Posts Tagged ‘โปรตีน’



หลังจากโดดไปขโมยพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 กับเนเปียร์จักรพรรดิมาจากเพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งแถวราชบุรีมาแอบเพาะขยายพันธุ์ได้พักใหญ่ๆ ต้นพันธุ์หญ้าเนเปียร์ก็แตกดอกออกกอเพิ่มจำนวนมาให้ได้ขยายพันธุ์มากขึ้นและจะมากกว่านี้ต่อไปในอนาคต และก็หวังว่าวันหนึ่งคงจะมากพอที่จะแจกจ่ายเพื่อนๆ ได้นำไปทำพันธุ์ต่อไป

001

*** จากกิ่งเดียวก็ได้แตกตัวเป็นกอในกระถาง ***

 

003

*** จากกระถางเดียวก็ได้ขยายตัวออกเป็นพื้นที่ 1 งานในเวลา 6 เดือน ***

004

*** ด้านซ้ายงอๆ คือหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ส่วนอีก 3 ลำตรงๆ คือหญ้าเนเปียร์จัรกพรรดิที่อายุเท่ากัน แต่หญ้าเนเปียร์จัรกพรรดิโตกว่าและลำต้นใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด และตอนนี้ผู้เขียนกำลังทดลองพิสูจน์ถึงความแตกต่างของทั้ง 2 สายพันธุ์ว่าอะไรดีกว่ากัน แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ที่มหาลัยเกษตรส่งเสริมอยู่มันต้องมีเหตุผลอะไรซักอย่างสิน่า ***

สาเหตุที่ต้องทดลองปลูกหญ้าเนเปียร์นั้นก็เป็นเพราะว่าผู้เขียนต้องการพิสูจน์ประโยชน์ของหญ้าเนเปียร์และทำการทดลองถึงคุณสมบัติบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อตอบสนองนิสัยความอยากรู้อยากเห็น (นิสัยอะไรก็ไม่รู้ เปลืองตังค์ -__-!!!) และต้องการที่จะสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเองหลังจากพบว่าตัวเองตกอยู่ในสภาพวิกฤติเสื่อมศรัทธาในผลงานวิชาการแบบตลาดๆหรือแบบลวกๆ อย่างที่พบเห็นได้ตามสื่อต่างๆ จนสุดท้ายต้องสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเองถึงแม้ว่าจะต้องเริ่มจากการนับหนึ่งใหม่ก็เถอะ

 

ไม่แน่ใจว่าหญ้าเนเปียร์มีทั้งหมดกี่สายพันธุ์แต่ที่ผู้เขียนได้มานั้นเป็นหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ที่ทางมหาลัยเกษตรส่งเสริมและพันธุ์เนเปียร์จักรพรรดิที่ดูจะคล้ายคลึงจนบางทีแยกไม่ออก แต่หากสังเกตลักษณะทางกายภาพดีๆ แล้วจะพบว่าหญ้าเนเปียร์จักรพรรดิจะลำต้นใหญ่กว่าและใบหนากว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนคุณสมบัติด้านเคมีนั้นว่ากันอีกทีหนึ่ง เพราะหากจะให้ได้สารอาหารในช่วงที่ดีที่สุดต้องมีอายุ 60 วันขึ้นไป โดยจะได้โปรตีนถึง 13-17% และคาร์โบไฮเดรตที่ละลายน้ำได้ (WSC) 11-12 % ซึ่งปัจจุบันผู้เขียนได้ส่งไปให้เพื่อนที่เกษตรศาสตร์เพื่อตรวจวัดออกมาเป็นตัวเลขให้ได้เห็นกันแน่ชัดอีกครั้งหนึ่งถึงคุณประโยชน์ด้านสารอาหารและความแตกต่างของปริมาณสารอาหารของหญ้าเนเปียร์ทั้ง 2 สายพันธุ์ (เนเปียร์ปากช่องและเนเปียร์จัรพรรดิ)

 

หากคุณสมบัติดีดังที่ท่านว่าไว้จริงก็เหมาะสมที่จะส่งเสริมเป็นอาหารสัตว์ในชุมชมของผู้เขียนเพราะโชคดีที่มีการเลี้ยงวัวกันเยอะมาก และโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าประโยชน์ของหญ้าเนเปียร์นั้นเหมาะสำหรับภาคปศุสัตว์มากกว่า ส่วนการนำไปหมักแก็สเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้านั้นควรจะเป็นมูลสัตว์มากกว่าเพราะการบ่มตัวหรือการเกิดแก็สนั้นย่อมดีกว่าหญ้าสดอยู่แล้ว

 

หญ้าเนเปียร์นั้นมีลักษณะเด่นคือเติบโตเร็ว แตกกอดี วิธีปลูกก็ไม่ได้ยุ่งยากสลับซับซ้อนอะไรเลยก็เหมือนการปลูกอ้อยหนือมันสำปะหลังทั่วๆ ไป จะต่างกันก็ตรงที่ความพิถีพิถันที่น้อยกว่าเพราะยังคงติดนิสัยเสมอว่ามันก็คือหญ้า ฮ่ะๆ!!

006

*** เอออ!! คือ มันไม่ใช่อ้อยนะ ถึงจัคล้ายก็เถอะ -__-!!! ***

008

*** วิธีขยายพันธุ์นั้นก็ไม่ยาก แค่ตัดท่อนพันธุ์จากต้นแม่แบบที่เห็นด้านบนแล้วก็ขุดหลุมกลบ แค่นั้นจริงๆ ***

009

*** ปกติข้อเดียวแบบมีรากติดก็งอกแล้วนะ แต่กลัวไม่รอด อิอิอิ ***

010

*** ขุดหลุมแล้วดินกลบ แค่นั้นแหละ ส่วนระยะห่างก็ 70 x 70cm. เป็นใช้ได้ ***

 

ส่วนเพื่อนๆ ที่ถามถึงข่าวคราวเรื่องการนำหญ้าเนเปียร์ไปหมักเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่ผู้เขียนตามข่าวอยู่เนืองๆ นั้น แฮะๆ !!! อยากจะขอตอบแบบที่ใจคิดก็คือว่าอย่าไปคาดหวังอะไรกับมันเลย เอาเฉพาะการนำหญ้าเนเปียร์มาเป็นอาหารสัตว์สำหรับภาคเกษตรเราให้รอดก่อนเถอะ เห็นว่าจะสร้างโน้นสร้างนี่ (สร้างหนี้) แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นแม้แต่ผลสรุปจากโรงงานต้นแบบที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ควรจะเปิดไปตั้งแต่เดือนมกราที่ผ่านมา (ปี 2556) จนมาถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นอะไรสรุปออกมาชัดเจน แถมยังชงเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจากหญ้าเนเปียร์ขึ้นอีกหลายจุดที่ดีดตัวเลขคำนวณออกมาสวยหรู ตัวเลขเยอะจนจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ (ขี้เกียจจำด้วยแหละ -__-!!! รู้แต่ว่าเห็นตัวเลยแล้วคิดอยู่อย่างเดียวว่าพวกมึงตื่นเถอะ) กลัวเหลือเกินว่าสุดท้ายจะกลายเป็นโครงการเหมือนสบู่ดำที่ล้มไม่เป็นท่าได้แต่ผลาญงบไปวันๆ ไม่ไหวจะเพลียจริงๆ เรื่องแบบนี้ -__-!!!

ไม่ใช่ว่าไม่ดี มันดีเลยทีเดียวแหละ แต่การติดตามการใส่ใจ การคิดพัฒนา ความบริสุทธ์ใจในการทำงาน (โกงพลาญงบรึเปล่าพูดง่ายๆ) และความตั้งใจ ในแบบราชการไทยนี่ไม่ไหวจะเพลียนะ

 

ไว้ได้เรื่องยังไงจะมาเล่าสู่กันฟังอีกทีหนึ่ง ส่วนเพื่อนๆ ที่รอท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์อยู่ รออีกนิด อดทนอีกหน่อยไว้พร้อมแล้วจะรีบแจกจ่าย



หลังจากที่ผู้เขียนลงบทความการทดลองเลี้ยงปลานิลด้วยแหนแดงในวงบ่อซีเมนต์เมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ก่อน ก็ได้มีคำถามเข้ามามากพอสมควรจากเพื่อนๆ ชาวเกษตรที่ติดตามอ่าน ขอขอบคุณอีกครั้งครับสำหรับน้ำใจที่เข้ามาติดตามอ่านบทความ (ไม่ค่อยจะได้เรื่อง มั่วบ้าง ไร้สาระบ้าง) และมิตรไมตรีที่เข้ามาพูดคุยกันตลอดทาง

เพื่อนๆ ถามผู้เขียนถึงระดับการเจริญเติบโตของปลานิลที่ผู้เขียนทดลองเลี้ยงไว้ ถ้าจำไม่ผิดจะปล่อยลงบ่อเมื่อวันที่ 8/5/56 ซึ่งก็ผ่านมาได้ประมาณ 19 วัน (วันที่ลงบทความนี้เป็นวันที่ 27/5/56) ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เห็นภาพสุดท้ายเลยต้องจับขึ้นมาวัดขนาดให้เพื่อนๆ ดู เพราะคิดว่ารูปภาพคงจะอธิบายได้ดีกว่าคำพูดมากนัก

สำหรับชาวเกษตรอย่างเราๆ ท่านๆ นั้นคงจะไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการที่เห็นการเจริญเติบโตของสัตว์หรือพืชที่เราปลูกเราเลี้ยงไว้โดยไม่ต้องดูแลอะไรมากมายให้วุ่นวายใจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร ให้ดูแลตัวเองว่างั้นเถอะ อิอิอิ -__-!!! และพอโตได้ขนาดหรืออายุก็จัดการจัดเก็บผลผลิตออกมาขายซะเลย การเกษตรในอุดมคติแบบนั้นใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาซะเลยเพียงแต่ว่าอาจจะสร้างด้วยความยากลำบากซักหน่อยเท่านั้นเอง จริงๆ แล้วการเลี้ยงปลานิลในวงบ่อซีเมนต์หรือบ่อปูนนั้นมีมาแต่ดั้งเดิมแต่การเลี้ยงด้วยแหนแดงนั้นผู้เขียนก็ไม่ค่อยจะแน่ใจว่ามีการนำมาใช้เลี้ยงปลากันมากน้อยขนาดไหน หรืออาจะมีพืชชนิดอื่นที่ดีกว่าแหนแดงก็เป็นได้ ก็คงต้องพัฒนาแสวงหากันต่อไป หากใครมีอะไรดีๆ ก็แนะนำผู้เขียนบ้าง อิอิอิ จะได้นำมาทดลอง แหนแดงมีโปรตีนและไนโตรเจนสูงเพราะมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในช่องว่างระหว่างใบบนและล่างของแหนแดงทำให้แหนแดงมีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 23.8 และไขมันร้อยละ 6.4 ต่อน้ำหนักแห้งซึ่งใช้ทดแทนอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี จะว่าไปแล้วก็มีพืชอยู่ไม่กี่ชนิดที่จะมีโปรตีนสูงขนาดนี้และอัตราการเจริญเติบโตเร็วเท่าแหนแดง

Tilapia fish-001*** จากลูกปลาน้อยผ่านไป 19 วันก็โตขึ้นมาพอสมควร ***
Picture 067

*** เพิ่มเติมวันที่ 23/6/2556 การเจริญเติบโตของลูกปลานิล ***

Picture 776

*** ปัญหาที่พบเจอคือลูกปลานิลเจริญเติบโตไม่เท่ากัน บางตัวเล็กบางตัวใหญ่ส่วนตัวที่จับมาวัดนี้คือตัวขนาดกลางในฝูง ***

Picture 774

คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนๆ ที่มีพื้นที่จำกัดหรือมีเวลาไม่มากจะนำหลักการนี้ไปใช้ประยุกต์หรือต่อยอดให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของแต่ละท่าน ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นวงบ่อซีเมนต์แต่อาจจะเป็นแท้งค์น้ำเก่าๆ ที่เสียแล้วนำมาตัดครึ่ง หรือการก่อกระสอบทรายขึ้นมาแล้วนำผ้าใบไปปูทับเพื่อเก็บน้ำไวเลี้ยงปลา หรือถังขนาดใหญ่ หรือวัสดุเหลือใช้ต่างๆนาๆ ที่หาได้จากสภาพแวดล้อมของเรานำมาประยุกต์ ส่วนอาหารนั้นก็ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเฉพาะแหนแดงซึ่งอาจจะเป็นผักบุ้งผักกระเฉดและจำพวกพืชลอยน้ำต่างๆ ที่ปลากินพืชชอบ

ทดลองเลี้ยงปลานิลด้วยแหนแดงในวงบ่อซีเมนต์ ตอนที่ 1 การเตรียมพื้นที่เลี้ยงปลานิล

ทดลองเลี้ยงปลานิลด้วยแหนแดงในวงบ่อซีเมนต์ ตอนที่ 2 ปล่อยปลานิลในบ่อเลี้ยงแหนแดง



ตำลึงนั้นนับว่าอยู่คู่กับครัวไทยมานานแสนนานเพราะมีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่น รสชาติที่ถูกปากและคุณค่าทางโภชนาการสูงเช่นธาตุเหล็ก โดยเฉพาะส่วนยอดของตำลึงที่เรานิยมใช้ปรุงอาหาร ในใบตำลึง 100 กรัม ประกอบไปด้วยโปรตีน 3.3 กรัม วิตามินบี1 0.17 มิลลิกรัม แคลเซียม 126 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม ไนอาซีน 1.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 13 มิลลิกรัม ใยอาหาร 2.2 กรัม และเบต้าแคโรทีนสูงถึง 699.88 ไมโครกรัม มากกว่าฟักทองและมันเทศซึ่งมีเบต้าแคโรทีน 225 และ 175 ไมโครกรัมตามลำดับ ต่อปริมาณ 100 กรัมเหมือนกัน สุดยอดเลยไหมหละ หาง่าย ทานได้ อร่อยด้วย

เราใช้ใบตำลึงหรือยอดตำลึงเป็นส่วนประกอบของอาหารสำหรับต้ม ผัด แกง จืด ต่างๆ จนลืมไปแล้วว่ายังมีลูกตำลึงติดอยู่ ลูกตำลึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่เรานึกถึงแต่ปัจจุบันนี้ลูกตำลึงถูกนำไปแปรรูปเป็นซอส คล้ายๆ กับซอสมะเขือเทศออกวางจำหน่ายสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นอย่างมาก และดูเหมือนจะได้รับความนิยมเสียด้วยเพราะความแปลกใหม่และคุณค่าทางโภชนาการ

บางครั้งบางทีมองดูสิ่งไร้ค่าแล้วลองนำมาแปรรูปหรือดัดแปลงต่างๆ นาๆ ให้มีค่าขึ้นก็ดูเข้าท่าเหมือนกันนะครับ ^-^
คงพอจะช่วยแก้อาการอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนๆ ที่ถามผู้เขียนว่าลูกตำลึงที่บ้านมีเยอะเหลือเกินพอใช้ทำอะไรได้บ้าง? แปรรูปอะไรได้บ้าง?
IMG_3402

IMG_3400



พึ่งนึกขึ้นได้ว่ารับใช้เพื่อนในเรื่องใช้พืชหาง่ายในพื้นที่เพื่อลดต้นทุนในเรื่องอาหารสัตว์มาหมาดๆ เลยนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เคยลองเอาปลีให้วัวกินเลยนี่นาเพราะที่สวนก็มีจำนวนพอสมควร เออ!! แฮะ น่าลองดูส่วนหมูคงไม่ต้องลองมั้งเพราะพี่เค้ากินทุกอย่าง -__-!!!

มาว่ากันก่อนเรื่องพื้นฐานของปลีกล้วย
ปลีกล้วยก็คือส่วนกาบสีม่วงที่ห่อหุ้มดอกกล้วยไว้ด้านใน และดอกกล้วยนั้นก็จะพัฒนาไปเป็นหวีกล้วยหากได้รับการผสมพันธุ์จากเกสรทั้งสองเพศ ส่วนใหญ่แล้วจะตัดปลีกล้วยทิ้งเพราะจะไปแย่งสารอาหารของหวีที่ติดผลแล้วทำให้เจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ขนาดของปลีกล้วยนั้นจะเล็กจะใหญ่ก็แล้วแต่พันธุ์กล้วยและความสมบูรณ์ของต้น

ว่ากันต่อด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ของปลีกล้วย
ไม่แน่ใจว่าเราไม่ได้วิจัยปลีกล้วยหรือผลงานวิจัยไม่ออกสู่สายตาประชาชนหรืออย่างใดไม่ทราบได้ เลยไม่ค่อยเจองานวิจัยเชิงลึกมากนัก แต่ก็พอจะได้ข่าวคร่าวๆ ว่ามีแคลเซี่ยมสูง มีโปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซีและเบตาแคโรทีน ทั้งยังสามารถลดน้ำตาลในหลอกเลือดได้แล้วก็มีสรรพคุณในการช่วยเพิ่มน้ำนมมารดา ลดไข้ระดู ทำให้เลือดสมบูรณ์ บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง มีกากใยอาหารมากทำให้ระบบขับถ่าย พอจะหาข้อมูลได้แค่นี้จริงๆ ซึ่งจริงๆ แล้วคิดว่าน่าจะมีประโยชน์มากกว่านี้และควรจะมีการวิจัยในเชิงลึกมากกว่านี้ โหหหห!!! เกิดเราเอาไปให้วัวนมนี่วัวเราก็จะมีฟันที่แข็งแรงปลอดจากโรคเบาหวานแถมปริมาณนมก็เพิ่มขึ้นด้วยนะสิ -___-!!! วัวเราสุขภาพดีสุดๆ ไปเลยทีนี้ วัวเราจะผิวสวยแล้ว

Picture 146

พูดเรื่องเบาหวานก็อดเป็นห่วงเรื่องโถชนาการของคนเราในปัจจุบันไม่ได้โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่ทำงานกันหัวราน้ำจนลืมคิดเรื่องโถชนาการมัวแต่เลือกกินอาหารที่ตนชอบจนโรคต่างๆ หรือโรคเบาหวานถามหาจนต้องถามหาปลีกล้วย ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะออกกำลังกายสม่ำเสมอและรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นดีที่สุดครับเพื่อพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์แต่ไอ่ที่แบบว่ากินข้าวผัดที่หมู่หนึ่ง ตอนเที่ยงกินก๋วยเตี๋ยวที่หมู่สอง เย็นกินส้มตำที่หมู่สาม ซื้อข้าวเกรียบที่หมู่สี่ แล้วไปกินเหล้าที่หมู่ห้าของอีกตำบลหนึ่งแบบนี้ไม่เอานะ -__-!!!


เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้เดินทางไปเยี่ยมเพื่อนๆ เกษตรท่านหนึ่งแถวๆ กาญจนบุรีตามคำเชิญชวน ซึ่งระยะทางไม่ห่างจากสวนผู้เขียนเท่าไหร่ พอไปถึงก็ปรากฏว่ากำลังโค่นถางป่าต้นกระถินเป็นการใหญ่เพื่อที่จะทำเล้าไก่และปลูกพืชผักสวนครัว ไม่น่าเชื่อว่าแถวนั้นป่ากระถินเยอะมากจนน่าอิจฉา

ตกเที่ยงก็ทานข้าวทานปลาตามประสาชาวบ้าน และแล้วคำถามก็ตามมา “เราจะใช้อะไรเป็นอาหารไก่เพื่อลดต้นทุนดี?”
“อ่าว! ก็ที่กำลังไถทิ้งอยู่นั่นไง?” ผู้เขียนตอบ -__-!!!
ทีแบบนี้หละเริ่มสนใจกระถินเชียว แต่กว่าจะคุยกันได้ความก็ไถทิ้งไปครึ่งป่ากระถินแล้ว -__-!!! เสียดายของ

คุยกันไปคุยกันมาก็ปรากฏว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่ากระถินมีประโยชน์มากในภาคการปศุสัตว์ ออสเตรเลียส่งเสริมให้ปลูกและใช้กระถินสำหรับเป็นอาหารโคเนื้ออย่างจริงจังตั้งแต่ 20 – 30 ปีก่อน แต่สำหรับในประเทศไทยเรานั้นส่วนใหญ่รู้จักกันในด้านอาหารเสียมากกว่า ส่วนการใช้กระถินในด้านปศุสัตว์นั้นมีในวงแคบๆ ส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นคุ้นเคยกับกระถินมานานเพราะเห็นกระถินป่นเขียนระบุไว้ในส่วนประกอบของอาหารสัตว์มาตั้งแต่เด็กและก็ใช้อยู่ในปัจจุบันตามแต่จำนวนจะพอหาได้จากข้างรั้วแล้วมาให้ไก่บ้างวัวบ้างตามจำนวนมากน้อย เชื่อเถอะว่าวัวชอบมากเพราะกระถินนั้นมีทั้งสารอาหารประเภทโปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ เช่น ธาตุเหล็ก ไวตามินต่างๆ สำหรับสัตว์ปีกทั้งหลาย เช่น ไก่ เป็ด นกกระทา นั้นความพิเศษของใบกระถินจะช่วยเรื่องสีของไข่แดงให้สวยน่าทานและความแข็งแรงของเปลือกไข่ไก่อีกด้วยเพราะมีสารแซนโตฟิล (Xanthophyll) จากธรรมชาติในใบกระถิน เพื่อนๆ คงจะเคยได้ยินว่ามีการทดลองให้ไก่กินผงดอกดาวเรืองบดเพื่อเพิ่มความเข้มของไข่แดงและใบกระถินก็ทำได้เช่นกันครับ
Picture 066

Picture 076

อาจจะเป็นเพราะหายากหรือหาได้จากแค่บางแหล่งหรือเหตุผลอันใดก็ไม่ทราบได้ทำให้กระถินไม่ค่อยแพร่หลายนัก แต่จริงๆ แล้วถ้าย้อนไปดูก็ปรากฏว่ามีการส่งเสริมการใช้กระถินในภาคปศุสัตว์ตั้งแต่ปี 2490 และในช่วงปี 2525 ถึง 2528 ก็มีโรงงานผลิตกระถินป่นอยู่หลายโรงงานชนิดที่ประมาณการได้ว่ามีผลผลิตร่วมๆ 60,000 ตันต่อปี เพียบ! แต่ปัจจุบันก็ไม่แน่ใจว่าโรงงานเหล่านั้นยังคงอยู่หรือไม่แต่กระถินป่นในท้องตลาดก็ยังพอมีกระถินป่นขายอยู่เป็นกระสอบใหญ่ๆ -__-!!!

ถ้าอยากรู้จักลดต้นทุนในภาคการเกษตรและปศุสัตว์ก็ต้องรู้จักสรรพคุณของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราให้ดีก่อนครับ เพราะไม่แน่ว่าอาจจะเป็นพืชผักที่มีคุณค่าคุณประโยชน์ทั้งในด้านอาหาร ปุ๋ย และการปศุสัตว์ก็เป็นได้ สมัยนี้ต้องรู้จักศึกษาและอย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อยเป็นอันขาดครับ อะไรอยู่ข้างบ้านก็ดูให้ดีก่อนอย่าพึ่งเผลอไปตัดต้นทิ้งเสียหละ ^-^



ได้ยินชื่อและคุณประโยชน์ของแหนแดงมานาน จนสุดท้ายต้องหามาขยายพันธุ์และทดลองใช้งานสำหรับทำปุ๋ยและอาหารสัตว์ และก็เป็นประโยชน์จริงๆ ที่ใช้ได้ในพืชและสัตว์อย่างที่กล่าวกัน

ประโยชน์สำหรับในพืชนั้นแหนแดงจัดได้ว่ามีธาตุไนโตรเจนสูง
ผลการวิเคราะห์ปริมาณธุาตอาหารของแหนแดง (%ต่อกรัมของน้ำหนักแห้ง)
– ไนโตรเจน 3.71 %
– ฟอสฟอรัส 0.25 %
– โปรแตสเซี่ยม 1.25 %
** ขอขอบคุณข้อมูลจากท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นันทกร บุญเกิด

ส่วนการใช้แหนแดงสำหรับเป็นอาหาสัตว์นั้นก็สามารถใช้ได้ทั้ง ปลา เป็ด สุกร (หมู อู๊ๆ) ไก่ และวัว (วัวนี่ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกินจุเกิน ท่านต้องใช้เป็นกิโลๆ เพื่อให้วัวแค่ตัวเดียว ไม่ไหวๆ เกือบหมดบ่อ (-___-!!!)) เพราะมีโปรตีนสูง เป็ดชอบมากกกกกก

Azolla copy

*** เห็นอย่างนี้เค้ามีหลายบ่อนะตะเอง (-_-!!!) ***

การขยายพันธุ์แหนแดงนั้นทำได้ง่ายๆ แค่ใส่ในภาชนะหรือสภาพแวดล้อมที่อยู่ในร่มรับแสงแดด 40 – 50% และน้ำนิ่งไม่เคลื่อนไหว หรือถ้าจะเคลื่อนไหวก็คงได้นิดหน่อย แหนแดงอาศัยเป็นกลุ่มแต่พอแตกกลุ่มแล้วจะตายหรือไม่สามารถแตกตัวขยายพันธุ์ได้ (เท่าที่ทดลองดูแหนแดงไม่สามารถอาศัยหรือขยายพันธุ์ได้ในสภาวะน้ำไหลหรือมีลมพัดแรง) และควรมีสารอาหารอยู่บ้างในน้ำบ้างโดยการใส่ปุ๋ยคอกเพราะแหนแดงจะชอบฟอสฟอรัสเป็นพิเศษเพื่อใช้ในการตรึงไนโตรเจน

สำหรับการใช้แหนแดงในนาข้าวนั้นผู้เขียนยังไม่ได้ทดลองแต่ก็พอจะหยิบยืมผลงานวิชาการมาจากท่านอื่นๆ ได้บ้าง ดังนี้
การใช้แหนแดงในนาข้าว :
1. เตรียมขยายพันธุ์แหนแดงในพื้นที่ 20 -25 ตาราง เมตร เพื่อใช้สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1 ไร่
2. รักษาระดับน้ำในน่าข้าวให้ลึก 5 – 10 เซนติเมตร
3. ใช้แหนแดงในอัตรา 50 – 100 กิโลกรัม/ไร่ ในวันที่ใส่แหนแดงควรมีการใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ (มูลไก่) ที่ให้ธาตุฟอสฟอรัสอัตรา 3 กิโลกรัม/ไร่
4. ใส่ปุ๋ยมูลสัตว์อีกครั้งเมื่อแหนแดงมีอายุ 7 – 10 วัน

แหนแดงต้องการธาตุอาหารหลักเหมือนพืชสีเขียวชนิดอื่นๆ ยกเว้นไนโตรเจน รวมทั้งต้องการธาตุอาหารรองในการเจริญเติบโตด้วยในดินนาทั่วไปฟอสฟอรัสมีความจำเป็นต่อแหนแดงมาก ถ้าปริมาณฟอสฟอรัสในดินต่ำเกินไป จะส่งผลให้การเจริญเติบโต และปริมาณการตรึงไนโตรเจนลดลง

ปริมาณไนโตรเจนที่ได้จากแหนแดงแต่ละช่วงอายุ
ลักษณะการใช้ ต่อ ปริมาณไนโตรเจน (กก./ไร่)
1. เลี้ยงก่อนปักดำข้าว 20 วัน แล้วไถกลบ = 9-17
2. เลี้ยงก่อนปักดำข้าว 30 วัน แล้วไถกลบ = 12-25
3. เลี้ยงพร้อมการปักดำข้าวให้เจริญในแปลงข้าว 20 วัน = 7-15
4. เลี้ยงพร้อมการปักดำข้าวให้เจริญในแปลงข้าว 30 วัน = 12-20

ข้อสังเกต :
1. น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงแหนแดง ระดับน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงไม่ควรสูงเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือ 10- 30 เซนติเมตร และแหนแดงจะตายเมื่อในนาขาดน้ำ
2. แหนแดงจะเจริญเติบโตได้ดีน้ำนิ่ง หรือมีกระแสน้ำไหลเป็นเวลาอย่างช้าๆ บริเวณคลื่นลมจัดจะทำให้แหนแดงแตกกระจายออกจากกัน ทำให้การเจริญเติบโต และการตรึงไนโตรเจนลดลงอย่างมาก
3. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae สามารถทำได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีไนโตรเจนต่ำ
4. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae จะมีค่าสูงสุดที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส และจะหยุดกระบวนการตรึงไนโตรเจนในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส

สำหรับผู้เขียนแล้วนับว่าแหนแดงเป็นพืชในอุดมคติเลยก็ว่าได้ ขยายพันธุ์ง่าย โตเร็ว มีประโยชน์ทั้งเป็นปุ๋ยพืชและเป็นอาหารสัตว์ และตอนนี้ผู้เขียนกำลังหัดขยายพันธุ์แหนแดงในปริมาณที่มากขึ้นสำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์ที่สวน และก็กำลังทดลองเปรียบเทียบการใช้แหนแดงเป็นอาหารสัตว์กับการใช้อาหารสัตว์ทั่วๆ ไปว่าจะมีผลอย่างไรและระยะเวลาเท่าไหร่ (ซึ่งจริงๆ แล้วก็สู้อาหารสัตว์สำเร็จรูปไม่ได้อยู่แล้วเพราะมีสารอาหารครบครันและฮอโมนท์ต่างๆ แต่เราไม่ต้องเสียค่าอาหารสัตว์เลยแม้แต่น้อย และที่อยากรู้ที่สุดคือต้องใช้ในปริมาณเท่าไหร่และระยะเวลาเท่าใดถึงจะได้ผลผลิตในปริมาณที่เทียบเคียงกันได้) ได้ผลยังไงจะมาเล่าสู่กันฟังครับ และสำหรับท่านที่อยากได้แหนแดงไปทดลองขยายพันธุ์ก็อดใจรออีกพักหนึ่งครับ คาดว่าคงจะขยายพันธุ์ได้มากพอที่จะแจกจ่ายให้เพื่อนๆ นำไปรับประทาน เอ้ย… นำไปขยายพันธุ์ (-__-!!!)

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน