Posts Tagged ‘โรคตายพราย’

การปลูกกล้วยน้ำว้าโดยใช้หน่อกล้วย



ที่สวนผู้เขียนมีทั้งกล้วยที่ปลูกจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและก็ขยายด้วยการขุดหน่อจากกอที่เป็นเนื้อเยื่อมาปลูกขยายเพิ่ม
การปลูกกล้วยโดยการใช้หน่อก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากครับ ออกจะง่ายไปเสียด้วยซ้ำเนื่องจากไม่ต้องดูแลรักษาต้นอ่อนเหมือนต้นจากเนื้อเยื่อที่ต้องกันลมกันแดดในช่วงแรกๆ เพราะอ่อนแอมากบางต้นถึงกับโดนแดดเผาตายก็มี

1. คัดเลือกหน่อกล้วยที่ดูแข็งแรง ล่ำๆ อวบๆ ยาวๆ ใหญ่ๆ อิอิอิ และที่สำคัญไม่เป็นโรคหนอนกอ โดยให้ดูบริเวณรอยตัดตอกล้วยหากเป็นสีดำจุดๆ คล้ายจะมีหนอนเจาะหรืออะไรผิดสังเกตหลายๆ จุดให้คัดออกแล้วนำไปเผาทิ้งทันที (ขออภัยจริงๆ ไม่มีตัวอย่างที่เป็นให้ดูเพราะที่สวนไม่มีหนอนกอและภาวนาเป็นอย่างยิ่งว่าพี่เค้าจะไม่มาเยือน (-__-!!!)a)

banana tree00

banana tree02

2. เตรียมหลุมปลูกขนาด 50ซม. X 50ซม. ลึก 50ซม. (ถ้าขี้เกียจแบบผู้เขียนก็ทำมึนวัดผิดวัดถูกไปมั่งก็ได้) ระยะห่างตามใจชอบแต่ปกติของกล้วยน้ำว้าจะประมาณ 3 x 3เมตร ครับเพราะกล้วยลำต้นใหญ่และสูง ถี่กว่านี้ก็นี้ก็ได้แต่ปรากฏว่าไม่ค่อยดกเท่าที่ควร สวนท่านอื่นๆ อาจจะดกก็เป็นได้แต่สวนผู้เขียนปลูกถี่แล้วไม่ดก เพราะกล้วยเองก็ต้องการแสงแดดที่เพียงพอ

banana tree01

3. ราดด้วยแคปแทน 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรเพื่อป้องกันเชื้อราของโรคตายพราย โรยปูนมานเพื่อปรับสมดุลของดิน โรยฟูราดานหรือยาฆ่าหนอนประมาณครึ่งช้อนโต๊ะ แล้วถ้มด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า แต่ไม่แนะนำปุ๋ยคอกใหม่เพราะอาจจะนำมาซึ่งเชื้อรา หรือแก๊ส หรือหนอนกอ (มูลวัว) ก็เป็นได้ซึ่งไม่เป็นประโยชน์และไม่เหมาะแก่การนำมารองก้นหลุมปลูก จริงๆ แล้วผู้เขียนก็ไม่อยากใช้สารเคมีประเภทนี้ครับแย่ผลกระทบจากหนอนกอรุนแรงมากถึงขั้นอาจจะต้องโค่นทั้งสวนทิ้งหากหนอนกอเข้าทำลายเพราะแพร่ขยายเร็วมาก หนอนกอนั้นเมื่อเจาะเข้าไปในลำต้นกล้วยแล้วจะวางไข่แล้วไข่ก็จะฟักเป็นตัวหนอนวิ่งลงสู่รากแล้วจะติดไปกับหน่อที่ขุดไปปลูกที่อื่น การโรยยาฆ่าหนอนจึงเป็นการป้องกันวิธีหนึ่งที่ได้ผลเพราะเมื่อหนอนเจาะลงไปถึงรากแล้วก็จะโดนยา วะฮ่ะๆ (ทำหน้าตาสะใจ)

4. นำต้นกล้วยลงปลูกและกลบดินให้ทั่วโดยอาจารย์ท่านว่าไว้ว่า หากต้องการให้กล้วยตกเครือทิศไหนก็ให้หันปลูกด้านตรงข้ามกับรอยตัดโคนหน่อแล้วกล้วยจะตกทิศที่ว่านั้น เออ!! แฮะ!! เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะกว่าร้อยละ 80 ของต้นกว้ยที่ปลูกตกเครือในทิศนั้นจริงๆ โอ้วววว!!! ไสยศาสตร์มีจริง (-__-!!!) และหากเป็นไปได้ก็ควรหาวัสดุมาคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น

banana tree03

5. หากท่านใดปลูกแล้วยังมีใบติดมาด้วยแนะนำให้ตัดใบทิ้งแล้วปาดหน่อตามรูป ส่วนสาเหตุที่ต้องปาดหน่อและตัดใบทิ้งนั้นเพราะใบกล้วยจะทำหน้าที่คายน้ำซึ่งในขณะที่รากยังไม่สามารถดูดน้ำได้เพราะพึ่งลงปลูกแต่ใบกล้วยก็ยังคายน้ำได้เรื่อยๆ ซึ่งไม่ดีแน่ ไม่ต้องไปเสียดายเดี๋ยวก็ออกมาใหม่ ส่วนการปาดหน่อนั้นจะช่วยให้กล้วยแตกยอดใหม่ง่ายขึ้นเพราะไม่มีอะไรไปหุ้มตรงปลายนั้นเอง (ความเชื่อส่วนบุคคลนะจ๊ะ เด็ก สตรีมีครรภ์ห้ามเลียนแบบ) และควรจะปาดเฉียงให้ตรงข้ามกับทิศที่โดนแสงแดดเพราะจะช่วยลดอาการโดนเผาได้บ้าง

banana tree04

6. รดน้ำซักนิดเพื่อความเป็นศิริมงคล

7…….กลับบ้านซิ….อยู่ทำไมหละ เสร็จแล้วนิ

IMG_2025

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของกล้วย



กล้วยนับว่าเป็นพืชที่ทนโรคระดับหนึ่ง ยิ่งในกลุ่มบรรดากล้วยด้วยกันแล้ว กล้วยน้ำว้าถือว่าเป็นพันธุ์ที่อึด ถึก ทน ปลูกได้ในเกือบจะทุกสภาพดินฟ้าอากาศ แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีโรคที่ทำให้กล้วยเสียหายได้ กล้วยในปัจจุบันถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้มีภูมิต้านทานมากขึ้นกว่าเดิมแต่ก็เป็นตลกร้ายเพราะโรคพืชเองก็พัฒนาตัวเองตามเช่นกัน

โรคที่พบบ่อยๆ ในพืชกล้วยนั้นได้แก่
1. โรคตายพราย (Panama disease หรือ Fusarium wilt)
เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. Cubense เข้าทำลายราก และมีการเจริญเข้าไปในท่อน้ำ ท่ออาหาร ทำให้เกิดอุดตัน ใบจึงมีอาการขาดน้ำ เหี่ยวเฉา และเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หักพับ การเจริญจะชะงักงัน และตายในที่สุด โรคนี้สามารถระบาดไปทางดิน ดังนั้นต้นที่อยู่ในบริเวณนั้นจะถูกโรคนี้ทำลายหมด จึงควรทำความสะอาดโคนกอกล้วย อย่าให้รก ทำทางระบายน้ำให้ดี และราดด้วยแคปแทน ๔๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร โดยเหล่านักวิชาการเกษตรท่านว่าโรคนี้จะฝังตัวอยู่ในดินเป็นเวลานาน หากพบแล้วให้รีบกำจัดแล้วปลูกพืชชนิดอื่นแทนเพื่อตัดวงจรชีวิตของโรค แต่ก็อาจจะใช้เวลานานเป็น 2 – 3 ปีแล้วจึงสามารถกลับมาใช้พื้นที่เดิมเพาะปลูกกล้วยได้

Disease002

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต

 

2. โรคใบจุด (Leaf spot)
โรคใบจุด มีหลายชนิด เช่น โรคซิกาโตกาสีเหลือง เฟโอเซปทอเรียใบจุด ใบจุดสีดำ ใบจุดสีน้ำตาล ใบจุดสีกระ แต่ละโรคเกิดจากเชื้อราต่างชนิดกัน ส่วนใหญ่โรคที่พบในกล้วยหอมทอง คือ โรคเฟโอเซปทอเรียใบจุด เกิดจากเชื้อราPhaeoseptoria musae ลักษณะอาการคือ ใบเกิดเป็นจุดเล็กขนาดเท่าหัวเข็มหมุด สีน้ำตาลดำ รูปร่างยาวรี เมื่อความชื้นเหมาะสมแผลตรงกลางจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา ขอบแผลเป็นแถบสีน้ำตาลเข้ม และรอบนอกเป็นสีเหลือง เมื่อเริ่มมีโรคระบาด ควรพ่นด้วยเบนโนมิล ๑๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ที่ใบ โรคใบจุดที่พบอีกชนิด คือ โรคซิกาโตกาสีเหลือง เกิดจากเชื้อรา Cercospora musae มีลักษณะอาการ คือ เกิดจุดเล็กๆ สีเหลือง ต่อมาจุดนี้ขยายใหญ่ เป็นขีดสีเหลืองขนานไปตามเส้นใบขนาดของแผลโตขึ้น มีรูปร่างเหมือนไข่ ตรงกลางแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา ถ้าพบโรคใบจุดเหล่านี้ ควรตัดใบที่แสดงอาการของโรคมาเผาทิ้ง และพ่นใบที่เหลือด้วยคาร์เบนดาซิม ๑๖ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

Disease001

*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนต

 

3. โรคหนอนกอ เกิดจากการที่แมลงศัตรูพืชหรือด้วงงวง (stock weevil) เจาะเข้าลำต้นแล้ววางไข่เป็นหนอนเจาะแกนกลางหรือบางครั้งลึกไปถึงรากแล้วดูดกินสารอาหารในลำต้นทำให้พืชเหี่ยวเฉาจนตาย โรคนี้มักจะติดต่อไปยังหน่อเมื่อมีการย้ายไปปลูกแหล่งใหม่ โดยเกษตรกรที่ใช้หน่อปลูกมักจะใช้ฟูลาดานหรือยาฆ่าหนอนโรยก้นหลุมที่จะทำการเพาะปลูกเพื่อเป็นการป้องกันและยับยั้งการลุกลามของโรค

 

ปล*** เพื่อนๆ ถามมาไม่ตอบก็ไม่ได้เดี๋ยวจะเสียน้ำใจเลยต้องไปอาศัยรูปจากอินเตอร์เนต เพราะที่สวนยังไม่เป็นโรคอะไร และภาวนาเหลือเกินว่าอย่าเป็นโรคอะไรเลย (-__-!!!)

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน