Posts Tagged ‘แหล่งน้ำ’



หากจะพูดกันถึงเรื่องข้อดีและข้อเสียของระบบน้ำเพื่อการเกษตรแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์แล้วก็ต้องมาดูกันถึงรุ่นและลักษณะการทำงาน แต่ส่วนใหญ่แล้วข้อดีและข้อเสียก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่เพราะระบบสปริงเกอร์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์การให้น้ำแบบวงกว้าง

ข้อดี
ข้อดีของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของการกระจายน้ำได้ทั่วถึง และเป็นลักษณะการกระจายน้ำแบบวงกว้าง ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกที่มีพืชหนาแน่น หรือต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ปลูกแบบทั่วถึง เหมาะสำหรับท่านที่เป็นเศรษฐีน้ำแบบว่าน้ำเยอะหรือใกล้แหล่งน้ำ อิอิอิ และมีเครื่องกำเนิดแรงดันหรือปั๊มสุดเจ็งเป็นตัวขับเคลื่อน
Picture 474
ข้อเสีย
ส่วนเรื่องข้อเสียของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์นั้นหลักๆ แล้วเป็นเรื่องของแรงดันน้ำที่จะต้องได้ขนาดความแรงที่กำหนดเพื่อขับดันน้ำในแต่ละจุด โดยปกติแล้วระบบน้ำหยดเพื่อการเกษตรนั้นต้องการแรงดันน้ำขนาด 1 บาร์แต่ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์นั้นต้องการตั้งแต่ 4 บาร์เป็นต้นไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของหัวสปริงเกอร์ที่ต้องการแรงดันมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ยิ่งหัวสปริงเกอร์ใหญ่เท่าไหร่ก็ต้องการแรงดันมากขึ้นเท่านั้น และข้อเสียอีกเรื่องหนึ่งของระบบน้ำแบบสปริงเกอร์นั้นก็เป็นเรื่องของจำนวนน้ำที่ต้องใช้ในปริมาณมหาศาล ซึ่งหากวางแผนหรือจัดการพื้นที่อย่างดีก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่หากไม่แล้วก็เห็นจะเป็นหมู่วัชพืชที่ได้รับประโยชน์ เคยเห็นมาแล้วหญ้าเขียวจนคลุมต้นมะม่วงเลยหละ เพราะหญ้าได้น้ำมากกว่าพืช หุหุหุ -__-!!!
Picture 514

รัศมีน้ำจากหัวมินิสปริงเกอร์ก่อนรด

Picture 516

รัศมีน้ำจากหัวมินิสปริงเกอร์หลังรด (รัศมีน้ำประมาณ 1 เมตร)

โดยส่วนตัวแล้วใช้ทั้ง 3 แบบคือระบบให้น้ำพืชแบบสปริงเกอร์ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กหรือมินิสปริงเกอร์ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่ แหล่งน้ำและสภาพของต้นพืช แต่ก็จะชอบระบบน้ำแบบมินิสปริงเกอร์มากที่สุดเพราะรูปแบบการติดตั้งที่ง่ายไม่ยุ่งยากและรัศมีน้ำที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด



ผู้เขียนก็เป็นเกษตรมือสมัครเล่นเหมือนกับผู้อ่านหลายๆ ท่านที่มีที่ดินผืนเล็กแบบพออยู่พอกิน ครั้นจะปลูกพืชเศรษฐกิจหลักอย่างเกษตรกรมืออาชีพก็คงจะไม่ไหวเพราะที่ดินไม่เอื้ออำนวย จนสุดท้ายต้องมาจบด้วยการปลูกผักสวนครัวเล็กๆ น้อยๆ

การมีพื้นที่น้อยก็มีข้อดีอยู่ในตัวเช่นกัน นั่นก็คือความจำกัดด้านพื้นที่ทำให้เราคิดที่จะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ชนิดที่ว่าปลูกตรงไหนได้ก็ปลูก ตรงไหนยัดได้ก็ยัดอะไรประมาณนั้น หุหุหุ หรือพูดอีกในหนึ่งก็คือคิดประยุกต์ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอยู่ตลอดเวลา (จนตอนนี้รกเป็นป่าหมดแระ -__-!!!)

การปลูกฝักทอง ฝักเขียว น้ำเต้า และพืชล้มลุกแบบเถาเลื้อยต่างๆ ก็เป็นพืชอีกตระกูลหนึ่งที่อยากจะแนะนำหากท่านผู้อ่านต้องการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แถมราคาค่างวดตอนเก็บไปขายก็ชวนยิ้มออกเช่นกัน เพราะตลาดมีความต้องการอยู่เรื่อยๆ ประมาณว่าเป็นพืชที่ขายได้ขายดีทั้งปีทั้งชาติ

การปลูกพืชตระกูลเถาไม้เลื้อยนั้นหากดูผิวเผินจะดูเหมือนว่าใช้พื้นที่เยอะ แต่หากพิจารณาให้ดีแล้วก็จะเห็นว่าพืชตระกูลเถาไม้เลื้อยมีจุดที่รากลงดินแค่ 1 จุดคือบริเวณจุดที่รากงอกตอนปลูกและส่วนที่เหลือนั้นก็เป็นเพียงเถาเลื้อยที่วิ่งหาแสงเพื่อรับแดดสำหรับการปรุงอาหาร หากเราทราบเช่นนี้แล้วการที่จะควบคุมบริเวณพืชประเภทนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เหมือนกับที่ผู้เขียนปลูกน้ำเต้าไว้ริมขอบระหว่างแปลงผักแล้วทำลานให้เลื้อยขึ้นด้านบนให้ปกคลุมบริเวณเหนือร่องน้ำตรงกลาง หรือการปลูกแตงและฟักขาวควบคู่ไปกับการปลูกพริกให้ใบแตงและใบฟักขาวบังแดดรักษาความชื้นให้กับดินรอบๆ ต้นพริก ส่วนการปลูกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่ขุดหลุดขนาด 20 x 20 ลึก 40 ซม. แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วกลบด้วยหน้าดิน หยอดเมล็ดลงไปประมาณ 2 – 3 เมล็ดต่อหลุดแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เพียงแค่ 5 – 7 วันก็จะมีการงอกเกิดขึ้นและเจริญเติบโตต่อไป หากบริเวณที่ท่านปลูกมีแดดจัดก็สามารถกางผ้าใบบังแดดหรือคลุมด้วยฟางบริเวณปากหลุมก็ได้ ซึ่งก็แล้วแต่วิธีการปลูกของแต่ละท่าน

ปลูกลืมๆ ไปไม่ต้องรดน้ำเพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำทำให้ประหยัดแรงงานไปได้มาก เพียงแค่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ หากเหลือทาน เหลือแจกก็สามารถวางขายที่ตลาดได้
IMG_3379

IMG_3377

IMG_3371

IMG_3381



นั่นนะสินะ! เจอคำถามนี้เข้าไปทำให้คิดหนักได้เลยนะเนี่ยะ -__-!!! เป็นคำถามที่ง่ายๆ แต่น่าคิด

ที่ดินเป็นสิ่งทรัพย์สินที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูงเพราะไม่เคยเหมือนกันเลยซักแปลงหรือต่อให้เหมือนก็จะมีความต่างในเรื่องของคุณสมบัติที่ซ่อนอยู่ เช่น แร่ธาตุ น้ำใต้ดิน และลักษณะของชั้นหน้าดิน ต่างๆ นาๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นลักษณะที่ดินที่ดีก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน เช่น หากต้องการใช้ที่ดินสำหรับสร้างบ้านนั้นก็ควรเป็นที่ดอนน้ำไม่ท้วมขังความหนาแน่นของดินมีมากและระดับน้ำใต้ดินไม่มีเพราะถ้ามีก็จะทำให้ดินทรุดง่าย หรือที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรประเภทประมงก็ต้องการน้ำใต้ดินที่มากและนิยมดินเหนียวสำหับเก็บกักน้ำในบ่อ เป็นต้น แต่หากเราหมายถึงที่ดินที่ดีสำหรับในการเกษตรทั่วๆไป ก็ควรจะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นพื้นฐาน

ลักษณะของดินนั้นควรจะเป็นดินดี สีดำ ลักษณะร่วนซุยเพราะดินสีดำบ่งบอกได้ว่าเป็นดินที่มีธาตุอาหารอยู่สูงและพืชส่วนใหญ่ชอบดินแบบร่วนซุย

ชั้นหน้าดินที่มีอยู่มากซึ่งบางครั้งบางทีเราอาจจะเห็นว่าหน้าดินสีดำ นุ่ม ชุ่มน้ำดีแต่พอขุดลึกลงไปแค่ 30 – 40 ซม. ก็ปรากฏว่ากลายเป็นดินเหนียวหรือสีแดงหรือโชคร้ายหน่อยก็เป็นหินกรวด ทำให้พืชยืนต้นบางชนิดที่มีรากลึกไม่สามารถหาอาหารได้หรืออาจจะทำให้รากเน่าตายในที่สุด เพราะฉนั้นที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรนั้นนอกจากดินควรจะมีสีดำแล้วชั้นหน้าดินก็ควรจะมีอยู่มากเช่นกัน

ความเป็นกรดด่างที่พอดีสำหรับปลูกพืช พืชส่วนใหญ่ชอบความเป็นกรดเป็นด่างที่พอดี หากที่ดินบริเวณนั้นเป็นกรดหรือด่างอย่างใดอย่างหนึ่งก็ต้องเสียเวลามาปรับปรุงดินทีหลังซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ตามมาหรือไม่แล้วก็อาจจะเป็นสาเหตุให้พืชโตช้ากว่าปกติ

ลักษณะทางกายภาพเป็นที่ดอนนิดๆ หรือพื้นที่ที่น้ำไม่ท้วมขังและเหตุผลสำคัญข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน

ที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรนั้นควรจะมีน้ำใต้ดินพอเหมาะไม่มากไม่น้อยเพราะจะแสดงถึงความชื้นในดิน

ที่ดินสำหรับการเกษตรที่ดีนั้นควรจะใกล้แหล่งน้ำ เช่น หนอง คลอง บึงต่างๆ เพราะน้ำจัดได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการเกษตรโดยเฉพาะประเภทพืช

ที่ดินที่ดีสำหรับการเกษตรอีกอย่างหนึ่งนั้นควรจะเป็นที่ดินที่ไม่ใช่ “ที่ดินตาบอด” และควรจะเป็นที่ดินที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ หากไม่แล้วก็จะเป็นอุปสรรคยากลำบากสำหรับการขนส่งและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจะทำให้มูลค่าของที่ดินแปลงนั้นด้อยค่าลงไป

นั่นคือที่ดินในอุดมคติหรือในฝันที่เราอยากได้แค่ความเป็นจริงนั้นค่อนข้างจะตรงกันข้ามเลยทีเดียว หากท่านเป็นคนที่ได้ครอบครองที่ดินในฝันก็ถือว่าท่านเป็นผู้โชคดีท่านหนึ่งเลยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่ต้องมาปรับปรุง ขุด เจาะ แก้ไข ถมที่ กั้นคูน้ำกันให้วุ่นวายไปหมด
Picture-040

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน