Posts Tagged ‘ปุ๋ยคอก’



เพื่อนชาวเกษตรท่านหนึ่งได้ส่งข้อความมาถามผู้เขียนว่า “ที่บ้านมีแกลบดิบเยอะ จะนำมาทำปุ๋ยได้อย่างไร?”
ก็นั่นแหละนะ ตอบมั่วๆ ตามประสาผู้เขียนให้รอดไปวันๆ อิอิอิ ไม่รู้ว่าท่านอื่นทำอย่างไรบ้างแต่ผู้เขียนก็มีแต่วิธีบ้านๆ หากพอจะมีประโยชน์ก็ยินดีเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเศษวัสดุเหลือใช้ (แต่เดี๋ยวนี้มีราคาแล้ว อิอิอิ) จากการสีข้าวนั้นมีอยู่ 2 อย่างคือรำละเอียดที่สามารถนำไปทำส่วนผสมอาหารสัตว์หรือใช้เป็นอาหารได้โดยตรงเพราะมีสารอาหารพอสมควรและหากสังเกตดีๆ จะเห็นจมูกข้าวปนอยู่เป็นจำนวนมาก และอย่างที่สองที่ได้จากกระบวนการสีข้าวก็คือแกลบดิบหรือแกลบหยาบ อันนี้ก็แล้วแต่จะเรียกกันตามภูมิภาคซึ่งจะมีราคาค่างวดถูกกว่ารำละเอียดอยู่มาก แต่ก็ยังมีราคาอยู่ดี (แถวบ้านขายตันละ 1,200 บาท) เพราะนิยมนำไปทำวัสดุปูพรมเล้าไก่ หรือบางที่รวยจัดเหลือเยอะจัดก็นำไปทำเป็นเชื้อเพลิงชีวะมวล หรือโรงสีบางที่ก็นำไปเป็นเชื้อเพลิงซะเลย นัยว่าประโยชน์หลากหลายและยิ่งเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีดีขึ้นและอาหารสัตว์แพงขึ้นมากจนทำให้เราได้เห็นเครื่องบดแกลบเป็นรำละเอียดเพื่อทำเป็นอาหารสัตว์

แกลบดิบเป็นวัสดุที่ไม่ค่อยอุ้มน้ำและมักจะลอยน้ำ (นอกเสียจากว่าจะแช่น้ำไว้นานจริงๆ -__-!!!) ทำให้จุลินทรีย์ไม่ค่อยชอบเลยย่อยสลายได้ช้า ยิ่งแกลบใหม่ๆ ที่พึ่งเสร็จจากการสีข้าวหมาดๆ ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ผู้เขียนเลยนิยมผสมอย่างอื่นเข้าไปด้วย เช่น ดิน ปุ๋ยคอก หรือเศษพืชเพื่อเร่งการย่อยสลายของแกลบดิบแล้วตามด้วยน้ำพรมให้ชุ่มก็จะทำให้การย่อยสลายแกลบดิบที่จุลินทรีย์ย่อยลำบากดีขึ้น (จุลินทรีย์ไม่มีฟันมั้งเลยเคี้ยวลำบาก)

Soil-001

*** คลุกดินกับแกลบดิบตามอัตราส่วนที่พอดีกับฐานะ มีมากใส่มากมีน้อยใส่น้อยเดี๋ยวดีเอง วะ ฮ่ะๆ -__-!!!***

Soil-002

*** ใส่เศษพืชลงไปเพื่อช่วยในการย่อยสลาย เศษผัก เศษหญ้าอะไรก็ได้ เผอิญว่าผู้เขียนติดหรูเลยใส่แหนแดงลงไปกลัวว่าปุ๋ยจะไม่มีในโตรเจน อุ อุ อุ -__-!!!***

Soil-003

*** ใส่ปุ๋ยคอกลงไปหน่อยเพื่อสารอาหารและแร่ธาตุที่ครบสมบูรณ์ ใส่ก็ได้หรือไม่ใส่ก็ได้ ตำรวจไม่จับ***

Soil-004

*** เสร็จแล้วก็กองไว้กับพื้นดินแต่เผอิญว่าไก่บ้านผู้เขียนอย่างอัธพาลเลยต้องใส่ในบ่อซีเมนต์ให้มิดชิด -__-!!!***

Soil-005

*** อาจจะเพิ่มความหรูหราหรือไฮโซอีกนิดด้วยการราดด้วย พด ผสมน้ำเพื่อเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในการย่อยสลาย ใส่ก็ดีไม่ใส่ก็ได้ผู้ใหญ่บ้านไม่ด่า -__-!!!***

Soil-006

*** เสร็จแล้วก็อาจจะหาวัสดุคลุมเพื่อรักษาความชื้น***

ปุ๋ยหมักไม่ได้เน้นไปที่วัสดุแบบใดแบบหนึ่งแต่ผู้เขียนอยากให้เพื่อนๆ มองหาวัสดุเหลือใช้ในชุมชน ที่ไม่มีราคาค่างวดมาเป็นปุ๋ยหมัก เช่น เศษผักจากตลาด เศษวัชพืช เศษขยะสด หรือผักตบชวามาทำเป็นปุ๋ยหมักซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งจากการทดขยะในชุมชนและเพิ่มแร่ธาตุบำรุงดินไปในตัว

*** ปล. วันนี้หากอ่านไปแล้วรู้สึกหมั่นไส้ในอาหารดัดจริตของผู้เขียนก้ขออภัยไว้ล่วงหน้าเพราะออกจะมีอาการเมากาว -__-!!! ***



เริ่มมีแม่ค้ามาเฝ้าหน้าสวนคอยเยี่ยมๆ มองๆ แถวกอตะไคร้ เป็นสัญญาณว่าราคาตะไคร้เริ่มขยับขึ้น พอตกเย็นก็มีแม่ค้าเจ้าประจำที่รู้จักมักคุ้นกันดีมาขอซื้อ 200 กิโลกรัมก็ชวนขุดกันเหงื่อท่วมเลยทีเดียวกับตะไคร้อายุ 7 เดือนจำนวน 40 กอ ขายให้ราคากันเองหน้าสวนแถมต้องมาขุดเอง ตัดเอง ล้างเองที่กิโลกรัมละ 10 บาท เอะนี่เราใช้แรงงานแม่ค้าหนักไปไหมเนี่ยะ -___-!!! ก็เป็นอันว่าอยากจะมาแจ้งข่าวให้กับเพื่อนพี่น้องเกษตรทราบว่าฤดูร้อนอันแสนจะเลวร้ายได้เปิดฉากตัดริบบิ้นไปเรียบร้อยแล้วด้วยแม่ค้าเจ้าประจำและก็จะตามมาด้วยฤดูตัดตะไคร้ขายเพราะช่วงเดือน 3 – 5 จะเป็นช่วงที่ตะไคร้ราคาแพง และถ้าคิดจะปลูกขายก็ต้องปลูกให้ตรงกับช่วงนี้ถึงจะได้ราคาดีและมีความต้องการสูงขนาดแม่ค้ามาแย่งซื้อหน้าสวนเลยทีเดียว ทีฤดูอื่นหละไม่ชายตามองเลยหละ หุหุหุ
เอ้อออ!!! น้อยไปก็ไม่ดีมากไปก็ไม่ดีนะคนเรา

อ่ะมาว่ากันต่อดีกว่าสำหรับวิธีปลูกตะไคร้สำหรับเพื่อนๆ ชาวเกษตรที่อยากจะปลูกตะไคร้ไว้ดูเล่นหรือหาเงินค่าน้ำมันช่วงฤดูร้อน
ตะไคร้เป็นพืชที่ปลูกง่ายและใช้พื้นที่น้อย การดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยากเพราะแมลงต่างๆ ไม่ชอบกลิ่นฉุนเลยไม่ค่อยมารบกวน แต่ถ้าหากจะปลูกให้งามและได้ผลดีก็ต้องมีวิธีกันบ้างหละ

1. การเตรียมดินสำหรับปลูกตะไคร้นั้นบางท่านก็มีเคล็ดลับเฉพาะหรือสูตรเฉพาะตัวของใครของมันซึ่งก็ว่ามันไปตามถนัด ส่วนของผู้เขียนนั้นชอบที่จะใช้มูลวัวหรือปุ๋ยหมักจำนวน 3 คันรถ 10 ล้อต่อไร่แล้วไถพรวนปนไปกับดินก่อนจะขึ้นร่องแปลง ส่วนเหตุผลเดียวที่ใช้ปุ๋ยคอกเยอะเพราะดินของผู้เขียนไม่ค่อยดีมีคุณภาพเท่าไหร่นักเลยต้องใส่อินทรียวัตถุมากเป็นพิเศษ หากท่านไหนมีดินคุณภาพดีอยู่แล้วก็ข้ามขั้นตอนนี้เข้าสู่ขั้นตอนไถได้เลย
1.1 หรือหากต้องการปลูกเป็นหลุมก็สามารถขุดหลุมให้ลึกประมาณ 10 – 15 เซนติเมตรแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก

2. เตรียมหลุมปลูกด้วยระยะห่าง 1 x 1 เมตร พื้นที่ขนาด 1 ไร่ปลูกได้ประมาณ 1500 กอ ผู้เขียนเคยทดลองปลูกด้วยระยะ 50 x 50 เซนติเมตรแต่ก็ปรากฏว่าจำนวนผลผลิตที่ได้ไม่เท่ากับระยะ 1 x 1 เมตรและโตช้ากว่า ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการแย่งอาหารและแสงแดดก็เป็นได้

3. เตรียมต้นพันธุ์สำหรับปลูก ควรจะคัดจากกอที่มีอายุประมาณ 7 – 8 เดือนด้วยการขุดออกทั้งกอแล้วจึงตัดใบตัดรากออกแล้วคัดแยก หลังจากนั้นนำมาแช่น้ำความลึกพอท่วมโคนประมาณ 1 สัปดาห์หรือจนกว่าจะเห็นรากเริ่มงอกออกมา หากท่านไหนคิดว่าไม่ทันใจก็สามารถใช้น้ำยาเร่งรากได้ในขั้นตอนนี้

4. นำตะไคร้ที่รากงอกพร้อมปลูกแล้วลงหลุม อาจจะใช้ 3 – 4 ต้นต่อหลุมด้วยการปลูกเฉียงๆ ไม่ควรปักตรง ขั้นตอนนี้ผู้เขียนนิยมรดน้ำลงก้นหลุมก่อนปลูกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน

5. การรดน้ำนั้นสามารถทำได้ในระยะ 5 – 7 วันต่อครั้งแต่ผู้เขียนวางระบบน้ำให้กับแปลงตะไคร้แล้วรด 3 วันต่อ 1 ครั้ง จากการทดลองปลูกด้วยตัวเองทำให้ทราบว่าตะไคร้เป็นพืชที่ชอบน้ำพอสมควรหากปริมาณน้ำไม่เพียงพอแล้วจะทำให้ลำต้นลีบและฝ่อหรืออาจจะแห้งตายได้ในที่สุด

6. การให้ปุ๋ยนั้นผู้เขียนได้รับคำแนะนำจากเกษตรกรท่านหนึ่งที่แนะนำผู้เขียนให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 จำนวน 40 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือนแต่จนแล้วจนรอดผู้เขียนก็ได้แต่ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักตามที่เขียนถนัดด้วยจำนวน 1 กิโลกรัมต่อกอทุกๆ 20 วัน หากเพื่อนๆ ท่านไหนอยากจะลองใช้ปุ๋ยเคมีควบคู่ไปด้วยก็ไม่ว่ากันตามแต่ความถนัดและทรัพยากรที่มีอยู่

7. การเก็บเกี่ยวตะไคร้นั้นสามารถทำได้ในระยะเวลา 7 – 8 เดือนหลังปลูก หรือมากสุดด้วยระยะเวลา 1 ปีหลังจากปลูกและไม่ควรทิ้งตะไคร้ให้นานเกิน 1 ปีครึ่งตะไคร้เพราะจะแสดงอาการกอฝ่อหรือใบเริ่มแห้งและหัวตะไคร้จะฝ่อแห้ง ส่วนวิธีการเก็บเกี่ยวนั้นก็สามารถทำได้ 2 ลักษณะคือการขุดยกกอหรืออาจจะทยอยตัดไปเรื่อยๆ ก็ได้ น้ำหนักประมาณการตามที่ผู้เขียนปลูกนั้นอยู่ที่ 5 – 7 กิโลกรัมต่อกอ

ตะไคร้เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว และไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืชมารับกวนทำให้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเรื่องของการใช้ยาฆ่าแมลงนั้นแทบจะไม่ต้องเสีย จึงเหมาะสำหรับทั้งปลูกเป็นพืชหลักและการปลูกแซมในไร่สวนหรือระหว่างต้นมะม่วงก็ยังได้ จึงนับว่าตะไคร้เป็นพืชที่อยากจะแนะนำให้ปลูก ^_^Picture 464

Picture 461



ผู้เขียนก็เป็นเกษตรมือสมัครเล่นเหมือนกับผู้อ่านหลายๆ ท่านที่มีที่ดินผืนเล็กแบบพออยู่พอกิน ครั้นจะปลูกพืชเศรษฐกิจหลักอย่างเกษตรกรมืออาชีพก็คงจะไม่ไหวเพราะที่ดินไม่เอื้ออำนวย จนสุดท้ายต้องมาจบด้วยการปลูกผักสวนครัวเล็กๆ น้อยๆ

การมีพื้นที่น้อยก็มีข้อดีอยู่ในตัวเช่นกัน นั่นก็คือความจำกัดด้านพื้นที่ทำให้เราคิดที่จะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ชนิดที่ว่าปลูกตรงไหนได้ก็ปลูก ตรงไหนยัดได้ก็ยัดอะไรประมาณนั้น หุหุหุ หรือพูดอีกในหนึ่งก็คือคิดประยุกต์ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอยู่ตลอดเวลา (จนตอนนี้รกเป็นป่าหมดแระ -__-!!!)

การปลูกฝักทอง ฝักเขียว น้ำเต้า และพืชล้มลุกแบบเถาเลื้อยต่างๆ ก็เป็นพืชอีกตระกูลหนึ่งที่อยากจะแนะนำหากท่านผู้อ่านต้องการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แถมราคาค่างวดตอนเก็บไปขายก็ชวนยิ้มออกเช่นกัน เพราะตลาดมีความต้องการอยู่เรื่อยๆ ประมาณว่าเป็นพืชที่ขายได้ขายดีทั้งปีทั้งชาติ

การปลูกพืชตระกูลเถาไม้เลื้อยนั้นหากดูผิวเผินจะดูเหมือนว่าใช้พื้นที่เยอะ แต่หากพิจารณาให้ดีแล้วก็จะเห็นว่าพืชตระกูลเถาไม้เลื้อยมีจุดที่รากลงดินแค่ 1 จุดคือบริเวณจุดที่รากงอกตอนปลูกและส่วนที่เหลือนั้นก็เป็นเพียงเถาเลื้อยที่วิ่งหาแสงเพื่อรับแดดสำหรับการปรุงอาหาร หากเราทราบเช่นนี้แล้วการที่จะควบคุมบริเวณพืชประเภทนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เหมือนกับที่ผู้เขียนปลูกน้ำเต้าไว้ริมขอบระหว่างแปลงผักแล้วทำลานให้เลื้อยขึ้นด้านบนให้ปกคลุมบริเวณเหนือร่องน้ำตรงกลาง หรือการปลูกแตงและฟักขาวควบคู่ไปกับการปลูกพริกให้ใบแตงและใบฟักขาวบังแดดรักษาความชื้นให้กับดินรอบๆ ต้นพริก ส่วนการปลูกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่ขุดหลุดขนาด 20 x 20 ลึก 40 ซม. แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วกลบด้วยหน้าดิน หยอดเมล็ดลงไปประมาณ 2 – 3 เมล็ดต่อหลุดแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เพียงแค่ 5 – 7 วันก็จะมีการงอกเกิดขึ้นและเจริญเติบโตต่อไป หากบริเวณที่ท่านปลูกมีแดดจัดก็สามารถกางผ้าใบบังแดดหรือคลุมด้วยฟางบริเวณปากหลุมก็ได้ ซึ่งก็แล้วแต่วิธีการปลูกของแต่ละท่าน

ปลูกลืมๆ ไปไม่ต้องรดน้ำเพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำทำให้ประหยัดแรงงานไปได้มาก เพียงแค่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ หากเหลือทาน เหลือแจกก็สามารถวางขายที่ตลาดได้
IMG_3379

IMG_3377

IMG_3371

IMG_3381



มะเขือเกือบทุกชนิดเป็นพืชผักสวนครัวอีกชนิดหนึ่งที่อยู่คู่ครัวไทยมานานทั้งการเป็นส่วนประกอบของอาหารและสำหรับรับประทานสดเป็นเครื่องเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเขือเปราะที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้ง ต้ม ผัด แกง มะเขือเป็นพืชที่ปลูกง่ายและทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ และที่สำคัญปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด

สรรพคุณทางยาของมะเขือเปราะนั้นก็จัดได้ว่าเป็นสมุนไพรชั้นดีชนิดหนึ่ง ในมะเขือเปราะ 100 กรัม ให้พลังงาน 39 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน 1.6 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 7.1 กรัม แคลเซียม 7 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 10 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม ไทอะมิน 0.11 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.6 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.06 มิลลิกรัม น้ำ 90.2 กรัม วิตามินเอรวม 143 RE. วิตามินซี 24 มิลลิกรัม และที่สำคัญผลมะเขือเปราะมีฤทธิ์ลดการบีบตัวกล้ามเนื้อเรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ และลดความดันเลือด ผลมะเขือเปราะมีไกลโคอัลคาลอยด์โซลามา ร์จีน โซลาโซนีน และอัลคาลอยด์โซลาโซดีนที่ปราศจากโมเลกุลน้ำตาล การทดสอบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งของสารเหล่านี้พบว่า ทุกตัวมีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่

IMG_3364

ขั้นตอนการปลูกนั้นก็ง่ายไม่สลับซับซ้อน
1. แช่เมล็ดในน้ำอุ่น 3 – 4 ชั่วโมงเพื่อเพิ่มการงอกของเมล็ดให้ดีขึ้น

2. นำเมล็ดที่แช่น้ำแล้วจำนวน 2 – 3 เมล็ดต่อหลุมใส่ถาดหลุมที่มีดินหรือวัสดุปลูกไว้แล้วกลบบางๆตามด้วยการรดน้ำให้ชุ่ม หรือหว่านลงในแปลงเพาะที่ป่นดินไว้อย่างละเอียดแล้วคลุมด้วยวัสดุคลุมบางๆ เช่นฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำตามจนชุ่มนาน 7 – 10 วันก็จะเห็นเมล็ดเริ่มงอก ข้อดีของถาดหลุมคือรากจะไม่ช้ำมากเวลาย้ายลงแปลงแต่ปลูกในแปลงเพาะนั้นต้องดึงรากขึ้นมาทำให้รากมีอาการช้ำ

3. เตรียมหลุมปลูกขนาด 30 x 30 ลึก 20 ซม. เพราะมะเขือเปราะเป็นพืชรากตื้นแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หรือหากต้องการปลูกในกระถางเพื่อเป็นไม้ประดับไปในตัวก็ดูเข้าท่าไปอีกแบบ

4. ย้ายกล้ามะเขือเปราะที่มีอายุได้ 25 – 30 วันลงหลุมปลูกที่เตรียมไว้หรือในกระถางซึ่งอาจจะดูเฉาในช่วง 2 – 3 วันแรกแต่จะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาในภายหลัง รดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น

5. มะเขือเปราะจะเริ่มออกดอกให้ผลผลิตได้หลังจากย้ายลงปลูกแล้ว 45 – 50 วัน ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อบำรุงลำต้นและตัดแต่งกิ่งเพื่อยืดอายุต้นมะเขือเปราะให้มีอายุเก็บเกี่ยวที่ยาวนานขึ้น

เพียงเท่านี้เพื่อนๆ ก็จะมีมะเขือเปราะปลอดสารพิษไว้รับประทานหรือเอาไว้แจกจ่ายเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันแล้ว เชื่อไหมว่ามะเขือเปราะหากได้รับการบำรุงอย่างดีสามารถให้ผลผลิตถึง 10- 15 กิโลกรัมต่อต้นเลยทีเดียว ปลูกแค่ไม่กี่ต้นก็ทานกันไม่ไหวแล้วหละ

IMG_3363

IMG_3358



เพื่อนๆ ผู้อ่านหลายท่านคงเริ่มสงสัยว่าทำไมอาทิตย์นี้คุยเรื่องพืชผักสวนครัวบ่อยจัง? ส่วนหนึ่งนั้นมาจากคำถามของเพื่อนๆ และอีกส่วนหนึ่งก็อยากจะกระตุ้นให้เกิดการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และก็หัดพึ่งพาตนเองให้ได้มากกว่านี้ซึ่งอย่างน้อยก็เรื่องพืชผักสวนครัวที่อยู่รอบตัวและสามารถปลูกโดยใช้พื้นที่น้อยๆ ได้ เช่น กระถางหรือขวดพลาสติกยังทำได้เลย และระยะนี้กำลังเหมาะที่จะปลูกเพื่อขายให้ได้ราคา

วันนี้ว่ากันด้วยเรื่องผักคะน้าที่ราคามีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกทีๆ มีอยู่ไม่กี่เดือนที่ราคาคะน้าจะตกลงมาแต่ที่เหลือราคาขึ้นไปเรื่อยๆ จึงนับว่าเป็นพืชผักสวนครัวอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจปลูกทานได้ปลูกขายดี และที่แน่ๆ ตลาดยังไปได้อีกไกลถ้าท่านปลูกส่งตลาดทัน -__-!!! เพราะคะน้าเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดเวลาและเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวันเรา เอาเป็นว่าทุกคนรู้จักผักคะน้าและที่สำคัญยังไม่เคยเห็นดาราคนไหนแพ้คะน้าออกข่าวหนังสือพิมพ์ -__-!!! แค่ปลูก 45 – 55 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วและปลูกได้ตลอดทั้งปีถ้ามีแรงแต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลูกได้ผลดีที่สุดคือช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน

คะน้าในมุมมองของสารอาหารและโภชนาการนั้นก็น่าสนใจเพราะมีแคลเซี่ยมสูงทั้งยังมี วิตามินซี โฟเลต เบต้าแคโรทีน วิตามินบี3 เหล็ก สารลูทีนที่ช่วยเรื่องต้อลดต้อกระจก ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในบริมาณที่มากเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มผักใบเขียว ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงสายตาและช่วยเรื่องโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี

วิธีการปลูกคะน้า
1. เตรียมแปลงปลูกโดยขึ้นรูปร่องสูง 20 ซม. จากระดับพื้นดินเพราะพืชผักสวนครัวจะไม่ชอบดินเปียกแฉะและน้ำขังเพราะจะตามมาด้วยโรคและเชื้อรามากมาย ส่วนความกว้างนั้น 1 – 1.20 เมตรตามความเหมาะสมส่วนความยาวนั้นตามลักษณะพื้นที่

2. เตรียมดินให้ละเอียดด้วยการไถพรวนคลุกกับปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก (โดยเฉพาะมูลไก่แนะนำเป็นพิเศษ) และปูนขาวเพื่อปรับสภาพแล้วตากดินไว้ 5 – 7 วันเพื่อลดการติดเชื้อและกำจัดวัชพืชในระดับหนึ่ง

IMG_3404

3. การเตรียมกล้าสำหรับปลูกนั้นมีอยู่ 3 วิธีด้วยกันคือ 1. สามารถเพาะกล้าในถาดหลุมแล้วย้ายมาปลูกลงแปลงในภายหลังโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกจำนวนน้อยหรือปลูกทานภายในครัวเรือน 2. สามารถเพาะกล้าในแปลงเพาะก่อนโดยการเตรียมดินให้ละเอียดแล้วโรยเมล็ดพร้อมทั้งคลุมด้วยวัสดุคลุมดินเช่นฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็นเป็นเวลา 7 วันก็จะเห็นการงอกแล้วจึงย้ายไปลงแปลงปลูกหลังจากต้นกล้ามีอายุประมาณ 20 – 25 วันโดยเลือกต้นที่แข็งแรงลงแปลงปลูกให้มีระยะห่าง 10 – 15 ซม. ระหว่างต้น วิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกขนาดกลาง 3. เกษตรกรที่ปลูกคะน้าเป็นอาชีพนิยมหว่านเมล็ดลงแปลงโดยตรงแล้วคลุมด้วยฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำตามจนชุ่มโดยวิธีนี้เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดใหญ่

IMG_3406

4. การดูแลรักษาผักคะน้าดูจะเป็นงานที่ละเอียดอ่อนทั้งเรื่องปุ๋ยและเรื่องแมลงเพราะคะน้านับว่าเป็นที่โปรดปรานของหนอนเกือบทุกประเภทจึงจำเป็นต้องป้องกันไว้โดยการฉีดพ่นยาไล่แมลงสารสะกัดจากสะเดาทุกๆ 5 – 7 วันเพื่อเคลือบใบกันแมลงวางไข่ ส่วนปุ๋ยนั้นผักคะน้าชอบไนโตรเจนมากเป็นพิเศษจึงต้องเป็นสูตร 12-8-8 หรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกที่มีส่วนผสมของใบก้ามปูหรือมูลไก่จะช่วยทดแทนได้แต่อาจจะใช้ปริมาณที่มากหน่อย

IMG_3320

5. การเก็บเกี่ยวนั้นสามารถทำได้ในระยะเวลา 45 – 55 วัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดว่าต้องการคะน้าอ่อนหรือแก่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วระยะ 45 วันถือเป็นขนาดที่ตลาดนิยม



ใบโหระพาเป็นพืชล้มลุกที่อยู่คู่ครัวไทยมานานแสนนาน อาหารคาวหลายชนิดมีโหระพาเป็นส่วนประกอบหรือใช้เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้น่ารัปประทานยิ่งขึ้น ผักคู่ครัวที่ดูง่ายๆ แต่คุณค่าทางสารอาหารและสรรพคุณทางยาก็น่าสนใจเช่นกัน ใบใบโหระพานั้นมีแคลเซี่ยมสูง และยังมีเบต้าแค่โรทีนอีกด้วย โดยสรรพคุณทางยานั้นโหระพาช่วยแก้อาการท้องอื้ด ท้องเฟ้อ หรืออาการที่เกิดในระบบทางเดินอาหารและการย่อยอาหาร ส่วนแผลภายนอกนั้นโหระพาสามารถช่วยบรรเทาและแก้อาการปวดจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้อีกเช่นกัน นับว่ามีประโยชน์หลากหลาย

ส่วนในเชิงการค้านั้นใบโหระพาก็จัดได้ว่าซื้อง่ายขายคล่องและขายได้เรื่อยๆ ราคาตั้งแต่ กิโลกรัมละ 20 – 30 บาทขึ้นอยู่กับฤดูกาล โดยเกษตรกรนิยมปลูกควบคู่กับแปลงถั่วฝักยาวหรือแปลงผักอื่นๆ เพื่อเป็นรายได้เสริมและใช้พื้นที่ว่าง และก็มีเกษตรกรส่วนหนึ่งที่ปลูกโหระพาเป็นพืชหลักเช่นกัน
การปลูกโหระพานั้นก็ง่ายไม่ได้ยุ่งยากอะไร

1. เตรียมดินให้มีความร่วนซุยเหมาะสมกับการปลูกพืชรากลึกปานกลางอย่างโหระพาด้วยการไถพรวน หรือหากปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือนก็สามารถขุดเป็นหลุมขนาด 30 ซม. แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากับดินที่จะใช้ปลูก

2. หากเป็นการปลูกแปลงขนาดใหญ่หรือปลูกเพื่อการค้าก็ควรจะตากดินทิ้งไว้ 7 – 10 วัน แล้วไถพรวนซ้ำอีกรอบหนึ่งเพื่อให้ดินร่วนซุย ในขั้นตอนนี้หากสภาพดินเป็นกรดหรือด่างจนเกินไปก็สามารถใช้ปูนขาวหรือปูนมานโรยบนหน้าดินแล้วไถไปพร้อมกัน

3. ขุดหลุมขนาด 30 ซม.โดยให้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 80 ซม. ถึง 1 เมตร (ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บเกี่ยว)

4. ความพิเศษของพืชประเภทโหระพาหรือกระเพานั้นคือการที่สามารถตัดกิ่งแก่จากต้นอื่นมาปลูกใหม่ด้วยการตัดส่วนที่เป็นข้อต่อแต่วิธีนี้คงจะใช้ได้ผลกับการปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือน หากต้องการปลูกเพื่อการค้าหรือจำนวนมากแล้วส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกในถาดหลุมแล้วรดน้ำอย่างสม่ำเสมอแล้วจึงค่อยนำไปลงแปลงเพื่ออัตราการงอกที่ดีกว่า หรือเพาะอนุบาลบนแปลงก่อนโดยการโรยเมล็ดให้ทั่วแล้วคลุมดินรักษาความชื้นด้วยฟางหรือแกลบแล้วรดน้ำเช้าเย็นจนกว่าเมล็ดจะงอกและมีอายุ 20 – 25 วันแล้วจึงย้ายลงแปลงใหญ่ ซึ่งอาจจะดูเฉาๆ ในระยะแรกเพราะรากยังไม่ได้ปรับตัวแต่จะดีขึ้นในช่วงที่พ้น 3 – 4 วันแรกที่ลงแปลง

5. ให้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 ผสมน้ำราดเช้าเย็นๆ ทุกๆ 10 – 15 วันหลังจากลงแปลงเพื่อให้ลำต้นแข็งแรง ยอดสวยและเจริญเติบโตได้ดี หรือจะเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักใส่ตามโคนต้นก็ดีไม่น้อย
6. โหระพาสามารถเก็บเกี่ยวได้ในระยะเวลา 30 – 35 วันนับตั้งแต่ลงแปลงปลูกโดยเก็บทุกๆ 15 วันเรื่อยไปจนกว่าจะอายุได้ 7 – 8 เดือน

*** ปลูกไว้ไม่เสียหลายครับโหระพาเป็นพืชที่ใช้พื้นที่น้อยมีคุณประโยชน์สามารถขายได้ เก็บทานได้ ***

IMG_3300

*** เพื่อนๆ ถามถึงลักษณะการขึ้นแปลงและการปลูกเป็นแปลง จะเห็นได้ว่าพื้นที่ตรงกลางแปลงนั้นสามารถปลูกพืชอย่างอื่นเสริมเข้าไปได้ การปลูกพืชหลายชนิดจะสามารถป้องกันแมลงได้ระดับหนึ่ง ***

IMG_3299


เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาขี้เกียจอู้งานไม่ยอมไปที่สวน เพราะแอบหนีไปเยี่ยมเพื่อนๆ แถวราชบุรีท่านหนึ่ง เพื่อนท่านนี้ปลูกผักสวนครัวเป็นอาชีพโดยเฉพาะผักชีจะปลูกมากเป็นพิเศษเพราะเห็นว่าขายง่ายกำไรดีมีแม่ค้ามาจับจองถึงหน้าสวน

การปลูกผักชีนั้นไม่ได้มีอะไรยากไปกว่าการปลูกพืชผักสวนครัวชนิดอื่นแถมยังปลูกได้ในดินทุกชนิดเพียงแต่อาศัยการดูแลเอาใจใส่เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าผักชีนั้นเป็นพืชอายุสั้น 40 – 60 วัน แค่ปลูก 2 แปลงสลับกันไปมาๆ ก็มีผักชีไว้ขายทุกเดือน

การเตรียมดินและเตรียมเมล็ดสำหรับปลูกผักชี
1. เตรียมดินให้ร่วนซุย

2. คลุกปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเข้ากับดิน โดยเฉพาะมูลไก่หรือปุ๋ยหมักจากมูลไก่จะงามเป็นพิเศษ

3. นำเมล็ดผักชีแช่น้ำ 1 คืน หรือเติมน้ำอุ่นลงไปเล็กน้อยเพื่อให้เปลือกอ่อนนุ่มเมล็ดงอกง่ายขึ้น เพราะเมล็ดผักชีนั้นจัดได้ว่ามีเปลือกแข็ง

4. การนำเมล็ดลงหว่านบนแปลงนั้นอาจจะต้องอาศัยความชำนาญบ้างในการหว่านไม่อย่างนั้นแล้วเมล็ดจะกระจุกเป็นกลุ่มกระจายไม่ทั่วหน้าดิน หรืออาจจะผสมทรายลงไปในเมล็ดเพื่อให้การหว่านกระจายตัวได้ดีขึ้น หรือหากปลูกในจำนวนไม่มากก็สามารถเพาะเมล็ดบนถาดหลุมปลูกก่อนได้ ขั้นตอนนี้ตามความชอบและความชำนาญของผู้ปลูก

5. คลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้นด้วยวัสดุคลุม เช่น ฟางข้าว แกลบ หญ้า หรือวัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่

6. กางผ้าในกันแดดในฤดูหรือช่วงเวลาที่แดดแรงจนเกินไป โดยเกษตรกรที่ปลูกเป็นอาชีพมักจะกางผ้าใบกันแดดหรือสแลนในช่วงหน้าฝนด้วยเพื่อกันฝนตกใส่ผักชีจนช้ำเสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแดดหลังฝนจะทำให้ใบของผักชีที่เปียกน้ำช้ำเสียหายหนักจากอาการแดดเผา

7. การใส่ปุ๋ยนั้นหากเป็นปุ๋ยเคมีนิยมสูตร 15-15-15 ในอัตรา 2 – 3 ช้อนแกงต่อ 1 ตารางเมตรทุกๆ 20 วัน หรือผสมน้ำราดก็ได้ตามความสะดวก หรือหากเป็นปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกควรใส่ทุกๆ 15 วัน

8. รดน้ำอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 2 – 3 วันโดยวิธีให้น้ำต้องไม่แรงจนเกินไปจนต้นผักชีเสียหายและไม่มากจนท้วม

9. แปลงผักสวนครัวนั้นมักจะมาคู่กับวัชพืชประเภทหญ้าซึ่งควรกำจัดเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้แย่งสารอาหารของผักชี โดยแนะนำวิธีการใช้แรงงานถอนและไม่ควรใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้า

10. พอครบกำหนดเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นควรจะรดน้ำให้หมาดก่อนเพื่อง่ายต่อการเก็บหรือถอนต้นผักชี

ตลาดของผักชี
ผักชีนั้นนับว่าใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน โดยเพื่อนชาวเกษตรท่านนี้มีวิธรการหาตลาดที่น่าสนใจเพราะไม่ได้มุ่งเน้นแต่ขายเหมาให้กับแม่ค้าแต่อย่างเดียวเพราะแบ่งออกเป็นหลายส่วนการตลาดด้วยกัน
1. ขายเหมาให้แม่ค้าซึ่งติดต่อกันจนเป็นเจ้าประจำ

2. วางขายเองหน้าบ้านและวางขายตามตลาดนัดอีกด้วย อาจจะยุ่งยากเล็กน้อยไปการขายแต่เพื่อนของผู้เขียนให้เหตุผลว่าเป็นการรักษาตลาดและลูกค้ากลุ่มย่อย

3. เพื่อนของผู้เขียนท่านนี้ตัดรากผักชีแยกขายให้กับร้านขายยาจีนนับว่ากำไรดีในส่วนนี้แต่ต้องมีการจัดการเรื่องคุณภาพและความสะอาดระดับมาตรฐาน ราคาขายส่งให้แม่ค้าหน้าสวนคือกิโลกรัมละ 10 บาทแต่พอตักรากส่งร้านขายยานั้นราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท

เห็นไหมครับว่าการค้าขายนั้นไม่ได้ยุติกับการขายให้กับแม่ค้าเพียงอย่างเดียวแต่เราสามารถสร้างตลาดอื่นๆ ได้อีกด้วยหากแสวงหาทางออกย่อมไม่หมดหนทางครับและพยายามสร้างกำลังต่อรองให้ตัวเองอยู่เสมอๆ ครับ ถ้าไม่แล้วแม่ค้าก็จะกดราคาได้ครับ

IMG_3310



เพื่อนๆ ถามว่า “ทำสวนฝรั่งดีไหม?” เชื่อเถอะว่าผู้เขียนก็ตอบว่าดีหมดแหละ -_-!!!
“ผู้เขียนคิดเห็นอย่างไร?” ผู้เขียนไม่ได้ปลูกฝรั่งเป็นอาชีพก็เลยตอบเท่าที่รู้ว่าถ้าจะปลูกฝรั่งนั้นต้องเตรียมตัวดีๆ ทั้งเรื่องการจัดการในสวนและการตลาด

ผู้เขียนก็ปลูกฝรั่งอยู่ต้นสองต้นเพื่อไว้ดูเล่นไม่ได้ปลูกเป็นการค้าอะไรก็มีแค่ ฝรั่งกิมจู กับฝรั่งทับทิมสยาม (หรือแดงสยามอะไรนี่แหละจำชื่อไม่ค่อยได้ที่ข้างในผลเป็นสีแดงๆ)

Picture 053

Picture 050

ฝรั่งนั้นเป็นผลไม้ที่อร่อยเด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดีและชีวิตนี้ยังไม่เคยเจอคนที่แพ้ฝรั่งจนผื่นขึ้นก็เลยจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และมากด้วยคุณค่าทางสารอาหารและวิตามิน บังเอิญว่าความอร่อยของฝรั่งนั้นไม่ได้ถูกปากแต่กับคนเราอย่างเดียว แมลงเอยหนอนเอยก็ชอบด้วยเช่นกัน

ข้อดีของการปลูกฝรั่งนั้นก็คงจะเป็นเรื่องการตลาดที่สามารถขายได้เรื่อยๆ และก็เห็นเพื่อนชาวสวนฝรั่งก็รวยเอาๆ จนเพื่อนๆ ท่านอื่นอิจฉาเพราะความที่ฝรั่งนั้นเก็บผลผลิตได้ตลอดถ้ามีการจัดการเรื่องน้ำที่เพียงพอและการป้องกันแมลงที่ดี

การปลูกฝรั่ง
การปลูกฝรั่งนั้นส่วนใหญ่นิยมปลูกระยะ 3 x 3 เมตรในหนึ่งไร่ปลูกได้ประมาณ 160 ต้น หากระยะชิดกว่านี้แสงอาจจะส่องไม่ทั่วถึงและอาจจะกระทบกับเรื่องผลิตได้ และที่สำคัญคืออาจจะติดต่อกันได้ง่ายในกรณีที่เป็นโรคชนิดใดชนิดหนึ่งหรือเพลี้ย ชาวส่วนภาคกลางส่วนใหญ่ในที่ลุ่มนิยมยกร่องหรือฉลุเป็นร่องน้ำในสวน หากเป็นที่ดอนก็ไม่จำเป็นต้องยกร่อง ที่สำคัญควรมีการตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคและปรับปรุงดินด้วยการผสมปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มธาตุอาหารและดินร่วนซุย

การเตรียมหลุมปลูก
นิยมขุดหลุมลึกขนาด 0.5 เมตร x 0.5 เมตร ลึก 0.5 เมตรแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตราปุ๋ย 1 ส่วนต่อดิน 2 ส่วน หรือบางท่านอาจจะเพิ่มปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ก็ว่ากันไปตามความชอบ แล้วจึงกลบดินให้ดินสูงกว่าระดับขอบหลุมเพื่อกันน้ำขัง

โรคและแมลงศัตรูพืชของฝรั่ง
ฝรั่งนั้นเป็นพืชที่ต้องการการเอาใจใส่อย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโรคและแมลง เช่น แมลงวันทองหรือตระกูลแมลงวันต่างๆ ที่ชอบมาวางไข่ซึ่งป้องกันได้ด้วยการห่อผลฝรั่ง หรือเพลี้ยแป้งที่คอยเกาะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณหลังใบจนใบงอผิดรูปร่างแต่ก็สามารถกำจัดได้ด้วยใบยาสูบต้มผสมผงซักฟอกแล้วฉีดพ่นหรือท่านที่ชอบแบบแรงสะใจก็สามารถใช้สารละลายอโซดริน 20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 7 วันได้

Picture 184

Picture 194

ส่วนโรคที่สำคัญนั้นได้แก่
โรคจุดสนิมที่เกิดจากอาการเชื้อราที่เข้าทำลายใบและกิ่งก้านให้เป็นขุยและกิ่งแตกแห้งตายแต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น มาแนบและซีแนบ

โรคแอนแทรคโนสซึ่งเป็นเชื้อราที่เข้าทำลายผลอ่อน ผลสุกและใบ ถ้าเป็นที่ผลอ่อนจะทำให้เน่าแห้งได้หรือแผลเน่าสีน้ำตาลลูกแตกเสียหาย สามารถป้องกันได้ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น บีโนมิล แคปแทน โดยพ่นสารเคมีก่อนเก็บผล 1 เดือน
Picture 195



อิจฉาชีวิตบรรพบุรุษจริงๆ ที่มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่ค่อนข้างจะสมดุล มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายหรือวิถีชีวิตเพื่อการยังชีพเท่านั้น สิ่งต้องการพื้นฐานก็มีแค่ปัจจัย 4 คือ ยา อาหาร เครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัย ลองนึกดูสิว่าออกไปยิงนก ตกปลาทั้งวันเพื่อหาอาหารแล้วก็เข้าบ้าน นับว่าเป็นวิถีชีวิตที่น่าสนุกและน่าอิจฉาในสายตาของผู้เขียน ส่วนของผู้อ่านคงไม่สามารถทราบได้เพราะต่างคนก็ต่างมุมมอง และบางท่านก็ยังอยากใช้ไอโฟนอยู่ หุ หุ หุ ขอกัดหน่อยเถอะตามประสาคนไม่มีใช้

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาหลังจากได้ยินคำถามจากเพื่อนๆ ชาวเกษตรด้วยกันว่า “ทำไมแต่ก่อนไม่เห็นต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลงให้เสียสุขภาพก็ได้ผลผลิตที่ดี” เป็นคำถามที่ได้คำตอบเป็นความเงียบจากผู้เขียน

เพราะอะไรนะหรือ?

นั่นก็เพราะว่าพวกเรานั่นแหละที่ไปตัดวงจรชีวิตตามธรรมชาติของสัตว์ แมลง หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กแบบแบคทีเรียและจุลินทรีย์ ด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามทีแต่กิจกรรมของเราก็ส่งผลกระทบให้วงจรชีวิตตามธรรมชาติอ่อนแอลงหรือบางอย่างก็ถูกทำลายสมดุลลงไป

ธรรมชาติมีระบบควบคุมความสมดุลในตัวเอง 2,000 – 3,000 ปีถึงจะมีการสูญพันธุ์ซักชนิดหรือ 2 ชนิดแต่นับแต่มนุษย์มีวิวัฒนาการเกินพอดีจนไปกระทบกับความสมดุลของธรรมชาติก็คงไม่ต้องบอกว่าสูญพันธุ์ไปแล้วกี่ชนิดและใกล้สูญพันธุ์อีกเท่าไหร่

แต่ก็เป็นที่หน้าดีใจว่าปัจจุบันมีเกษตรกรหลายๆ ท่านหันมาให้ความสำคัญกับความสมดุลของธรรมชาติมากขึ้น หันมาใช้สารเคมีที่สกัดมาจากธรรมชาติมากขึ้นซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้มาจากความตั้งใจจริงแต่มาจากผลพวงของการเกษตรที่ใช้สารเคมีอย่างหนักใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่ลืมหูลืมตาทำให้ถึงทางตันจนต้องมาฟื้นฟูธรรมชาติทีหลัง (-_-!!!)

ที่สวนของผู้เขียนเองก็ใช้ความพยายามอย่างหนักในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ความสมดุลกลับคืนมาแต่อยากจะบอกเหลือเกินว่ายากลำบากแสนสาหัสเพราะที่สวนเป็นแค่วงรอบวัถจักรเล็กๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศ
จนสุดท้ายต้องสร้างธรรมชาติเทียมขึ้นมาสนับสนุนความสมดุลของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ลงไปในดินเพื่อการย่อยสลายที่ดีขึ้นส่งผลให้พืชดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้นซึ่งเดิมนั้นจุลินทรีย์มีอยู่ในดินอยู่แล้วแต่ก็ถูกกำจัดไปโดยยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีต่างๆ การใช้สารสกัดจากสะเดาหรือการใช้น้ำต้มใบยาสูบแทนยาฆ่าแมลงทำให้สัตว์บางประเภทอยู่ได้และคอยกำจัดแมลงในสวนเป็นระบบห่วงโซ่อาหารขนาดย่อย การใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกแทนการใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ทำให้ดินมีอินทรีย์วัตถุจุลินทรีย์ตามธรรมชาติก็เริ่มกลับมาส่งผลให้สภาพดินดีขึ้นตามลำดับ การใช้พืชคลุมหน้าดินให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อพืช แมลงที่มีประโยชน์และจุลินทรีย์อยู่ได้ พอความสมดุลเริ่มกลับมาธรรมชาติเริ่มฟื้นคืน ปู ปลา กา กุ้ง ตั๊กแตนและแมลงต่างๆ ก็เริ่มกลับมา

Natural Circles01.jpg

Natural Circles02.jpg

Natural Circles03.jpg

Picture 067

Picture 069

แต่ก็นะ!! ใช่ว่าจะง่ายสำหรับการเริ่มต้น ลองนึกภาพดูนะว่าเป็นยังไงในเมื่อสวนข้างๆ ไร่แถวๆ นั้นใช้ยาฆ่าแมลงกันหมดทำให้แมลงศัตรูพืชเกิดอาการดื้อยา แถมยังบินมาชุมนุมกันที่สวนผู้เขียนซึ่งใช้แต่สารสกัดที่อ่อนๆ (เมื่อเทียบกับยาฆ่าแมลง) ลาภปากพวกเค้าเลยหละ สงสัยคงต้องขับเขี้ยวกันอีกนานเลย (-__-!!!) แต่ก้ชื้นใจขึ้นเป็นระยะเพราะหลังจากความพยายามอย่างหนักก็พอจะเห็นผลบ้าง เดี๋ยวนี้ปุ๋ยแทบไม่ต้องซื้อ ยาไล่แมลงแทบไม่ต้องพ่นเพราะธรรมชาติจัดการเองได้ ผลผลิตปลอดภัยจากสารเคมี

*** เพิ่มเติม 16/1/2556

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผู้เขียนต้มใบยาสูบผสมกับผงซักฝอกเพื่อจะไปกำจัดเจ้าเพลี้ยตัวแสบที่คอยรบกวนต้นมะม่วงอยู่เป็นประจำ

แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนสุดท้ายก็มาเจอภาพนี้เข้าเลยทำให้รู้ว่านี่คือก็เป็นผลดีอีกอย่างหนึ่งของการไม่ใช้ยาฆ่าแมลงมาฉีดต้นมะม่วงเลยทำให้มดรอดชีวตมาแล้วก็คอยกำจัดเพลี้ยที่กำลังจะแพร่ขยายเป็นการควบคุมแบบวงจรชีวิตตามธรรมชาติ

และแล้วเราก็มีเจ้าหน้าที่กำจัดเพลี้ยมาอีกหลายตำแหน่งงาน ทุกต้นมีเจ้ามดพวกนี้เฝ้าอยู่แต่ก็ถ่ายรูปมาได้แค่ 2 ต้นเพราะที่เหลืออยู่สูงถ่ายรูปไม่ไหว -__-!!!

Picture 226

Picture 232



สภาพดินลูกรังปลูกพืชอะไรถึงจะดี

ขอบคุณเพื่อนๆ ชาวเกษตรอีกครั้งครับที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบลอคบ้านๆ ของผู้เขียนที่หาสาระอะไรก็ไม่ค่อยจะมี

วันนี้ก็มีเพื่อนชาวเกษตรมาฝากคำถามไว้ให้ผู้เขียนรับใช้อีกเช่นเคย

สภาพดินเป็นลูกรัง ดิน ดินกรวด แข็งๆ หรือหินจะสามารถปลูกอะไรได้บ้าง?
แล้วทำอย่างไรถึงจะปรับปรุงดินแบบลูกรังให้ดีขึ้นได้?

ก็อยากจะขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าผู้เขียนไม่ได้เรียนเกษตรมาไม่ได้จบการศึกษาที่สูงนัก (จะว่าไม่สูงก็ไม่เชิงนะเพราะโรงเรียนผู้เขียนอยู่บนยอดดอย (-_-!!!)) ถ้าจะให้ตอบคำถามเป็นวิชาการนั้นคงจะไม่มีศักยภาพเพียงพอ แต่ถ้าให้โม้ไปเรื่อยๆ ตามแต่ประสบการณ์ที่มีจะพาไปก็พอไหว อิอิอิ

เรื่องดินลูกรังหรือดินกรวดนั้นผู้อ่านก็เคยประสบมาอยู่บ้างเลยพอจะเข้าใจปัญหา เพราะผู้เขียนก็มีที่ดินแบบลูกรังอยู่แปลงหนึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ร้อนที่สุดและแล้งที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี (แปลงที่ผู้อ่านเห็นในรูปนั่นแหละ) ดินไม่ค่อยจะอุ้มน้ำ หน้าแล้งแล้งได้ใจ หน้าหนาวก็หนาวเหน็บ เหยียบไปก็เจอหินบาดเท้าอีกวิบากกรรมดีแท้ หน้าฝนน้ำท้วมเพราะส่วนผสมของหลักดินลูกรังคือหินกับดินเหนียว
ไปร้องขอรถไถมาช่วยก็ส่ายหน้าไปตามๆกัน ขนาดเกาะแข้งเกาะขาบีบน้ำตาขอร้องแบบหนังไทยก็ยังไม่ได้ผลเพราะผานพรวนดินจะบิ่นหมด ไม่คุ้มค่าไถ

จนสุดท้ายต้องแก้ปัญหาตามมีตามเกิด

IMG_1403

Road001

โดยผู้เขียนก็แบ่งระดับการแก้ปัญหาเป็น 3 ระยะ จะเรียกว่าแก้ปัญหาก็ไม่ถูกนักน่าจะเรียกว่าการปรับตัวใช้ดินลูกรังให้เกิดประโยชน์คงจะถูกต้องกว่า เพราะปัญหาคือดินเราเลยแก้ปัญหาไม่ได้ ได้แต่ปรับตัวตามสภาพดิน ถึงจะบอกว่าอิสราเอลปลูกพืชกลางทะเลทรายได้ก็เถอะแต่ก็ต้องใช้การลงทุนที่มหาศาล ทั้งขนดิน ทั้งขุดน้ำ แล้วชาวบ้านตาดำๆ บ้านเรา ไม่มีเงินทุน ไม่มีเทคโนโลยีขนาดนั้นจะทำยังไงดีหละ

1. การจัดการระยะสั้น (1 – 2 เดือน) ดินเสียนักใช่ไหม? ก็ไม่ต้องพึ่งมันเลย ก่อกำแพงดินเล็กๆ ขึ้นมาแล้วก็หาปุ๋ยคอกมาใส่แล้วก็ปลูกผักมันบนปุ๋ยคอกนั้นแหละ งามดีเหมือนกัน

2. การจัดการระยะกลาง (7 – 9 เดือน) ผู้เขียนปลูกกล้วยเพื่ออาศัยรากกล้วยกอกล้วยในการเก็บความชื้นไว้ในดิน ยอมรับเลยว่าระยะแรกใช้ปุ๋ยคอกกับเศษวัชพืชเยอะมากเพื่อให้ต้นกล้วยเหล่านี้โตพอที่จะต้านทานความแห้งแล้ง พอกล้วยรอดแล้วดินเริ่มมีความชื้นก็ดูเหมือนว่าจะมีความหวังขึ้นอีกหน่อย หญ้าแฝกก็พอเริ่มจะปลูกได้รอบๆ ต้นกล้วย กลายเป็นพุ่มเหมือนโอเอซิสกลางผืนดินลูกรังนั่นแหละ ส่วนการปลูกแฝกตั้งแต่ทีแรกนั้นดูจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะปลูก 100 ต้นแต่รอดแค่ 2 ต้น (-_-!!!) ต้นแฝกเองก็ใช้ความชื้นพอสมควรเพื่อให้รากงอก นี่ขนาดอนุบาลในถุงดำก่อนลงดินแล้วนะ ไม่รู้สิ!!! ท่านอื่นปลูกอาจจะได้ผลดีกว่านี้

3. การจัดการระยะยาว (12 เดือนขึ้นไป) จริงๆ ต้องเรียกว่าปัญหาระยะไกลถึงจะถูกเพราะต้องหิ้วต้นยูคาฯ ไปปลูกท้ายไร่ไกลมาก แค่หิ้วต้นยูคาลิปตัสก็ลิ้นห้อยแล้วเจอดินชนิดจอบสับเข้าไปแล้วจอบกระเด็นอีก แต่ก็ต้องปลูกทำยังไงได้ ถึงหล่ายๆ ท่านจะบอกว่ายูคาฯปลูกแล้วทำลายหน้าดิน แล้วดินลูกรังจะมีอะไรให้มันทำลายอีก ยูคาฯ เป็นไม้โตเร็วที่ระบบรากแข็งแรงมากและทนต่อสภาพอากาศเกือบทุกแบบ ใบยูคาร่วงเยอะมากและใบนั้นก็จะช่วยคลุมดินและจะสลายเป็นธาตุอาหารต่อไป หลังจากนั้นก็พอจะปลูกไม้ป่าไม้ยืนต้นแบบมีรากแก้วได้บ้าง เช่น ต้นสักจากเมล็ด ต้นประดู่ ส่วนการปลูกไม้ผลนั้นจะต้องรอดินลูกรังถูกปรับสภาพซักระยะหนึ่งถึงจะเริ่มหาไม้ผลที่มีรากแก้วมาปลูกได้ เช่น มะม่วง มะขาม

เพื่อนๆ ชาวเกษตรคงสังเกตแล้วว่าผู้เขียนเน้นปลูกไม้ที่แข็งแรงทนแล้งได้ดี และมีระบบรากแข็งแรงเพียงพอที่จะเจาะทะลุชั้นลูกรังลงไป ผู้อ่านเคยลองปลูกไม้ผลแบบตอนกิ่งเหมือนกันแต่ปรากฏว่าไม่สามารุอยู่รอดได้ในสภาวะแบบนั้นได้ คงต้องอดทนมากกว่าปกตินิดหนึ่งครับสำหรับดินลูกรัง แต่อย่างน้อยเราก็มีที่ดินที่เป็นของเราไม่ใช่หรือ ^-^

ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นระดับอาจารย์ๆทั้งหลายท่านจะแก้ไขปัญหายังไง ผู้เขียนก็ได้แต่แก้ปัญหาแบบบ้านๆ ตามแต่กำลังจะมี
ถ้าเกิดมีวิธีอะไรดีๆ ก็กระซิบบอกกันด้วย อิ อิ อิ

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน