Posts Tagged ‘ปุ๋ยเคมี’



เริ่มมีแม่ค้ามาเฝ้าหน้าสวนคอยเยี่ยมๆ มองๆ แถวกอตะไคร้ เป็นสัญญาณว่าราคาตะไคร้เริ่มขยับขึ้น พอตกเย็นก็มีแม่ค้าเจ้าประจำที่รู้จักมักคุ้นกันดีมาขอซื้อ 200 กิโลกรัมก็ชวนขุดกันเหงื่อท่วมเลยทีเดียวกับตะไคร้อายุ 7 เดือนจำนวน 40 กอ ขายให้ราคากันเองหน้าสวนแถมต้องมาขุดเอง ตัดเอง ล้างเองที่กิโลกรัมละ 10 บาท เอะนี่เราใช้แรงงานแม่ค้าหนักไปไหมเนี่ยะ -___-!!! ก็เป็นอันว่าอยากจะมาแจ้งข่าวให้กับเพื่อนพี่น้องเกษตรทราบว่าฤดูร้อนอันแสนจะเลวร้ายได้เปิดฉากตัดริบบิ้นไปเรียบร้อยแล้วด้วยแม่ค้าเจ้าประจำและก็จะตามมาด้วยฤดูตัดตะไคร้ขายเพราะช่วงเดือน 3 – 5 จะเป็นช่วงที่ตะไคร้ราคาแพง และถ้าคิดจะปลูกขายก็ต้องปลูกให้ตรงกับช่วงนี้ถึงจะได้ราคาดีและมีความต้องการสูงขนาดแม่ค้ามาแย่งซื้อหน้าสวนเลยทีเดียว ทีฤดูอื่นหละไม่ชายตามองเลยหละ หุหุหุ
เอ้อออ!!! น้อยไปก็ไม่ดีมากไปก็ไม่ดีนะคนเรา

อ่ะมาว่ากันต่อดีกว่าสำหรับวิธีปลูกตะไคร้สำหรับเพื่อนๆ ชาวเกษตรที่อยากจะปลูกตะไคร้ไว้ดูเล่นหรือหาเงินค่าน้ำมันช่วงฤดูร้อน
ตะไคร้เป็นพืชที่ปลูกง่ายและใช้พื้นที่น้อย การดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยากเพราะแมลงต่างๆ ไม่ชอบกลิ่นฉุนเลยไม่ค่อยมารบกวน แต่ถ้าหากจะปลูกให้งามและได้ผลดีก็ต้องมีวิธีกันบ้างหละ

1. การเตรียมดินสำหรับปลูกตะไคร้นั้นบางท่านก็มีเคล็ดลับเฉพาะหรือสูตรเฉพาะตัวของใครของมันซึ่งก็ว่ามันไปตามถนัด ส่วนของผู้เขียนนั้นชอบที่จะใช้มูลวัวหรือปุ๋ยหมักจำนวน 3 คันรถ 10 ล้อต่อไร่แล้วไถพรวนปนไปกับดินก่อนจะขึ้นร่องแปลง ส่วนเหตุผลเดียวที่ใช้ปุ๋ยคอกเยอะเพราะดินของผู้เขียนไม่ค่อยดีมีคุณภาพเท่าไหร่นักเลยต้องใส่อินทรียวัตถุมากเป็นพิเศษ หากท่านไหนมีดินคุณภาพดีอยู่แล้วก็ข้ามขั้นตอนนี้เข้าสู่ขั้นตอนไถได้เลย
1.1 หรือหากต้องการปลูกเป็นหลุมก็สามารถขุดหลุมให้ลึกประมาณ 10 – 15 เซนติเมตรแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก

2. เตรียมหลุมปลูกด้วยระยะห่าง 1 x 1 เมตร พื้นที่ขนาด 1 ไร่ปลูกได้ประมาณ 1500 กอ ผู้เขียนเคยทดลองปลูกด้วยระยะ 50 x 50 เซนติเมตรแต่ก็ปรากฏว่าจำนวนผลผลิตที่ได้ไม่เท่ากับระยะ 1 x 1 เมตรและโตช้ากว่า ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการแย่งอาหารและแสงแดดก็เป็นได้

3. เตรียมต้นพันธุ์สำหรับปลูก ควรจะคัดจากกอที่มีอายุประมาณ 7 – 8 เดือนด้วยการขุดออกทั้งกอแล้วจึงตัดใบตัดรากออกแล้วคัดแยก หลังจากนั้นนำมาแช่น้ำความลึกพอท่วมโคนประมาณ 1 สัปดาห์หรือจนกว่าจะเห็นรากเริ่มงอกออกมา หากท่านไหนคิดว่าไม่ทันใจก็สามารถใช้น้ำยาเร่งรากได้ในขั้นตอนนี้

4. นำตะไคร้ที่รากงอกพร้อมปลูกแล้วลงหลุม อาจจะใช้ 3 – 4 ต้นต่อหลุมด้วยการปลูกเฉียงๆ ไม่ควรปักตรง ขั้นตอนนี้ผู้เขียนนิยมรดน้ำลงก้นหลุมก่อนปลูกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน

5. การรดน้ำนั้นสามารถทำได้ในระยะ 5 – 7 วันต่อครั้งแต่ผู้เขียนวางระบบน้ำให้กับแปลงตะไคร้แล้วรด 3 วันต่อ 1 ครั้ง จากการทดลองปลูกด้วยตัวเองทำให้ทราบว่าตะไคร้เป็นพืชที่ชอบน้ำพอสมควรหากปริมาณน้ำไม่เพียงพอแล้วจะทำให้ลำต้นลีบและฝ่อหรืออาจจะแห้งตายได้ในที่สุด

6. การให้ปุ๋ยนั้นผู้เขียนได้รับคำแนะนำจากเกษตรกรท่านหนึ่งที่แนะนำผู้เขียนให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 จำนวน 40 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือนแต่จนแล้วจนรอดผู้เขียนก็ได้แต่ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักตามที่เขียนถนัดด้วยจำนวน 1 กิโลกรัมต่อกอทุกๆ 20 วัน หากเพื่อนๆ ท่านไหนอยากจะลองใช้ปุ๋ยเคมีควบคู่ไปด้วยก็ไม่ว่ากันตามแต่ความถนัดและทรัพยากรที่มีอยู่

7. การเก็บเกี่ยวตะไคร้นั้นสามารถทำได้ในระยะเวลา 7 – 8 เดือนหลังปลูก หรือมากสุดด้วยระยะเวลา 1 ปีหลังจากปลูกและไม่ควรทิ้งตะไคร้ให้นานเกิน 1 ปีครึ่งตะไคร้เพราะจะแสดงอาการกอฝ่อหรือใบเริ่มแห้งและหัวตะไคร้จะฝ่อแห้ง ส่วนวิธีการเก็บเกี่ยวนั้นก็สามารถทำได้ 2 ลักษณะคือการขุดยกกอหรืออาจจะทยอยตัดไปเรื่อยๆ ก็ได้ น้ำหนักประมาณการตามที่ผู้เขียนปลูกนั้นอยู่ที่ 5 – 7 กิโลกรัมต่อกอ

ตะไคร้เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว และไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืชมารับกวนทำให้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเรื่องของการใช้ยาฆ่าแมลงนั้นแทบจะไม่ต้องเสีย จึงเหมาะสำหรับทั้งปลูกเป็นพืชหลักและการปลูกแซมในไร่สวนหรือระหว่างต้นมะม่วงก็ยังได้ จึงนับว่าตะไคร้เป็นพืชที่อยากจะแนะนำให้ปลูก ^_^Picture 464

Picture 461



หากเพื่อนๆ จะคาดหวังคำตอบแบบมืออาชีพจากผู้อ่านสำหรับคำถามที่ว่า “เพิ่มผลผลิตกล้วยน้ำว้าอย่างไร” ก็เห็นทีว่าจะผิดหวังครับ อิอิอิ ^-^ เพราะผู้เขียนเองก็เป็นเกษตรกรมือใหม่เหมือนกับหลายๆ ท่านนั่นแหละ

เพื่อนๆ มีน้ำใจถามมาไม่ตอบเลยก็เสียน้ำใจแย่ แต่ก็เอาเป็นว่าเล่าประสบการณ์แบ่งปันเท่าที่รู้ก็แล้วกัน หุหุหุ

ผู้เขียนปลูกกล้วยน้ำว้าไว้เยอะพอสมควรแต่ก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษ ก็เป็นเพียงการปลูกกล้วยน้ำว้าธรรมดาๆ และวิธีเพิ่มผลผลิตของผู้เขียนก็เป็นวิธีบ้านๆ ซึ่งท่านไหนจะนำไปใช้บ้างก็ไม่ว่ากัน จริงๆ แล้วก็เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วๆ ไปนะแหละ อิอิอิ

1. หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะตัดต้นแม่ทิ้งทันที ต้นที่ออกผลแล้วผู้เขียนมีความเชื่อส่วนตัวว่าจะแย่งอาหารจากส่วนอื่นเลยตัดทิ้งเสมอๆ (จริงๆ ก็ไม่ได้ตัดทิ้งหรอก เอาไปทำอาหารไก่บ้าง ทำปุ๋ยหมักบ้างตามแต่ความเหมาะสม)

2. ตัดแต่งใบให้สะอาดดูโล่งๆ เพื่อป้องกันโรคและให้แสงส่อง

3. ตัดแต่งกอให้เหลืออยู่แค่ 4 – 5 ต้นต่อกอ หากมีหน่อกล้วยเกินกว่านั้นก็จะตัดทิ้งหรือตัดขาย

4. ราดน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากการหมักหน่อกล้วยทุก 7 – 10 วันเพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดิน

5. ปุ๋ยมีใช้บำรุงต้นนั้นเน้นเป็นปุ๋ยหมักที่ได้จากการหมักแหนแดง (หุหุหุ มีเยอะ ได้เปรียบ) กับมูลไก่และแกลบโดยเฉพาะช่วงที่กล้วยตกเครือซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่กล้วยต้องการสารอาหารมากเป็น

Picture 034

พิเศษก็จะใส่ปุ๋ยหมักจำนวน 5 กิโลกรัมต่อกอทุกๆ 7 – 10 วัน จะว่าไปแล้วผู้เขียนก็ไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมีเลยนะ ก็เลยไม่รู้ว่าจะดีกว่าหรือแย่ลงหากใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย
*** ผิดถูกประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับเพราะบอกเล่าไปตามประสบการณ์จริงที่ได้ทำมา ^_^ หรือหากท่านใดมีเคล็ดลับจะเสนอแนะก็ยินดีรับไว้ขอรับ***


การใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน
ปุ๋ยพืชสด
พืชที่เหมาะสำหรับทำปุ๋ยพืชสดอันดับต้นๆ ที่นิยมกันเห็นจะไม่พ้นพืชตระกูลถั่ว เพราะพืชตระกูลถั่วสลายตัวเร็ว มีใบ ลำต้น รากเยอะและความพิเศากว่านั้นคือพืชตระกูลถั่วมีปมที่รากซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้มาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาและการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชให้กับดินได้ดี พืชตระกูลถั่วที่นิยมปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยสดได้แก่ ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ปอเทือง โสนอัฟริกัน และถั่วมะแฮะ

การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดให้คุ้มค่าที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุดนั้นควรปลูกเพื่อทำการไถกลบในช่วงระยะเวลาออกดอกเพราะพืชจะเก็บสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ไว้มากที่สุด หลังจากนั้นควรทิ้งไว้ให้เกิดกระบวนการย่อยสลายในดินตามธรรมชาติเป็นเวลา 7 – 8 วัน แล้วจึงทำการปลูกพืชที่ต้องการได้

ลักษณะเด่นของปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่ว
พืชปุ๋ยสดตระกูลถั่วนั่นมีปมที่รากและมีแบคทีเรีย Rhizobium spp. อาศัยอยู่ ซึ่งแบคทีเรียตระกูลนี้สามารถดึงไนโตรเจนจากอากาศและสะสมในลำต้นทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณไนโตรเจนให้กับดินในบริเวณรอบๆ ที่มีรากอีกด้วย
ชนิดพืช ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซี่ยม
ถั่วพร้า 2.72 0.54 3.14
ถั่วพุ่ม 2.68 0.39 2.46
ปอเทือง 2.76 0.22 2.40
โสนแอฟริกัน2.87 0.22 2.40
ถั่วมะแฮะ 1.92 0.05 0.90
IMG_1915
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด
วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดนั้นนิยมทำกันอยู่ 3 วิธีคือ
1. แบบโรยเมล็ดเป็นแถว
2. แบบหยอดเป็นหลุม
3. แบบหว่านเมล็ด ควรไถดะก่อนหว่านเมล็ดแล้วคราดกลบเมล็ด

IMG_1919

อัตราเมล็ดที่ใช้มีดังนี้
ปอเทือง 5 กิโลกรัมต่อไร่
โสนอัฟริกัน 5 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพุ่ม 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วมะแฮะ 8 กิโลกรัมต่อไร่
ถั่วพร้า 10 กิโลกรัมต่อไร่
ควรปลูกก่อนพืชหลักประมาณ 2 เดือนถึง 2 เดือนครึ่ง และควรไถกลบหรือสับกลบระยะออกดอกเพราะเป็นระยะที่พืชสะสมอาหารและแร่ธาติไว้มากที่สุดจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด
1. ยกระดับความสมบูรณ์ของดิน
2. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและปริมาณไนโตรเจนรวมทั้งธาตุอาหารอื่นๆที่จำเป็นสำหรับพืชให้แก่ดิน
3. รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดินและช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
4. ลดการสูยเสียหน้าดินอันเกิดจากการชะล้าง
5. ทำใหเดินร่วนซุย ทำให้สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวนเพื่อปลูกพืชหลัก
6. ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชในทางอ้อมได้
7. ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีด้วย
8. เพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชหลักให้สูงขึ้น
*** ขอขอบคุณศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินจ้าของบทความและความรู้ เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเผยแพร่ให้ได้รับความรู้ทั่วกัน หากไม่เหมาะสมประการใดสามารถแจ้งลบได้ครับและขอรับรองว่าบทความนี้ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงการค้าแต่อย่างใด ***


กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 นับว่าเป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้เพราะเป็นกล้วยน้ำว้าไส้เหลืองที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์และให้ผลผลิตที่มีลูกใหญ่จำนวน ลูกดก เครือมากและคุ้มค่าในเชิงการค้า การขยายพันธุ์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ในปัจจุบันขยายพันธุ์ด้วยหน่อนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงนิยมใช้แบบเพาะเนื้อเยื่อเสียส่วนใหญ่เพราะว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถทำได้ในจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดอยู่ดีแม้กระทั่งสถานีวิจัยที่ปากช่องจังหวัดโคราชเองก็ไม่สามารถจัดหาให้ได้ทันกับความต้องการที่มหาศาลของตลาดในปัจจุบัน

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการขยายพันธุ์หรือปลูกกล้วยน้ำว้าด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ปลอดโรค ได้สายพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการ หรือขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาสั้นกว่า แต่การปลูกกล้วยน้ำว้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นก็มีข้อเสียอยู่บ้างเช่นกัน เช่น ต้องการการเอาดูแลรักษาอย่างดีในช่วงแรกที่ลงปลูกใหม่เพราะต้นยังเล็กและไม่แข็งแรง หากต้นเล็กเกินไปรากจะติดเชื้อได้ง่าย เป็นต้น ถึงแม้ว่ากล้วยน้ำว้าจะทนและแข็งแรงกว่าเมื่อเทียบกับกล้วยสายพันธุ์อื่นๆ เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า แต่หากต้นยังเล็กเกินไปก็ถือว่ายังอ่อนแอจึงทำให้ตายได้ง่ายๆ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผู้ปลูกที่ไม่มีความชำนาญหรือไม่มีประสบการณ์ในการปลูกกล้วยประสบความล้มเหลวในการปลูกและต้นกล้วยแสนรักที่พึ่งได้มากลับตายจากไปก่อนวัยอันควร -__-!!! โธ่ พึ่งจะได้มาก็ตายเสียแล้ว

การปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้น
1. หลังจากที่ได้ต้นกล้วยมาแล้วก็สมควรที่จะพักต้นหรืออนุบาลต่อระยะหนึ่งเพื่อให้ต้นกล้วยฟื้นจากความบอบช้ำที่ได้รับจากการขนส่งและจะให้ดีก็ควรอนุบาลเพิ่มเติมอีก 1 เดือนเพื่อให้ระบบรากแข็งแรงขึ้นและลำต้นแข็งแรงพอที่จะเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ต้นกล้วยน้ำว้าที่ได้จากศูนย์วิจัยหรือที่จำหน่ายกันจะมีความสูงแค่ 20 – 25 ซม. จึงยังไม่ค่อยแข็งแรงพอที่จะทนแดดหรือลม หากจะให้ดีควรปลูกเมื่อระบบรากแข็งแรงดีแล้วจึงนำไปปลูกได้

banana trees (3)

2. ขุดหลุมขนาด 50x 50 ลึก 50 ซม. แล้วตากหลุมไว้ 1 อาทิตย์แล้วรองก้นหลุมปลูกด้วยปูนขาวหรือปูนมานเล็กน้อยเพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อ

3. ควรรองก้นปลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่าหรือถ้าจะให้ดีควรเป็นปุ๋ยหมักเพราะปุ๋ยเคมีอาจจะทำให้ต้นกล้วยน้ำว้าต้นอ่อนตายได้เพราะความเข้มข้นที่มากเกินไป

4. ไม่ควรวางต้นกล้วยลึกเกินไปและควรให้ระดับดินในถุงเท่ากับขอบคันดินที่จะปลูก หากตื้นเกินไปก้อาจจะทำให้ลอยกอได้ง่ายในอนาคต หรือหากปลูกลึกเกินไปก็จะทำให้โคนต้นกล้วยที่กำลังอ่อนอาจจะเน่าได้ แล้วจึงกลบด้วยดินให้รอบหลุม

banana trees (2)

5. คลุมด้วยวัสดุคลุม เช่น ฟาง แกลบ หรือขุยมะพร้าวเพื่อรักษาความชื้นในดินให้มีอยู่ตลอดเวลา เพราะรากต้องการความชื้นอย่างสูงในระยะนี้จึงจะสามารถชอนไชออกจากบริเวณถุงไปสู่ดินใหม่ได้

banana trees

6. ปักไม้แล้วพูกต้นกล้วยไว้เพื่อป้องกันลมพัดแรงจนรากเคลื่อนที่ทำให้การเจริญเติบโตชะงัก

7. รดน้ำเช้า – เย็นอย่างสม่ำเสมออย่างพอดีๆ ไม่ควรแห้งไปและไม่ควรแฉะจนเกินไปอาจจะทำให้รากเน่าได้

เพียงเท่านี้ก็จะทำให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเรามากขึ้นหลายเท่า ทำให้พออุ่นใจได้ว่าจะเจริญเติบโตได้อย่างดีและออกดอกออกผลให้เราได้เห็นในอนาคตอันใกล้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้อัตราการรอดของต้นกล้วยน้ำว้าของเพื่อนๆ มากขึ้นกว่าเดิมจะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นว่าต้นกล้วยปลูกแล้วตายให้ผู้เขียนฟัง หุ หุ หุ -__-!!!
banana trees (1)



เพื่อนๆ ถามว่า “ทำสวนฝรั่งดีไหม?” เชื่อเถอะว่าผู้เขียนก็ตอบว่าดีหมดแหละ -_-!!!
“ผู้เขียนคิดเห็นอย่างไร?” ผู้เขียนไม่ได้ปลูกฝรั่งเป็นอาชีพก็เลยตอบเท่าที่รู้ว่าถ้าจะปลูกฝรั่งนั้นต้องเตรียมตัวดีๆ ทั้งเรื่องการจัดการในสวนและการตลาด

ผู้เขียนก็ปลูกฝรั่งอยู่ต้นสองต้นเพื่อไว้ดูเล่นไม่ได้ปลูกเป็นการค้าอะไรก็มีแค่ ฝรั่งกิมจู กับฝรั่งทับทิมสยาม (หรือแดงสยามอะไรนี่แหละจำชื่อไม่ค่อยได้ที่ข้างในผลเป็นสีแดงๆ)

Picture 053

Picture 050

ฝรั่งนั้นเป็นผลไม้ที่อร่อยเด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดีและชีวิตนี้ยังไม่เคยเจอคนที่แพ้ฝรั่งจนผื่นขึ้นก็เลยจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และมากด้วยคุณค่าทางสารอาหารและวิตามิน บังเอิญว่าความอร่อยของฝรั่งนั้นไม่ได้ถูกปากแต่กับคนเราอย่างเดียว แมลงเอยหนอนเอยก็ชอบด้วยเช่นกัน

ข้อดีของการปลูกฝรั่งนั้นก็คงจะเป็นเรื่องการตลาดที่สามารถขายได้เรื่อยๆ และก็เห็นเพื่อนชาวสวนฝรั่งก็รวยเอาๆ จนเพื่อนๆ ท่านอื่นอิจฉาเพราะความที่ฝรั่งนั้นเก็บผลผลิตได้ตลอดถ้ามีการจัดการเรื่องน้ำที่เพียงพอและการป้องกันแมลงที่ดี

การปลูกฝรั่ง
การปลูกฝรั่งนั้นส่วนใหญ่นิยมปลูกระยะ 3 x 3 เมตรในหนึ่งไร่ปลูกได้ประมาณ 160 ต้น หากระยะชิดกว่านี้แสงอาจจะส่องไม่ทั่วถึงและอาจจะกระทบกับเรื่องผลิตได้ และที่สำคัญคืออาจจะติดต่อกันได้ง่ายในกรณีที่เป็นโรคชนิดใดชนิดหนึ่งหรือเพลี้ย ชาวส่วนภาคกลางส่วนใหญ่ในที่ลุ่มนิยมยกร่องหรือฉลุเป็นร่องน้ำในสวน หากเป็นที่ดอนก็ไม่จำเป็นต้องยกร่อง ที่สำคัญควรมีการตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคและปรับปรุงดินด้วยการผสมปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มธาตุอาหารและดินร่วนซุย

การเตรียมหลุมปลูก
นิยมขุดหลุมลึกขนาด 0.5 เมตร x 0.5 เมตร ลึก 0.5 เมตรแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตราปุ๋ย 1 ส่วนต่อดิน 2 ส่วน หรือบางท่านอาจจะเพิ่มปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ก็ว่ากันไปตามความชอบ แล้วจึงกลบดินให้ดินสูงกว่าระดับขอบหลุมเพื่อกันน้ำขัง

โรคและแมลงศัตรูพืชของฝรั่ง
ฝรั่งนั้นเป็นพืชที่ต้องการการเอาใจใส่อย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโรคและแมลง เช่น แมลงวันทองหรือตระกูลแมลงวันต่างๆ ที่ชอบมาวางไข่ซึ่งป้องกันได้ด้วยการห่อผลฝรั่ง หรือเพลี้ยแป้งที่คอยเกาะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณหลังใบจนใบงอผิดรูปร่างแต่ก็สามารถกำจัดได้ด้วยใบยาสูบต้มผสมผงซักฟอกแล้วฉีดพ่นหรือท่านที่ชอบแบบแรงสะใจก็สามารถใช้สารละลายอโซดริน 20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 7 วันได้

Picture 184

Picture 194

ส่วนโรคที่สำคัญนั้นได้แก่
โรคจุดสนิมที่เกิดจากอาการเชื้อราที่เข้าทำลายใบและกิ่งก้านให้เป็นขุยและกิ่งแตกแห้งตายแต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น มาแนบและซีแนบ

โรคแอนแทรคโนสซึ่งเป็นเชื้อราที่เข้าทำลายผลอ่อน ผลสุกและใบ ถ้าเป็นที่ผลอ่อนจะทำให้เน่าแห้งได้หรือแผลเน่าสีน้ำตาลลูกแตกเสียหาย สามารถป้องกันได้ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น บีโนมิล แคปแทน โดยพ่นสารเคมีก่อนเก็บผล 1 เดือน
Picture 195



เมื่อวานนี้มีพัสดุกล่องน้อยมาจากเพื่อนเกษตรท่านหนึ่งที่รู้จักมักคุ้นกันดี เอะ!!! รึว่าจะประจานผ่านสื่อดี? อิอิอิ
ข้างในมีขวดแก้วบรรจุกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 แบบเพาะเนื้อเยื่อด้านใน แต่ก็ยังงงอยู่ดีว่าผู้ส่งต้องการอะไรจนเจอจดหมายน้อยเข้าถึงได้เข้าใจเจตนาของการส่งพัสดุครั้งนี้

“ปลูกให้ด้วย แล้วจะมารับตอนโต” -__-!!!

แนะ! เห็นห้องผู้เขียนเป็นแหล่งอนุบาลต้นไม้ไปได้ ซึ่งปกติก็รกอยู่แล้วนี่ก็จะยิ่งรกเพิ่มเข้าไปอีก ไม่รู้วันไหนรากต้นไม้จะแทงเข้าทางจมูกตอนนอน สงสัยจะมีเข้าซักวัน! ซื้อมาแล้วไม่ยอมอนุบาลเองแต่กลับส่งมาให้เราเลี้ยงเสียนี่ -__-!!! ซวยหละ มีภาระเพิ่ม!
Picture 095

ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะปลูกกล้วยไว้ที่สวนเยอะแยะแต่ปกติก็ซื้อเป็นต้นแบบที่อนุบาลพร้อมมาจากศูนย์วิจัยปากช่องแล้วจึงนำมาปลูกต่อเพราะอัตราการรอดสูงกว่า และที่สำคัญก็อยากจะบอกตามตรงว่าไม่เคยอนุบาลต้นไม้แบบเพราะเนื้อเยื่อจากขวดแก้วเสียที นี่ก็คงจะเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ แต่ก็ทำยังไงได้หละส่งมาแล้วนี่ -__-!!!

มาเริ่มกันดีกว่า เริ่มแบบทั้งๆ ที่ไม่เคยนี่แหละ

1. ขั้นตอนแรกก็ต้องทุบขวดให้แตกก่อน อยากจะบอกว่ายากลำบากเหลือเกินที่ต้องทุบขวดแก้วสี่เหลี่ยมแบบนี้ ต้องหาผ้ามารองรับแรงกระแทก ทุบแรงก็ไม่ได้ต้นไม้ข้างในจะกระจุย ทุบเบาก็ไม่แตกอีกเพราะขวดแก้วหนามากกกก สุดท้ายก็ต้องค่อยๆ เคาะ -__-!!! นี่แค่ขั้นตอนแรกกูยังเหนื่อยเลย แล้วพวกที่ปลูกเป็นพันๆ ต้นนี่ต้องทุบวันละกี่ขวดเนี่ยะ!
Picture 097
2. ใช้คีมคีบต้นกล้วยออกมาทีละต้น เบาๆ เบาๆ เบาๆ จะใช้มือก็กลัวโดนเศษแก้วปักมือ เฮ้ออออ เหนื่อย ต้นกล้วยเปราะมากอ่อนมากขนาดแก้วตกไปเฉือนใบขาดเลย

3. นำมาล้างเศษแก้วและเศษวุ้นหัวอาหารออกในน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับพืช (แบบเดทตอลอะไรพวกนี้ไม่เอานะ คนละฆ่าเชื้อกันเผลอๆ อาจจะตายได้) ซึ่งน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับพืชนั้นหาได้ทั่วๆ ไปตามร้านต้นไม้ ทำไมต้องล้างในน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยนะเหรอ? ก็เพราะว่าต้นกล้วยอยู่ในสภาพปลอดเชื้อในขวดมาเป็นเวลานานจึงมีภูมิคุ้มกันที่ค่อนข้างต่ำ แล้วอยู่ๆ ก็ได้มาสัมผัสกับอากาศข้างนอก ไหนจะต้องไปสัมผัสกับดินที่จะปลูกอีกก็เลยต้องหายาฆ่าเชื้อมาช่วยเป็นธรรมดา
Picture 100
4. ปลูกในถุงดำแบบชนิด ค่อยๆ ค่อยๆ ค่อย ค่อยๆ เพราะมือโดนนิดโดนหน่อยก็หักงอแระ -__-!!! เฮ้อออ เหนื่อยกว่าขุดดินอีก หากรากดุยาวไปก็สามารถตักรากทิ้งเพื่อให้งอกใหม่ *** อยากจะแนะนำว่าอย่าใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตในขณะที่ต้นกล้วยยังอ่อนอยู่เพราะลองดูแล้วปรากฏว่าตาย สงสัยเค็มจัด โธ่! ลูกพ่อ พ่อขอโทษ!!! ***

5. นั่งเฝ้านอนเฝ้าประคบประคองในช่วง 2 – 3 วันแรกถ้าหากรอดจากระยะเวลาปรับตัวนี้ไปก็สบายใจได้ขั้นหนึ่งว่าต้นกล้วยของท่านปรับตัวกับวัสดุปลูกใหม่ได้แล้วและพร้อมจะเจริญเติบโตเป็นต้นกล้วยที่ดีของสังคม อ่อ!! อย่าให้โดนแดดแรงๆ หละมีสิทธิ์ไปเกิดใหม่ได้เลยนะเนี่ยะ -__-!!!
Picture 108



อิจฉาชีวิตบรรพบุรุษจริงๆ ที่มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่ค่อนข้างจะสมดุล มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายหรือวิถีชีวิตเพื่อการยังชีพเท่านั้น สิ่งต้องการพื้นฐานก็มีแค่ปัจจัย 4 คือ ยา อาหาร เครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัย ลองนึกดูสิว่าออกไปยิงนก ตกปลาทั้งวันเพื่อหาอาหารแล้วก็เข้าบ้าน นับว่าเป็นวิถีชีวิตที่น่าสนุกและน่าอิจฉาในสายตาของผู้เขียน ส่วนของผู้อ่านคงไม่สามารถทราบได้เพราะต่างคนก็ต่างมุมมอง และบางท่านก็ยังอยากใช้ไอโฟนอยู่ หุ หุ หุ ขอกัดหน่อยเถอะตามประสาคนไม่มีใช้

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาหลังจากได้ยินคำถามจากเพื่อนๆ ชาวเกษตรด้วยกันว่า “ทำไมแต่ก่อนไม่เห็นต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลงให้เสียสุขภาพก็ได้ผลผลิตที่ดี” เป็นคำถามที่ได้คำตอบเป็นความเงียบจากผู้เขียน

เพราะอะไรนะหรือ?

นั่นก็เพราะว่าพวกเรานั่นแหละที่ไปตัดวงจรชีวิตตามธรรมชาติของสัตว์ แมลง หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กแบบแบคทีเรียและจุลินทรีย์ ด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามทีแต่กิจกรรมของเราก็ส่งผลกระทบให้วงจรชีวิตตามธรรมชาติอ่อนแอลงหรือบางอย่างก็ถูกทำลายสมดุลลงไป

ธรรมชาติมีระบบควบคุมความสมดุลในตัวเอง 2,000 – 3,000 ปีถึงจะมีการสูญพันธุ์ซักชนิดหรือ 2 ชนิดแต่นับแต่มนุษย์มีวิวัฒนาการเกินพอดีจนไปกระทบกับความสมดุลของธรรมชาติก็คงไม่ต้องบอกว่าสูญพันธุ์ไปแล้วกี่ชนิดและใกล้สูญพันธุ์อีกเท่าไหร่

แต่ก็เป็นที่หน้าดีใจว่าปัจจุบันมีเกษตรกรหลายๆ ท่านหันมาให้ความสำคัญกับความสมดุลของธรรมชาติมากขึ้น หันมาใช้สารเคมีที่สกัดมาจากธรรมชาติมากขึ้นซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้มาจากความตั้งใจจริงแต่มาจากผลพวงของการเกษตรที่ใช้สารเคมีอย่างหนักใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่ลืมหูลืมตาทำให้ถึงทางตันจนต้องมาฟื้นฟูธรรมชาติทีหลัง (-_-!!!)

ที่สวนของผู้เขียนเองก็ใช้ความพยายามอย่างหนักในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ความสมดุลกลับคืนมาแต่อยากจะบอกเหลือเกินว่ายากลำบากแสนสาหัสเพราะที่สวนเป็นแค่วงรอบวัถจักรเล็กๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศ
จนสุดท้ายต้องสร้างธรรมชาติเทียมขึ้นมาสนับสนุนความสมดุลของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ลงไปในดินเพื่อการย่อยสลายที่ดีขึ้นส่งผลให้พืชดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้นซึ่งเดิมนั้นจุลินทรีย์มีอยู่ในดินอยู่แล้วแต่ก็ถูกกำจัดไปโดยยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีต่างๆ การใช้สารสกัดจากสะเดาหรือการใช้น้ำต้มใบยาสูบแทนยาฆ่าแมลงทำให้สัตว์บางประเภทอยู่ได้และคอยกำจัดแมลงในสวนเป็นระบบห่วงโซ่อาหารขนาดย่อย การใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกแทนการใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ทำให้ดินมีอินทรีย์วัตถุจุลินทรีย์ตามธรรมชาติก็เริ่มกลับมาส่งผลให้สภาพดินดีขึ้นตามลำดับ การใช้พืชคลุมหน้าดินให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อพืช แมลงที่มีประโยชน์และจุลินทรีย์อยู่ได้ พอความสมดุลเริ่มกลับมาธรรมชาติเริ่มฟื้นคืน ปู ปลา กา กุ้ง ตั๊กแตนและแมลงต่างๆ ก็เริ่มกลับมา

Natural Circles01.jpg

Natural Circles02.jpg

Natural Circles03.jpg

Picture 067

Picture 069

แต่ก็นะ!! ใช่ว่าจะง่ายสำหรับการเริ่มต้น ลองนึกภาพดูนะว่าเป็นยังไงในเมื่อสวนข้างๆ ไร่แถวๆ นั้นใช้ยาฆ่าแมลงกันหมดทำให้แมลงศัตรูพืชเกิดอาการดื้อยา แถมยังบินมาชุมนุมกันที่สวนผู้เขียนซึ่งใช้แต่สารสกัดที่อ่อนๆ (เมื่อเทียบกับยาฆ่าแมลง) ลาภปากพวกเค้าเลยหละ สงสัยคงต้องขับเขี้ยวกันอีกนานเลย (-__-!!!) แต่ก้ชื้นใจขึ้นเป็นระยะเพราะหลังจากความพยายามอย่างหนักก็พอจะเห็นผลบ้าง เดี๋ยวนี้ปุ๋ยแทบไม่ต้องซื้อ ยาไล่แมลงแทบไม่ต้องพ่นเพราะธรรมชาติจัดการเองได้ ผลผลิตปลอดภัยจากสารเคมี

*** เพิ่มเติม 16/1/2556

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผู้เขียนต้มใบยาสูบผสมกับผงซักฝอกเพื่อจะไปกำจัดเจ้าเพลี้ยตัวแสบที่คอยรบกวนต้นมะม่วงอยู่เป็นประจำ

แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนสุดท้ายก็มาเจอภาพนี้เข้าเลยทำให้รู้ว่านี่คือก็เป็นผลดีอีกอย่างหนึ่งของการไม่ใช้ยาฆ่าแมลงมาฉีดต้นมะม่วงเลยทำให้มดรอดชีวตมาแล้วก็คอยกำจัดเพลี้ยที่กำลังจะแพร่ขยายเป็นการควบคุมแบบวงจรชีวิตตามธรรมชาติ

และแล้วเราก็มีเจ้าหน้าที่กำจัดเพลี้ยมาอีกหลายตำแหน่งงาน ทุกต้นมีเจ้ามดพวกนี้เฝ้าอยู่แต่ก็ถ่ายรูปมาได้แค่ 2 ต้นเพราะที่เหลืออยู่สูงถ่ายรูปไม่ไหว -__-!!!

Picture 226

Picture 232



พักนี้ดีหน่อยได้นั่งเขียนเรื่องการเกษตรบ้าง ปุ๋ยบ้างแบบนี้ค่อยสมกับเป็นบล็อกเกษตรหน่อยซึ่งปกติได้แต่นั่งบ่นกับข่าวสังคม การเมืองและก็ปัญหาเรื่องที่ดิน หุ หุ หุ

สมใจผู้เขียนหละ

วันนี้ว่ากันต่อด้วยเรื่องปุ๋ยเคมีที่หลายๆ ท่านเริ่มขยะแขยงเพราะคิดเองเออเองว่า ปุ๋ยเคมีทำลายดินบ้างหละ ทำลายระบบชีวะของแมลงในดินบ้างหละ ต่างๆ นาๆ ซึ่งก็ถูกแต่ก็ไม่ทั้งหมด ต้องขออธิบายตามความเข้าใจพื้นฐานของปุ๋ยเคมีกันก่อนเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันก่อนส่วนท่านผู้อ่านที่ทราบแล้วก็ข้ามไปได้เลยครับกระผม

ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์คือปุ๋ยที่ได้จากสิ่งไม่มีชีวิตจำพวกแร่ธาตุต่างๆ หรือการสังเคราะห์เช่น หินฟอสเฟตบด แอมโมเนียซัลเฟต และล่าสุดได้ข่าวว่าผลิตปุ๋ยจากน้ำมันดิบด้วยซึ่งก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่แต่ก็เป็นไปได้ (ข่าวนี้ยังไม่ได้กรองนะครับต้องศึกษากันต่อ) ปุ๋ยเคมีเหล่านี้จัดว่าเป็นแม่ปุ๋ยซึ่งมีความเข้มข้นสูง เช่น 15-15-15 คือ (N) ไนโตรเจน = 15, (P) ฟอสฟอรัส = 15, (K) โปรตัสเซี่ยม = 15 หมายถึงในปุ๋ยเคมี 100 กิโลกรัมจะมีธาตุไนโตรเจนอยู่ 15 กก, ธาตุฟอสฟอรัส 15 กก. และธาตุโปรตัสเซี่ยมอยู่ 15 กก. หรือ 15% นั่นเอง ลองคิดดูเล่นๆ ว่าถ้าเราต้องการใช้ปุ๋ยคอกมูลสัตว์จากไก่แทนที่จะใช้ปุ๋ยเคมีที่ธาตุมีน้อยกว่าจะต้องใช้กี่เท่าตัวแถมอัตราแร่ธาตุก็ไม่ค่อยคงที่เพราะขึ้นอยู่กับอาหารที่สัตว์ชนิดนั้นๆ กินเข้าไป แล้วราคาเท่าไหร่หละ? ปริมาณขนาดนั้นจะหาได้จากไหน? แล้วใครจะมาช่วยใส่ปุ๋ยเยอะขนาดนั้นหละ? โหหหห  ล้านแปดคำถามตามมา

ปล* ขอขอบพระคุณรุปภาพจากอินเตอร์เนตครับ

แม้ว่าจะมีค่าความเข้มข้นสูงเพียงใดแต่ปุ๋ยเคมีจะไม่มีธาตุอาหารรองหรือเสริมสำหรับพืชเลยซึ่งปุ๋ยเคมีเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนปุ๋ยอินทรีย์ได้เพราะไม่มีคุณสมบัติในการปรับโครงสร้างของดินให้ร่วนซุยได้ ยิ่งกว่านั้นเรื่องธาตุอาหารรอง เช่น กำมะถัน, แคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยมหรือธาตุอาหารเสริม เหล็ก (ไม่ใช่เหล็กเส้น บลส. นะ), สังกะสี (ไม่ใช่ที่มุงหลังคาบ้านนะ), แมงกานีส, ทองแดง, โบร่อน, โมลิบดินัม (ชื่อเท่ สุดๆ อ่ะ)และคลอรีนนั้นแทบจะไม่ต้องพูดถึงเพราะมีน้อยยยยยยยย มากกกกก

ส่วน 34-24-35 สูง 160 กว่าๆ พิมพ์นิยมสูตรนี้รีบคว้ามาใช้งานครับ เอ้ย ไม่ใช่หล่ะๆ

เคยมีคำถามหนึ่งจากฝ่ายวิชาการเกษตรว่า “อะไรเป็นสาเหตุให้ดินเสื่อมสภาพ ระหว่างใส่ปุ๋ยเคมีหรือไม่เติมอินทรีย์วัตถุเข้าไปในดิน” เออ น่าคิดไหมหละเพื่อนๆ

สาเหตุหลักของดินเสื่อมมาจากลักษณะนิสัยการทำงานของพวกเราๆ มากกว่าครับ เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับว่าเราปลูกพืชทั้งทีใส่ปุ๋ยแค่ไม่กี่กิโลกรัมต่อไร่แต่กลับขนผลผลิตจำนวนมหาศาลต่อไร่นับเป็นตันๆ เลย แล้วแบบนี้แร่ธาตุในดินมันจะเหลือไหม? ยิ่งใส่ปุ๋ยเคมีมากเท่าไหร่ดินก็ยิ่งเค็มมากเท่านั้นเพราะปุ๋ยเคมีไม่ได้มีคุณสมบัติที่จะปรับปรุงบำรุงดินเลย

แล้วใส่ปุ๋ยยังไงหละถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

โม้มาซะนาน สุดท้ายก็ได้เวลาตอบซะที

1. ใช้ปุ๋ยเคมีให้ถูกขนาดกับพืชที่เราปลูก เช่น ซื้อปุ๋ยสูตร 15-15-15 มาใส่พืชทั้งๆ ที่พืชไม่ได้ต้องการครบทั้ง 3 ตัว แล้วจะซื้อให้แพงทำไมใส่ไปพืชก็ไม่รับ น่าดีใจที่คณะอาจารย์และวิชาการจากวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลายๆ ท่านออกภาคสนามให้ความรู้กับชาวไร่ชาวสวนเรื่อง “ปุ๋ยสั่งตัด” หรือปุ๋ยที่คัดเอาแต่เฉพาะธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชแต่ละชนิดและแต่ละช่วงเวลา ค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยก็ถูกลงและได้ตรงตามความต้องการจริงๆ

2. ใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกพื่อให้พืชได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง ธาตุหลักเข้มข้น ธาตุรองและธาตุอาหารเสริมแถมปุ๋ยคอดหรือปุ๋ยหมักที่มีอินทรีย์วัตถุยังช่วยปรับปรุงบำรุงดินและหลักล้างครามเป็นกรดด่างของปุ๋ยเคมีอีกด้วย เรียกว่าครบเลยทีเดียว



อยู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นตอนบ่ายวันนี้ (ในขณะที่ผู้เขียนกำลังง่วงนอนกับงานประจำอันแสนน่าเบื่อ) พอรับก็ปรากฏว่าเป็นเสียงของน้าหมานผู้ช่วยงานที่สวน โทรมารายงานสถานการณ์ข่าวร้อนว่าแม่ค้าเจ้าประจำที่มารับผัก 2 รายทะเลาะกันแย่งชะอมกันที่สวน น่านนนนน  ให้มันได้อย่างนี้สิ สงสัยต้องให้รัฐบาลเปิดรับจำนำชะอมซะแล้ว หรือจะประกันราคาดี หรือเอะ เราจะตั้งเป็นระบบประมูลดี หุหุหุ คิดไปโน้นเลย

จากการพูดคุยกัน 2 ฝ่ายครึ่ง (เพราะอีกครึ่งฝ่ายเป็นเสียงโวยวาย) ก็ถึงได้รู้ว่าช่วงนี้ชะอมกำลังขาดตลาดและความต้องการของผู้บริโภคก็มีเยอะ ราคาขายขึ้นสูงแต่จำนวนชะอมที่ออกจากสวนกลับมีน้อยลงเพราะเป็นช่วงฤดูที่ชะอมแบบตอนกิ่งจะให้ยอดน้อยและพักต้นเพื่อสะสมอาหาร ทำให้แม่ค้าที่รับผักจากหน้าสวนเข้าตลาดวิ่งเข้าหาสวนผักกันให้วุ่นเพราะหากหาเข้าตลาดได้ก็หมายถึงกำไรอีกเท่าตัวจากปกติ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาทะเลาะกันเพียงแต่ว่าที่สวนจะไม่ขึ้นราคาแบบฉวยโอกาสครับและจะขายราคาเท่าเดิมเรื่อยๆ ขายกันแบบพี่ๆ น้องๆ เลยทำให้แม่ค้ารับส่งผักแวะไปเยี่ยมเยียนกันบ่อยๆ จนสนิมสนมกัน (แต่ก็ยังทะเลาะกันเอง)

สงสัย งานนี้คงต้องเพิ่มกำลังผลิต เอ้ย เพิ่มแปลงปลูกซะแล้ว

ชะอมนั้นปลูกง่าย โตไว ทนทานต่อโรคและทนทานต่อแล้งและถ้าเป็นชะอมที่มาจากการเพาะเมล็ดด้วยแล้วก็จะหายห่วงเรื่องผลผลิตในหน้าแล้งครับเพราะยังแตกยอดให้ช่อเป็นปกติสุข ปัจจุบันก็มีชาวสวนหลายท่านเลิกปลูกข้าวหันมาปลูกชะอมแทนเพราะรายได้ดีกว่าทำนา แถมยังใช้พื้นที่น้อยกว่าและการจัดการก็น้อยกว่าเช่นกัน โดยปลูกระยะห่างกัน 50ซม. (1 ไร่ปลูกได้ประมาณ 3,200 ต้น) ครับ ตัดยอดกันเมื่อยหลังเลยครับงานนี้เพราะปลูกเล่นๆ ไว้ 2 ไร่ โดยรายได้จากชะอมอย่างเดียวก็พอค่าขนมไปวันๆ ครับกับเงิน 300 – 400 บาทต่อวันที่เหลือหลังจากแบ่งให้คนช่วยเก็บไปแล้ว (ไม่เลวเลยใช่ไหมครับสำหรับการอยู่เฉยๆ แล้วไปเก็บเงินวันอาทิตย์) และที่สำคัญคือที่สวนแทบจะไม่ได้ยุ่งกับปุ๋ยเคมีเลยครับได้แต่ใช้ปุ๋ยหมักกับปุ๋ยคอกอย่างเดียวและก็ดูเหมือนว่าเจ้าชะอมจะชอบแบบนั้นซะด้วยสิ เรื่องยาฆ่าแมลงนั้นเป็นศูนย์ อันนี้รับร้องได้ครับว่าชะอมพื้นเมืองของเราทนทานโรคจริงๆ เพราะขนาดที่สวนนั้นจัดได้ว่าแมลงและโรคชุกชุม (เพราะแมลงจะหนีจากแปลงข้างๆที่พ่นยามารวมอยู่ที่สวนกันหมด เรียกได้ว่าโดยไม่ได้นัดหมายเลยทีเดียว) แต่ก็ยังไม่สะทกสะท้านชะอมเลยครับ แมลงแทบจะไม่กินโรคแทบจะไม่มีทำเอาคนขายปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงร้องไห้ออกจากสวนไปหลายรายแล้วครับ

บางทีบางครั้งละสายตาจากพืชเศรษฐกิจอย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟมาดูพืชผักสวนครัวใกล้ๆ ตัวบ้างก็ดีไม่น้อยและเราจะรู้ว่าการเกษตรยังทำอะไรได้อีกเยอะครับ และตลาดใกล้ตัวยังมีศักยะภาพอีกมากครับกับพืชผักสวนครัวที่มีการบริโภคทุกวันและไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับราคาอันผันผวนที่อ้างอิงกับตลาดโลก

เป็นเพื่อนกันบน Facebook
บทความกิจกรรมเกษตรและที่ดิน