Posts Tagged ‘แมลงศัตรูพืช’



ปกติแล้วทุกวันอาทิตย์ที่ขับรถไปที่สวนจะดูซ้ำซากจำเจเหมือนกันทุกๆ ครั้งแต่อาทิตย์ที่ผ่านมาเห็นทิวทัศน์บรรยากาศข้างทางระหว่างไปสวน รวมถึงกลิ่นอากาศที่เปลี่ยนไปจากปกติซึ่งเป็นสัญญาณว่าเริ่มเข้าฤดูฝน กลิ่นอากาศที่มีกลิ่นดินปนอยู่ชวนให้คิดถึงบ้าน หรือแม้กระทั่งต้นไม้ที่เริ่มแตกยอดใหม่หลังจากผลัดใบในช่วงหน้าร้อน ผีเสื้อบินกันให้ว่อนดูสวยงาม

 

เอะ ผีเสื้อ -__-!!!

ซวยแล้ว!

 

ไม่รู้ว่าเพื่อนชาวเกษตรอินทรีย์หลายๆ ท่านคิดเหมือนกับผู้เขียนหรือเปล่าว่าสารไล่หรือกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สกัดจากธรรมชาติหรือพืชนั้นจะเสื่อมประสิทธิภาพเร็วเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนเพราะมีฝนคอยชะล้างทำให้ต้องคอยฉีดพ่นกันอยู่บ่อยๆ หรือต้องหาวิธีอื่นเข้าเสริม แถมต้นฤดูฝนนี้ยังเป็นช่วงผสมพันธุ์วางไข่ของผีเสื้อหลายๆ ชนิด -__-!!! ทีนี้นึกภาพออกรึยังว่าที่สวนมะนาวและสวนมะกรูดของผู้เขียนจะมีแขกมาเยี่ยมเยียนมากขนาดไหน จริงๆ ก็ไม่ได้อยากให้มาแต่เขามาวางไข่กันเอง

*** กลุ่มแขกไม่อยากเชิญ แต่มากันเอง -__-!!! ***

Picture 721

*** มากันทั้งครอบครัว ดูเอาเถอะ จริงๆมีรูปเยอะกว่านี้ แต่จำชื่อไม่ได้เพราะเหมือนกันไปหมดเลยเอาแต่ที่จำชื่อได้มาประจานผ่านสื่อ หุหุหุ -__-!!! ***

Picture 717

*** เพียงเวลาแค่ 5 – 6 วันก็เปลียนจากไข่ฟองเล็กๆ แทบจะมองไม่เห็นเป็นหนอนขนาดมหึมา ก็เล่นกินทั้งวันทั้งคืนนี่เนอะ***

พอถึงสวนสิ่งแรกที่รีบเดินไปดูเลยคือแปลงมะนาวกับแปลงมะกรูดท้ายสวน และก็จริงอย่างท่านว่ามากันเป็นพรวนทั้งเครือญาติ เกือบจะสติแตกวิ่งไปซื้อยากำจัดหนอนและแมลงศัตรูพืชแบบที่เป็นเคมีแต่สุดท้ายก็ได้มานั่งต้นใบยาฉุนกับสะเดาเพิ่มเพียงแต่คราวนี้ต้องเป็นสูตรเจ้มจ้นนนน ถึงจะเอาอยู่โดยต้องอาศัยเหล้าขาวผสมลงไปด้วย

สูตรกำจัดหนอนแมลงศัตรูพืชของผู้เขียนที่ใช้บ่อยๆ มีดังนี้

1.ยาเส้นหั่นฝอย 1 กิโลกรัมต้มกับน้ำ 3 ลิตรให้เดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำ

2.ใบสะเดาป่าสดๆ ที่หาได้แถวบ้านประมาณ 3 กิโลกรัมนำมาตำแล้วคั้นเอาน้ำขนาด 1 ลิตร

3.เหล้าขาว 1 ขวด

4.น้ำ 20 ลิตร

ผสมเข้าด้วยกันแล้วนำไปฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณที่ต้องการทุกๆ 3 วันหรือบ่อยกว่านั้นหากฝนตกชุก -__-!!!

*** แขกกลุ่มนี้อยากจะเชิญ แต่ไม่ค่อยมา ***

Picture 712*** นานๆ จะเห็นพี่ขจรศักดิ์ขึ้นมาจากบ่อ ***

Picture 713

Picture 740*** นี่ก็ชอบมานอนเล่นอยู่หน้าบ้าน เดี๋ยวหาเหรียญให้อมแล้วตั้งไว้เป็นเครื่องรางของขลังค์ -__-!!!***



เพื่อนสนิทของผู้เขียนได้ไปอบรมที่ศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินของกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แล้วเห็นว่ามีประโยชน์ดีเลยอยากจะนำมาบอกกล่าวประชาสัมพันธ์ให้ได้รับทราบถึงประโยชน์และเป็นการเผยแพร่ความรู้สืบต่อไป หากเห็นว่าไม่เหมาะสมประการใดก็สามารถแจ้งได้ครับจะได้ลบออก แต่ก็อยากประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงประโยชน์กันถ้วนหน้าครับโดยเฉพาะชาวเกษตรอย่างเราๆ ^-^ ความรู้ดีๆ แบบนี้ก็อยากให้อ่านกันถ้วนหน้า

อ่ะ เริ่มกันเลยดีกว่า

1. สูตรขม สูตรนี้จะใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของหนอนและแมลงที่มากัดกินพืชและทำให้ไข่ของแมลงฝ่อ ได้แก่ สะเดา ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด มะระ บวบเหลี่ยม ชุดเห็ดเทศ

2. สูตรเมาเบื่อ สูตรนี้จะฆ่าพวกหนอนและแมลงบางชนิดที่โดนยานี้ บางชนิดจะเป็นอัมพาตและตายในที่สุด ได้แก่ หางไหลขาว-หางไหลแดง หัวกลอย ยาสูบ เมล็ดมันแกว ใบหรือเมล็ดน้อยหน่า ยอดหรือใบเปลือกซาก สบู่ดำ หนอนตายหยาก แสยก พญาไร้ใบ ขอบชะนาง

3. สูตรเผ็ด สูตรนี้จะฆ่าพวกเพลี้ย ไร ด้วงหมักผัก ได้แก่ พริก ขิง ข่า ขมิ้น ไพล พริกไท ดีปลี ผักหนาม

4. สูตรหอมระเหย สูตรนี้ป้องกันและขับไล่แมลงด้วยกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยของตัวสมุนไพร ได้แก่ ตะไคร้ ตะไคร้หอม มะกรูด มะนาว ผกากรอง พลู ว่านน้ำ สาบเสือ (เสือหมอบ) สาบแร้ง-สาบกา ดาวเรือง ยูคาลิปตัส ใบมะปรางอ่อน แห้วหมู กระเพรา โหระพา

5. สูตรฝาด สูตรนี้จะช่วยป้องกันเชื้อราและเชื้อโรคบางชนิดที่จะมารบกวนต้นพืชและต้นอ่อน ได้แก่ เปลือกต้นแค เปลือกต้นตะโก เปลือกต้นมะพลับ เปลือกมังคุด ผลหมาก ผลดิบกล้วยหรือแกนเครือกล้วย หัวผักกาดขาว

6. สูตรเย็น สูตรนี้จะเป็นสูตรที่ล้างพิษซึ่งแมลงที่มารบกวนอาจจะได้รับผิดบางอย่างและโดยธรรมชาติของแมลงจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นในตัว สูตรนี้จะทำให้แลงได้รับการล้างพิษและไม่สร้างภูมิต้านทานต่อพิษใดๆ ดังนั้นเมื่อได้รับพิษจากยาสูตรอื่นก็จะมีผลต่อแมลงทันที ได้แก่ รางจืด ลูกใต้ใบ ผักบุ้ง โทงเทง ตำลึง

สูตรภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกรและเกษตรกรได้มีการนำไปใช้และได้ผลดีระดับหนึ่ง ได้แก่ สูตรต่างๆ ที่ได้รบวรวมไว้ในที่นี้ ซึ่งมีทั้งสูตรน้ำหมักชีวภาพ สูตรไล่แมลง สูตรปุ๋ยหมัก และสูตรป้องกันเชื้อรา แต่ก็อยากจะให้เข้าใจว่าการใช้สารสกัดจากธรรมชาติเหล่านี้คงไม่เห็นผลเข็ดขาดเหมือนกันการใช้สารเคมีที่ตรงเข้าทำลายแมลงศัตรูพืชอย่างเฉียบพลันหากแต่สารธรรมชาติเหล่านี้จะค่อยๆ เข้าทำลายทีละนิดและใช้เวลาในการทำลายอย่างมีประสิทธิภาพและโดยธรรมชาติของแมลงที่มีการปรับสภาพตามลักษณะธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด การเปลี่ยนสูตรหรือวัตถุดิบที่นำมาสกัดอยู่เรื่อยๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้สารธรรมชาติเหล่านี้หากไม่แล้วแมลงศัตรูพืชมักจะดื้อยา

Top Five 4.jpg



สูตรยาฉุนหรือยาสูบสำหรับกำจัดเพลี้ยนั้นทำได้ไม่ยากครับสามารถทำไว้ใช้เองได้ง่ายๆ และวัตถุดิบก็หาได้ทั่วๆ ไปตามท้องตลาด

1. หากเพื่อนๆ มีต้นยาสูบที่บ้านก็สามารถใช้ใบสดที่แก่ได้ที่นำมาบดให้ละเอียดแล้วแช่น้ำด้วยปริมาตร 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 15 ลิตรนาน 48 ชั่วโมงจนสีของน้ำเปลี่ยนเป็นสีดำ หรือหากต้องการย่นระยะเวลาก็สามารถหั่นใบยาสูบ 1 กิโลกรัมให้ละเอียดแล้วนำไปต้มจนเดือดแล้วทิ้งไว้ให้เย็นเพื่อเป็นหัวเชื้อที่สามารถนำไปผสมกับน้ำในอัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 15 ลิตรได้และสำหรับสูตรเฉพาะตัวที่สวน (เด็ก สตรีมีครรภ์ไม่ควรทำตาม) ก็จะผสมผงซักฟอกไปปริมาณ 1 ซอง (10 บาทนั่นแหละ) ต่อน้ำ 20 ลิตรแล้วเราไปฉีดบริเวณที่เป็นเพลี้ย ที่นี้แหละเพลี้ยจะหายและต้นไม้ท่านจะขาวสะอาดสดใสเหมือนใหม่ -__-!!!
Picture 059

*** อย่าฉีดมากเดี๋ยวต้นไม้ท่านจะเป็นมะเร็ง -__-!!! ***

2. หากท่านไม่มีต้นยาสูบที่บ้านก็สามารถหาซื้อยาเส้นซองจากร้านค้าทั่วๆ ไปได้โดยใช้ในปริมาณเท่ากันคือ 1 กิโลกรัม (หรือหากใช้น้อยก็ลดอัตราส่วนลงมา) ต่อน้ำ 15 ลิตรแช่ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมงหรือต้มน้ำให้เดือดแล้วทิ้งไว้ให้เย็นเพื่อทำเป็นหัวเชื้อผสมยาไล่แมลงในอัตราส่วน 1 ต่อ 15 ลิตรเช่นกันและก่อนฉีดก็เพิ่มผงซักฟอกไปอีกนิดหน่อย เท่านี้ท่านก็จะสามารถไล่แมลงศัตรูพืชและเพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน ไรแดง ไรขาว ด้วงหมัดผักกาด หนอนกอข้าว หนอนกะหล่ำปลี หนอนผักกาด หนอนชอนใบได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมียาฆ่าแมลง

หากท่านผู้อ่านต้องการฉีดเพื่อป้องกันแมลงต่างๆ หรือเพลี้ยก็สามารถใช้หัวเชื้อที่ได้จากการต้มยาสูบผสมน้ำในอัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 60 ลิตรฉีดพ่นบริเวณใบ กิ่ง และลำต้นทุกๆ 5 หรือ 7 วัน ส่วนกากใยที่เหลือจากการต้มหรือแช่น้ำนั้นก็สามารถนำมาวางบริเวณโคนต้นไม้เพื่อให้ต้นไม้ดูดซึมสารละลายจากกากใยของยาสูบเข้าไปสู่ลำต้นและใบก็พอจะช่วยป้องกันแมลงและเพลี้ยได้ระดับหนึ่ง

Picture 003



สิ้นปีเก่า 2555 เริ่มต้นทีใหม่ 2556 จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำภาพวายร้ายประจำสวนมาเผยแพร่ให้ท่านๆ ได้รับทราบตามธรรมเนียมปฏิบัติของสวน….เออ แฮะ ยังไม่ได้ตั้งชื่อสวนเลย ไว้คิดออกแล้วจะมาบอกท่านผู้อ่าน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะต้องนำแมลงศัตรูพืชตัวร้ายมาประจานผ่านสื่อ ชนิดไม่มีเซนเซอร์ ไม่สวมแว่น ไม่สวมไอ้โม่งคลุมหัว และไม่ต้องให้จาพนมมาช่วย ซึ่งปกติแล้วจะเก็บบันทึกไว้เป็นการส่วนตัวแต่หลังๆ ชักไม่ไหวจึงต้องนำมาประจานผ่านสื่อให้ได้รับทราบกันถ้วนหน้าเพราะเอื่อมระอากับพฤติกรรมเหลือเกิน

ไล่เรียงมาจากอันดับท้ายสุดก็นี่เลย หนอนอะไรไม่รู้ซักอย่าง หนอนชนิดนี้น่าจะเป็นผลผลิตมาจากแมลงปีกแข็งซักอย่างนี่แหละ พยายามหาตัวแม่เหมือนกันแต่หาไม่เจอเลยต้องเอาตัวลูกที่เป็นด้วงมาประจาน โดยหนอนชนิดนี้จะฝังตัวอยู่ในดินแล้วก็บินจากไปเมื่ออายุครบเกณฑ์กำหนด ศักยภาพการทำลายพืชพันธุ์นั้นก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเลยต้องยกประโยชน์ให้จำเลยว่ามีความผิดน้อยจึงได้ห้อยอยู่อันดับ 5 ใน TOP FIVE ของเรา ที่น่ากลัวก็คือมันมักจะพบอยู่แถวๆ ใกล้ต้นมะพร้าวนี่สิ และถ้าตัวขนาดนี้กัดกินมะพร้าวแล้วหละก็คงจะกัดกินข้างในเป็นโพรงแน่ๆ เลย

Top Five 5

 

ส่วนอันดับ 4 ใน TOP FIVE ของเราก็ได้แก่หนอนกินใบ โชคดีที่หนอนชนิดนี้กัดกินแต่เฉพาะไม้ประดับ เช่น ต้นวาสนา ดอกรัก ดอกกุหลาบ ดอกโป๊ยเซียน แต่ดอกเบี้ยเงินกู้เสือกไม่รู้จักกิน (-_-!!!) ท่านๆ ว่าเราควรจะเรียกหนอนชนิดนี้ว่าอะไรดี “หนอนนางแบบ” หรือ “หนอนไฮโซ” ดี เพราะจากอาหารการกินแล้วดูดีมีระดับนะเนี่ยะ ส่วนการกำจัดนั้นก็สามารถใช้สารสกัดจากสะเดาก็พอเพราะหนอนชนิดนี้ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่

Top Five 4

 

อันดับ 3 ใน TOP FIVE ก็หนอนกัดกินใบมะม่วง ก็ไม่รู้จักชื่ออีกเหมือนกัน เออ….ต้องขออภัยจริงๆ ครับ พอดีผู้เขียนไม่ใช่คนในวงการหนอนเลยไม่มีความรู้เรื่องหนอนเท่าไหร่ (-__-!!!) เจ้าตัวที่ท่านผู้อ่านเห็นเนี่ยะมองในแง่ดีคือหนอนชนิดนี้มักจะกัดกินแต่ใบมะม่วง ไม่ค่อยเห็นกัดกินใบไม้ต้นอื่นๆ แต่ศักยภาพและประสิทธิภาพการทำลายก็พอตัวเลยทีเดียว ชอบมากโดยเฉพาะยอดอ่อนมะม่วงขนาดเดินไปใกล้ๆ แล้วก็ยังไม่สะดุ้งสะเทือน แถมยังแหงนหน้ามอง ประหนึ่งว่า “มองทำไม!! กูจะกิน” แล้วก็หันไปกินต่อ แหม่…… มันน่าโดนยาสูบซักรอบไหมเนี่ยะ การกำจัดหนอนชนิดนี้ามารถใช้สารสะกัดจากสะเดาหรือต้มใบยาสูบก็พอจะเห็นผล

Top Five 3

 

อันดับ 2 ใน TOP FIVE ปลายปี 2555 คลาดสายตาไม่ได้เลยกับมะนาวที่สวน เผลอแล้วต้องมีเจ้าหนอนมะนาวพวกนี้มาเกาะกินใบมะนาว เจ้าพวกนี้มากันเป็นทีมงานและส่วนใหญ่ชอบ Featuring พาหนอนม้วนใบมาผสมโรงด้วย สนุกเลยพวกแก น่าโดนสารสกัดจากสะเดาซักรอบจริงๆ พวกนี้ (-__-!!!) การกำจัดไม่ยากเท่าไหร่เพราะยาสูบหรือสารสกัดจากสะเดาก็พอไหวแต่วงรอบการวางไข่กับการเจริญเติบโตนับว่าน่ากลัวเพราะโตไวมากและมักจะเจอหลายตัวในหนึ่งต้น และที่สำคัญเกิดอาการดื้อยาเอาได้ง่ายๆ เพราะที่สวนต้องเพิ่มปริมาณความเข้มข้นของสารสกัดจากสะเดาเพิ่มขึ้นทุกทีๆ

Top Five 2

โฉมหน้าวายร้ายอันดับหนึ่งประจำปี 2555 ก็นี่เลย แมงนูน ประจานผ่านสือกันเลยทีเดียว ประสิทธิภาพการทำลายล้างเหลือร้ายเกิดมาก็พึ่งเคยเห็นแมลงที่กินใบมะพร้าวนี่แหละ แหว่งเป็นแถบๆ กินมันทุกใบที่อยู่ในสวน ทั้งใบมะนาว ใบมะกรูด ใบข่า (อื้อหือ….ครบเลยชุดเครื่องแกงกู) ใบกล้วย ใบสะเดามันยังกินเป็นรูๆเลย ก็เหลือแต่ไบก้อนนะเเหละที่ไม่กิน การกำจัดแมงนูนนั้นค่อนข้างจะลำบากเพราะสารสกัดจากสะเดาใช้ไม่ได้ผล และการใช้ใบยาสูบสูตรพิเศษประจำสวนก็อาจจะได้ผลแค่ช่วงแรกๆ ซึ่งกำลังดูท่าทีอยู่ว่ามีอาการดื้อยามากน้อยแค่ไหน และในอนาคตอาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้สารเคมีก็เป็นได้ กำจัดยากนะเนี่ยะ (-__-!!!)

Top Five 1 copy

***  เฮ้ย!!! นี่มันเข้าขั้นสวิงกิ้งแล้วนะเนี่ยะ!!! ดูมันทำ -_-!!! ***

เพิ่มเติม 24/1/2556

นี่ก็โฉมหน้าวายร้ายตัวใหม่อีกเหมือนกัน ตะกละสุดๆ กินไม่เลือกเลยจริงๆ ลักษณะจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าตัวที่แกะใบมะม่วง  -__-!!!

Picture 273 copy


พืชกับแมลงศัตรูพืชนี่ของคู่กันจริงๆ โดยเฉพาะหนอนกินใบที่โตไวมาก ชนิดข้ามคืนเพราะกินทั้งวันทั้งคืน (เป็นชีวิตประจำวันที่น่าอิจฉาจริงๆ เกิดมาก็มีอาหารรออยู่แล้วก็กินไม่หยุดไม่หย่อน นอน แล้วตื่นมากินต่อจนกว่าจะโต)

Picture 078

เจ้าตัวนี้แหงนมามองหน้าผู้เขียนเล็กน้อยตอนไปแอบถ่าย แล้วหันไปกินใบมะม่วงต่อ ประมาณว่า “กูไม่สน กูจะกิน” อะไรประมาณนั้น

 

Picture 080

รูปที่ท่านเห็นนี่คือต้นมะนาวนะครับ ไม่ใช่บ้านจัดสรรสำหรับหนอน มีมันซะเกือบทุกใบเลย เห็นแล้วกลุ้ม (-__-!!!)

ที่สวนปลุกพืชผลไม้ยืนต้นไว้หลายชนิด แต่ไม่รู้ทำไมหนอนแมลงต่างๆ ถึงชอบไปสุมหัวกันที่ต้นมะนาวกับต้นมะม่วง โดยเฉพาะใบอ่อนๆ นี่หนอนชอบนักแล เพื่อนๆ ชาวเกษตรท่านไหนอยากจะปลูกมะนาวก็อยากจะให้ศึกษาไว้แต่เนิ่นๆ ครับเพราะมะนาวพันธุ์แป้น เช่น แป้นรำไพ แป้นพิจิตร แพ้ทางแมลงกับโรคพอสมควรโดยเฉพาะโรคแครงเกอร์ที่มีลักษณะเหมือนขี้กรากขึ้นบนใบมะนาว หรือบางทีก็ขึ้นเหมือนหยดน้ำเกาะบนใบมะนาว ตอนใบอ่อนก็ต้องคอยระวังหนอนม้วนใบ หนอนชอนใบ หนอนกัดกินใบ (ไม่รู้ชอบอะไรกันนักกันหนากับใบมะนาวใบมะกรูด) พอโตขึ้นมาหน่อยก็ต้องระวังโรคแครงเกอร์ พอจะขายก็ต้องระวังราคาตลาด ว่ากันว่ามะนาวแต่ไหนแต่ไรมาราคาจะถูก 8 เดือนและแพงแค่ 4 เดือน คือช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่มะนาวออกดอกออกผลตามธรรมชาติก็จะทำให้ราคาถูก เรียกได้ว่าขว้างหัวแม่ค้ายังไม่หันมาด่าเลยเพราะไม่คุ้มค่าเสียเวลา อิอิอิ แต่เวลาหน้าร้อน เช่น เดือน มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มะนาวจะขาดตลาด และถ้าใครมีมะนาวช่วงนี้หละก็ท่านอาจจะถูกหวยน้อยๆ เลยก็ว่าได้เพราะราคาจะแพงชนิดที่ว่านับลูกขาย (ส่วนฤดูฝนนั้นแทบจะชั่งกิโลขายแบบถูกแสนถูก)

Picture 098

 

โรคแครงเกอร์ที่มักจะเห็นได้บ่อยในมะนาว

 

มนุษย์ผู้แสนชาญฉลาดก็ได้คิดวิธีที่จะเอาชนะธรรมชาติ โดยทำให้มะนาวออกดอกนอกฤดูและไปโตพร้อมขายในช่วงที่มะนาวแพง บางสูตรก็ปลูกในบ่อซีเมนต์หรือกระถางแล้วใช้พลาสติกคลุมท่อซีเมนต์เพื่องดน้ำให้มะนาวใบร่วงแล้วถึงใส่ปุ๋ยบำรุงต้นหลังจากนั้นเพื่อเร่งการออกดอก บางสูตรก็ใช้สารเคมีที่ฉีดแล้วให้ดอกมะนาวร่วงตอนที่ไม่ต้องการแล้วใช้ฮอโมนต์เร่งให้แตกดอกออกช่อในช่วงที่ต้องการ บางสูตรก็ใช้การควั่นกิ่ง (ไม่ใช่ตัดนะ) ให้ท่อน้ำในก้านพืชขาดจากกันซึ่งก็เหมือนการงดน้ำเพราะน้ำไม่สามารถขึ้นไปเลี้ยงกิ้งที่ควั่นไว้แล้วใบก็จะเริ่มร่วงเพราะอาการขาดน้ำแล้วออกดอกหลังจากนั้น

 

สูตรเหล่านี้ใช้ได้ทั้งนั้นและเห็นผลมาแล้วทุกๆ ปี ซึ่งการนำไปใช้นั้นก็ขึ้นอยู่กับทรัพยากรของแต่ละท่านว่าจะมีทุนมากน้อยแค่ไหน บางท่านมีทุนมากก็อาศัยปลูกในวงบ่อซีเมนต์ บางท่านมีทุนปานกลางก็อาศัยสารเคมีหรือฮอร์โมนเป็นตัวเร่ง หรือบางท่านสบายๆ เอาง่ายๆ ก็วิธีควั่นกิ่ง ส่วนรายละเอียดเชิงลึกนั้นก็ขอกล่าวในบทความต่อๆ ไปครับ แค่มาเกริ่นทิ้งไว้เฉยๆ หุหุหุ


ทำสวนทำไร่ตามแบบฉบับชาวเกษตรการวันหยุดระบบเสาร์อาทิตย์อย่างไร

ลงบทความได้ไม่กี่วันก็มีคนไถ่ถามเกี่ยวกับเรื่องเกษตรกรวันหยุดระบบเสา-อาทิตย์เยอะเหลือเกิน ว่าทำอย่างไรบ้าง “เริ่มต้นเป็นเกษตรกรยังไงดี”, “ปลูกผักอะไรดี”, “อยากปลูกผักไว้กินเอง”, “ปลูกผักหลังบ้างยังไงดี” คำถามต่างๆมากมายเต็มไปหมด แต่ก็สรุปสั้นๆ ได้ความโดยรวมว่าทุกๆ คน (โดยเฉพาะพนักงานบริษัทหรือมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ) อยากจะหนีจากชีวิตที่จำเจออกไปสัมผัสกับธรรมชาติบ้าง หนีจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่บ้าง บางท่านถึงกับยอมขับรถ 3 ชั่วโมงเพื่อไปทำสวนเพื่อไปอยู่กับธรรมชาติและอีก 3 ชั่วโมงเพื่อขับรถกลับมาเมืองกรุง

ผู้เขียนเองไม่ทราบว่าท่านอื่นๆ มีเคล็ดลับยังไงกับการเกษตรระบบเสาร์-อาทิตย์แต่ของผู้เขียนเองเน้นไปที่ 2 เรื่องหลักใหญ่ๆ คือ
1. การเลือกพันธุ์พืชที่จะนำมาปลูกซึ่งควรจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย, ทนทานทั้งจากโรค, แมลงศัตรูพืช และทนแล้งได้เป็นอย่างดี (แต่สมัยนี้บางพื้นที่ต้องเลือกแบบที่ทนน้ำท้วมเป็นหลัก หุหุหุ ทันสมัยจริงๆ)
เราๆ ท่านๆ คงไม่อยากจะหนีมลพิษจากเมืองใหญ่เพื่อไปสูดสารพิษอีกประเภทหนึ่งจากการทำไร่ทำสวน จริงไหม

2. คือการเน้นด้านการดูแลรักษาความชื้นในดิน เพราะอย่าลืมว่าเกษตรกรวันหยุดอย่างเราๆ ท่านๆ นั้นมีเวลาดูแลรดน้ำพืชผักที่เราปลูกแค่วันเสาร์-อาทิตย์ (นอกเสียจากว่าจะมีคนดูแลไร่สวนให้ท่าน) ผู้เขียนนับว่าเป็นคนที่ขี้เกียจมากถึงมากที่สุด คือขี้เกียจรดน้ำ ขี้เกียจดายหญ้าและขี้เกียจฉีดยาฆ่าหญ้ายาฆ่าแมลง เลยหาฝางข้าวมาคลุมดินเพื่อเก็บความชื้นไว้ในดินให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจเพราะอาทิตย์หนึ่งรดน้ำ 1 ครั้งเปิดฟางดูดินก็ยังชุ่มชื้นดี แถมข้อดีอีกอย่างหนึ่งของวัสดุคลุมดินประเภทฟางข้างคือเมล็ดหญ้าที่ปลิวมากับอากาศจะไม่ตกถึงพื้นดินทำให้ไม่งอกเงยขึ้นมาให้รกแปลงผักเหมือนแต่ก่อน แน่สบายละงานนี้ แค่ลำบากทีแรกครั้งเดียวตอนปูฟางนั้นแหละ หุหุหุ

ส่วนเรื่องการตลาดหรือการขายพืชผักตามที่เพื่อนๆ หลายๆ ท่านถามไถ่มานั้น ผู้เขียนคิดว่าเป็นประเด็นหลังสุดที่จะต้องคิดเพราะถ้าพืชมันไม่โตแล้วจะเอาอะไรขาย หุหุหุ บางท่านเลวร้ายกว่านั้นคือเพลี้ยกระสอบคือโจรขโมยมาหิ้วไปเป็นกระสอบๆ  (หนักกว่าเพี้ยกระโดอีก) ยังไม่ทันได้ขายก็ปรากฏว่าหมดสวนเสียแล้ว เศร้านะ ปลูกไว้ให้คนอื่นเนี่ยะ หุ หุ หุ

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน