Posts Tagged ‘แมลง’





อย่างที่คุยกันบ่อยๆ แล้วนะครับ ว่าผู้เขียนใช้แหนแดงเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารไก่และเป็ดที่สวน เพราะการขยายตัวที่รวดเร็วทำให้ประหยัดค่าอาหารสัตว์ไปได้มากโข โดยแต่เดิมนั้นผู้เขียนใช้แต่แหนแดงสดเป็นอาหารไก่และเป็ด ซึ่งก็ได้ผลตามสภาพคือไก่และเป็ดก็โตตามมีตามเกิด -__-!!!
แหนแดงถึงจะเป็นพืชที่มีโปรตีนอยู่บ้าง แต่พืชก็ยังเป็นพืชอยู่วันยังค่ำ (ซึ่งก็คือมีโปรตีนอยู่น้อย) หากเพื่อนๆ อยากจะใช้แหนแดงเป็นอาหารสัตว์นั้นก็ควรจะมีส่วนผสมอย่างอื่นลงไปด้วยเพื่อผลเชิงการค้าที่น่าพอใจยิ่งขึ้นสัตว์ที่เลี้ยงไว้โตไวขึ้น โดยผู้เขียนก็อยากจะแนะนำให้ใช้ร่วมกับไส้เดือนและหอยเชอร์รี่ (หรือสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีโปรตีนในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งก็ว่ากันไปตามแต่พื้นที่) สำหรับเป็นอาหารสัตว์
แต่หากเพื่อนๆ ท่านไหนไม่สะดวกหาแหล่งโปรตีนมาเพิ่มให้กับอาหารสัตว์ก็สามารถนำวิธีของผู้เขียนไปใช้ได้ครับ ไม่ว่ากัน หรือหากท่านไหนมีวิธีการลดต้นทุนอาหารสัตว์ด้วยแหนแดงที่ดีกว่านี้ หรือเข้าท่ากว่านี้ก็สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ครับ นัยว่าหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวเป็นแน่แท้ โดยจุดประสงค์หลักของผู้เขียนก็คงเป็นการเผยแพร่และประยุกต์ใช้แหนแดงในภาคการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นเคยครับ จะได้ต่อยอดพัฒนากันไปเรื่อยๆ ของมีมูลค่านะมันมีมูลค่าอยู่แล้ว ลองมาคิดวิธีดัดแปลงใช้ประโยชน์จากสิ่งวัสดุที่ไม่มีค่าให้เกิดประโยชน์จะเป็นไรไป ผู้เขียนว่ามันดูน่าสนุกดีนะ!
แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลในทุกพื้นที่รึเปล่า เพราะปัจจุบันผู้เขียนได้แต่ทดลองในเขตภาคตะวันตก กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี โดยวิธีการเพิ่มโปรตีนของผู้เขียนวิธีนี้ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากครับ เรียบง่ายมาก แค่เพื่อนๆ หาหลอดไฟล่อแมลงมาไว้ใกล้ๆ บ่อหรือสถานที่เพาะเลี้ยงแหนแดงเพื่อดึงดูดแมลงกลางคืนชนิดหนึ่ง ให้มาวางไข่ แมลงชนิดนั้น (หรือหลายชนิดก็ไม่รู้ -__-!!!) จะวางไข่และจะใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์เจริญเติบโตเป็นหนอนลักษณะคล้ายๆ หนอนกินผักขึ้นมาเยอะแยะ พอได้ปริมาณที่ต้องการก็จะเก็บไปบดทำอาหารไก่ ด้วยวิธีนี้เพื่อนๆ ก็จะสามารถเพิ่มโปรตีนให้กับแหนแดงที่จะใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์ได้อย่างไม่ยุ่งยากอะไรเลยครับ (ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยเห็นหนอนตัวเกือบเท่านิ้วชี้ด้วยนะ แต่ก็เห็นได้ไม่บ่อย ส่วนที่เห็นประจำนั้นจะเป็นหนอนตัวเล็ก หากเพื่อนๆ ท่านไหนทดลองในพื้นที่อื่นแล้วพบหนอนตัวโตๆ ก็รบกวนช่วยศึกษาแทนผู้เขียนด้วยครับ ว่ามันคือหนอนจากตัวอะไร ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นประโยชน์ได้ในอนาคต)
 

Picture 011

** **

Picture 007

** **

Picture 009



เริ่มมีแม่ค้ามาเฝ้าหน้าสวนคอยเยี่ยมๆ มองๆ แถวกอตะไคร้ เป็นสัญญาณว่าราคาตะไคร้เริ่มขยับขึ้น พอตกเย็นก็มีแม่ค้าเจ้าประจำที่รู้จักมักคุ้นกันดีมาขอซื้อ 200 กิโลกรัมก็ชวนขุดกันเหงื่อท่วมเลยทีเดียวกับตะไคร้อายุ 7 เดือนจำนวน 40 กอ ขายให้ราคากันเองหน้าสวนแถมต้องมาขุดเอง ตัดเอง ล้างเองที่กิโลกรัมละ 10 บาท เอะนี่เราใช้แรงงานแม่ค้าหนักไปไหมเนี่ยะ -___-!!! ก็เป็นอันว่าอยากจะมาแจ้งข่าวให้กับเพื่อนพี่น้องเกษตรทราบว่าฤดูร้อนอันแสนจะเลวร้ายได้เปิดฉากตัดริบบิ้นไปเรียบร้อยแล้วด้วยแม่ค้าเจ้าประจำและก็จะตามมาด้วยฤดูตัดตะไคร้ขายเพราะช่วงเดือน 3 – 5 จะเป็นช่วงที่ตะไคร้ราคาแพง และถ้าคิดจะปลูกขายก็ต้องปลูกให้ตรงกับช่วงนี้ถึงจะได้ราคาดีและมีความต้องการสูงขนาดแม่ค้ามาแย่งซื้อหน้าสวนเลยทีเดียว ทีฤดูอื่นหละไม่ชายตามองเลยหละ หุหุหุ
เอ้อออ!!! น้อยไปก็ไม่ดีมากไปก็ไม่ดีนะคนเรา

อ่ะมาว่ากันต่อดีกว่าสำหรับวิธีปลูกตะไคร้สำหรับเพื่อนๆ ชาวเกษตรที่อยากจะปลูกตะไคร้ไว้ดูเล่นหรือหาเงินค่าน้ำมันช่วงฤดูร้อน
ตะไคร้เป็นพืชที่ปลูกง่ายและใช้พื้นที่น้อย การดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยากเพราะแมลงต่างๆ ไม่ชอบกลิ่นฉุนเลยไม่ค่อยมารบกวน แต่ถ้าหากจะปลูกให้งามและได้ผลดีก็ต้องมีวิธีกันบ้างหละ

1. การเตรียมดินสำหรับปลูกตะไคร้นั้นบางท่านก็มีเคล็ดลับเฉพาะหรือสูตรเฉพาะตัวของใครของมันซึ่งก็ว่ามันไปตามถนัด ส่วนของผู้เขียนนั้นชอบที่จะใช้มูลวัวหรือปุ๋ยหมักจำนวน 3 คันรถ 10 ล้อต่อไร่แล้วไถพรวนปนไปกับดินก่อนจะขึ้นร่องแปลง ส่วนเหตุผลเดียวที่ใช้ปุ๋ยคอกเยอะเพราะดินของผู้เขียนไม่ค่อยดีมีคุณภาพเท่าไหร่นักเลยต้องใส่อินทรียวัตถุมากเป็นพิเศษ หากท่านไหนมีดินคุณภาพดีอยู่แล้วก็ข้ามขั้นตอนนี้เข้าสู่ขั้นตอนไถได้เลย
1.1 หรือหากต้องการปลูกเป็นหลุมก็สามารถขุดหลุมให้ลึกประมาณ 10 – 15 เซนติเมตรแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก

2. เตรียมหลุมปลูกด้วยระยะห่าง 1 x 1 เมตร พื้นที่ขนาด 1 ไร่ปลูกได้ประมาณ 1500 กอ ผู้เขียนเคยทดลองปลูกด้วยระยะ 50 x 50 เซนติเมตรแต่ก็ปรากฏว่าจำนวนผลผลิตที่ได้ไม่เท่ากับระยะ 1 x 1 เมตรและโตช้ากว่า ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการแย่งอาหารและแสงแดดก็เป็นได้

3. เตรียมต้นพันธุ์สำหรับปลูก ควรจะคัดจากกอที่มีอายุประมาณ 7 – 8 เดือนด้วยการขุดออกทั้งกอแล้วจึงตัดใบตัดรากออกแล้วคัดแยก หลังจากนั้นนำมาแช่น้ำความลึกพอท่วมโคนประมาณ 1 สัปดาห์หรือจนกว่าจะเห็นรากเริ่มงอกออกมา หากท่านไหนคิดว่าไม่ทันใจก็สามารถใช้น้ำยาเร่งรากได้ในขั้นตอนนี้

4. นำตะไคร้ที่รากงอกพร้อมปลูกแล้วลงหลุม อาจจะใช้ 3 – 4 ต้นต่อหลุมด้วยการปลูกเฉียงๆ ไม่ควรปักตรง ขั้นตอนนี้ผู้เขียนนิยมรดน้ำลงก้นหลุมก่อนปลูกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน

5. การรดน้ำนั้นสามารถทำได้ในระยะ 5 – 7 วันต่อครั้งแต่ผู้เขียนวางระบบน้ำให้กับแปลงตะไคร้แล้วรด 3 วันต่อ 1 ครั้ง จากการทดลองปลูกด้วยตัวเองทำให้ทราบว่าตะไคร้เป็นพืชที่ชอบน้ำพอสมควรหากปริมาณน้ำไม่เพียงพอแล้วจะทำให้ลำต้นลีบและฝ่อหรืออาจจะแห้งตายได้ในที่สุด

6. การให้ปุ๋ยนั้นผู้เขียนได้รับคำแนะนำจากเกษตรกรท่านหนึ่งที่แนะนำผู้เขียนให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 จำนวน 40 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือนแต่จนแล้วจนรอดผู้เขียนก็ได้แต่ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักตามที่เขียนถนัดด้วยจำนวน 1 กิโลกรัมต่อกอทุกๆ 20 วัน หากเพื่อนๆ ท่านไหนอยากจะลองใช้ปุ๋ยเคมีควบคู่ไปด้วยก็ไม่ว่ากันตามแต่ความถนัดและทรัพยากรที่มีอยู่

7. การเก็บเกี่ยวตะไคร้นั้นสามารถทำได้ในระยะเวลา 7 – 8 เดือนหลังปลูก หรือมากสุดด้วยระยะเวลา 1 ปีหลังจากปลูกและไม่ควรทิ้งตะไคร้ให้นานเกิน 1 ปีครึ่งตะไคร้เพราะจะแสดงอาการกอฝ่อหรือใบเริ่มแห้งและหัวตะไคร้จะฝ่อแห้ง ส่วนวิธีการเก็บเกี่ยวนั้นก็สามารถทำได้ 2 ลักษณะคือการขุดยกกอหรืออาจจะทยอยตัดไปเรื่อยๆ ก็ได้ น้ำหนักประมาณการตามที่ผู้เขียนปลูกนั้นอยู่ที่ 5 – 7 กิโลกรัมต่อกอ

ตะไคร้เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว และไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืชมารับกวนทำให้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเรื่องของการใช้ยาฆ่าแมลงนั้นแทบจะไม่ต้องเสีย จึงเหมาะสำหรับทั้งปลูกเป็นพืชหลักและการปลูกแซมในไร่สวนหรือระหว่างต้นมะม่วงก็ยังได้ จึงนับว่าตะไคร้เป็นพืชที่อยากจะแนะนำให้ปลูก ^_^Picture 464

Picture 461



คำถามนี้น่ารักดี (หมายถึงคนถามอะนะ) ไม่ตอบก็ไม่ได้ ^_^

แมลงและสัตว์หลายชนิดเป็นกลไกสำคัญทางธรรมชาติที่ช่วยปรับสภาพดินให้ดีขึ้นได้ทั้งจากทางตรงและทางอ้อม เช่น หนอน กิ้งกือ ตะขาบ แต่มีสัตว์ประเภทหนึ่ง (ไม่รู้เรียกสัตว์หรือแมลงนี่สิ ปัญหา) นั่นก็คือไส้เดือนที่นับว่าเป็นสุดยอดเครื่องจักรที่ช่วยทำให้ดินร่วนซุยและปรับปรุงคุณภาพดินเลยก็ว่าได้ ไส้เดือนกินดินเป็นอาหารแล้วมูลของไส้เดือนก็เป็นปุ๋ยชั้นดีให้กับพืช แถมลักษณะการอยู่อาศัยของไส้เดือนก็ยังช่วยให้อากาศสามารถแทรกตัวลงไปในดินผ่านรูหรือร่องรอยที่ไส้เดือนขุดไว้อีกด้วย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าไส้เดือนที่เราเห็นๆ กันอยู่นี้มีอยู่หลากหลายสัยพันธุ์และมีนิสัยการกินที่ต่างกัน บางพันธุ์ชอบกินดิน บางพันธุ์ชอบกินเศษไม้ บางพันธุ์ชอบกินเศษอาหาร บางพันธุ์ชอบกินเศษแร่ ต่างๆ ในต่างประเทศมีการวิจัยไส้เดือนอย่างเป็นจริงเป็นจังมาได้หลายสิบปีเพื่อประโยชน์ด้านการค้าและรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น รักษาดิน กำจัดขยะ หรือแม้กระทั่งใช้เป็นอาหารสัตว์ต่างๆ

ในบ้านเราเองก็มีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนเพื่อช่วยในการย่อยขยะและเลี้ยงเพื่อการค้าด้วยเหมือนกัน ซึ่งช่วงหนึ่งที่เป็นกระแสอย่างครึกโครมทำให้ราคาไส้เดือนถีบตัวขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 3,500 บาท ส่วนมูลไส้เดือนนั้นเคยมีราคาถึงกิโลกรัมละ 1,500 บาทเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าราคาจะเริ่มลดลงมาในช่วงปัจจุบันจนมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,000 บาทสำหรับไส้เดือนพันธุ์แอฟริกัน 1,200 บาทสำหรับไส้เดือนลายเสือ และมูลไส้เดือนราคาลดลงมาอยู่ที่ 400 บาทต่อกิโลกรัมก็ตามแต่ก็ยังถือว่าสูงอยู่เพราะความต้องการของตลาดยังนับว่ามีอยู่มาก

ว่ากันว่าถ้าดินดีมีความอุดมสมบูรณ์ก็จะมีไส้เดือนอาศัยอยู่ ซึ่งไส้เดือนก็แสดงถึงสุขภาพดินที่ดี และถ้าอยากให้ไส้เดือนมาอาศัยอยู่ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีต่างๆ นาๆ เพราะไส้เดือนเป็นสัตว์ที่ไวต่อสิ่งแปลกปนในดินสูงมากEarth Worm

*** ขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตเป็นอย่างสูงครับ ***



เห็นคำถามนี้น่าสนใจดีเลยหยิบขึ้นมาคุยกับเพื่อนๆและก็อยากรู้ว่าความคิดเห็นแต่ละท่านเป็นเช่นไร ซึ่งโดยประสบการณ์ส่วนตัวกับยาฆ่าหญ้าแล้วหละก็ต้องบอกว่าขยาดครับกับผลข้างเคียงที่ได้รับ และถ้าย้อนกลับไปดูรายงานทางการแพทย์ก็จะพบว่ามนุษย์เราตายเพราะยาฆ่าหญ้าหรือสารกำจัดวัชพืชทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจจำนวนเป็นพันรายเพราะยาฆ่าหญ้าหรือกำจัดวัชพืชส่วนใหญ่ที่ใช้ๆกันเป็นสารพาราควอทสารเคมีกำจัดวัชพืชซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไบพัยริดิล ประมาณว่าแรงว่างั้นเถอะ -__-!!!

ยาฆ่าหญ้านั้นโดยส่วนตัวเห็นว่ามีความรุนแรงกว่ายาฆ่าแมลงหลายเท่าตัวนักเพราะยาฆ่าแมลงนั้นไม่คอยแสดงอาการแพ้ทางภายนอกให้เห็นแต่ยาฆ่าหญ้านั้นแค่โดนภายนอกก็มีอาการผดผื่นคันให้เห็นกันแล้วแล้วถ้าบริโภคเข้าไปสู่ร่างกายหละจะเป็นยังไง และโดยธรรมชาติของหญ้านั้นมีหลากหลายสายพันธุ์และลักษณะทางกายภาพก็แข็งแรงกว่าแมลงและสัตว์หลายชนิดอย่างเห็นได้ชัดทำให้การกำจัดพัชพืชลงได้นั้นต้องใช้สารเคมีที่มีความรุงแรงหรือเข้มข้นสูงถึงจะทำให้หญ้าหรือวัชพืชตาย และโชคร้ายที่ยาฆ่าหญ้าส่วนใหญ่จะทำให้แมลงเล็กๆ และจุลินทรีย์ตายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

สรุปเลยละกันว่าหญ้าฆ่าหญ้าทำให้แมลงและสัตว์เล็กตาย และสัตว์ใหญ่อาจจะไม่ถึงกับเสียชีวิตแต่สารตกค้างที่อยู่ในหญ้าหรือสิ่งที่สัตว์เผลอเคี้ยวเข้าไปก็นับว่าอันตรายระดับหนึ่ง หากสัตว์นั้นรับสารตกค้างเข้าไปมากๆ ก็ไม่แน่ว่าจะเสียชีวิตได้ ถึงแม้ว่ายาฆ่าหญ้าหรือกำจัดวัชพืชจะมีการสลายตัวไปตามเวลาแต่ก็ไม่ง่ายเลยที่จะสลายสารเคมีบางชนิด คนยังตายแล้วสัตว์จะไปเหลืออะไร -__-!!! เอาง่ายๆ แบบบ้านๆ ตามประสาเราก็คือแดกเข้าไปมากๆ สัตว์ใหญ่แค่ไหนก็ตาย -__-!!!
Picture 063



1 เดือนครึ่งก่อนหน้านี้คิดครึ้มอกครึ้มใจไปซื้อลูกกบมาทดลองเลี้ยง ส่วนที่ไปที่มาของการหักเลี้ยงกบก็เพราะว่าเพื่อนๆ หลายท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียนที่สวนมักจะถามหา กบทอดกระเทียมพริกไทยบ้าง ยำกบบ้าง ต้มกบบ้าง และบรรดากบๆ ทั้งหลายนั้นแหละ แล้วก็ต้องวิ่งไปตลาดเพื่อไปซื้อกบมา (ให้เพื่อนๆ) ปรุงอาหาร อิอิอิ เพราะผู้เขียนทำกับข้าวไม่เป็น

โชคดีหน่อยก็ได้ติดมือกลับมาแต่ถ้าโชคร้ายตลาดวายก็จะเห็นเพื่อนๆ ทำหน้าเศร้าเพราะไม่ได้กินกบ โอ้วว!!!  นี่พวกแกเสพย์ติดกบกันขนาดนี้เลยหรือนี่ (-__-!!!) สรุปนี่ที่พวกแกไปเยี่ยมนี่เพราะกบใช่ไหม

Picture 051

จากลูกกบตัวเล็กราคาค่าตัว 2 บาทด้วยเวลาเพียงเกือบ 2 เดือนก็กลายเป็นกบตัวใหญ่ขนาด 3 ตัวต่อกิโลกรัม การเลี้ยงกบไว้ดูเล่นแบบนี้อาจจะไม่มีอะไรซับซ้อนมากมากเพราะอาศัยแค่พื้นที่แบบครึ่งบกครึ่งน้ำและอาหารกบอย่าให้ขาดก็เป็นอันใช้ได้ แต่การเลี้ยงแบบอุตสาหกรรมยังไม่เคยทดลองเลยยังไม่สรุปว่าจะง่ายหรือยุ่งยากกว่านี้

 

และที่สวนก็ชอบให้อาหารเสริมกบด้วยการเปิดไฟล่อแมลงตอนกลางคืน แบบไฟฟสีม่วงๆ นั่นแหละ เพื่อล่อแมลงมาให้กบกิน ทีนี้หละกบนั่งเฝ้าทั้งคืน อร่อยเขาหละ

 

ผู้เขียนทดลองเลี้ยงกบด้วยกระชังในร่องน้ำแล้ววางกล่องโฟมให้เป็นพื้นที่แห้งให้กบพักอาศัยเลยไม่มีปัญหาเรื่องเศษอาหารเพราะปลารอกินอาหารอยู่ด้านล่าง หรือเรื่องการถ่ายเทน้ำเสียเพราะอยู่ในร่องน้ำเลยทำให้น้ำไหลผ่านถ่ายเทได้ตามธรรมชาติ หากเพื่อนๆ อยากจะทดลองเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ดูบ้างก็ควรดูแลเรื่องการถ่ายเทน้ำเพราะจะว่าไปแล้วกบก็เป็นสัตว์จำพวกหนึ่งที่ติดเชื้อง่าย และควบคุมลำบากหากเกิดการติดเชื้อ

Picture 053

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน