Posts Tagged ‘โรงงาน’

หาตลาดขายผักอย่างไร



เพื่อนๆ ท่าหนึ่งถามผู้เขียนว่าผู้เขียนมีวิธีการหาตลาดสำหรับขายผักอย่างไรบ้าง? หุหุหุ
ผู้เขียนเลยตอบได้อย่างเดียวว่าใจกล้าหน้าด้านเข้าไว้เดี๋ยวเจอเอง นี่เป็นปัญหาหนึ่งของชาวสวนที่ปลูกแล้วไม่รู้จะไปขายให้ใครซึ่งผู้เขียนก็อยากให้เพื่อนๆ มองสิ่งใกล้ตัวไว้ก่อนซึ่งบางครั้งบางทีอาจจะจุกจิกไปบ้างแต่งแต่ผลที่ตามมาก็คุ้มค่า

ขึ้นชื่อว่าการตลาดหรือการค้าขายก็ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนอยู่แล้วหละจะมัวอายไม่กล้าก็คงจะไม่ได้ผลเพราะโลกปัจจุบันนี้มีการแข่งขันที่สูงเผลออายไปก็อาจจะเสียโอกาสได้ง่ายๆ ผู้เขียนแบ่งตลาดไว้หลายระดับด้วยกันครับ เพราะต้องการศึกษาตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

เริ่มจากตลาดใกล้ตัวก่อนก็แล้วกัน
1. ตลาดใกล้บ้านก็ร้านค้าในหมู่บ้าน ฝากเขาขายไปเถอะเขาชอบอยู่แล้วหละเพราะไม่ต้องรับผิดชอบแค่กินกำไรส่วนต่าง เช่นว่าเราให้ราคาที่มัดละ 5 บาทเดี๋ยวเขาไปบวกเพิ่มเองแหละบางอย่างได้มากกว่าคนปลูกด้วยซ้ำไปมั้ง!!! อาศัยขยันมัดเป็นกำๆ ชุดๆ หน่อยแล้วฝากวางขายตกเย็นไปเก็บเงินหากผักเหลือก็พากลับบ้าน หุหุหุ อาจจะขายได้ไม่มากแต่ก็ควรจะรักษาตลาดเอาไว้เพราะขืนปล่อยว่างไว้แล้ววันหนึ่งมีผักจากสวนอื่นมาวางแทนแล้วจะช้ำใจ

2. ตลาดนัดอาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้งก็ว่ากันไป งานนี้ต้องกล้าคุยกล้าทักทายชนิดที่เรียกว่าน้องๆ หาเสียงเลยละกันทักไปเถอะเดี๋ยวดีเอง แม่ค้าอันนี้เท่าไหร่? ขายดีไหม? ซื้อมาจากไหน? แพงจังผมก็ปลูกลองไปดูที่สวนไหม? แนะเห็นไหมเสร็จเราแล้ว หุ หุ หุ การเดินตลาดนัดบ่อยๆ เป็นการสำรวจตลาดอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจเพราะจะเห็นได้ว่าพืชผักสวนครัวชนิดไหนขายดีบ้าง หรือถ้ามีเวลาก็วางขายเองซะเลยซึ่งก็ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง

3. แม่ค้าซื้อเหมาเจ้าประจำ แม่ค้าส่วนใหญ่จะชอบไปถึงหน้าสวนเพราะต้องการเห็นกำลังผลิต (พูดซะหรูเลย -__-!!!) และหากเป็นแม่ค้าจากหมู่บ้านอื่นหรือขาจรส่วนใหญ่จะรู้ข่าวจากร้านค้าในหมู่บ้านนั่นแหละซึ่งการวางผักหรือผลผลิตทางการเกษตรของเราไว้ที่ร้านค้าบางทีก็มีประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์เช่นกัน

แค่ตลาดใกล้ตัวผักของผู้เขียนก็ไม่พอขายแล้วหละ

4. สำรวจแม่ค้าตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง สองตลาดนี้ได้ชื่อว่าเป็นตลาดสินค้าทางการเกษตรที่ใหญ่มาก หากเพื่อนๆ มีผลผลิตที่มากพอจะใส่รถแล้ววิ่งเข้าตลาดก็เห็นสมควรจะศึกษาไว้แต่เนิ่น เพราะถึงแม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะอาจจะถูกกดราคาจากคนตัดผักหรือพ่อค้าคนกลางที่วิ่งอยู่ในตลาดได้เช่นกัน โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่เคยขายในตลาดแต่ผู้เขียนไปตลาดไทและตลาดสี่มุมเมืองเพื่อไปหาดูแม่ค้าที่มาซื้อผักแล้วก็ติดต่อเขาโดยตรงจะทำให้ไม่เสียค่าแพงผักหรือค่าจอดรถให้ช้ำใจ

5. ขายตรงให้กับผู้บริโภค อย่างที่ทราบกันดี (รึเปล่า ไม่แน่ใจ -__-!!!) ว่าผู้เขียนเป็นมนุษย์เงินเดือนใช้ชีวิตที่น่าเบื่ออยู่ในเมืองหลวงและต้องเทียวไปเทียวมาทุกวันอาทิตย์เลยหยิบผักติดไม้ติดมือมาขายให้แม่ค้าอาหารตามสั่งหน้าปากซอยทุกอาทิตย์ให้มันพอค่าน้ำมันไปกลับ

เห็นไหมหละ!!! ว่าตลาดขายสินค้ามีอยู่ทุกที่ขึ้นอยู่กับเราว่าจะมองเห็นหรือเปล่า วิธีของผู้เขียนยังนับว่าเรียบง่ายเพราะเพื่อนเกษตรบางท่านมีวิธีการตลาดที่น่าสนใจกว่านี้เยอะ ท่านผู้อ่านเคยได้ยินบริการส่งผักตามบ้านที่สั่งด้วยการโทรบอกแล้วก็มาส่งถึงบ้าน ง่าย สะดวกสบาย นั่นหละครับที่ผู้บริโภคมองหาเพราะค่าน้ำมันไปซื้อผักแพงกว่าผักด้วยซ้ำไป คิดให้นอกกรอบครับแล้วจะเห็นช่องทางการตลาดอีกเยอะ นี่ยังไม่นับรวมถึงการวิ่งเข้าหาโรงงานที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งหากเพื่อนๆ มีกำลังผลิตที่มากก็น่าสนใจเลยทีเดียวกับการติดต่อกับโรงงาน

IMG_3306

ปลูกพริกปลอดสารพิษไว้ทานในครัวเรือน


เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งท้วงติงผู้เขียนว่าไม่เล่าเรื่องพริกซักหน่อยเหรอ? อยากจะปลูกพริกเพื่อการค้า -__-!!!
สาเหตุที่ไม่ค่อยคุยเรื่องพริกก็เพราะเรื่องการตลาดและราคาของพริกค่อนข้างผันผวน โชคดีก็เหมือนถูกหวยหากซวยขึ้นมาก็ขาดทุน หากคิดจะปลูกไว้ทานเล่นหรือใช้ประโยชน์ในครัวเรื่อนก็อยากจะสนับสนุนเพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและใช้เวลาว่างให่เกิดประโยชน์แต่ถ้าหากปลูกเพื่อการค้าก็ต้องศึกษาตลาดกันดีๆ ข้อสำคัญของการปลูกพริกก็คือการคาดการณ์ตลาดเพราะการปลูกพริกเพื่อการค้านั้นหากไม่มีตลาดรองรับหรือโรงงานรับซื้อประจำแล้วก็ควรจะศึกษาตลาดดูก่อนเพราะพริกมีราคาที่ผันผวนและเกี่ยวข้องกับฤดูเกี่ยวข้าวเนื่องจากชาวนาภาคกลางหลายรายนิยมปลูกพริกหลังจากเกี่ยวข้าวทำให้ผลผลิตออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในเวลาพร้อมกัน

พริกนั้นนับเป็นพืชผักสวนครัวสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาชั้นเลิศชนิดหนึ่งเพราะพริกทุกชนิดจะมีสาร ” แคปไซซิน ” มีสรรพคุณช่วยระบบทางเดินหายใจ ความดันโลหิตและหัวใจ ช่วยขับเหงื่อมีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็งได้ แต่ไม่ควรทานเยอะและบ่อยเพราะจะทำให้ระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารทำได้ไม่ดี และควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะทำให้เลือดไม่จับตัวเป็นก้อนและเลือดไหลเวียนได้ดี

พริกในด้านการค้านั้นมีอยูาหลายชนิดและแต่ละชนิดก็ราคาแตกต่างกันตามลักษณะพันธุ์และการใช้งาน แต่วันนี้คงจะมาพูดกันถึงการปลูกพริกเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนซึ่งไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมากมายแต่หากปลูกเพื่อการค้าจะต้องอาศัยการดูแลอย่างดีจึงจะได้ผลผลิตคุ้มค่า

วิธีปลูกพริก
1. เตรียมหลุมปลูกขนาด 20 x 20 ซม. และลึก 20 ซม. แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก

2. นำเมล็ดพริกมาแช่น้ำอุ่น 3 – 4 ชั่วโมงหรือน้ำธรรมดา 1 คืน

3. เตรียมเพาะกล้าพริกในแปลงเพาะหรือถาดหลุมโดยหย่อนลงไปประมาณ 2 – 3 เมล็ดต่อหลุมเพื่อคัดต้นที่สมบูรณ์ในภายหลัง แล้วรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็นเป็นเวลาประมาณ 10 – 15 วันแล้วจึงย้ายลงหลุมปลูกที่เตรียมไว้

4. ย้ายกล้าพริกลงหลุมปลูกที่เตรียมไว้แล้วรดน้ำให้ชุ่ม อาจจะเห็นว่าต้นพริกดูเหี่ยวเฉาในช่วงแรกเพราะรากยังไม่ได้ปรับสภาพแต่จะดีขึ้นในระยะ 3 – 4 วันให้หลัง หากพื้นที่ปลูกมีแดดจีดควรหาวัสดุคลุมแปลงเพื่อลดความแรงของแดดในช่วงแรก

5. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักทุกๆ 10 – 15 วันเพื่อการบำรุงลำต้นและแตกดอกที่เร็วขึ้น

chilly-(1)

6. พริกจะเริ่มให้ผลผลิตช่วงระยะเวลาประมาณ 75 – 90 วันหลังจากย้ายลงหลุมปลูกโดยจะสามารถเก็บผลผลิตได้เรื่อยๆ จนกว่าจะเริ่มแก่ที่อายุ 7 – 8 เดือนแต่หากบำรุงรักษาต้นพริกอย่างดีจะสามารถยืดอายุการให้ผลผลิตได้ถึง 1 ปี

*** เพียงขั้นตอนสำหรับปลูกพริกเกือบทุกชนิดง่ายๆ เพื่อนๆ ก็จะมีพริกสดปลอดสารพิษไว้รับประทานโดยไม่ต้องซื้อหาให้เสียเงิน หลายๆ ท่านนำไปปฏิบัติแล้วบอกว่าลืมราคาพริกที่ตลาดไปเลย หุหุหุ ***

chilly

ปลูกต้นยูคาลิปตัสคุ้มค่าจริงไหม?



สืบเนื่องจากบทความก่อนเรื่องการปลูกพืชบนดินลูกรัง ก็มีเพื่อนๆ ถามไถ่เข้ามาว่าปลูกยูคาลิปตัสดีไหม? คุ้มค่ารึเปล่า?
ก็ตอบกันแบบบ้านๆ เลยละกันครับว่าหากพื้นที่สวนไร่นาของท่านสภาพดินยังดีอยู่ อุดมสมบูรณ์แล้วก็ไม่ควรปลูกครับ ต้นยูคาลิปตัสนั้นเหมาะกับการปลูกบนพื้นที่ที่สภาพดินไม่ดีแบบชนิดที่ว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้วจะเหมาะสมกว่า เพราะหากท่านมีที่ดินสภาพสมบูรณ์ดีแล้วก็ควรปลูกอย่างอื่นที่ได้ผลผลิตได้เร็วกว่า

มาเริ่มกันด้วยข้อมูลทั่วๆไปก่อนว่าถ้าเพื่อนๆ จะปลูกต้นยูคาลิปตัสแบบเต็มรูปแบบนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
ยูคาลิปตัสนั้นเป็นไม้พื้นเมืองของออสเตรเลียเป็นไม้โตเร็วลักษณะลำต้นสูงยาวเปลือกบางกิ่งก้านน้อยจึงสามารถที่จะจัดวางได้หลายระยะทั้งระยะที่ชิดและห่าง หากเพื่อนๆ ปลูกระยะ 2 x 2 เมตรก็จะสามารถปลูกได้ไร่ละ 400 ต้น ส่วนระยะห่าง 3 x 2 เมตรก็ได้ประมาณ 266 ต้นและถ้าระยะห่าง 3 x 3 เมตรก็จะได้ประมาณ 177 ต้นตามลำดับ

ส่วนผลผลิตนั้นใช้เวลา 3 – 5 ปีก็จะสามารถตัดขายได้และถ้าหากปลูกแบบระยะห่าง 3 x 3 เมตรก็จะได้ประมาณ 10 – 12 ตันต่อไร่ ส่วน 2 x 2 เมตรนั้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 15 – 20 ตันต่อไร่ส่วนสาเหตุที่จำนวนผลผลิตใกล้เคียงกันก็เพราะว่ายูคาลิปตัสเป็นพืชที่โตเร็ว ใช้แสงและธาตุคาบอนไดออกไซด์เยอะจึงมักจะแย่งกันเองในรัศมีใกล้กัน

ในเรื่องราคารับซื้อนั้นบางเจ้าก็ซื้อเหมาเป็นน้ำหนักตันซึ่งราคาก็แล้วแต่ตกลงกันอีกนั่นแหละ ส่วนโรงงานนั้นมักจะรับซื้อตามขนาดไม้
ขนาดไม้ 3 นิ้ว ขึ้นไป ราคา 1,000 บาท ต่อตัน (ตัดไม้รอบแรก)
ขนาดไม้ 2 นิ้ว ขึ้นไป ราคา 900 บาท ต่อตัน (ตัดไม้รอบที่สอง)
ขนาดไม้ 1 นิ้ว ขึ้นไป ราคา 400 บาท ต่อตัน (ตัดไม้รอบที่สองเป็นต้นไป)
เหล่านี้คืออุดมคติที่ควรจะเป็น ส่วนใหญ่ราคาที่ได้แบบนี้จะเป็นราคาหน้าโรงงานซึ่งต้องขนไปส่งเอง และเรื่องการขนส่งนั้นหากไม่ใช่รถขนส่งแบบเป็นกิจจะลักษณะแล้วหละก็การขนส่งก็จะยิ่งลำบากเพราะท่านอาจจะโดนไถตลอดทาง (อันนี้เป็นความเห็นของน้าสมซึ่งเป็นคนขับรถส่งไม้ยูคาลิปตัสนะไม่ใช่ของผู้เขียน -__-!!!)

และด้วยเหตุผลหลายประการจากความเป็นจริงที่หลุดพ้นจากอุดมคตินั้นก็มีหลายข้อที่ผู้เขียนไม่แนะนำให้ปลูกไม้ยูคาลิปตัส เช่นว่า

1. ยูคาลิปตัสนั้นปลูกกันมากในจังหวีดปราจีนบุรี สระแก้ว กาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียงเพราะแถบนี้มีโรงงานรับซื้อตลอด หากอยู่ในพื้นที่ใกล้โรงงานก็คงจะรอดไปแต่หากท่านไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีการรับซื้อของโรงงานจะทำให้ขายลำบาก ถึงแม้ว่าจะบอกว่ารับซื้อแต่หากอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายนอกพื้นที่รับซื้อแล้วหละก็ไม่มีใครอยากจะไปรับให้หรอกเพราะไม่คุ้มกับค่าขนส่งถึงจะกล้ามาจริงราคาที่ท่านได้รับก็คงถูกกดติดดิน

2. ราคาขายส่งโรงงานถูกมาก มีตั้งแต่ตันละ 600 จนถึงตันละ 1000 บาทแล้วแต่ขนาดของไม้และแต่ละพื้นที่ความใกล้ไกลก็ให้ราคาไม่เหมือนกัน ด้วยระยะเวลา 3 – 5 ปีกับไร่ละหมื่นกว่าบาทซึ่งบางที่รับซื้อน้อยกว่านั้นก็มี อย่างที่ท่านทราบดีว่ายูคาลิปตัสนั้นตัดได้หลายรอบโดนรอบแรกจะได้ไม้ขนาดใหญ่สุดแต่หลังจากนั้นจะได้ไม้ขนาดเล็กแบบคล้ายๆ กิ่งที่งอกมาใหม่ซึ่งขายไม่ค่อยได้ราคา

4. ต้องเสียเงินค่าถอนตอต้นยูคาลิปตัสหากต้องการเปลี่ยนพื้นที่เพื่อปลูกอย่างอื่น ถึงแม้จะโฆษณาว่ามียาป้ายให้ตอยูคาลิปตัสตายหรือผุ แต่ความเป็นจริงก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่กล่าวไว้ก็ยังต้องมีการถอนตอหรือทำลายตออยู่ดี ซึ่งบางพื้นที่แทบจะหาว่าจ้างขุดตอยูคาลิปตัสแทบไม่ได้เลย
Picture 030

เหล่านี้คือสิ่งที่ผู้เขียนพบเจอมาด้วยตนเองทั้งนั้นจนสุดท้ายต้องเก็บไว้ทำเสาเล้าเป็ดเสียเองให้หายเจ็บใจจากการโดนกดราคาครั้นจะไปสงเองก็ไม่คุ้มค่าน้ำมันเพราะรถขนไม้ต้องเป็น 6 ล้อหรือ 10 ล้อถึงจะคุ้มทุนค่าขนส่ง หากท่านผู้อ่านคิดจะปลูกเพื่อเอาไว้ใช้งานหรือปลูกบนพื้นที่ที่ปลูกอย่างอื่นไม่งามก็พอจะเห็นด้วยเพราะไม่มีอะไรจะเสียหายแล้ว แต่หากผู้อ่านมีพื้นที่ดินดีเป็นปกติแล้วหละก็ควรคิดไตร่ตรองให้รอบคอบถึงผลได้ผลเสีย

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน