Posts Tagged ‘แรงดันน้ำ’



เพื่อนท่านเดิมซื้อปั๊มน้ำไฟฟ้าแบบหอยโข่งขนาด 2 นิ้วมาแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทดลองที่ไหน สุดท้ายก็ส่งมาให้ทดลองพร้อมกับวิจารณ์ (ซื้อมาไม่ใช้แล้วมันซื้อมาทำไมนักหนาเนี่ยะ! ลำบากเพื่อนฝูงต้องมานั่งดมกาวต่อท่อน้ำเนี่ยะ เคลิ้มเลยเห็นไหม -__-!!!)

ส่งการบ้านรอบนี้ขออภัยที่ไม่สามารถถ่ายเป็นคริปวีดีโอเพื่อดูแรงดันของน้ำได้เพราะปั๊มตัวนี้ถูกติดตั้งไว้ในบ้าน จะถ่ายคริปวีดีโอก็ไม่ถนัดเลยต้องของดสำหรับการทดสอบครั้งนี้ ก็คงจะได้แต่การวิจารณ์และแสดงความเห็น

ข้อดีของปั๊มน้ำไฟฟ้าแบบหอยโข่งขนาด 2 แรงม้าคือราคาถูกกว่ามากและย่อมเยากว่าปั๊มน้ำขนาด 3 แรงม้า
จะว่าไปแล้วปั๊มน้ำไฟฟ้าแบบหอยโข่งขนาด 2 แรงกับท่อน้ำขนาด 2 นิ้วก็ถือว่าค่อนข้างจะได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคการเกษตรบ้านเรา ถึงแม้ว่าแรงดันน้ำและมวลน้ำที่ได้ต่อนาทีนั้นจะสู้ปั๊มน้ำหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าไม่ได้แต่ราคาของปั๊มน้ำขนาด 2 แรงม้าก็ถือว่าย่อมเยาลงกว่ามาก เป็นราคาที่หาซื้อได้ง่ายเพราะถ้าหันกลับไปใช้ปั๊มน้ำหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าราคาก็จะกระโดดไปไกลเกือบๆ 2 เท่าจากของราคา 2 แรง (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อด้วยนะจ๊ะ) ซึ่งจริงๆ แล้วหากจะพูดกันถึงเรื่องขนาดแรงม้าของปั๊มนั้นก็ควรจะดูความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และขนาดเป็นหลักเพราะหากพื้นที่เล็กมีการใช้น้ำไม่มากแต่ใช้ปั๊มน้ำขนาดใหญ่ก็คงจะมีปัญหาให้จัดการกันอีกนั่นแหละเพราะแรงดันน้ำที่มหาศาลก็อาจจะทำให้อุปกรณ์หรือท่อน้ำของเพื่อนๆ เสียหาย แตก หรือแม้กระทั่งระเบิดได้ก็มีเพราะการไหลเวียนและเข้าออกของมวลน้ำไม่สมดุลกัน (ใครอยากเห็นท่อน้ำระเบิดก็ลองดูกันได้ไม่ว่ากัน ถ่ายรูปมาให้ผู้เขียนดูด้วย อิอิอิ -__-!!!) เพราะฉะนั้นปั๊มน้ำขนาด 2 แรงม้าก็อาจจะเพียงพอสำหรับระบบน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ของท่านก็เป็นได้

IMG_2982

*** ตัวเเล็กไปหน่อยแต่ก็ถือว่าใช้ได้ ***

IMG_2984

*** ยี่ห้อไม่คุ้นตาเท่าไหร่แต่ก็ถือว่าไปไหว ***

Picture 620

*** ท่อน้ำ PVC ขนาด 2 นิ้วนั้นก็มีหลายราคาและระดับความหนาให้ได้เลือกใช้งานกันตามความเหมาะสม เช่นท่อน้ำอย่างดีสุดก้หนาสุด รองลงมาก็คือ 8.5 และอย่างบางสุดก็คือ 5 ซึ่งก็ว่ากันไปตามลักษณะการใช้งาน ***

ข้อดีของท่อน้ำขนาด 2 นิ้วคือราคาถูกกว่ามาก
วัสดุอุปกรณ์ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรพิจารณาเลือกใช้ปั๊มน้ำซึ่งในที่นี้อุปกรณ์หลักก็คือท่อน้ำ PVC และข้อต่อ PVC ข้องอ PVC และข้อลด PVC ต่างๆนั่นเอง ท่อน้ำขนาด 2 นิ้วเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายสำหรับภาคการเกษตรมากกว่าท่อขนาดอื่นๆทำให้อุปกรณ์เกี่ยวข้องต่างๆสามารถหาได้ง่ายตามท้องตลาดและราคาถูกตามไปด้วย ยิ่งปั๊มน้ำขนาด 2 นิ้วได้รับความนิยมแพร่หลายในตลาดเท่าไหร่ผู้ผลิตก็ยิ่งมุ่งเน้นพัฒนาเพื่อลดต้นทุนลงให้ตัวเองได้เปรียบในการแข่งขันเท่านั้นเลยเป็นผลพวงให้ราคาลดลงหรือคุณภาพดีขึ้นเช่นกัน ต่างกันมากกับท่อและอุปกรณ์ PVC บางขนาดที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม ยกตัวอย่างเช่น ข้องอ PVC ขนาด 12 นิ้วราคาแพงกว่าท่อ PVC ขนาด 12 นิ้วยาว 4 เมตรทั้งเส้น -__-!!! แถมยังหายากเพราะไม่มีใครใช้ หรือท่อขนาด 1.5 นิ้วที่ราคาพอๆ กับท่อขนาด 2 นิ้วหรืออาจจะราคาเท่ากันในบางพื้นที่ -__-!!! เพราะไม่เป็นที่นิยม คงจะดีกว่ามากหากเราสามารถซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อมาติดตั้งระบบน้ำสำหรับการเกษตรได้ในราคาประหยัดและหาซื้อเปลี่ยนได้ง่ายจากท้องตลาด ตรงกันข้ามกับท่อน้ำขนาดที่ไม่เป็นที่นิยมที่มักจะมีราคาแพงแถมยังหาวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวข้องเช่นวาล์วน้ำ ข้อต่อ ข้องอ ต่างๆยากแสนยาก เชื่อเถอะเพราะผู้เขียนโดนมาแล้วตอนวางระบบน้ำโดยใช้ท่อขนาด 3 นิ้วเพราะค่าใช้จ่ายโดยรวมในการซื้ออุปกรณ์และท่อ PVC ต่างๆ แพงกว่าการใช้ท่อขนาด 2 นิ้วอยู่ประมาณ 3 เท่าตัวแถมบางชิ้นก็หายาก

IMG_2977

*** จะว่าไปแล้วราคาของ PVC 5 (อย่างบาง) กับ PVC 8.5 (อย่างกลาง) ก็แตกต่างกันพอสมควร โดยแถวๆ สวนผู้เขียนนั้น PVC 5 อยู่ที่ 70 บาทต่อเส้นส่วน PVC 8.5 ก็ 120 บาทต่อเส้นอย่างที่เห็น ต่างกันนิดเดียวเองเนอะ -__-!!! เกือบเท่าตัว ***

IMG_2980

*** วัสดุอุปกรณ์เกี่ยวข้องนั้นก็ถูกกว่าและหาได้ง่ายกว่ามากเมื่อเทียบกับท่อ PVC ขนาด 3 นิ้ว ราคาโหดกว่านี้เยอะ -__-!!! ***

Picture 623

Picture 621

Picture 615

*** จะว่าไปแล้ว บางครั้งบางทีก็แทบจะมองไม่เห็นความต่างของความหนาระหว่าง PVC 5 กับ PVC 8.5 ***

Picture-612

*** จะให้ดีนั้นควรเลือกขนาดความหนาให้ถูกต้องกับลักษณะการใช้งาน เช่นส่วนที่ต้องการความทนทานแข็งแรงก็ต้องใช้ท่อที่มีคุณภาพ หรือส่วนที่ไม่ต้องการความทนทานหรือความเสี่ยงในการแตกหักน้อยก็ควรเลือกใช้อย่างบางเพื่อการประหยัด หรือหากสตางค์เหลือเยอะจะใช้แบบหนาสุดแพงสุดเพื่อกิจกรรมทางการเกษตรก็ไม่ว่ากันเพราะดูหรูหราและมีชาติตระกูล อิอิอิ แต่ถ้าเหลือเยอะขนาดนั้นแบ่งผู้เขียนยืมบ้างก็ได้ ^_^ ***

สุดท้ายแล้วความเหมาะสมในการใช้ปั๊มน้ำนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน ขนาดพื้นที่และสภาพพื้นที่ของเพื่อนๆ และที่สำคัญเงินในกระเป๋า (เมีย) อิอิอิ เพราะได้ข่าวว่าเพื่อนๆ หลายท่านโดน ผบ. ทบ. (ผู้บัญชาการที่บ้าน) ยึดทรัพย์ไปนานแล้ว หุหุหุ วะ ฮ่ะๆ
รอบนี้ขอส่งการบ้านแต่เพียงเท่านี้ขอรับ ^_^



หากจะพูดกันถึงเรื่องข้อดีและข้อเสียของระบบน้ำเพื่อการเกษตรแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์แล้วก็ต้องมาดูกันถึงรุ่นและลักษณะการทำงาน แต่ส่วนใหญ่แล้วข้อดีและข้อเสียก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่เพราะระบบสปริงเกอร์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์การให้น้ำแบบวงกว้าง

ข้อดี
ข้อดีของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของการกระจายน้ำได้ทั่วถึง และเป็นลักษณะการกระจายน้ำแบบวงกว้าง ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกที่มีพืชหนาแน่น หรือต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ปลูกแบบทั่วถึง เหมาะสำหรับท่านที่เป็นเศรษฐีน้ำแบบว่าน้ำเยอะหรือใกล้แหล่งน้ำ อิอิอิ และมีเครื่องกำเนิดแรงดันหรือปั๊มสุดเจ็งเป็นตัวขับเคลื่อน
Picture 474
ข้อเสีย
ส่วนเรื่องข้อเสียของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์นั้นหลักๆ แล้วเป็นเรื่องของแรงดันน้ำที่จะต้องได้ขนาดความแรงที่กำหนดเพื่อขับดันน้ำในแต่ละจุด โดยปกติแล้วระบบน้ำหยดเพื่อการเกษตรนั้นต้องการแรงดันน้ำขนาด 1 บาร์แต่ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์นั้นต้องการตั้งแต่ 4 บาร์เป็นต้นไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของหัวสปริงเกอร์ที่ต้องการแรงดันมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ยิ่งหัวสปริงเกอร์ใหญ่เท่าไหร่ก็ต้องการแรงดันมากขึ้นเท่านั้น และข้อเสียอีกเรื่องหนึ่งของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของจำนวนน้ำที่ต้องใช้ในปริมาณมหาศาล ซึ่งหากวางแผนหรือจัดการพื้นที่อย่างดีก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่หากไม่แล้วก็เห็นจะเป็นหมู่วัชพืชที่ได้รับประโยชน์ เคยเห็นมาแล้วหญ้าเขียวจนคลุมต้นมะม่วงเลยหละ เพราะหญ้าได้น้ำมากกว่าพืช หุหุหุ -__-!!!
Picture 514

รัศมีน้ำจากหัวมินิสปริงเกอร์ก่อนรด

Picture 516

รัศมีน้ำจากหัวมินิสปริงเกอร์หลังรด (รัศมีน้ำประมาณ 1 เมตร)

โดยส่วนตัวแล้วใช้ทั้ง 3 แบบคือระบบให้น้ำพืชแบบสปริงเกอร์ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กหรือมินิสปริงเกอร์ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่ แหล่งน้ำและสภาพของต้นพืช แต่ก็จะชอบระบบน้ำแบบมินิสปริงเกอร์มากที่สุดเพราะรูปแบบการติดตั้งที่ง่ายไม่ยุ่งยากและรัศมีน้ำที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด



ว่ากันด้วยเรื่องของปั๊มน้ำกันต่อเลยดีกว่าเพราะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยลดปัญหาเรื่องแรงงานการให้น้ำพืชและก็อยากจะเริ่มด้วยปั๊มน้ำแบบใช้ไฟฟ้าเพราะหากคิดเป็นอัตราต่อหน่วยแล้วค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าปั๊มน้ำแบบที่ใช้น้ำมันทั้งราคาอุปกรณ์หรือตัวปั๊มน้ำก็ยังถูกกว่าอีกด้วย ซึ่งจริงๆแล้วปั๊มน้ำมีหลายชนิดและหลายประเภทมากและก็ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและสภาพพื้นที่ด้วยว่าควรใช้ปั๊มน้ำประเภทไหนถึงจะเหมาะสม ถึงแม้ว่าปั๊มน้ำไฟฟ้าจะมีหลายแบบแต่ที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ ในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่ไม่กี่แบบ เช่น

ปั๊มน้ำแบบหอยโข่ง (Centrifugal pump) เป็นปั๊มที่เห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาดเพราะเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายใช้งานได้เกือบทุกสภาวะพื้นที่และการทำงานของปั๊มชนิดนี้ก็เรียบง่ายซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีตัวหอยโข่งติดมากับปั๊มน้ำเลย หรือมีบางรุ่นที่แยกขายเฉพาะตัวหอยโข่งเพื่อนำไปดัดแปลงหรือประยุกต์ใช้งานกับตัวขับเคลื่อนชนิดอื่น ข้อเสียของปั๊มน้ำนี้ก็คือกำลังดึงที่น้อยคือไม่เหมาะกับการดึงน้ำจากที่ลึกมากๆ โดยส่วนใหญ่จะใช้ดึงน้ำจากแหล่งน้ำบริเวณผิวดินหรือความลึกประมาณ 4 – 8 เมตรซึ่งก็แล้วแต่กำลังขับเคลื่อนของมอร์เตอร์ ข้อดีคือการซ่อมแซมบำรุงรักษาที่ง่ายเพราะปั๊มน้ำแบบหอยโขงเป็นระบบการทำงานที่เรียบง่ายที่มากับความแรงและปริมาณของน้ำที่ตัวปั๊มสามารถผลักดันออกไปได้มาก เช่น
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 1 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 200 – 300 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 2 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 500 – 600 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 900 – 1,100 ลิตรต่อนาที

IMG_2554

ปั๊มน้ำแบบจุ่มหรือไดโว่ (submersible pump) ข้อดีคือความสะดวกเหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด ตัวปั๊มจะต้องอยู่ในน้ำแล้วส่งน้ำขึ้นไปยังพื้นที่ที่ต้องการผ่านสายยางหรือท่อน้ำที่ต่อไว้ ส่วนข้อเสียนั้นก็ไม่พ้นเรื่องแรงดันน้ำที่ได้ค่อนข้างน้อย (เมื่อเทียบแรงม้ากับปั๊มน้ำชนิดอื่น) และระยะทางที่ค่อนข้างสั้นแต่ในบางสถานการณ์ปั๊มน้ำแบบนี้ก็เป็นพระเอกได้เหมือนกันซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ที่จะใช้งาน

Water Pump 004

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***

ปั๊มน้ำแบบสูบชักหรือปั๊มน้ำแบบชัก ปั๊มน้ำประเภทนี้จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือตัวมอเตอร์ที่เป็นตัวขับเคลื่อนและตัวปั๊มที่ทำหน้าที่สูบดึงน้ำ ข้อดีของปั๊มชนิดนี้คือมีกำลังในการดึงสูงหรือเหมาะสมกับการดึงน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูงหรือบ่อน้ำที่มีความลึกมาก (ประมาณ 8 – 12 เมตรจากระดับพื้นดินซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของมอเตอร์และขนาดของก้านสูบ) ส่วนกำลังหรือแรงม้านั้นก็แล้วแต่มอเตอร์ที่ท่านใส่เข้าไป อิอิอิ ประมาณว่าอยากได้แรงก็ซื้อมอเตอร์ตัวใหญ่ๆ ว่างั้นเถอะ ข้อเสียก็เป็นเรื่องของอัตราการสึกหรอที่มากกว่าปั๊มน้ำแบบหอยโข่งซึ่งต้องการดูแลบำรุงรักษาหรืออัดน้ำมันหล่อลื่นเป็นพักๆ

Water Pump 002

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***

ปั๊มน้ำแบบแรงดันหรืออัตโนมัติแบบที่ใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปตามบ้านเรือนและที่พักอาศัย ถึงแม้ว่าจะไม่เหมาะสมกับการเกษตรหรือการใช้งานที่ต้องการความแรงนักเพราะถังเก็บความดันเองจะเป็นตัวลดความแรง
ของน้ำ แต่ก็มีบางท่านดัดแปลงหรือเลือกซื้อปั๊มอัตโนมัติที่มีแรงม้าสูงๆ มาใช้ในการเกษตรซึ่งก้ได้ผลอยู่มนระดับหนึ่งแต่ข้อเสียอันใหญ่หลวงของปั๊มน้ำอัตโนมัติก็คือราคาแพงและยิ่งแรงวัตต์สูงหรือกำลังสูงๆ ก็ยิ่งแพงขึ้นไปอีก -__-!!!

Water Pump 003

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***

แต่ละประเภทแต่ละแบบก็มีข้อดีในตัว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและสภาพพื้นที่แต่ถ้าถามถึงความชอบส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบปั๊มน้ำแบบหอยโข่ง (Centrifugal pump) มากที่สุดเพราะดูแลรักษาค่อนข้างง่ายเพราะการทำงานไม่สลับซับซ้อน การเลือกใช้ปั๊มให้ถูกต้องตามลักษณะพื้นที่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ลดต้นทุนในด้านแรงงานสำหรับการเกษตร เพราะระบบน้ำถือเป็นอีกระบบหนึ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับการเกษตร



น้ำเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับการเกษตรเลยก็ว่าได้ ซึ่งโดยปกติแล้วพืชดูดซึมน้ำด้วยรากฝอยหรือบางชนิดก็สามารถดูดซับน้ำทางปากใบได้ (ใต้ใบ) แต่ส่วนใหญ่ก็ดูดซับทางรากเป็นหลัก พืชจะเจริญเติบโตได้นั้นก็ด้วยระบบรากพืชที่ดีมีประสิทธิภาพเพราะเป็นตัวดูดซับอาหารและน้ำขึ้นไปเลี้ยงลำต้น และการที่รากจะเจริญเติบโตหรือแผ่ขยายไปได้นั้นก็ต้องอาศัยน้ำในดินหรือความชื้นเพราะรากพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการความชื้นทั้งความชื้นจากรากเองและความชื้นในดิน หากเป็นพืชต้นเล็กนั้นการให้น้ำแบบน้ำหยดก็เหมาะสมแต่หากเป็นพืชที่มีรากแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างการให้น้ำก็คงต้องขยายออกไปตามรัศมีรากเพื่อให้รากสามารถดูดซับน้ำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ระบบน้ำหยดสำหรับการเกษตรเป็นระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งเพราะประหยัดน้ำเหมาะสำหรับพืชที่มีขนาดเล็กหรือรัศมีรากไม่กว้างมาก หรือเกษตรกรบางรายใช้ระบบน้ำหยดหลายจุดสำหรับพืชที่มีลำต้นใหญ่ซึ่งก็แล้วแต่การประยุกต์ใช้งาน ข้อเสียของการให้น้ำระบบหยดก็คือการมีระบบกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพหรือไม่แล้วระบบน้ำหยดก็จะติดขัดได้หากมีเศษตะกอนไปอุดตัน

Water Filter

*** ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***Water Dripping

*** ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต ***

การใช้ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์หรือมินิสปริงเกอร์เป็นระบบที่นิยมมากสำหรับพืชที่มีรัศมีรากกว้างหรือพืชขนาดเล็กที่มีระยะชิดทำให้การกระจายน้ำเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งสำหรับรากพืชและเพิ่มความชื้นในดิน ส่วนข้อเสียนั้นก็คงเป็นเรื่องของแรงดันน้ำที่ต้องใช้ปั๊มน้ำในการทำงานเพราะสปริงเกอร์แต่ละตัวนั้นใช้แรงดันน้ำค่อนข้างมากในการทำงานPicture 300

*** ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ ***

การให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นต้องคำนึงถึงลักษณะของต้นพืชเป็นหลัก เพราะหากให้น้ำพืชจำนวนเท่ากันแต่เทลงจุดเดียวเหมือนการทำงานของระบบน้ำหยดแล้วก็คงไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าไหร่นักเพราะถึงแม้ว่าพืชจะได้น้ำในปริมาณที่เพียงพอแต่การดูดซึมไปใช้งานอาจจะไม่ดีเท่ากับการกระจายอย่างทั่วถึง และหากดินไม่มีความชื้นที่เพียงพอรากก็ไม่สามารถแผ่ขยายออกไปได้เช่นกันทำให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่มีเท่าที่ควร

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน