Posts Tagged ‘แปรรูป’

คุณค่าทางโภชนาการของตำลึงและการแปรรูปลูกตำลึงสู่อาหาร



ตำลึงนั้นนับว่าอยู่คู่กับครัวไทยมานานแสนนานเพราะมีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่น รสชาติที่ถูกปากและคุณค่าทางโภชนาการสูงเช่นธาตุเหล็ก โดยเฉพาะส่วนยอดของตำลึงที่เรานิยมใช้ปรุงอาหาร ในใบตำลึง 100 กรัม ประกอบไปด้วยโปรตีน 3.3 กรัม วิตามินบี1 0.17 มิลลิกรัม แคลเซียม 126 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม ไนอาซีน 1.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 13 มิลลิกรัม ใยอาหาร 2.2 กรัม และเบต้าแคโรทีนสูงถึง 699.88 ไมโครกรัม มากกว่าฟักทองและมันเทศซึ่งมีเบต้าแคโรทีน 225 และ 175 ไมโครกรัมตามลำดับ ต่อปริมาณ 100 กรัมเหมือนกัน สุดยอดเลยไหมหละ หาง่าย ทานได้ อร่อยด้วย

เราใช้ใบตำลึงหรือยอดตำลึงเป็นส่วนประกอบของอาหารสำหรับต้ม ผัด แกง จืด ต่างๆ จนลืมไปแล้วว่ายังมีลูกตำลึงติดอยู่ ลูกตำลึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่เรานึกถึงแต่ปัจจุบันนี้ลูกตำลึงถูกนำไปแปรรูปเป็นซอส คล้ายๆ กับซอสมะเขือเทศออกวางจำหน่ายสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นอย่างมาก และดูเหมือนจะได้รับความนิยมเสียด้วยเพราะความแปลกใหม่และคุณค่าทางโภชนาการ

บางครั้งบางทีมองดูสิ่งไร้ค่าแล้วลองนำมาแปรรูปหรือดัดแปลงต่างๆ นาๆ ให้มีค่าขึ้นก็ดูเข้าท่าเหมือนกันนะครับ ^-^
คงพอจะช่วยแก้อาการอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนๆ ที่ถามผู้เขียนว่าลูกตำลึงที่บ้านมีเยอะเหลือเกินพอใช้ทำอะไรได้บ้าง? แปรรูปอะไรได้บ้าง?
IMG_3402

IMG_3400

รายได้จากสวนกล้วยน้ำว้า



เพื่อนๆ ชาวเกษตรถามผู้เขียนว่าปลูกกล้วยแล้วรายได้ดีไหม? ขายอะไรได้บ้าง?
จริงๆ แล้วผู้เขียนไม่อยากให้เพื่อนๆ คิดถึงแต่ตัวเลขที่เป็นจำนวนเงินอย่างเดียวครับ เพราะกล้วยนั้นแปรรูปได้หลากหลาย ใช้ประโยชน์ได้เยอะแยะสุดแท้แต่จะดัดแปลง บางครั้งการทำอะไรเกินพอดีไปคิดถึงแต่จำนวนเงินมากเกินไปจนมองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปได้ เช่นความสุขที่ได้ทำ ความสุขที่ได้ปลูกและความสุขที่ได้แบ่งปัน ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาขุดหาเงินอย่างเดียว ^-^

แรกเริ่มเดิมทีผู้เขียนปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 อยู่ 1 ไร่เพราะต้องการทดลองดูตลาดและก็ปรากฏว่าไปได้ด้วยดี เลยต้องขยายเพิ่มซึ่ง ณ ขณะนี้กำลังขยายเพิ่มพื้นที่ปลูกและหวังว่าซักวันคงได้จำนวนพอที่จะแจกเพื่อนๆ

มาดูกันดีกว่าว่าผลผลิตจากสวนกล้วยน้ำว้าของผู้เขียนขายอะไรได้บ้างแต่ไม่ขอบอกเป็นจำนวนเงินนะขอรับ อยากจะให้เพื่อนๆ ลองปลูกแล้วหาคำตอบเอาเอง
เริ่มจากบนลงล่างเลยละกันเนอะ!

1. ใบกล้วยหรือใบตอง
ถึงใบกล้วยน้ำว้าของผู้เขียนจะไม่ได้เหนียวเหมือนใบตองจากกล้วยตานีแต่คัดใบสวยๆ ก็พอใช้ได้ ประมาณ 15 วันตัดหนึ่งครั้ง โดยเฉลี่ยก็ครั้งละประมาณ 50 – 80 กิโลกรัม ตัดมากก็ไม่ดีต้นกล้วยไม่โต ไม่มีสังเคราห์แสง ไม่ตัดเลยก็ไม่ดีรกหูรกตาเป็นแหล่งสะสมแมลงและโรค

IMG_2023

2. ปลีกล้วย
หลังจากที่กล้วยติดผลได้ประมาณ 8 – 12 หวีต่อเครือแล้วแต่ความสมบูรณ์ของผลกล้วยก็สมควรแก่เวลาที่จะตัดทิ้ง ไม่สมควรปล่อยไว้เพราะจะแย่งสารอาหารของผลกล้วย ปลีกล้วยนี้ก็สามารถวางขายได้อีกแม่ค้าแถวสวนชอบมาซื้อไปขายที่ตลาด แต่โดยส่วนใหญ่เพื่อนบ้านมาขอไปแกงก็ให้กันไปเลย เพื่อนบ้านบางคนเอาไข่เป็ดมาแลกด้วยอะ น่ารักม่ะ ^_^

3. ผลกล้วย
อันนี้เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าสามารถจำหน่ายผลสดได้ และผู้เขียนก็ได้แปรรูปบางส่วนเพื่อจำหน่ายเองด้วย โดยจะตัดทุกๆ อาทิตย์ ตกเฉลี่ยอะทิตย์ละ 15 – 20 เครือต่อไร่

IMG_2025

4. ต้นกล้วย
อันนี้จะว่าเป็นผลพลอยได้ก็ว่าได้ เพราะจะขายโดยตรงก็ไม่เป็นทางการนักแต่ก็มีแม่ค้าจากตลาดนัดมาขอซื้อหยวกกล้วย โดยสว่นใหญ่แล้วผู้เขียนจะผ่าคัดหยวกกล้วยออกเก็บไว้ขายหรือให้น้องหมูเคี้ยวเล่น ส่วนกาบแข็งๆที่เหลือจะใช้ทำปุ๋ยหมัก (หมักมันทุกอย่าง (-__-!!!)) แล้วก็ขายปุ๋ยหมัก โดยต้นกล้วยที่ออกผลแล้วระยะหนึ่งผู้เขียนก็จะตัดทิ้งให้เหลือแต่ตอ ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไมให้รกกอเพราะมันออกเครือแค่รอบเดียว

5. หน่อกล้วย
ผู้เขียนนิยมเลี้ยงหน่อไว้แค่ 4 หน่อต่อ 1 กอให้ทิ้งช่วงห่างระยะทุกๆ 4 เดือนเพื่อให้กล้วยออกผลสลับสับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ส่วนที่เหลือก็จะตัดขาย โดยราคาหน่อยกล้วยนั้นก็ขายราคากันเองครับ แจกบ้าง ขอกันบ้างก็ว่ากันไป นับว่าเป็นรายได้ที่มาเรื่อยๆ เพราะหน่อกล้วยแทงออกมาทุกวัน เอะ! หรือว่าผู้เขียนให้ปุ๋ยผิดประเภทดกแต่หน่อเครือไม่ค่อยออก (-__-!!!)

IMG_2016

ณ ตอนนี้ความสุขของผู้เขียนไม่ได้มาจากรายได้จากการขายโดยที่แทบไม่สนใจเรื่องราคา แต่เป็นความรู้สึกมีความสุขที่ได้ขาย ได้แจก ได้แลกเปลี่ยนซึ่งความสุขแบบนี้นับว่าเป็นพื้นฐานของการดำรงชีพมากกว่าความสุขจากนำนวนเงิน คงจะเหมือนความรู้สึกของแม่ค้าที่เห็นสินค้าตัวเองขายดีหละมั้ง โดยที่ไม่ได้สนใจว่าจะขายได้เท่าไหร่ ^__^

ข้อพิจารณาก่อนการปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อการค้า-การเพิ่มมูลค่าและพยุงราคาของปาล์มน้ำมัน



คำถามตามมาเยอะพอสมควรหลังลงบทความเรื่องการปลูกปาล์มน้ำมัน เอะ! นี่แสดงว่าก่อนปลูกไม่ได้ศึกษากันก่อนใช่ไหมเนี่ยะ? แต่ก็นั่นแหละนะการส่งเสริมหรือชี้นำในเชิงนโยบายไม่ค่อยจะมีให้เห็นก็เป็นแบบนี้แหละ

เพื่อนๆ หลายท่านถามว่าแล้วจะทำยังไงหละในเมื่อปลูกไปแล้วถึงแม้จะยังไม่ได้เก็บผลผลิต?
ผู้อ่านก็ไม่รู้ หุหุหุ

แต่กระนั้นก็อยากจะยกตัวอย่างวิธีที่โรงหีบขนาดเล็กกับขนาดกลางในภาคใต้ใช้กันบ่อยๆ เพื่อพยุงราคาตลาดและก็เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับปาล์มน้ำมัน

หากเพื่อนๆ ท่านใดเคยผ่าเมล็ดปาล์มน้ำมันดูก็คงจะรู้ว่าด้านในจะเป็นเมล็ดน้ำมันสีขาวๆ ตันๆ เมล็ดสีขาวนี้บางโรงงานจะหีบเพื่อเอาน้ำมันพร้อมเปลือกหุ้มไปเลยทีเดียว แต่บางครั้งที่ราคาน้ำมันตกต่ำโรงงานบางโรงจะใช้เครื่องแยกเมล็ดน้ำมันนี้ออกจากเปลือกหุ้มที่มีลักษณะเหมือนขุยมะพร้าวแล้วก็นำเปลือกหุ้มไปหีบเอาน้ำมันตามปกติเพราะเก็บไว้นานไม่ได้เดี๋ยวกรดขึ้นกรองยากจัดการลำบาก ส่วนแกนกลางสีขาวๆ ก็จะแยกออกมาแล้วก็จะนำมารมควันหรืออบเพื่อยืดอายุเมล็ดน้ำมันแล้วทำการหีบน้ำมันต่างหากในภายหลังช่วงที่ราคาน้ำมันดีขึ้น (โรงหีบได้กำไรก็ตรงนี้แหละ ซื้อมาถูกแต่ยืดอายุออกไปขายในช่วงแพง)

สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มแล้วกาบหุ้ม เปลือกหุ้ม (สุดแท้แต่จะเรียกเพราะผู้เขียนก็เรียกไม่เคยถูก) ถือว่าเป็นน้ำมันเกรด C เพราะแปรรูปยาก ปรุงนู้น ปรุงนี่ ยุ่งยากไปหมดแถมยังใช้ประโยชน์ได้น้อย ส่วนเมล็ดแกนกลางสีขาวนั้นจัดว่าเป็นน้ำมันเกรด A ที่สามารถใช้ทำน้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง นี่แหละตัวสำคัญเลยทีเดียว หรือจะมองอีกมุมหนึ่งก็คือปาล์มน้ำมันที่มีพันธุ์ดีนั้นนอกจากลูกดก ทะลายใหญ่แล้วเมล็ดแกนกลางยังต้องใหญ่อีกด้วยเพราะเป็นส่วนที่มีมูลค่ามากที่สุด

Oil Palm Seed

*** ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและก้ขออภัยเพื่อนๆ ชาวเกษตรด้วยจริงๆ ครับ ที่ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ให้ดูกันอย่างละเอียดเพราะไม่นึกไม่ฝันว่าวันหนึ่งจะได้มารับใช้ตอบคำถามเพื่อนๆ ผ่านตัวหนังสือเช่นนี้ ไม่ได้ถือเป็นภาระนะครับตรงกันข้ามรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติ***

แล้วเราเรียนรู้อะไรจากวิธีการแบบนี้บ้างหละ?

หากจะพยุงราคาก็ควรที่จะเรียนรู้เรื่องการถ่วงเวลา ประวิงเวลา ถนอมเมล็ดไว้จนกว่าจะถึงช่วงที่ราคาขึ้นสูง เพราะกลไลตลาดมีขึ้นมีลงตลอดเวลา

แต่หากจะเพิ่มมูลค่าก็ต้องรู้จักคัดส่วนที่สำคัญที่มีมูลค่าออกมาแปรรูปหรือเพื่อจำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมอื่นเพราะปาล์มน้ำมันนั้นไม่ได้เป็นแค่น้ำมันพืชอย่างเดียว

แก้ไขปัญหาผลผลิตตกต่ำด้วยการแปรรูปผลิตผลสู่ผลิตภัณฑ์


ประเทศเราเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ครับ จนบางครั้งสมบูรณ์เกินเหตุจนล้นตลาดทำให้ราคาตกต่ำ เป็นที่หน้าช้ำใจของผู้ปลูกเป็นอย่างยิ่ง การแก้ปัญหาหรือป้องกันพืชผลทางการเกษตรตกต่ำมีหลายวิธีครับ

เช่น

 

การกระจายสินค้าให้ทั่วถึง มีระบบการจัดการตลาดที่มีประสิทธิภาพ แต่ทุกวันนี้ที่เห็นคือจังหวัดหนึ่งล้นตลาดแต่อีกจังหวัดยังไม่ได้กิน อะไรแบบนั้น

 

ใช้สารเคมีถ่วงเวลาการสุกเพื่อยืดระยะเวลาการเก็บผลผลิตเพราะปกติกลไกตลาดพืชผลทางการเกษตรนั้นจะเส้นเหมือนตัวยู คือราคาก่อนฤดูกาลจะแพง พอกลางฤดูกาลจะถูกแสนถูก และกลับมาแพงอีกครั้งหลังจากสินค้าเริ่มหมดตลาด

 

การวางแผนให้พืชผลทางการเกษตรออกก่อนหรือนอกฤดูเพื่อพยุงราคา แน่นอนอยู่แล้วครับว่าหากท่านปลูกพืชผลชนิดใดก็แล้วแต่นอกฤดูที่มันไม่เคยออกก็ย่อมต้องขายได้ราคาดีแน่เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด

 

การกำหนดภาพรวมของสินค้าการเกษตร หรือแหล่งเพาะปลูก วิธีนี้เป็นวิธีที่ผู้เขียนชอบเป็นการส่วนตัวแต่โชคร้ายเหลือเกินว่าเกิดขึ้นแค่วงแคบๆ ในประเทศนี้ คงจะดีไม่น้อยที่รัฐกำหนดแผนภาพรวมของประเทศให้การเพาะปลูกในแต่ละจังหวัดมีผลิตผลทางการเกษตรที่แตกต่างกันเพื่อไม่ให้เกิดการล้นตลาดเหมือนที่ญี่ปุ่นได้วางแผนให้กับเกษตรกรของตน

 

และสุดท้าย การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่ามากขึ้น

หุ หุ หุ

อ้อมไปไกลสุดท้ายกว่าจะวกมาหัวข้อวันนี้ได้คือเรื่องการแปรรูป ซึ่งจริงๆ แล้วผู้เขียนไม่ค่อยมีความรู้เท่าไหร่ในเรื่องของการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรจึงจำเป็นต้องขอไปดูงานศึกษาวิธีการจากที่ต่างๆ และไทยเราโชคดีพอที่มีโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ให้ได้ศึกษาและเรียนรู้กันทุกตำบล

 

ผู้เขียนสนใจการแปรรูปกล้วยเพราะที่สวนปลูกกล้วยไว้พอสมควร ซึ่งปกติจะขายแต่ผลผลิตสดแต่บางครั้งราคาก็ตกต่ำจนชนิดที่ว่าเอามาให้เป็นอาหารหมูยังจะดีเสียกว่า จะแปรรูปเองก็ไม่ค่อยมีความรู้เลยจำเป็นต้องไปดูงานที่กลุ่มแม่บ้าน ต.บ่อสุพรรณ อ. สองพี่น้อง จ. สุพรรณบุรีที่ทำกล้วยอบม้วนออกมาจำหน่าย โดยกลุ่มแม่บ้านนี้รับซื้อผลผลิตกล้วยจากสมาชิกในกลุ่มแบบประกันราคาแล้วก็นำมาแปรรรูปออกจำหน่ายรายได้ดี โดยแรงงานก็คือสมาชิกในกลุ่มนั่นเองที่ช่วยกันทำช่วยกันผลิต สิ้นปีก็แบ่งปันผลกำไรกันอย่างชื่นมื่น

001

การทำกล้วยอบม้วนของที่นี่ก็เรียบง่ายและสะอาดถูกหลักอนามัย โดยเริ่มจาก

1. นำกล้วยสุกมาปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด

2. นำมาใส่เครื่องทับให้แบน

002

3. ใส่ถาดหรือภาชนะแล้วนำเข้าเตาอบซึ่งกลุ่มแม่บ้านที่นี่มีทั้งระบบการอบโดยแสงแดดเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและแบบใช้แก๊สในกรณีที่เร่งด่วน003

4. เมื่ออบได้ที่แล้วก็แต่งกลิ่นรสชาติตามสูตร (อันนี้แม่บ้านไม่ขอเปิดเผย) เช่นใส่น้ำผึ้ง แต่งกิ่นใบเตยต่างๆ แล้วแต่ความต้องการของตลาดหรือจะเป็นรสชาติเดิมๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ004-1

004-2

5. ใส่ในบรรจุภัณฑ์ให้เรียบร้อบ ติดตราติดฉลากตามแต่ใจต้องการ005

เสร็จแล้วเห็นไหม!

 

จากกล้วยราคาหวีละ 8 บาท (1 หวีมีประมาณ 15 – 18 ผล) ตกราคาผลละไม่ถึงบาทกลายมาเป็นกล้วยอบราคากล่องละ 20 บาท (1 กล่องมี 10 ม้วนโดยใช้กล้วย 10 ลูก) จากกล้วยราคาไม่ถึงบาทกลายมาเป็น 2 บาทซะแล้ว นี่เป็นราคาขายส่งแบบไปรับถึงที่ครับ แล้วถ้าหากแม่บ้านจำหน่ายเองก็จะตกกล่องละ 25 – 30 บาท และทุกวันนี้ก็จำหน่ายได้วันละกว่า 200 กล่อง เห้นไหมครับการแปรรูปช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลแถมยังเป็นการยืดอายุอีกต่างหากจากกล้วยที่เก็บได้ไม่ถึงอาทิตย์กลายมาเป็นกล้วยอบที่เก็บได้ 1 เดือน (แต่จริงๆ แล้วแค่ 2 – 3 วันก็ขายหมด)

บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน