soil-004

*** เสร็จแล้วก็กองไว้กับพื้นดินแต่เผอิญว่าไก่บ้านผู้เขียนอย่างอัธพาลเลยต้องใส่ในบ่อซีเมนต์ให้มิดชิด -__-!!!***

Soil-005

*** อาจจะเพิ่มความหรูหราหรือไฮโซอีกนิดด้วยการราดด้วย พด ผสมน้ำเพื่อเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในการย่อยสลาย ใส่ก็ดีไม่ใส่ก็ได้ผู้ใหญ่บ้านไม่ด่า -__-!!!***

Soil-006

*** เสร็จแล้วก็อาจจะหาวัสดุคลุมเพื่อรักษาความชื้น***

ปุ๋ยหมักไม่ได้เน้นไปที่วัสดุแบบใดแบบหนึ่งแต่ผู้เขียนอยากให้เพื่อนๆ มองหาวัสดุเหลือใช้ในชุมชน ที่ไม่มีราคาค่างวดมาเป็นปุ๋ยหมัก เช่น เศษผักจากตลาด เศษวัชพืช เศษขยะสด หรือผักตบชวามาทำเป็นปุ๋ยหมักซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งจากการทดขยะในชุมชนและเพิ่มแร่ธาตุบำรุงดินไปในตัว

*** ปล. วันนี้หากอ่านไปแล้วรู้สึกหมั่นไส้ในอาหารดัดจริตของผู้เขียนก้ขออภัยไว้ล่วงหน้าเพราะออกจะมีอาการเมากาว -__-!!! ***





นานๆ ทีถึงจะได้เดินไปถึงท้ายสวนที่ทำการทดลองปลูกข่าเชิงการค้าดู

ปัจจุบันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าโลกเราร้อนขึ้นทุกวันๆ โดยเฉพาะหน้าร้อนและแล้งมาขึ้นทุกๆ ปีอย่างเห็นได้ชัด การปรับตัวของทั้งมนุษย์ สัตว์และพืชเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกษตรที่ต้องขึ้นกับฟ้าฝนและอากาศจึงเป็นเหตุให้ต้องปรับตัวกันอยู่เรื่อยๆ เพื่อความอยู่รอด พืชบางอย่างอาจจะปลูกง่ายไม่ต้องดูแลรักษามากในอดีตแต่ในปัจจุบันก็อาจจะต้องมีการปรับปรุงวิธีการปลูกบ้างหรือเพิ่มเติมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผลผลิตได้ตามใจต้องการ

การเตรียมดิน
ข่าเป็นพืชที่ชอบชื้น ดินร่วนซุย แต่ไม่ชอบแฉะและน้ำขัง หากพื้นที่ไหนมีน้ำขังก็คงเป็นเรื่องยากสักหน่อยสำหรับการปลูกข่า หรืออาจะแก้ไขด้วยการไถเปิดหน้าดินแล้วก่อนขึ้นเป็นคัน แต่หากเป็นพื้นที่ราบปกติแล้วก็สามารถไถเปิดหน้าดินอย่างน้อย 50 เซนติเมตรแล้วคลุกกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดิน หรือหากเป็นการปลูกข่าเพื่อใช้รับประทานในครัวเรือนก็สามารถใช้จอบขุดขึ้นแปลงเล็กๆ หรือขุดหลุมแล้วคลุกดินด้วยปุ๋ยคอกเก่าหรือปุ๋ยหมักได้ไม่ยุ่งยาก

การเตรียมต้นพันธุ์ข่าสำหรับปลูก
ข่าเป็นพืชที่ปลูกง่ายแต่หากท่านใดมีโอกาสก็อยากจะแนะนำต้นพันธุ์ที่มาจากต้นแม่ที่มีอายุได้ 8 – 9 เดือนเพราะมีตามากและรากงอกใหม่ได้ง่าย เพียงแตค่แยกแง่งตัดใบตัดรากออกให้หมดแล้วล้างให้สะอาดก็เป็นอันใช้ได้ แต่หากท่านไหนไม่สามารถหาต้นพันธุ์ได้นั้นก็สามารถหาซื้อไปตามตลาดโดยคัดเลือกหัวหรือแง่งที่มีตาตามข้อ ตัดแต่งส่วนที่เน่าหรือช้ำออกเพราะจะทำให้ลุกลามในภายหลังได้และเมื่อเสร็จแล้วก็นำไปแช่ในน้ำยากันเชื้อรา หลังจากนั้นก็นำไปเพาะชำในแกลบดำหรือวัสดุปลูกชนิดอ่อนเช่นแกลบหรือขุยมะพร้าวแล้วรดน้ำให้ชุ่มเป็นเวลา 10 – 15 วัน เพื่อรอให้รากงอกและแทงยอดออกมาใหม่ หรือหากท่านใดนิยมการปลูกแบบบ้านๆ ก็ไม่ต้องพิถีพิถันอะไรมากก็สามารถปักลงดินแล้วรดน้ำได้เลยแต่ถ้าหากอยากให้อัตราการรอดสูงก็อาจจะต้องพึ่งพาการอนุบาลเสียเล็กน้อยเพื่อศิริมงคลแก่ชีวิต อิอิอิ

การปลูกข่า
การปลูกนั้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเกินไปกว่าการขุดหลุมให้ลึกประมาณ 10 เซนติเมตรและกว้าง 30 เซนติเมตร แล้วอาจจะรองก้นหลุมด้วยใบสะเดา ยาสูบหั่นฝอย หรือพืชที่มีกลิ่นฉุนเพื่อดักทางแมลงหรือหนอน แล้วตามด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า (หลีกเลี่ยงการใช้มูลวัวเพราะง่ายต่อการแพร่ของหนอนกอ) สำหรับการรองก้นหลุมแล้วจึงกลบดินถมให้ลึกประมาณ 20 – 25 เซนติเมตรโดยให้ตาของหน่อข่าชี้ขึ้นด้านบน โดยทิ้งระยะห่างระหว่างกอที่ 1 – 1.2 เมตร แล้วคลุมด้วยฟางหรือวัสดุที่เหลือใช้ในท้องถิ่นเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำจากการถูกแดดเผา หรือไม่ใช้ก็ได้ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของประชาชน อิอิอิ แต่ถ้าจะให้แนะนำก็อยากจะให้หาวัสดุคลุมให้เรียบร้อยเพื่อรักษาความชื้นในดินและถึงแม้จะดูยุ่งยากในช่วงแรกแต่ก็เป็นผลดีในระยะยาว
IMG_2904

IMG_2909

IMG_2911
การดูแลรักษาข่าหลังการปลูก
ถึงแม้ว่าข่าเป็นพืชที่ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากนัก โตได้ตามมีตามเกิดแต่หากต้องการผลผลิตที่ดีมีคุณภาพนั้นก็เห็นทีจะต้องบำรุงให้งาม เพื่อขายได้ราคา ท่านอื่นไม่แน่ใจว่าจะใช้อะไรแต่สำหรับผู้เขียนนั้นนิยมใช้ปุ๋ยหมักทำเองที่ได้จากการหมักผักตบชวากับมูลไก่และแกลบ โดยใส่บริเวณโคนต้นจำนวน 0.5 กิโลกรัมต่อต้นเดือนละครั้ง (ขออภัยในความขี้เกียจ -__-!!!) หากเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็คงจะใส่น้อยกว่านี้ตามอัตราส่วน ส่วนการรดน้ำนั้นหากเพื่อนๆ มีฟางหรือวัสดุคลุมไว้ก็จะช่วยรักษาความชื้นในดินได้ดีทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อยๆ โดยอาจจะรดน้ำแต่อาทิตย์ละครั้ง แต่หากไม่มีวัสดุคลุมก็ควรดูจากระดับความชื้นในดิน และสำหรับไร่ผู้เขียนเองนั้นก็เพิ่มเติมด้วยการรดน้ำหมักชีวภาพทุกอาทิตย์เพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน

IMG_2912

ประโยชน์ขางการปลูกข่า
ข่านั้นมีมูลค่าในเชิงการค้าซึ้งเป็นประโยชน์โดยตรงจากการปลูกข่าซึ่งข่านั้นขายได้ทั้งข่าอ่อนและข่าแก่ หากท่านผู้เขียนมีตลาดข่าอ่อนรองรับก็แนะนำให้เตรียมการปลูกเพื่อผลิตขิงอ่อนเพราะราคาดีและขายง่ายกว่าข่าแก่มาก และประโยชน์ทางอ้อมสำหรับการปลูกข่านั้นก็เป็นระบบการป้องกันแมลงได้อีกรูปแบบหนึ่งเพราะหากปลูกแซมหรือปลูกข่าดักทิศทางแมลงไว้แมลงก็จะช่วยลดการเข้าทำลายพืชผลอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกันเพราะแมลงไม่ถูกโรคกับพืชที่มีกลิ่นฉุน

ประโยชน์ทางยาของข่า (อันนี้ยอมรับจากใจว่าลอกเขามาจริงๆ อิอิอิ -__-!!! ขอบคุณต้นฉบับครับ)
เหง้าแก่ รสเผ็ดปร่า และรสร้อน สรรพคุณขับลมให้กระจาย แก้ฟกบวม แก้พิษไข้ ซับโลหิตร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้ รักษาโรคกลากเกลื้อน
ประโยชน์ทางอาหารการ ปรุงอาหาร คนไทยทั่วประเทศ รู้จักข่ากันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเหง้าแก่ เหง้าอ่อน และดอกข่า ถือได้ว่าเป็นผัก เหง้าแก่ใช้เป็นเครื่องปรุงรส แต่งกลิ่น และเป็นเครื่องปรุงสำคัญของต้มยำทุกชนิด และแกงบางชนิด ส่วนเหง้าอ่อน ต้นอ่อน และดอกอ่อน นำมารับประทานสดๆ หรือลวกให้สุก ใช้เป็นเครื่องจิ้มกับน้ำพริก เหง้าอ่อนสด ยังสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้อีกด้วย เช่น ต้มข่าไก่ ตำเมี่ยงข่าไก่ หรือตำเมี่ยงข่า เป็นต้น
ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายเหง้า อ่อนมีรสเผ็ด มีสรรพคุณเป็นยา ขับลมในลำไส้ แก้ปวดมวนไซ้ท้อง ดอกอ่อนก็มี รสเผ็ดกฃเช่นเดียวกัน เหง้าอ่อน 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 20 กิโลแคลอรี่ มีเส้นใย 1.1 กรัม แคลเซียม 5 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 27 มิลลิกรัม เหล็ก 0.1 มิลลิกรัม วิตามินบี 1 0.13 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.15 กรัม และวิตามินซี 23 มิลลิกรัม



หากเพื่อนๆ จะคาดหวังคำตอบแบบมืออาชีพจากผู้อ่านสำหรับคำถามที่ว่า “เพิ่มผลผลิตกล้วยน้ำว้าอย่างไร” ก็เห็นทีว่าจะผิดหวังครับ อิอิอิ ^-^ เพราะผู้เขียนเองก็เป็นเกษตรกรมือใหม่เหมือนกับหลายๆ ท่านนั่นแหละ

เพื่อนๆ มีน้ำใจถามมาไม่ตอบเลยก็เสียน้ำใจแย่ แต่ก็เอาเป็นว่าเล่าประสบการณ์แบ่งปันเท่าที่รู้ก็แล้วกัน หุหุหุ

ผู้เขียนปลูกกล้วยน้ำว้าไว้เยอะพอสมควรแต่ก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษ ก็เป็นเพียงการปลูกกล้วยน้ำว้าธรรมดาๆ และวิธีเพิ่มผลผลิตของผู้เขียนก็เป็นวิธีบ้านๆ ซึ่งท่านไหนจะนำไปใช้บ้างก็ไม่ว่ากัน จริงๆ แล้วก็เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วๆ ไปนะแหละ อิอิอิ

1. หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะตัดต้นแม่ทิ้งทันที ต้นที่ออกผลแล้วผู้เขียนมีความเชื่อส่วนตัวว่าจะแย่งอาหารจากส่วนอื่นเลยตัดทิ้งเสมอๆ (จริงๆ ก็ไม่ได้ตัดทิ้งหรอก เอาไปทำอาหารไก่บ้าง ทำปุ๋ยหมักบ้างตามแต่ความเหมาะสม)

2. ตัดแต่งใบให้สะอาดดูโล่งๆ เพื่อป้องกันโรคและให้แสงส่อง

3. ตัดแต่งกอให้เหลืออยู่แค่ 4 – 5 ต้นต่อกอ หากมีหน่อกล้วยเกินกว่านั้นก็จะตัดทิ้งหรือตัดขาย

4. ราดน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากการหมักหน่อกล้วยทุก 7 – 10 วันเพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดิน

5. ปุ๋ยมีใช้บำรุงต้นนั้นเน้นเป็นปุ๋ยหมักที่ได้จากการหมักแหนแดง (หุหุหุ มีเยอะ ได้เปรียบ) กับมูลไก่และแกลบโดยเฉพาะช่วงที่กล้วยตกเครือซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่กล้วยต้องการสารอาหารมากเป็น

Picture 034

พิเศษก็จะใส่ปุ๋ยหมักจำนวน 5 กิโลกรัมต่อกอทุกๆ 7 – 10 วัน จะว่าไปแล้วผู้เขียนก็ไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมีเลยนะ ก็เลยไม่รู้ว่าจะดีกว่าหรือแย่ลงหากใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย
*** ผิดถูกประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับเพราะบอกเล่าไปตามประสบการณ์จริงที่ได้ทำมา ^_^ หรือหากท่านใดมีเคล็ดลับจะเสนอแนะก็ยินดีรับไว้ขอรับ***


กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 นับว่าเป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้เพราะเป็นกล้วยน้ำว้าไส้เหลืองที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์และให้ผลผลิตที่มีลูกใหญ่จำนวน ลูกดก เครือมากและคุ้มค่าในเชิงการค้า การขยายพันธุ์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ในปัจจุบันขยายพันธุ์ด้วยหน่อนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงนิยมใช้แบบเพาะเนื้อเยื่อเสียส่วนใหญ่เพราะว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถทำได้ในจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดอยู่ดีแม้กระทั่งสถานีวิจัยที่ปากช่องจังหวัดโคราชเองก็ไม่สามารถจัดหาให้ได้ทันกับความต้องการที่มหาศาลของตลาดในปัจจุบัน

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการขยายพันธุ์หรือปลูกกล้วยน้ำว้าด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ปลอดโรค ได้สายพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการ หรือขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาสั้นกว่า แต่การปลูกกล้วยน้ำว้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นก็มีข้อเสียอยู่บ้างเช่นกัน เช่น ต้องการการเอาดูแลรักษาอย่างดีในช่วงแรกที่ลงปลูกใหม่เพราะต้นยังเล็กและไม่แข็งแรง หากต้นเล็กเกินไปรากจะติดเชื้อได้ง่าย เป็นต้น ถึงแม้ว่ากล้วยน้ำว้าจะทนและแข็งแรงกว่าเมื่อเทียบกับกล้วยสายพันธุ์อื่นๆ เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า แต่หากต้นยังเล็กเกินไปก็ถือว่ายังอ่อนแอจึงทำให้ตายได้ง่ายๆ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผู้ปลูกที่ไม่มีความชำนาญหรือไม่มีประสบการณ์ในการปลูกกล้วยประสบความล้มเหลวในการปลูกและต้นกล้วยแสนรักที่พึ่งได้มากลับตายจากไปก่อนวัยอันควร -__-!!! โธ่ พึ่งจะได้มาก็ตายเสียแล้ว

การปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้น
1. หลังจากที่ได้ต้นกล้วยมาแล้วก็สมควรที่จะพักต้นหรืออนุบาลต่อระยะหนึ่งเพื่อให้ต้นกล้วยฟื้นจากความบอบช้ำที่ได้รับจากการขนส่งและจะให้ดีก็ควรอนุบาลเพิ่มเติมอีก 1 เดือนเพื่อให้ระบบรากแข็งแรงขึ้นและลำต้นแข็งแรงพอที่จะเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ต้นกล้วยน้ำว้าที่ได้จากศูนย์วิจัยหรือที่จำหน่ายกันจะมีความสูงแค่ 20 – 25 ซม. จึงยังไม่ค่อยแข็งแรงพอที่จะทนแดดหรือลม หากจะให้ดีควรปลูกเมื่อระบบรากแข็งแรงดีแล้วจึงนำไปปลูกได้

banana trees (3)

2. ขุดหลุมขนาด 50x 50 ลึก 50 ซม. แล้วตากหลุมไว้ 1 อาทิตย์แล้วรองก้นหลุมปลูกด้วยปูนขาวหรือปูนมานเล็กน้อยเพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อ

3. ควรรองก้นปลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่าหรือถ้าจะให้ดีควรเป็นปุ๋ยหมักเพราะปุ๋ยเคมีอาจจะทำให้ต้นกล้วยน้ำว้าต้นอ่อนตายได้เพราะความเข้มข้นที่มากเกินไป

4. ไม่ควรวางต้นกล้วยลึกเกินไปและควรให้ระดับดินในถุงเท่ากับขอบคันดินที่จะปลูก หากตื้นเกินไปก้อาจจะทำให้ลอยกอได้ง่ายในอนาคต หรือหากปลูกลึกเกินไปก็จะทำให้โคนต้นกล้วยที่กำลังอ่อนอาจจะเน่าได้ แล้วจึงกลบด้วยดินให้รอบหลุม

banana trees (2)

5. คลุมด้วยวัสดุคลุม เช่น ฟาง แกลบ หรือขุยมะพร้าวเพื่อรักษาความชื้นในดินให้มีอยู่ตลอดเวลา เพราะรากต้องการความชื้นอย่างสูงในระยะนี้จึงจะสามารถชอนไชออกจากบริเวณถุงไปสู่ดินใหม่ได้

banana trees

6. ปักไม้แล้วพูกต้นกล้วยไว้เพื่อป้องกันลมพัดแรงจนรากเคลื่อนที่ทำให้การเจริญเติบโตชะงัก

7. รดน้ำเช้า – เย็นอย่างสม่ำเสมออย่างพอดีๆ ไม่ควรแห้งไปและไม่ควรแฉะจนเกินไปอาจจะทำให้รากเน่าได้

เพียงเท่านี้ก็จะทำให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเรามากขึ้นหลายเท่า ทำให้พออุ่นใจได้ว่าจะเจริญเติบโตได้อย่างดีและออกดอกออกผลให้เราได้เห็นในอนาคตอันใกล้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเพื่อนๆ มากขึ้นกว่าเดิมจะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นว่าต้นกล้วยปลูกแล้วตายให้ผู้เขียนฟัง หุ หุ หุ -__-!!!
banana trees (1)



ว่าแล้วจะต้องมีคนถามคำถามนี้ตามมาหลังจากคุยกันเรื่องการปลูกพืชบนดินลูกรัง

ดินเหนียวเป็นดินที่มีลักษณะเนื้อละเอียด น้ำซึมผ่านได้ยากบางครั้งรดน้ำข้างบนจนเละเป็นโคลนแต่ด้านใต้ผิวดินยังเป็นผงฝุ่นอยู่เลย ดังนั้นหากจะต้องใช้ปลูกพืชก็ควรปรับปรุงดินโดยการใส่อินทรีย์วัตถุที่มีลักษณะละเอียดและอุ้มน้ำได้ดี เช่นฟางข้าว แกลบ ขี้เลื่อยต่างๆ ผสมคลุกเคล้าไปกับดินเพื่อให้คุณลักษณะทางกายภาพของดินเปลี่ยนไปให้การดูดซึมน้ำและน้ำไหลผ่านได้ดีขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปอินทรีย์วัตถุเหล่านี้ก็จะสลายตัวและรวมตัวเข้ากับดินเหนียวทำให้ดินมีคุณลักษณะที่ดีขึ้นจนสามารถปลูกพืชได้ตามปกติ

โดยที่สวนต้องเจอกับปัญหาดินเหนียวจากก้นบ่อที่พอโดนแดดหน่อยก็จะแข็งเป็นหินแต่พอโดนน้ำก็จะเหนียวติดจอบ เอะ! ทำไมดินคุณถาพแย่ๆ มาอยู่ที่สวนเราหมดเลยเนี่ยะ! เกือบครบชุดปัญหาเรื่องดินเลยนะเนี่ยะ -__-!!! และหากต้องการเร่งปฏิกิริยาให้การย่อยสลายตัวของอินทรีย์วัตถุที่ผสมคลุกเคล้ากับดินเหนียวย่อยสลายเร็วขึ้นก็สามารถนำน้ำหมักชีวภาพมาผสมน้ำในอัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 30 ลิตรราดลงบนดินที่ผสมอินทรียวัตถุแล้วทุกๆ 5 – 7 วันก็จะสามารถย่นระยะเวลาการย่อยสลายตัวของอินทรียวัตถุได้ วิธีนี้ใช้ได้ผลกับที่สวนผู้เขียนหากเพื่อนๆ อยากจะเอาไปทดลองแก้ปัญหาดินเหนียวที่สวนของเพื่อนๆ ก็สามารถทำได้ไม่หวงห้ามขอรับ ^-^
Picture 208

Picture 201

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน