Posts Tagged ‘แร่ธาตุ’


การใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน
ปุ๋ยพืชสด
พืชที่เหมาะสำหรับทำปุ๋ยพืชสดอันดับต้นๆ ที่นิยมกันเห็นจะไม่พ้นพืชตระกูลถั่ว เพราะพืชตระกูลถั่วสลายตัวเร็ว มีใบ ลำต้น รากเยอะและความพิเศากว่านั้นคือพืชตระกูลถั่วมีปมที่รากซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้มาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาและการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชให้กับดินได้ดี พืชตระกูลถั่วที่นิยมปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยสดได้แก่ ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ปอเทือง โสนอัฟริกัน และถั่วมะแฮะ

การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้คุ้มค่าที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุดนั้นควรปลูกเพื่อทำการไถกลบในช่วงระยะเวลาออกดอกเพราะพืชจะเก็บสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ไว้มากที่สุด หลังจากนั้นควรทิ้งไว้ให้เกิดกระบวนการย่อยสลายในดินตามธรรมชาติเป็นเวลา 7 – 8 วัน แล้วจึงทำการปลูกพืชที่ต้องการได้

ลักษณะเด่นของปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่ว
พืชปุ๋ยสดตระกูลถั่วนั่นมีปมที่รากและมีแบคทีเรีย Rhizobium spp. อาศัยอยู่ ซึ่งแบคทีเรียตระกูลนี้สามารถดึงไนโตรเจนจากอากาศและสะสมในลำต้นทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณไนโตรเจนให้กับดินในบริเวณรอบๆ ที่มีรากอีกด้วย
ชนิดพืช ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซี่ยม
ถั่วพร้า 2.72 0.54 3.14
ถั่วพุ่ม 2.68 0.39 2.46
ปอเทือง 2.76 0.22 2.40
โสนแอฟริกัน2.87 0.22 2.40
ถั่วมะแฮะ 1.92 0.05 0.90
IMG_1915
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดนั้นนิยมทำกันอยู่ 3 วิธีคือ
1. แบบโรยเมล็ดเป็นแถว
2. แบบหยอดเป็นหลุม
3. แบบหว่านเมล็ด ควรไถดะก่อนหว่านเมล็ดแล้วคราดกลบเมล็ด

IMG_1919

อัตราเมล็ดที่ใช้มีดังนี้
ปอเทือง 5 กิโลกรัมต่อไร่
โสนอัฟริกัน 5 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพุ่ม 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วมะแฮะ 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพร้า 10 กิโลกรัมต่อไร่
ควรปลูกก่อนพืชหลักประมาณ 2 เดือนถึง 2 เดือนครึ่ง และควรไถกลบหรือสับกลบระยะออกดอกเพราะเป็นระยะที่พืชสะสมอาหารและแร่ธาติไว้มากที่สุดจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด
1. ยกระดับความสมบูรณ์ของดิน
2. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและปริมาณไนโตรเจนรวมทั้งธาตุอาหารอื่นๆที่จำเป็นสำหรับพืชให้แก่ดิน
3. รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดินและช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
4. ลดการสูยเสียหน้าดินอันเกิดจากการชะล้าง
5. ทำใหเดินร่วนซุย ทำให้สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวนเพื่อปลูกพืชหลัก
6. ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชในทางอ้อมได้
7. ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีด้วย
8. เพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชหลักให้สูงขึ้น
*** ขอขอบคุณศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินจ้าของบทความและความรู้ เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเผยแพร่ให้ได้รับความรู้ทั่วกัน หากไม่เหมาะสมประการใดสามารถแจ้งลบได้ครับและขอรับรองว่าบทความนี้ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงการค้าแต่อย่างใด ***



นั่นนะสินะ! เจอคำถามนี้เข้าไปทำให้คิดหนักได้เลยนะเนี่ยะ -__-!!! เป็นคำถามที่ง่ายๆ แต่น่าคิด

ที่ดินเป็นสิ่งทรัพย์สินที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูงเพราะไม่เคยเหมือนกันเลยซักแปลงหรือต่อให้เหมือนก็จะมีความต่างในเรื่องของคุณสมบัติที่ซ่อนอยู่ เช่น แร่ธาตุ น้ำใต้ดิน และลักษณะของชั้นหน้าดิน ต่างๆ นาๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นลักษณะที่ดินที่ดีก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน เช่น หากต้องการใช้ที่ดินสำหรับสร้างบ้านนั้นก็ควรเป็นที่ดอนน้ำไม่ท้วมขังความหนาแน่นของดินมีมากและระดับน้ำใต้ดินไม่มีเพราะถ้ามีก็จะทำให้ดินทรุดง่าย หรือที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรประเภทประมงก็ต้องการน้ำใต้ดินที่มากและนิยมดินเหนียวสำหับเก็บกักน้ำในบ่อ เป็นต้น แต่หากเราหมายถึงที่ดินที่ดีสำหรับในการเกษตรทั่วๆไป ก็ควรจะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นพื้นฐาน

ลักษณะของดินนั้นควรจะเป็นดินดี สีดำ ลักษณะร่วนซุยเพราะดินสีดำบ่งบอกได้ว่าเป็นดินที่มีธาตุอาหารอยู่สูงและพืชส่วนใหญ่ชอบดินแบบร่วนซุย

ชั้นหน้าดินที่มีอยู่มากซึ่งบางครั้งบางทีเราอาจจะเห็นว่าหน้าดินสีดำ นุ่ม ชุ่มน้ำดีแต่พอขุดลึกลงไปแค่ 30 – 40 ซม. ก็ปรากฏว่ากลายเป็นดินเหนียวหรือสีแดงหรือโชคร้ายหน่อยก็เป็นหินกรวด ทำให้พืชยืนต้นบางชนิดที่มีรากลึกไม่สามารถหาอาหารได้หรืออาจจะทำให้รากเน่าตายในที่สุด เพราะฉนั้นที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรนั้นนอกจากดินควรจะมีสีดำแล้วชั้นหน้าดินก็ควรจะมีอยู่มากเช่นกัน

ความเป็นกรดด่างที่พอดีสำหรับปลูกพืช พืชส่วนใหญ่ชอบความเป็นกรดเป็นด่างที่พอดี หากที่ดินบริเวณนั้นเป็นกรดหรือด่างอย่างใดอย่างหนึ่งก็ต้องเสียเวลามาปรับปรุงดินทีหลังซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ตามมาหรือไม่แล้วก็อาจจะเป็นสาเหตุให้พืชโตช้ากว่าปกติ

ลักษณะทางกายภาพเป็นที่ดอนนิดๆ หรือพื้นที่ที่น้ำไม่ท้วมขังและเหตุผลสำคัญข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน

ที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรนั้นควรจะมีน้ำใต้ดินพอเหมาะไม่มากไม่น้อยเพราะจะแสดงถึงความชื้นในดิน

ที่ดินสำหรับการเกษตรที่ดีนั้นควรจะใกล้แหล่งน้ำ เช่น หนอง คลอง บึงต่างๆ เพราะน้ำจัดได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการเกษตรโดยเฉพาะประเภทพืช

ที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรอีกอย่างหนึ่งนั้นควรจะเป็นที่ดินที่ไม่ใช่ “ที่ดินตาบอด” และควรจะเป็นที่ดินที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ หากไม่แล้วก็จะเป็นอุปสรรคยากลำบากสำหรับการขนส่งและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจะทำให้มูลค่าของที่ดินแปลงนั้นด้อยค่าลงไป

นั่นคือที่ดินในอุดมคติหรือในฝันที่เราอยากได้แค่ความเป็นจริงนั้นค่อนข้างจะตรงกันข้ามเลยทีเดียว หากท่านเป็นคนที่ได้ครอบครองที่ดินในฝันก็ถือว่าท่านเป็นผู้โชคดีท่านหนึ่งเลยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่ต้องมาปรับปรุง ขุด เจาะ แก้ไข ถมที่ กั้นคูน้ำกันให้วุ่นวายไปหมด
Picture-040

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ประจำจังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนามได้กล่าวว่าที่ประชุมมีมติวางแผนการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวเพิ่มอีกประมาณ 18,300 – 30,500 ไร่ และมีแผนว่าจะปลูกเพิ่มในอนาคตอีก 42,700 – 91,500 ไร่ในระยะเวลา 3 – 4 ปีข้างหน้า

โดยปัจจุบันเวียดนามมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั้งหมดประมาณ 897,981 ไร่และผลผลิตประมาณ 818,000 ลูกต่อปี ซึ่งปลูกมากที่สุดใน 13 จังหวัดลุ่มปากน้ำโขงโดยนับเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 75 ของผลผลิตมะพร้าวทั้งประเทศ และในจำนวนนี้จังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre) มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวถึง 305,000 ไร่ซึ่งนับเป็นจังหวัดที่ปลูกมากที่สุดในเวียดนามจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งมะพร้าว และก็เป็นที่ตั้งของกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปจากมะพร้าวด้วยเช่นกัน เหตุผลหลักที่จังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre) เป็นแหล่งปลูกมะพร้าวที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามก็เพราะปริมาณน้ำใต้ดิน สภาพดินและแร่ธาตุในดินที่เหมาะสมและเป็นเอกลักษณ์ทำให้มะพร้าวเจริญเติบโตได้ดีโดยผลผลิตในจังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre) สามารถเก็บเกี่ยวได้เฉลี่ย 48 – 50 ลูกต่อต้นต่อปีในขณะที่พื้นที่อื่นสามารถเก็บเกี่ยวได้ 36 – 37 ลูกต่อต้นต่อปี

ราคามะพร้าวของเวียดนามในปัจจุบันได้ปรับราคาขึ้นสูงกว่า 3 – 4 เท่าตัวเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนซึ่งปัจจุบันมีราคา 80,000 – 90,000 ดองต่อมะพร้าวสด 12 ลูก และ 150,000 ดองสำหรับมะพร้าวแก่ที่ใช้ในอุตสาหรกรรม

Coconut



ก่อนอื่น ต้องขอขอบพระคุณทุกๆท่านจากใจจริงครับ ที่คอยติดตามบล็อคบทความนี้ ไม่นึกเลยว่าบทความที่เขียนด้วยความมั่วซั่วผิดบ้างถูกบ้าง (บ่นก็เยอะ) ใน http://www.mygreengardens.com จะพอมีประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้าง รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกครับที่ความรู้เท่าหางกบของเราพอจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ แบบนี้

ขอบคุณทุกท่านจากใจจริงครับที่คอยติดตามถามไถ่กันอยู่เสมอ

มาถึงคำถามวันนี้จากเพื่อนๆ เกษตรท่านหนึ่งที่หลงไปอ่านบทความเรื่องการปลูกชะอมเข้าเลยตามมาถามว่า “ใช้อะไรทำปุ๋ยหมักถึงจะดี?” ใส่ชะอมหรือพืชอื่นๆ ถึงจะงาม

ปล* ขอขอบคุณรูปภาพจากเวปเพื่อนบ้านชาวเกษตรครับ

สำหรับนักเกษตรมืออาชีพคงจะมีสูตรเฉพาะของแต่ละท่านซึ่งล้วนแต่ดีและได้ผลทั้งสิ้น แต่สำหรับผู้เขียนเองที่เป็นเพียงเกษตรกรวันอาทิตย์ก็คงจะได้แต่ตอบแบบความรู้น้อยว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดครับ จุดประสงค์หลักของการทำปุ๋ยหมักของผู้เขียนคือ

1. การลดต้นทุนเรื่องปุ๋ย

2. ต้องการบำรุงดินเพราะดินดั้งเดิมที่สวนของผู้เขียนนั้นแย่มากเลยต้องใช้วัตถุอิทรีย์บำรุงดินให้ฟื้นคืน

3. ใช้เศษวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์

ก่อนอื่นอยากเล่าให้ฟังสักนิด

นานมาแล้วสมัยที่เรายังไม่รู้จักเอทาน่อลหรือแก๊สโซฮอล กากน้ำตาลจากโรงงานน้ำตาลหรือส่าเหล้า (กากที่เหลือจากการหมักเหล้า) เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์และเหลือใช้ชนิดที่เรียกว่าไม่รู้จะเอาไปทำอะไรจนต้องไปเทบนถนนเพื่อกันฝุ่นฟุ้งกระจาย (ขอกันฟรีๆ ไม่ต้องซื้อต้องหาเลยสมัยนั้น) ต่อมาองค์ความรู้เรื่องจุลินทรีย์ EM เข้ามาในประเทศไทยผ่านศูนย์เกษตรของญี่ปุ่นทำให้กากน้ำตาลที่เป็นของเหลือใช้กลายมาเป็นสิ่งมีค่า และยิ่งมีค่าขึ้นไปอีกเมื่อมีการส่งเสริมเทคโนโลยีการกลั่นแอลกอฮอล์จากกากน้ำตาล จากสิ่งที่เหลือใช้กลายมาเป็นสิ่งมีราคา กากน้ำตาลเริ่มหายากเพราะต้องใช้ในเชิงอุตสาหกรรมพลังงานจนบางครั้งรู้สึกว่าไปซื้อน้ำตาลทรายมาผสมจุลินทรีย์ทำปุ๋ยหมักยังจะง่ายซะกว่า

เรื่องที่สอง สมัยก่อนนั้นกากอ้อย (กากแห้งๆ ที่เหลือจากการหีบอ้อย) นั้นแทบจะไม่มีมูลค่าอะไรเลยมีอยู่เต็มไปหมดจนสามารถไปขอโรงงานน้ำตาลมาทำปุ๋ยได้อย่างง่ายๆ ราคาถูก หรือบางที่ก็ฟรีเลยก็มีให้เห็น ต่อมามีการนำกากอ้อยมาเข้าสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงจนปัจจุบันกากอ้อยมีมูลค่าขึ้นมากจนไม่เหมาะสมที่จะนำมาทำปุ๋ยอีกแล้ว

เรื่องที่สามสมัยก่อนโน้นการทำโรงไฟฟ้าจากแกลบและวัสดุเหลือใช้เป็นที่ฮือฮามากในวงการเกษตรและพลังงานเพราะแกลบจัดเป็นวัสดุเหลือใช้ไม่มีใครสนใจ มีจำนวนมหาศาลเผาทิ้งเผาขว้างก็ไม่มีวันหมดและก็มีคนนำไปทำปุ๋ยอีกเช่นกัน ต่อมาโรงไฟฟ้าพลังแกลบนั้นต้องปิดตัวไปเพราะไม่มีแกลบหรือบางที่เปลี่ยนมาใช้วัสดุอื่นเป็นเชื้อเพลิงแทนเพราะแกลบเริ่มหายาก (โรงสีบางที่ยอมสีข้าวให้ชาวนาฟรีเพื่อเอาแกลบก็ยังมีเพราะแกลบเองก็มีมูลค่า) ซึ่งปัจจุบันราคาแกลบภาคกลางแถบสุพรรณบุรีมีราคาตันละ 1,200 – 1,700 บาท ราคานี้ไม่คุ้มกับการนำมาเผาอีกแล้ว

ท่านผู้อ่านพอจะนึกออกรึยังครับว่าผู้เขียนอยากจะสื่ออะไร

(ยังไม่รู้อ่ะ……..! ทำยังไงดี…….!)

ก็นะ

วัสดุที่ทำปุ๋ยหมักได้ดีที่สุดคือวัสดุใกล้ตัวที่ไม่ต้องไปซื้อไปหาครับ เศษอาหาร เศษใบไม้ ปุ๋ยคอก มูลสัตว์ต่างๆ สามารถนำมาทำปุ๋ยหมักได้หมดครับ ไม่จำเป็นต้องไปวิ่งหาวัสดุตามสูตรนั้นสูตรนี้ให้เสียเงินเสียเวลาจนบางครั้งรู้สึกว่าได้วัสดุครบแล้วแต่ราคากลับแพงกว่าปุ๋ยเคมีเสียอีกเพราะวัสดุหลายๆ อย่างตามตำราที่ท่านๆ ว่าไว้นั้นไม่ใช่เศษวัสดุหรือสิ่งเหลือทิ้งอีกต่อไปดั่งที่เล่ามาข้างต้นถึงคุณค่าที่เปลี่ยนไปของเศษวัสดุแถมยังค่าขนส่งอีกต่างหาก และที่แนะนำที่สุดคือเศษใบไม้ที่หล่นๆ แถวบ้านกวาดกองรวมๆ กันผสมกับปุ๋ยคอกที่หาได้ในท้องถิ่นผสมกับจุลินทรีย์ EM หรือหัวเชื้อ พด 1 หรือ หัวเชื้อ พด 3 ของกรมพัฒนาที่ดินอีกเล็กน้อยเพื่อเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายให้เร็วขึ้นหมั่นกลับกองปุ๋ยเพื่อเติมอากาศให้จุลินทรีย์ทุก 3 วัน 5 วันนาน 1 เดือน ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทำปุ๋ยหมัก แล้วเราก็จะได้ปุ๋ยหมักอันเป็นอาหารอันโอชะแก่ต้นพืชได้ด้วยต้นทุนที่ถูกแสนถูก ส่วนการใช้ปุ๋ยคอกนั้นอยากจะแนะนำปุ๋ยคอกเก่าเพราะปุ๋ยคอกใหม่บางชนิดมีกรดและแมลงที่เป็นอันตรายต่อพืชทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์และการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ความธรรมชาตินั้นยังไม่ทั่วถึงทำให้พืชไม่สามารถดูดซับสารอาหารหรือแร่ธาตุได้เต็มที่เหมือนปุ๋ยหมักที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์มาแล้ว

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน